I am real | ฉัน... คือฉัน

ตอนที่ 2 : บทที่ 1 Complete 100%

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 6,876
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 416 ครั้ง
    13 มี.ค. 64








บทที่ 1

 






 บทพิเศษ :: วิเวียน


“คุณหนูจะออกไปไหนคะ”


วิจะไปติวที่โรงเรียนสอนพิเศษค่ะ”


“ให้นายเอกไปส่งไหมคะ นมจะไปตามให้”


“ไม่เป็นไรค่ะนมไม้ วิไปเองได้” แม่นมดอกไม้เป็นแม่นมที่เลี้ยงดูฉันกับวิวาห์มาตั้งแต่คุณแม่เสียไป ฉันจึงรักและเคารพท่านเหมือนแม่คนหนึ่ง


“ถ้าอย่างนั้นก็เดินทางปลอดภัยนะคะ”


“ค่ะ” ยิ้มอ่อนส่งไปให้แม่นมก่อนจะใส่รองเท้าแล้วออกมาจากบ้าน


อีกไม่กี่เดือนข้างหน้าฉันก็จะจบ ม.หก แล้วล่ะ ตอนนี้เลยต้องไปติวเพิ่มเพื่อให้สอบติด          

              


“ทางนี้เว้ยวิเวียน” เมื่อมาถึงห้างที่เป็นสถานที่ต้องของสาถานที่เรียนพิเศษเสียงเรียกจากเพื่อนที่รู้จักกันมานานอย่างดินสอก็ดังขึ้น ตอนนี้เธออยู่ห่างจากฉันประมาณห้าก้าวเห็นจะได้


“หวัดดีดินสอ”


“เออ ๆ” 


ดินสอเดินเข้ามากอดคอแล้วพากันไปยังสถานที่เรียนพิเศษ ถึงจะไม่ได้เรียนที่โรงเรียนด้วยกันแต่ดินสอก็ยังติดต่อกับฉันอยู่ตลอด ดังนั้นฉันจึงชวนดินสอมาเรียนพิเศษด้วยกัน


“เบื่อจัง”


“เดี๋ยวก็เลิกเรียนแล้วน่า” พูดปลอบคนที่นอนแนบหน้าลงกับโต๊ะตัวยาวแล้วมองไปยังติวเตอร์


“แต่วันนี้ไม่ได้เดินเล่นด้วยนะ พี่บรรทัดมันให้ไปเอาของที่คอนโด”


“ไม่เคยเจอพี่บรรทัดสักที”


“ก็เรียนคนละโรงเรียนตั้งแต่ ม.ต้น แถมพี่กูก็ขลุกอยู่แต่กับเพื่อน”


“คงจะมีโอกาสได้เจอสักวันล่ะมั้ง”


“อย่าเจอเลย คนอะไรก็ไม่รู้ทำตาดุเก่งฉิบหาย” พูดแล้วก็ทำท่าล้อเลียนพี่ชายของตัวเอง ฉันที่เห็นว่ามันตลกก็หัวเราะออกมาเบา ๆ ก่อนจะหันหลับไปตั้งใจเรียนต่อเมื่อติวเตอร์จ้องมาทางนี้เขม็ง





หลังจากหมดชั่วโมงเรียนฉันก็ดินสอก็แยกกันที่หน้าโรงเรียนสอนพิเศษ ฉันที่ยังไม่อยากกลับบ้านก็เดินเล่นในห้างต่อ วันนี้กะว่าจะชวนดินสอไปกินไอติมด้วยกันสักหน่อย แต่ดินสอดันไม่ว่างแล้วซะนี่...


พลั่ก!


“ขอโทษค่ะ” เอ่ยขอโทษแล้วย่อตัวลงช่วยเขาเก็บของที่หล่นกระจายอยู่ที่พื้น เมื่อเงยหน้าขึ้นมาก็ต้องชะงักเมื่อดังตาคมดุจ้องมองมาอยู่ก่อนแล้ว “เอ่อ นี่ค่ะ”


“เดินก็ดูทางบ้าง”


“ขอโทษด้วยจริง ๆ ค่ะ” พูดจบก็หลบหน้าหลบตา กลัวว่าจะโดนเขาดุเข้าอีก ถึงจะเป็นผู้ชายที่หน้าตาดีระดับนายแบบ แต่น้ำเสียงที่ใช้ก็ดุดันจนฉันแอบหวั่น


“กลัวอะไรขนาดนั้น?


       “คือว่า...”
              
              “จะไปกินไอติม?” เงยหน้าขึ้นมองพี่เขาตาปริบ ๆ นี่เขารู้ได้ยังไงว่าฉันอยากกินไอติม ไม่ใช่ว่าแอบสะกดรอยตามฉันมาหรอ? “คิดไปถึงไหน?


“พะ พี่รู้ได้ยังไงว่า...”


“ว่าเธอจะกินไอติม?” พยักหน้ารับเบา ๆ “มองแต่ร้านไอติมจนไม่ดูทางเธอคงอยากกินส้มตำมั้ง”


“ขอโทษค่ะ...”


“พูดเป็นอยู่คำเดียวหรือไง?


“ขอโทษค่ะ”


“เฮ้อ” ถอนหายใจเสียงดังแล้วก้มหน้าลงมองฉันเหมือนอยากจะฆ่าให้ตาย ก็แค่ขอโทษเองนะ ทำไมต้องมองกันแบบนั้นด้วย “จะกินไอติมใช่ไหม?”        


“คะ?” ร้องออกมางง ๆ แล้วมองตามหลังพี่เขา                    


“มาสิ” คนที่เดินไปได้สองก้าวหันกลับมาเรียก 


ฉันมองพี่เขาอย่างสงสัย...หรือว่าพี่เขาก็ตั้งใจจะไปที่ร้านไอติมเหมือนกันเลยชวนฉัน 


“ชนแล้วก็เลี้ยงด้วย”


“เอ่อ ดะ ได้ค่ะ!” ที่แท้ก็จะให้ฉันไปเลี้ยงไอติมไถ่โทษนี่เอง




ต่อมาฉันกับพี่เขาก็เข้ามานั่งยังมุมหนึ่งของร้าน ซึ่งคนไม่ค่อยเพ่นพ่านเท่าไร แล้วฉันก็ไม่ค่อยชินก็กับมุมนี้เลย ฉันชอบนั่งตรงที่มีคนเดินไปมามากกว่า มันรู้สึกอุ่นใจดี


“ชื่ออะไร?


