รักได้ไหม..พี่ชายที่รัก

ตอนที่ 3 : ความจริง

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 77
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 0 ครั้ง
    6 ก.พ. 58


งานศพของวินัยจัดขึ้นอย่างเรียบง่าย ผู้ที่มาร่วมพิธีงานศพส่วนใหญ่จะเป็นเพื่อนที่ทำงานและเพื่อนบ้านเพียงไม่กี่คน และคนที่เธอพอจะคุ้นหน้า ทั้งวิจารณ์และอารีผู้เป็นภรรยา


พลอยปภัสในวัยนั้น แม้จะรู้สึกเสียใจมากที่ต้องสูญเสียคุณพ่อไปอย่างกะทันหัน แต่ไม่นานเธอก็สามารถดำเนินชีวิตต่ออย่างเป็นปรกติที่เคยทำ ชีวิตของเธอนับแต่วันที่ไม่มีพ่ออยู่ในบ้าน ทุกๆวันผ่านไปอย่างที่เคยเป็น แม่ออกไปทำงานแทบทุกวันไม่มีวันหยุด เธอเองก็เรียนหนังสือ กลับบ้าน กินข้าว เข้านอน เป็นอย่างนี้ทุกวัน แม้กระทั่งเสาร์อาทิตย์ ก็ยังต้องออกไปเรียนพิเศษ เพราะว่าอรนภัสไม่อยากให้เธออยู่บ้านตามลำพัง

               
แม่ไม่อยากให้พลอยนั่งจมจ่อมอยู่ในบ้าน ไปเรียนพิเศษหากิจกรรมอย่างอื่นทำจะเป็นประโยชน์มากกว่า หนูอยากเรียนอะไรล่ะลูก เปียโน รำไทย เต้น ร้องเพลงอรนภัสเสนอกิจกรรมมากมายแต่ผู้ที่นั่งฟังข้อเสนอกลับไม่สนใจอะไรซักอย่าง

               
ค่าเรียนพวกนั้น ไม่ใช่ถูกๆนะคะแม่ เพื่อนของพลอยไปเรียนเดือนหนึ่งแม่เขาเสียเงินตั้งหลายพัน กว่าจะเรียนจบก็คงเป็นหมื่น พลอยชอบอ่านหนังสืออยู่ที่บ้านมากกว่า

               
ถ้าไม่อยากเรียนพวกกิจกรรมเสริม ถ้าอย่างนั้นพลอยก็ควรจะเรียนภาษาอังกฤษ เอาเป็นว่าแม่จะไปหาที่เรียนใกล้ๆบ้านไว้ให้หนูไปเรียนเสาร์อาทิตย์ก็แล้วกันนะ สุดท้ายคือไม่สามารถเลี่ยงได้ เธอจึงต้องไปเรียน เรียนทุกวันแม้จะเป็นวันเสาร์อาทิตย์ก็ตาม ความเคี่ยวเข็ญของอรนภัสนับว่าเป็นประโยชน์สำหรับพลอยปภัสมากทีเดียว เพราะอย่างน้อย ภาษาอังกฤษก็เป็นภาษาที่เธอได้ใช้เลี้ยงชีพในวันที่...ไม่มีใครก้าวเข้ามาประคอง

             

            
อรนภัสยืนมองรูปถ่าย สามี ที่ตั้งอยู่บนโต๊ะตัวเล็กใกล้ๆกับหัวเตียงนอน  บัดนี้ เธอควรจะทำใจให้ได้ว่า บ้านรังอุ่น จะไม่มี คนในรูปถ่าย ที่ผ่านมา ตั้งแต่ย้ายเข้ามาอยู่ในบ้านหลังนี้ ไม่เคยเลยที่จะแยกจากกัน ครอบครัวเล็กๆในบ้าน อบอุ่น และเต๊มเปี่ยมไปด้วยความรัก จนไม่เคยคิดเลยว่า จะมีวันที่สูญเสีย “เสาหลัก”ของครอบครัว หากการร้องไห้ จะทำให้เรื่องทุกอย่าง ดีขึ้นได้ก็คงดี  อรนภัส หยิบกระดาษทิชชู่ ที่วางอยู่ใกล้รูปถ่ายเช็ดน้ำตาที่เปียกชื้นในดวงตา แต่มันเป็นไปไม่ได้ น้ำตาไม่เคยช่วยแก้ปัญหาอะไรได้