“หนูเหรอคะ?


“ผีมั้ง” 


ผีเหรอ...


“เธอนั่นแหละ ชื่ออะไร”


“เอ่อ หนูชื่อวิเวียนค่ะ”


“ฉันนักรบ”


“ยินดีที่ได้รู้จักค่ะพี่นักรบ”


“มาติวเหรอ?” พยักหน้ารับก่อนจะก้มหน้าลงมองเมนูที่อยู่ในมือ จากนั้นก็สั่งสิ่งที่ต้องการกับพนักงาน หันมองพี่นักรบที่นั่งอยู่ฝั่งตรงข้ามเพื่อจะถามว่าพี่จะกินรสไหน พี่เขาเลยจิ้มลงบนเมนูโดยไม่ได้มอง จากนั้นก็ส่งสายตาให้พนักงานเดินออกไป พอเหลือกันสองคนก็เอ่ยถามออกมา “จะเข้าคณะไหนล่ะ?


               “คณะพยาบาล ที่ LU ค่ะ”     
              
          “คงได้เจอกัน”                                   
              
               “พี่นักรบก็เรียนพยาบาลหรอคะ?”        

               “ตลกมากไหม?” อะไรกัน ถามแค่นี้ทำไมต้องทำเสียงดุใส่ด้วย “หน้าอย่างฉันเหมือนคนเรียนพยาบาลหรือไง?


“หนูไม่รู้ ขอโทษด้วยค่ะที่เข้าใจผิด”


“เลิกพูดขอโทษสักทีเถอะ รำคาญ”


“ขอ...” อยากจะยกมือขึ้นตีปากตัวเองสักที พี่เขาก็บอกอยู่ว่าให้เลิกขอโทษ แต่ไอ้ปากไม่รักดีนี่ก็ไม่ฟังอะไรเลย ดูสิ...พี่เขานิ่วหน้าใส่แล้วนั่น “ว่าแต่พี่นักรบเรียนคณะอะไรหรอคะ?


“วิศวะฯ”


“ยากไหมคะ?


“ไม่เท่าไหร่” ฉันพยักหน้ารับแล้วก้มลงมองมือตัวเองที่อยู่บนตัก ไม่นานนักพนักงานก็เอาไอติมที่สั่งไปมาเสิร์ฟ ของฉันเป็นรสสตอว์เบอร์รี่ ส่วนของพี่นักรบเป็นรสนม เขามองของตรงหน้าแล้วดันมามันทางฉัน “กินให้หน่อย”


“จะดีหรอคะ?


“เธอจ่ายนี่ จะเป็นไรไปล่ะ” ก็ถ้าจะไม่กินตั้งแต่แรกจะสั่งมาทำไมให้เปลืองเงินกันเนี่ย ถึงที่บ้านฉันจะไม่ได้ขาดแคลนแต่ก็ใช่ว่าฉันจะชอบใช้จ่ายอะไรที่มันสิ้นเปลืองนะ “ทำหน้าทำตา”


“หนูยังไม่ได้ทำอะไรเลยนะคะ”


“หงอยเป็นหมาแล้วเหอะ”


“หนูไม่ใช่หมาสักหน่อย...”


“หึ” คนตรงหน้าหัวเราะออกมาเบา ๆ 


ถ้าเกิดว่าฉันเงยหน้ามองสักนิดจะเห็นได้ชัดเลยว่าสายตาที่พี่นักรบใช้มองมานั้นมันเหมือนเสือจ้องจะขย้ำเหยื่อแค่ไหน 


ฉันไม่รู้เลยว่าในอนาคตอันใกล้นี้... ฉันจะประสบปัญหาใหญ่จนทำให้ฉันสูญเสียความเป็นตัวเอง




เมื่อที่ไอติมหมดทั้งสองถ้วย ฉันก็จ่ายเงินกับพนักงานแล้วเดินออกมานอกร้านพร้อมกับพี่นักรบ ถึงจะบอกว่าให้ฉันเลี้ยงไถ่โทษ แต่เขาไม่ได้กินอะไรไปเลยสักคำ แล้วอย่านี้มันเรียกว่าเลี้ยงยังไงกันล่ะเนี่ย


“พี่นักรบคะ”


“ว่า?


“ช่วยรอตรงนี้แป๊บนึงได้ไหมคะ?


“ฉันมีธุระ”


“ขอแค่ห้านาทีค่ะ” 


พี่นักรบมองหน้าฉันอย่างพิจารณาก่อนจะพยักหน้ารับในเวลาต่อมา “เกินกว่านี้ไม่รอ”


“ขอบคุณค่ะ” พูดจบก็สาวเท้าวิ่งไปยังร้านเครื่องเขียน ไม่ได้เลี้ยงไอติม ก็ขอซื้อของให้เป็นการไถ่โทษหน่อยแล้วกัน ไม่รู้ว่าพี่เขาจะชอบหรือเปล่านะ เพราะมันก็เป็นแค่ปากกาโง่ ๆ แท่งละไม่กี่ร้อยบาทเท่านั้น


หลังจากที่จ่ายเงินเรียบร้อยแล้วฉันก็วิ่งกลับมาทางเดิม และพี่นักรบไม่อยู่ตรงที่เดิมแล้ว ให้ตายสิ... นี่มันห้านาทีแล้วนี่นา เอาเป็นว่าไปดูแถมทางออกห้างก่อนก็แล้วกัน หวังว่าเขาจะยังไม่ไปไหนไกลนะ


นั่นไง เจอแล้ว!


“พี่นักรบคะ!” เมื่อร่างสูงได้ยินเสียงเรียกก็ชะงักขาที่กำลังจะก้าวเดิน ต่อมาพี่เขาก็หันกลับมามองฉันที่ยืนหอบอยู่ข้างหลัง “นะ นี่ค่ะ แทนคำขอโทษ”


“ไม่เป็นไร”


“รับไว้เถอะนะคะ ไม่งั้นหนูคงไม่สบายใจ” เขามองฉันอย่างเอือมระอาก่อนจะรับของในมือไป ไม่กี่วินาทีต่อมาก็หันกลับไปแล้วเดินไปตามที่ทางที่เขาจะไปตั้งแต่แรก ส่วนฉันก็มองตามแผ่นหลังกว้างจนลับสายตาก่อนจะพาตัวเองมายืนรอรถเมล์เพื่อกับบ้าน 


อยากเจออีกจังเลย...









หลังจากนั้นไม่กี่วันฉันก็กลับมาที่ห้างเดิม แต่คราวนี้ฉันมาคนเดียวเพราะดินสอต้องไปเรียนที่โรงเรียน และวันนี้ก็เป็นอีกวันที่ฉันต้องมาติวที่โรงเรียนสอนพิเศษ หลังจากที่เรียนเสร็จฉันก็เข้ามานั่งทานข้าวที่ร้านอาหารญี่ปุ่นร้านหนึ่ง 


“นั่งนั่นกันมึง” เสียงที่ดังขึ้นทำให้ฉันหันไปสนใจ ด้วยความที่นั่งใกล้กับทางเข้าเลยทำให้ฉันรู้ได้ว่าใครเข้าใครออกร้านนี้บ้าง “ไอ้ทัดแม่งก็ช้าฉิบหาย”


“มึงจะบ่นไรนัก”


“ก็กูหิว”


“เดี๋ยวมันก็ตามมา”


“เออ ๆ”


“ไง” พี่นักรบที่หันมาเจอฉันก็เอ่ยทักขึ้นมา อันที่จริงฉันเห็นพี่เขาตั้งแต่ที่เงยหน้าขึ้นมองแล้ว แต่ไม่กล้าทักเพราะพี่เขานั้นมากับเพื่อน และอีกอย่างก็กลัวว่าพี่เขาจะจำกันไม่ได้


“ไงเหี้ยอะไรของมึงวะไอ้รบ?” เพื่อนพี่นักรบถามขึ้นมาอย่างสงสัย


พี่นักรบเบนสายตาไปมองเพื่อนที่ยืนข้าง ๆ ก่อนจะถอนหายจะออกมาแล้วพูดว่า “กูไม่ได้คุยกับมึง”


“แล้วมึงคุยกับผีที่ไหน?


“มึงไปรอที่โต๊ะไป รำคาญ”


“เออ ๆ งั้นเดี๋ยวกูสั่งเผื่อพวกมึงเลยนะ” พี่นักรบหันไปพยักหน้ารับกับเพื่อนก่อนจะเดินมานั่งฝั่งตรงข้ามกับฉัน ดังนั้นฉันที่กำลังจะคีบซูชิเข้าปากจึงชะงักมือแล้วเงยหน้ามองพี่เขา


“สวัสดีค่ะ”


“สองครั้งแล้วนะ”


“คะ?


“เจอกันสองครั้งแล้ว” ก็ใช่ที่ฉันกับพี่เขาบังเอิญเจอกันสองครั้งแล้ว แต่ว่ามันทำไมอย่างนั้นเหรอ “ครั้งที่สามจะขอเบอร์นะ บอกไว้ก่อนจะได้เตรียมตัว”


          “คงไม่บัญเอิญขนาดนั้นหรอกมั้งคะ”   
              
          “หึ เอาตามนี้แล้วกัน เจอครั้งที่สามจะขอเบอร์” พูดจบก็ยื่นมือมาเกี่ยวปอยผมฉันขึ้นไปทัดกับใบหู ฉันได้แต่มองการกระทำของพี่เขาด้วยอาการใจสั่น คนคนนี้นี่มันยังไงกันนะ “มื้อนี้ฉันเลี้ยงเอง”


“ไม่เป็นไรค่ะ”

             

            “เถอะน่า” พูดอย่างเอาแต่ใจก่อนจะยกยิ้มขึ้นมาอย่างเจ้าเล่ห์ ไม่กี่วินาทีต่อมาก็ขยับตัวลุกขึ้นแล้วเดินไปยังโต๊ะที่มีเพื่อนของเขานั่งอยู่ ซึ่งเพื่อนของเขาก็มองมาที่ฉันอย่างเปิดเผย สายตาแวววาวของสองคนนั้นนั่นมันอะไรกันเหมือนกำลังเจอเรื่องสนุกอะไรอย่างนั้นแหละ ว่าแต่เจอกันครั้งที่สามอย่างนั้นหรอ มันจะมีเรื่องบังเอิญแบบนั้นเกิดขึ้นจริงหรอ?


...ห้านาทีต่อมา โต๊ะของพี่นักรบก็มีคนเพิ่มมาอีกหนึ่งคน ก่อนเดินผ่านฉันไปเขาชะงักแล้วส่ายหัวเบา ๆ ซึ่งฉันเองก็ไม่เข้าใจการกระทำของเขาเหมือนกัน




เมื่อกินอิ่มฉันก็เรียกพนักงานมาคิดเงิน แต่ก็พบว่าพี่นักรบจ่ายให้แล้วจริง ๆ ฉันที่ไม่สบายใจเลยฝากเงินไปคืนให้กับเขาก่อนจะออกจากร้านอาหารมา พร้อมกันนั้นก็ตั้งข้อสงสัยกับตัวเอง...


คนเราจะสามารถเลี้ยงข้าวคนแปลกหน้าที่เพิ่งเคยเจอกันแค่สองครั้งได้จริงหรอ?