           
“อรจะเข้มแข็งนะคะ จะไม่ร้องไห้ให้ลูกเห็น จะเป็นเสาหลักต่อจากนัย”

           
อรนภัสเดินไปนั่งที่เตียงนอนซึ่งเวลานี้ เตียงนอนดูใหญ่ อ้างว้างมากขึ้น เธอเอนกายพิงหัวเตียง หากสายตายังไม่ละทิ้ง คนในรูป

          
เธอยังจำได้ดี ในวันที่ เธอบอกวินัย ว่าเธอท้อง ท้องในขณะที่ ต่างรู้ดี ว่ายังไม่พร้อมด้วยประการทั้งปวง

เธอยังจำได้ ว่าแววตานั้น ไม่มีอาการหวั่นไหว และไม่มีอาการลังเลใจแต่อย่างใด เขาพิสูจน์ คำว่า รัก ด้วยการเผชิญหน้ากับความจริง แม้สิ่งที่ได้กลับมาหลังจากวันนั้น จะทำให้ชีวิตของเขาเปลี่ยนแปลงไป

             
เมื่อครั้งที่วินัยพาอรนภัส เข้าไปบ้านของเขาครั้งแรก เธอก็ยอมรับแล้วว่า เธอและเขา แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง เธออดที่จะเปรียบเทียบไม่ได้ว่า เขาเติบโตมาอย่างไรในบ้านหลังใหญ่ ในโต๊ะอาหารที่มีประมุขของบ้าน
นั่งพิจารณาแขกร่วมโต๊ะ อย่างประเมินและตีมูลค่าออกมาเป็นราคา เธอมองอาหารสารพัดที่จัดวางอย่างสวยงาม ถ้วยจานชามช้อน ผ้าเช็ดปาก และแก้วน้ำ จัดวางอย่างเป็นระเบียบ เข้าชุดกันทุกอย่าง สิ่งเหล่านี้ ล้วนแตกต่างจาก บ้านของเธออย่างลิบลับ ทั้งอาหารที่เกินนับ ทั้งสีหน้า การวางท่าทางของผู้ร่วมโต๊ะ ราวกำลังนั่งอยู่ในหมู่คนแปลกหน้าที่ไม่ควรเรียกได้ว่า ครอบครัว

              
แต่ในเมื่อวินัยต้องการพาเธอมาทำความรู้จักกับครอบครัวของเขา การรับประทานอาหารเย็นในวันนั้นกับครอบครัวของวินัย ทุกสิ่งทุกอย่าง ที่เธอได้รับและสัมผัสได้ มันห่างไกลกับคำว่า มาทำความรู้จักกัน เพราะมันเหมือนกับว่า ครอบครัวของเขา โดยเฉพาะบิดาของวินัย ไม่ได้อยากจะรู้จักมักจี่กับผู้หญิงที่ไม่มีอะไรจะเทียบเท่ากับบุตรชายของเขาได้เลย

                 
“เรียนมหาวิทยาลัยเดียวกันรึ” นั่นเป็นประโยคคำถามแรกที่ประมุขผู้ชายของบ้านเอ่ยถาม

                
“ค่ะ” เธอตอบ เป็นคำตอบที่เรียกได้ว่าประหยัดคำมากที่สุด และหลักจากนั้นก็มีคำทักทาย ละม้ายเป็นการซักประวัติ เพื่อประเมินคุณลักษณะของบุคคล