Ringtone ~


-ดินสอ-


ออกจากร้านอาหารมาได้ไม่นานก็มีเสียงเรียกเข้าจากโทรศัพท์มือถือ เมื่อเอาขึ้นมาดูก็เห็นว่าเป็นเพื่อนสนิทที่โทรมาจึงกดรับสาย จากนั้นก็กรอกเสียงลงไปทันที       

“ฮัลโหล ว่าไงดินสอ?


[มึงอยู่ห้างป่ะ?]


“ตอนนี้ยังอยู่ มีอะไรหรือเปล่า?


[มึงซื้อกระดาษร้อยปอนด์เข้ามาให้หน่อยดิ ที่สหกรณ์แม่งหมดว่ะ]


“เอากี่แผ่นล่ะ?


[เอามาสักสี่ห้าแผ่นก็ได้ เผื่อคนอื่นอยากได้]


“โอเค ไว้ครึ่งชั่วโมงจะเข้าไปนะ”


[น่ารักมาก มากอดที]


“ฮ่า ๆ ไว้เจอกันนะ” หัวเราะให้กับคำพูดน่ารักของอีกคน กดวางสายแล้วไปซื้อกระดาษให้เพื่อน


หลังจากที่ได้กระดาษมาแล้ว ฉันก็ตรงมายังโรงเรียนที่เคยเรียนเมื่อเกือบสองปีก่อน จะว่าไปก็ไม่ได้มาแถวนี้นานเลยนะ ไม่รู้ว่าจะเจอคู่อริของวิวาห์หรือเปล่า


“ไอ้เพื่อนรัก!


“หวัดดีดินสอ”


“เออ ไหว้พระเถอะ” พูดจาติดตลกก่อนจะยื่นมือมารับของที่ฝากซื้อผ่านช่องประตูของโรงเรียน และตบท้ายด้วยการไหว้ย่อด้วยท่าทีกวน ๆ “ขอบใจมากเว้ย”


“ไม่เป็นไร”


“อยากอยู่คุยด้วยจัง แต่อีกสิบนาทีจะเข้าเรียนแล้วอะ”


       “ไว้คุยกันทีหลังก็ได้ แกเรียบไปเรียนเถอะ”          
 
       “ก็ได้ ไว้เย็นนี้จะโทรไปเมาท์นะจ๊ะ” พยักหน้ารับแล้วโบกมือให้เพื่อนรีบขึ้นไปเรียน เมื่อเห็นว่าดินสอวิ่งหายไปแล้วฉันก็เดินไปที่ป้ายรถเมล์


ตุบ!


ชะงักขาที่กำลังเดินเมื่อมีคนกระโดดออกมาจากโรงเรียนแล้วหยุดอยู่ตรงหน้าฉัน คนตรงหน้าทำให้ฉันหวั่นใจไม่น้อย เพราะเขาเป็นหนึ่งในอริของวิวาห์


“ก็นึกว่าใคร...” 


เป็นแต้ม คนที่วิวาห์ทุ่มเก้าอี้ใส่คนนั้น 


“สบายดีเหรอมึง?


“เราสบายดี”


“ไม่เจอกันเป็นปี เรียบร้อยขึ้นนะมึง” ก็ฉันไม่ใช่วิวาห์นี่ ถ้าเกิดตรงนี้เป็นวิวาห์คงได้มีเรื่องกันตั้งแต่เอ่ยปากทักแล้ว “กูยังไม่ได้คิดบัญชีกับมึงเลยนะ”


“นายหาเรื่องก่อนเองนะ”


“แต่กูก็ไม่ได้ทำร้ายร่างกายมึงป่ะ”


“คำพูดก็เป็นการทำร้ายอย่างหนึ่งนะ” จบประโยคฉันก็เดินเลี่ยงออกมาแล้วมุ่งตรงไปยังป้ายรถเมล์ดังเดิม แต่ก้าวขาได้แค่เพียงสี่ก้าว แต้มก็เดินมากระชากแขนฉันให้กลับไปหาเขา “ปล่อยเรา”


“กูยังพูดกับมึงไม่จบนะวิวาห์”


“เราไม่ใช่วิวาห์”


“ไม่ใช่วิวาห์แล้วมึงเป็นใคร?” 


ฉันมองคนตรงหน้าอย่างไม่ชอบใจ ก่อนจะสะบัดแขนออก ตะโกนบอก รปภ. ที่เฝ้าหน้าประตูว่ามีเด็กหนีเรียน ก่อนจะวิ่งออกมาจากตรงนั้น...ถ้าวิวาห์ไม่ทำแบบนั้น ฉันคงไม่โดนหาเรื่องไปด้วย


หลังจากกลับมาถึงบ้านฉันก็อยู่แต่ในห้องนอน แม่นมมาเรียกไปกินข้าวเย็นก็ไม่ไป ตัวฉันเองก็รู้ว่าการทำแบบนี้มันจะทำให้แม่นมเป็นห่วง แต่ฉันไม่อยากกินอะไรจริง ๆ ในตอนนี้ฉันต้องการอยู่คนเดียว ไว้รู้สึกดีขึ้นเมื่อไหร่ฉันจะลงไปเอง



ตกดึกฉันก็ออกมายืนรับลมที่ระเบียง มองไปที่หน้าบ้านด้วยความหวาดกลัว สรรพสิ่งที่อยู่บนโลกนี้ไม่ได้มีแค่มนุษย์เท่านั้น แต่ยังมีสิ่งที่เรามองไม่เห็นอีกมากมาย...


เช่นวิญญาณ

 







สัปดาห์ต่อมา...


ฉันได้มางานโอเพนเฮาส์ที่มหาวิทยาลัยที่อยากเข้า ตั้งใจเข้าไปดูคณะพยาบาลโดยเฉพาะ นอกจากนี้ก็ยังเดินไปดูคณะอื่นด้วย แต่ละคณะก็น่าสนใจไม่น้อย นอกจากจะให้ข้อมูลด้านวิชาการแล้ว ก็ยังให้ความเพลินตาด้วยการให้ดาวเดือน รวมไปถึงคนหน้าตาดีของคณะมาดึงดูดความสนใจจากเด็กมัธยมวัยใส


เมื่อเห็นว่าใกล้จะเที่ยงฉันก็ออกมาจากมหาวิทยาลัยเพื่อกลับบ้าน ตอนบ่ายนี้ฉันจะไม่อยู่ต่อ เพราะยังไงซะสุดท้ายแล้วก็เลือกเรียนคณะพยาบาลอยู่ดี แล้วอีกอย่างเดินคนเดียวเล่นคนเดียวแบบนี้มันก็จะเหงาไปหน่อย ถ้าดินสออยากเรียนมหาวิทยาลัยเดียวกันก็คงมาด้วย แต่นี่เธออยากเรียนอีกที่หนึ่งซึ่งอยู่ห่างจากที่นี่ประมาณสิบกว่ากิโลเมตรได้


จึก จึก!


ขณะที่ยืนรอรถเมล์อยู่ที่ป้ายหน้ามหาวิทยาลัย ไหล่ของฉันก็โดนสะกิดโดยใครสักคน พอหันกับไปมองก็ตกใจจนผงะ เกือบหงายหลังลงไปอยู่ที่ถนน...นี่คือข้อเสียของการยืนชิดริมฟุตพาทสินะ


“สวัสดีค่ะพี่นักรบ” 


ใช่ เป็นพี่นักรบนั่นแหละที่มาสะกิดเรียก ตอนนี้ฉันเชื่อแล้วว่าความบังเอิญมันน่ากลัว ฉันไม่คิดว่าจะเจอพี่เขาตรงนี้ แล้วดูสิ...คนที่ยืนรอรถเมล์หันมองมาที่เขากันเต็มเลย


...ก็เป็นปกติของคนดังล่ะนะ


“ตกใจไรขนาดนั้น?” มาแบบนี้ไม่ให้ตกใจได้ยังไงกัน


“ว่าแต่พี่มีธุระอะไรกับหนูหรือเปล่าคะ”


“ก็บอกแล้วว่าถ้าเจอครั้งที่สามจะขอเบอร์”


        “เอาจริงหรอคะ”    
              
        “ก็เดินมาขอขนาดนี้แล้ว” ฉันเม้มปากเมื่อรู้สึกว่าตัวเองกำลังจะหลุดยิ้มออกมา วินาทีต่อมาฉันก็โดนพี่นักรบดึงให้ไปขึ้นรถคันหนึ่งซึ่งจอดแล้วตีไฟเลี้ยวไปที่ริมถนน “ไปกินข้าวด้วยกันก่อน เดี๋ยวไปส่ง”


“ไม่รบกวนดีกว่าค่ะ”


“อย่ามาขัดคำสั่ง” ทำไมเอาแต่ใจแบบนี้นะ “เร็ว คนมอง”


เมื่อเห็นว่าคนมองเยอะอย่างที่พี่เขาพูดก็ยอมตอบรับแล้วขึ้นไปนั่งบนรถเงียบ ๆ นั่งรถมาได้มานาน พี่นักรบก็จอดลงที่หน้าร้านแห่งหนึ่งซึ่งอยู่ละแวกเดียวกับมหาวิทยาลัย เมื่อลองมองไปด้านในแล้วก็พบว่าเก้าสิบเปอร์เซ็นต์เป็นนักศึกษาทั้งนั้น


“ตามมาสิ”


“ค่ะ” เดินตามพี่เขาเข้ามายังด้านในของร้าน ก่อนจะถูกจูงมือให้ไปนั่งยังมุมหนึ่งซึ่งเป็นมุมอับของร้าน เมื่อนั่งลงกับที่พนักงานก็เข้ามารับออร์เดอร์ พี่นักรบสั่งนั่นสั่งนี่อยู่สักพัก ก่อนจะเงยหน้าขึ้นมาถามความคิดเห็นของฉัน สั่งไปเยอะขนาดนั้นแล้วฉันคงไม่สั่งเพิ่มหรอกกลัวว่าจะกินกันไม่หมด


“ขอโทรศัพท์หน่อย”


“อยากได้เบอร์หนูจริง ๆ เหรอคะ”


“ไม่อยากได้จะขอทำไม”


“หนูไม่เห็นถึงความจำเป็นที่จะต้องมีเบอร์ของกันและกันเลยนะคะ”


“ก็อยากได้...” เมื่อพี่เขาพูดมาแบบนั้นฉันจึงถอนหายใจออกมาแล้วส่งโทรศัพท์มือถือของตัวเองไปให้ แต่ฉันก็หารู้ไม่ว่าคำว่าอยากได้ของคนตรงหน้านั้นไม่ได้หมายถึงเบอร์โทรศัพท์ แต่เป็นตัวฉันเอง...


พี่นักรบกดอยู่ไม่ถึงสองนาทีก็ส่งมันคืนมาให้ฉันแล้วพูดว่า “จะโทรไป”


“ค่ะ”


ต่อมาไม่นานพนักงานก็นำอาหารมาเสิร์ฟให้ถึงโต๊ะ ทั้งฉันและพี่นักรบไม่ได้คุยอะไรกันแม้แต่คำเดียว ไม่รู้ว่าพี่เขาเคร่งเรื่องมารยาทบนโต๊ะอาหารหรือเปล่า ท่าทางดูเป็นลูกผู้ดีขนาดนั้น


“เดี๋ยวไปส่ง” เมื่อมื้ออาหารระหว่างเราสองจบลงพี่นักรบก็พูดขึ้นมา


“ไม่เป็นไรค่ะ หนูกลับเองได้”


“เถอะน่า”


“ไม่เป็นไรจริง ๆ ค่ะ” ฉันเกรงใจเลยปฏิเสธไป อีกอย่างถ้าพี่นักรบไปส่ง แม่นมของฉันจะต้องสงสัยแน่...ร้อยวันพันปีเคยมีใครไปส่งที่บ้านซะเมื่อไหร่ แล้วถ้าเกิดว่าพ่อรู้เข้าฉันอาจจะโดนดุได้ “เราแยกกันตรงนี้เลยแล้วกันนะคะ”