                
“ที่บ้านทำธุรกิจอะไรล่ะ”

                 
อรนภัส หันไปมองคนรักในขณะที่ที่กำลังบรรจง ตักอาหารตรงหน้าเพื่อวางให้ที่จานของเธอ

                 
“ทำไร่ข้าวโพดที่เขาใหญ่ค่ะ”

                 
“ชาวสวน ชาวไร่อย่างนั้นรึ” แม้น้ำเสียงของประมุขผู้หญิงที่ถามขึ้นมานั้นจะราบเรียบมิได้มีแววหยามหมิ่นใดๆ แต่ผู้ฟังก็รับรู้ได้ว่า ผู้พูดมิได้รู้สึกดีกับอาชีพ ชาวสวน ชาวไร่ เท่าไหร่นัก

                 
“วิจารณ์ ไร่ที่ฉันเพิ่งซื้อมาที่ระยองนี่มันกี่ไร่กันนะ”

                     
“ถ้าจำไม่ผิดน่าจะประมาณ พันไร่ครับคุณพ่อ”

                  
“ฉันว่าด้านหน้าจะทำเป็นรีสอร์ท ส่วนด้านหลังจะทำเป็นไร่ผลไม้ แล้วที่ทางบ้านเราทำไร่ข้าวโพดกี่ร้อยไร่ละ” อรนภัสพยายามไม่คิดว่าปลายคำถามน้ำเสียงนั้นมีแววเย้ยหยันอยู่ในที

                 
“สิบไร่ค่ะ” อรนภัสรู้สึกว่าน้ำเสียงของเธอที่ตอบกลับไป ช่างเบาและแหบพร่าเหลือเกิน
และดูเหมือนว่าตัวผู้ถามก็ไม่ได้ใส่ใจใคร่รู้คำตอบจากเธอเท่าไหร่นัก

                    
“วินัย พ่อส่งเรื่องไปทางมหาวิทยาลัยที่อเมริกาแล้ว รอทางนั้นตอบกลับมา แกก็จะได้ไปเรียนต่อโทเรียนจบกลับมาจะได้ช่วยเหลือดูแลกิจการไม่ใช่ปล่อยให้พี่วิจารณ์ ดูแลทั้งหมดอยู่คนเดียวแล้วเรื่องอย่างอื่นอย่างใดนอกเหนือจากนี้อย่าใส่ใจให้มากนัก อนาคตที่พ่อคาดหวังไว้กับแกยังอีกไกล” ชายชราปั้นหน้าเคร่ง น้ำเสียงดุจริงจัง ทรงอำนาจ น่าเกรงขาม และทำให้เธอรู้ว่าระหว่างวินัยกับเธอ หากคิดจะคบกันต่อไป ย่อมมีอุปสรรคมากมายขวางกั้น  หญิงสาวลูบเบาๆที่ท้อง เธอจะทำอย่างไรกับหนึ่งชีวิตที่กำลังจะเติบโตขึ้นมา

               
จะว่าไปแล้ววินัยมีพร้อมทุกสิ่งทุกอย่างแทบจะไม่ต้องดิ้นรนแสวงหาอะไรเพื่อความอยู่รอดในชีวิต ไม่เหมือนเธอ ผู้หญิงจากต่างจังหวัดที่ขึ้นมาอยู่ตามลำพังในหอพักใกล้มหาวิทยาลัยที่พื้นที่ภายใน ทั้งห้องยังเล็กกว่า ห้องน้ำของบ้านหลังใหญ่นี้ด้วยซ้ำ เธอนึกไปถึง คำพูดของมารดา ที่บอกเล่า เรื่องการเก็บเกี่ยวที่ได้น้อย การถูกกดราคาจากพ่อค้าที่มารับซื้อไปขายต่อ แม้มารดาจะไม่ปริปากบ่นในแต่ละครั้งที่ส่งเงินมาให้ แต่เธอรู้ดีว่า ต้องช่วยประหยัดเพื่อไม่ให้เป็นภาระ เธอเคยคิดว่าเมื่อเรียนจบจะกลับไปช่วยเป็นเรี่ยวแรงให้มารดา โดยไม่ได้คาดหวังเช่นเดียวกันว่า การกลับไปครั้งนี้ จะเป็นการบากหน้ากลับไปเพราะ ตั้งครรภ์ทั้งที่ยังไม่ได้รับปริญญา