“เดี๋ยววิเวียน” หันกลับไปมองคนที่เรียกไว้หลังจากที่ฉันก้าวขาออกมาได้เพียงแค่ก้าวเดียว “รับโทรศัพท์ด้วย”


“ถ้าโทรมาก็จะรับให้นะคะ”


“ว่าง่าย ๆ สิดี” เอียงคออย่างสงสัยในคำพูดของเขา จากนั้นก็ผงกหัวเป็นการขอตัวอีกครั้ง 





ใช้เวลาเกือบหนึ่งชั่วโมงฉันก็กลับมาถึงบ้าน ที่บ้านยังคงเงียบเหงาเหมือนเดิม...ก็แน่สิ บ้านหลังนี้นอกจากฉันแล้ว ก็มีแม่นมดอกไม้ และคนงานอีกไม่กี่คนเท่านั้น


“ยิ้มแย้มมาเลยนะคะคุณหนู”


“วิยิ้มไม่ได้เหรอคะนม” ถามยิ้ม ๆ แล้วเดินเข้าไปกอดหญิงชราร่างท้วมที่ดูแลกันมาตั้งแต่ยังเล็ก ๆ ด้วยความรัก “แล้วนี่นมกำลังทำอะไรอยู่คะ”


“นมกำลังเตรียมของทำแกงจืดสาหร่ายให้คุณหนูอยู่ค่ะ”


“แต่วิกินมาจากข้างนอกแล้วนี่สิคะ...เสียใจจัง”


“ไม่ต้องเสียใจหรอกค่ะ เอาไว้นมทำให้ตอนเย็นก็ได้เนอะ”   
              
“ขอบคุณค่ะ” พูดจบแม่นมก็ไล่ฉันให้ขึ้นไปพักผ่อนบนห้อง ตกเย็นของวันฉันก็ลงมากินข้าวตามปกติ...แต่ดูเหมือนว่าวันนี้ฉันจะมีความสุขเป็นพิเศษอย่างที่แม่นมเอ่ยแซวจริง ๆ นั่นแหละ

              







               ชีวิตฉันหลังจากวันงานโอเพนเฮาส์ก็เหมือนเดิม เรียน ติว ฝึกทำข้อสอบต่าง ๆ แต่ว่าหลังจากวันที่แลกเบอร์กันพี่นักรบก็คอยโทร และส่งข้อความมาทักทายอยู่บ่อย ๆ ยิ่งได้คุยกันทุกวันใจฉันก็ยิ่งสั่นไหว...


นักรบ :: กินข้าวยัง


วิเวียน :: กินแล้วค่ะ


วิเวียน :: แล้ว...พี่นักรบกินอะไรหรือยังคะ


นักรบ :: ยัง... แต่อยากกินวิเวียน


วิเวียน :: คะ?


นักรบ :: *กินกับวิเวียน พิมพ์ตก


วิเวียน :: อ้อ อย่าลืมหาอะไรทานนะคะ เดี๋ยวปวดท้อง


นักรบ :: มาให้กินสิ


วิเวียน :: หมายถึงหาให้กินใช่ไหมคะ?


นักรบ :: มั้ง


วิเวียน :: ทำไมชอบพิมพ์ตกล่ะคะเนี่ย 5555


นักรบ :: คิดถึง


วิเวียน :: บ้า...พูดอะไรก็ไม่รู้


ตั้งแต่เกิดมาฉันไม่เคยพบปะกับเรื่องกุ๊กกิ๊กแบบนี้ ซึ่งมันก็ทำให้ฉันถลำลึกลงไปมากกว่าเดิม จากที่คิดว่าชอบพี่เขาอยู่แล้ว ก็เหมือนจะชอบมากยิ่งกว่าเดิม วันไหนที่ไม่มีข้อความจากพี่เขาส่งมา ฉันก็กระวนกระวายใจ


...ฉันไม่รู้ว่าจะเรียกอาการแบบนี้ของตัวเองว่ายังไงดี          
              

นอกจากการคุยกันแล้ว พี่นักรบยังนัดฉันไปกินข้าวบ้าง ดูหนังบ้าง และตบท้ายด้วยการเดินเล่นกันตามประสา เขาทำให้ฉันได้รู้ว่าชีวิตวัยรุ่นมันควรจะเป็นยังไง ไม่ใช่แค่เรื่องเรียน แต่เรื่องรัก ๆ ใคร่ ๆ ก็เป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่ทำให้ชีวิตวัยรุ่นของฉันมีสีสันขึ้นมา...


และตอนนี้ฉันก็อยู่กับพี่นักรบ เรามาเดินเที่ยวที่ตลาดหน้ามหาวิทยาลัยที่พี่เขากำลังเรียนอยู่


“เอาหน่อยไหม” พี่นักรบยื่นแก้วอะโวคาโดนมสดปั่นมาตรงหน้า แต่ฉันส่ายหน้าแล้วยิ้มให้พี่เขาไป ฉันไม่ชอบกินอะโวคาโด คนที่ชอบกินน่ะวิวาห์นู่น ถ้าเจ้าตัวอยู่ด้วยตอนนี้ก็คงจะซื้อมาดื่มเหมือนพี่นักรบเนี่ยแหละ “ไม่ชอบ?


“จะว่าอย่างนั้นก็ได้ค่ะ มันจืดหนูเลยไม่ค่อยชอบ”


“ชอบแต่ของหวาน ๆ สินะ”


“ก็มันอร่อยนี่คะ”


“เดี๋ยวก็อ้วนตาย”


“ยังไงก็ไม่ตายหรอกค่ะ”


พี่นักรบเลิกคิ้วขึ้นข้างหนึ่งก่อนจะเข้ามากอดคอฉันแล้วพาเดินไปตามทาง เวลาเห็นอะไรที่น่าสนใจฉันก็ขอพี่นักรบแวะดูบ้าง ส่วนใหญ่ก็จะเป็นของน่ารักกุ๊กกิ๊ก แล้วฉันก็ได้พวงกุญแจมาคู่หนึ่ง อันหนึ่งเป็นรูปดาว อีกอันหนึ่งเป็นรูปพระจันทร์


“ซื้อมาทำไมตั้งสองอัน”


“อันหนึ่งของหนู ส่วนอีกอันให้พี่นักรบค่ะ”


“ไม่เอาอะ เก็บไว้เถอะ”


“แต่หนูอยากให้นี่คะ” มองหน้าฉันแล้วถอนหายใจออกมา จากนั้นก็รับพวกกุญแจรูปพระจันทร์ไปแล้วยัดมันใส่ในกระเป๋ากางเกง “วันก่อนเห็นพี่นักรบบอกว่าซ้อมดนตรีใช่ไหมคะ”


“อืม” ตอบรับแล้วกวาดสายตาไปรอบ ๆ “ทำไม”


“พี่นักรบเล่นอะไรเหรอคะ”


“กลอง”


“เก่งจังเลยนะคะ”


“อยากเล่นไหมล่ะ จะสอนให้”


“ความสามารถด้านดนตรีของหนูเป็นศูนย์ค่ะ อย่าเสียเวลาสอนเลย” เมื่อได้ยินฉันพูดแบบนั้น พี่นักรบก็ยกมือขึ้นยีผมฉันจนฟู เมื่อพอใจแล้วก็ช่วยลูบให้มันกลับเข้าทรงดังเดิม “ชอบดนตรีทำไมถึงไม่เข้าเรียนคณะดนตรีเลยล่ะคะ”


“อยากเล่น ไม่ได้อยากเรียน”


“พูดเหมือนกันเลย...” พึมพำกับตัวเองเบา ๆ เมื่อนึกถึงอีกคนที่ตอนนี้ไม่รู้ไปอยู่ที่ไหนแล้ว


“นักรบคะ” เสียงเรียกจากทางด้านหลังทำให้ฉันกับพี่นักรบหันไปมอง


คนเรียกไม่ใช่ใครที่ไหน เธอคืออิงฟ้า ลูกสาวติดภรรยาใหม่ของพ่อฉันเอง เธออายุมากกว่าหนึ่งปี พ่อเคยบอกให้เรียกว่าพี่เวลาเจอกัน แต่ก็ไม่มีใครเรียกหรอก ฉันน่ะมีพี่เป็นวิวาห์แค่คนเดียวเท่านั้น


“อ้าว...วิวาห์?


“ฉันไม่ใช่วิวาห์” คนตรงหน้าขมวดคิ้วมุ่น แต่ก็เหมือนจะไม่ได้สนใจอะไรฉันมากนัก เพราะคนที่อิงฟ้าสนใจจริง ๆ คือพี่นักรบที่ยืนอยู่ข้าง ๆ ฉัน 



“ไม่ไปหาอิงนานแล้วนะคะนักรบ”


“ไม่ว่าง”


“ไม่ว่างแน่เหรอคะ” จบประโยคก็ปรายตามามองที่ฉัน “ไม่ใช่ว่าเจอของใหม่แล้วลืมกันไปแล้วนะ”


“อย่าล้ำเส้น”         


“อิงไม่ได้จะล้ำเส้นสักหน่อย แค่จะบอกว่า...” เว้นช่วงไปชั่วอึดใจก่อนจะเข้ามาจูบที่แก้มซ้ายของพี่นักรบ ต่อมาก็พูดต่อเติมประโยคเดิมให้สมบูรณ์ “คืนนี้เจอกันที่คอนโดนะคะ” 


สองคนนี้นี่มันยังไงกันนะ


“อย่ารุ่มร่าม”


“ไม่ดุสิคะ” พูดกับพี่นักรบก่อนจะมองมาที่ฉัน “ไปนะน้องสาว”


ฉันมีพี่แค่คนเดียว!


“บายค่ะนักรบ”


ฉันมองตามหลังอิงฟ้าที่เดินหายไปกับฝูงชน และฉันอาจจะมองตามนานเกินไปพี่นักรบเลยกระตุกแขนฉันเบา ๆ ก่อนจะพูดออกมาเสียงเรียบ “อย่าไปสนใจ”


“ค่ะ”


“ว่าแต่เป็นพี่น้องกัน?” พี่นักรบถามขึ้นอย่างสงสัย


“ไม่ใช่ค่ะ อิงฟ้าเป็นลูกภรรยาใหม่ของพ่อ”


“อ้อ” ร้องรับก่อนหันกลับไปมองทางข้างหน้า “เมื่อกี้โดนเรียกว่าวิวาห์?


“คือว่า...” 


ฉันจะบอกกับพี่เขายังไงดี 


“คือวิมีแฝดค่ะ วิวาห์เป็นพี่สาว”


“เหมือนกันขนาดนั้นเลย?


“คงจะอย่างนั้นมั้งคะ” คราวนี้พี่นักรบทำแค่พยักหน้ารับแล้วไม่ได้ถามอะไรออกมาอีก ซึ่งมันก็ดีเพราะฉันไม่อยากพูดถึงเรื่องวิวาห์ไปมากกว่านี้...




หลังจากเดินเล่นกันจนพอใจพี่นักรบก็ขับรถมาส่ง ฉันให้พี่เขาจอดส่งแค่ที่หน้าปากซอยบ้านเท่านั้น เมื่อบอกลากันเสร็จสรรพก็เดินทอดน่องจนมาถึงบ้าน เอ่ยทักแม่นมนิดหน่อยก่อนจะเดินขึ้นมาบนห้อง อาบน้ำอาบท่าแล้วทิ้งตัวนอนลงบนเตียง 


นอกจากจะทำให้รู้สึกดี 


ความรักมันยังทำให้ทุกข์ได้ขนาดนี้เลยหรือนี่...