              
“ผมคงทิ้งลูก ทิ้งภรรยา ไปเรียนต่อต่างประเทศ ตามที่คุณพ่อตั้งใจไว้ไม่ได้หรอกครับ”

              
วินัยจับมือเธอแน่น ดั่งเป็นคำมั่นสัญญาว่าเขาจะไม่ทิ้งเธอจากไปไหน แล้วเขาก็ทำอย่างที่เขาพูด วินัยเลือกที่จะเรียนต่อปริญญาโทในเมืองไทยแทนการเดินทางไปอเมริกาและเลือกที่จะใช้ชีวิตร่วมกับเธอผู้หญิงที่ไม่มีอะไรเลยนอกจากที่ดินเพียงสิบไร่

                  
“ผมไม่ใช่ลูกรักของพ่อ เป็นเพียงลูกเมียน้อย ปล่อยให้พี่วิจารณ์เป็นลูกรักไปคนเดียวน่ะดีแล้ว...ตัวแม่ใหญ่เองก็คงเห็นดีเห็นงามที่ผมไม่ทำตัวเกินฐานะ”แม้จะพูดอย่างนั้นแต่วินัยก็ยังช่วยเหลือดูแลกิจการของบิดาในฐานะเลขาของวิจารณ์ เธอไม่รู้อะไรมากนอกเหนือจากนั้น เพราะวินัยไม่ได้มีนิสัย ช่างเล่า เรื่องในครอบครัว เธอจึงรู้แค่ว่า วินัยเป็นลูกที่เกิดจากแม่บ้าน แม้จะเป็นลูกอีกคนของ วิชัย แต่ก็ไม่ได้เป็นที่ยอมรับของภรรยาหลวง และวิชัยก็ดูแลลูกชายคนนี้ตามหน้าที่ที่ได้ทำให้เกิดมา สำหรับมารดาของวินัยนั้น เขาเล่าให้ฟังเพียงว่าเสียชีวิตไปตั้งแต่ วินัยยังไม่รู้ประสา เขาจึงโตมากับพี่เลี้ยงซึ่งแทบจะเปลี่ยนไปทุกปี ด้วยนิสัยเจ้าชู้ของผู้เป็นบิดา และความเจ้าอารมณ์ของแม่ใหญ่

                
“ถ้าคิดจะใช้ชีวิตกับผู้หญิงคนนั้น แกจะไม่ได้อะไรจากฉันซักบาท” นั่นคือประกาศิตเด็ดขาดสำหรับผู้บังอาจ ล่วงละเมิดคำสั่ง ของผู้เป็นใหญ่ในบ้าน แต่ถึงอย่างนั้นเธอก็ไม่อยากเชื่อเลยว่า แม้เวลาจะล่วงผ่านไป สิบกว่าปีแล้ว แม้กระทั่งลูกชายเสียชีวิต บุคคลที่ได้ชื่อว่า เป็นพ่อก็ยังไม่คิดจะยกโทษให้

                 
“คุณพ่อท่านดื้อ หัวรั้น เป็นอย่างนี้ไม่เคยเปลี่ยน ทำใจนะอร เดือดร้อนอะไร ถ้าพี่ช่วยได้ พี่ยินดี” นี่คือคำพูดของพี่ชายที่พึงต่อน้องสะไภ้ที่จะว่าไปแล้ว ไม่มีใครในครอบครัวยอมรับสักคน

3 ความคิดเห็น