Ringtone ~


-Unknown-


นอนเกลือกกลิ้งอยู่บนเตียงจนถึงห้าทุ่มก็มีสายเข้าจากเบอร์แปลก พอกดรับก็ได้ยินเสียงอะไรสักอย่างดังลอดมา เมื่อตั้งใจฟังดี ๆ จึงได้ยินว่าปลายสายกำลังทำอะไรกันอยู่   
              

[อ๊ะ เบาหน่อยสิคะนักรบ] เป็นเสียงของอิงฟ้าที่เพิ่งเจอกันเมื่อไม่นานนี้ แต่เสียงของอิงฟ้าไม่ได้ทำให้ฉันตกใจเท่าชื่อของผู้ชายคนหนึ่งที่ฉันกำลังมีความรู้สึกดี ๆ ด้วย [อื้อ อ๊า! ตรงนั้น]


เขาสองคนกำลังทำอะไรกัน


[โทรไปไหน?] เสียงคุ้นเคยที่ดังลอดออกมาทำให้ฉันต้องกำหมัดแน่น


[สงสัยมือไปโดน อ๊า...ติ๊ด!] กดวางสายแล้วกำโทรศัพท์มือถือในมือแน่น


“ทำไมเป็นแบบนี้ล่ะ” พูดขึ้นมาเสียงสั่น ก็ตอนนี้เรากำลังศึกษาดูใจกันอยู่ไม่ใช่เหรอ แล้วทำไมถึงไปทำแบบนั้นกับคนอื่น แถมคนนั้นยังเป็นอิงฟ้าด้วย


ติ๊ง!


XXX : มีความสุขจังเนอะ


XXX : ส่งรูปถึงคุณ


ก้มลงมองข้อความและรูปภาพที่ถูกส่งมาจากอิงฟ้าด้วยความรู้สึกหลากหลาย รูปที่ถูกส่งมามันเป็นแผ่นหลังกว้างที่ฉันคุ้นเคย ไหล่หนาที่เคยซบก็เป็นอิงฟ้าที่กำลังซบและยกยิ้มเยาะเย้ยหยันให้กล้อง


XXX : ให้เขาไม่ได้ก็แพ้ไปนะ


ฉันวางโทรศัพท์ลงแล้วซุกหน้าเข้ากับหมอนแล้วร้องไห้ออกมาอย่างสุดที่จะกลั้น...


นี่เหรอความรักของผู้ใหญ่ 


ฉันต้องรับเรื่องที่พี่นักรบไม่ได้มีแค่ฉันคนเดียวใช่ไหม?


“ฮึก!” 


ฉันต้องทำยังไง...ต้องทำยังไงพี่นักรบถึงจะมีฉันแค่คนเดียว


จบบทพิเศษ








Complete 100%








Talk



เอาล่ะนะ 

ตอนหน้าจะพาวิวาห์มาทำความรู้จักกับทุกคนบ้าง

แต่จะมาแบบดีหรือไม่ได้นั้นก็รอลุ้นเอาาา






Character









รูปภาพจาก Pinterest




ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 416 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

456 ความคิดเห็น

  1. #454 wort (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 15 พฤษภาคม 2564 / 01:25
    ชอบวิวาห์นะ
    #454
    0
  2. #25 firstzy93 (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 11 มีนาคม 2564 / 04:09
    งงไปอีก
    #25
    0
  3. #24 D3d4 (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 10 มีนาคม 2564 / 23:55
    ต่อให้มีคำใบ้ ยังไงก็งงอยู่ดี
    #24
    0
  4. #23 APK87 (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 10 มีนาคม 2564 / 22:35
    สมมุตินะ ถ้า2คนในร่างเดียวจริง ต้องมีเหตุให้วิเวียนเข้าร่างไม่ได้ วิวาห์เลยกลับมาเข้าร่าง หรือยังไงนะ แต่ในบทนั้นวิวาห์บอกไม่ได้ป่วยด้วย แสดงว่าไม่ใช่2บุคลิก ปวดหัวแน้ววววว
    #23
    0
  5. #22 LittleJ (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 9 มีนาคม 2564 / 00:51

    แฝดจริงๆ

    หรือสองบุคลิกนะ

    #22
    0
  6. #21 APK87 (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 8 มีนาคม 2564 / 20:56
    แฝดในร่างเดียวหรอ หืมมมม ละใครจะเป็นตัวจริง
    #21
    0
  7. #20 firstzy93 (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 8 มีนาคม 2564 / 20:43
    เจอกันครั้งที่สามอิพี่รุกแล้ว
    #20
    0
  8. #19 aranyaorchid (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 7 มีนาคม 2564 / 12:03
    มีแฝดในร่างเดียวกันเหรอ
    #19
    0
  9. #17 Pokpak0094 (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 7 มีนาคม 2564 / 06:44
    สองคนในร่างเดียวแน่ๆ เหมือนในหนังรักนะ 24 ชั่วโมง
    #17
    0
  10. #16 firstzy93 (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 7 มีนาคม 2564 / 01:38
    มีแฝดแน่ๆ
    #16
    0
  11. #15 D3d4 (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 7 มีนาคม 2564 / 00:59
    งง มากเลยตอนนี้ เธอคึอใคร?
    #15
    0
  12. #14 Rich99 (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 6 มีนาคม 2564 / 23:36
    วิวาห์หายไปไหนคะ คิดถึง นะ
    #14
    0
  13. #13 nuttha1990_ (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 6 มีนาคม 2564 / 23:09
    เค้าเป็นแฝดกันใช่มั้ย!?
    วิวาห์คือนางเอกใช่มั้ยคะ
    #13
    0
  14. #10 Kran999 (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 5 มีนาคม 2564 / 09:28
    งงมาก...ขอความชัดเจนหน่อย ว่าบุคลิกของวิเวียน-วิวาห์ เป็นแบบไหน
    #10
    0
  15. #7 TangmoJaruporn (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 4 มีนาคม 2564 / 22:24
    งง 555 คนไหนวิเวียนคนไหนวิวาห์
    #7
    0
  16. #6 Jeeranancrazy (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 4 มีนาคม 2564 / 21:13
    บอกว่าตัวเองคือวิเวียน? อืมๆ😏
    #6
    0