ผีผา | ยา | มังกร

ตอนที่ 7 : บทที่ ๕ นางไม่พูด

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 512
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 59 ครั้ง
    6 มิ.ย. 62

-บทที่ ๕ นางไม่พูด-

เหวินขงเฉว่ คือชื่อเต็มของเขา

เมื่อฮ่องเต้หายตัวไปพร้อมกับองค์รักษ์เหวิน หม่ากงกงผู้นั้นจึงได้บอกเล่าความจริงทั้งหมดแก่ขุนนางทั้งหลายหน้าใหม่หน้าเก่า ผู้ที่รู้ดีอยู่แล้วนั้นต่างทราบดีว่าจะจัดการกับปัญหานี้อย่างไร แต่เรื่องที่ไม่ทราบมาก่อนว่าแท้จริงแล้วทายาทบัลลังก์มังกรพระองค์แรกเกิดจากหมอตำแยทำให้เหล่าขุนนางนั้นต่างหัวหมุนกันไปหมดเมื่อมีโอรสของอดีตฮ่องเต้นั้นขึ้นมาเพิ่มอีกหนึ่ง แม้ว่าจะเป็นเพียงลูกสนมและถูกส่งตัวไปอยู่ที่ชายแดนเมืองเยว่เซียน แต่ก็เป็นถึงลูกเขยของเท่านแม่ทัพเยว่ ไม่แน่ว่าอาจจะถูกหนุนหลังให้ขึ้นมามีบทบาทสำคัญในราชสำนักก็เป็นได้ ถึงเวลานั้นบัลลังก์มังกรนั้นอาจจะสั่นคลอน

เช่นนั้น.. ชิงตัดไฟแต่ต้นลมเสียจะเป็นไร


.
.
.
.
.





“มีเรื่องพวกนี้ด้วยหรือ ?”

เขาไม่เคยได้ยินเรื่องตำนานของแคว้นต้าเหลียงมาก่อน ถึงกลับทำสีหน้าสนอกสนใจ แม้ว่าเรื่องเหตุการณ์ประหลาดเหนือธรรมชาตินั้นมีให้เห็นถมเถไปบ้าง แต่ก็ไม่ได้อล่างฉ่างอย่างเห็นเทพเซียนขี่เมฆลอยไปลอยมา กะแค่เหล่าผู้ฝึกยุทธ์ทะยานไต่ภูเขากระโดดลอยตัวข้ามกำแพงก็นับว่าหายากแล้ว

แพทย์หนุ่มในชุดอาภรณ์สีฟ้าอ่อนมือข้างหนึ่งกำลังคัดหญ้าแห้งที่นำมาใช้ทำยาสมุนไพรห้ามเลือด หูหนึ่งก็เงี่ยหูฟังแพทย์ศิษย์น้องประจำค่ายที่กำลังเล่าเรื่องตำนานของแคว้นต้าเหลียง

ความว่า... กษัตริย์ที่แท้จริงของต้าเหลียงคือกษัตริย์ผู้มีมังกรเคียงข้างกาย

เขาเลยถามว่าเคียงข้างกายนี่คือสามารถขี่มังกรได้ คำตอบคือใช่

เขาเลยถามว่าเคียงข้างกายนี่คือสามารถฝึกมังกรได้ คำตอบคือใช่

อ่า... คงไม่ติดลิขสิทธิ์หรอกมั้งถ้าจะนึกถึงการ์ตูนเด็กเรื่องหนึ่งที่พระเอกทั้งขี่มังกรได้แล้วก็ได้เป็นหัวหน้าเผ่า

เขาหัวเราะออกมาเบาๆด้วยความคิดที่น่าขบขันขณะที่แพทย์ศิษย์น้องผู้นั้นไม่เข้าใจว่าเรื่องตำนานอันน่าอัศจรรย์ใจของต้าเหลียงนั้นมันน่าขำตรงไหน

ขณะนี้เขามาอยู่ที่เมืองเยว่นี่ได้หกปีแล้ว ตอนนี้เขาก็อายุยี่สิบห้า ท่านแม่ทัพเยว่ผู้มีศักด์เป็นพ่อตาของเขานั้นเป็นคนเข้มงวด แต่ก็เป็นคนจิตใจดีและอ่อนโยน สิ่งเดียวที่เยว่หยางเซียนต้องการจากเขาถึงขั้นเกลี้ยกล่อมทุกวันทุกคืนนั้นคือให้เขามีหลานให้ตนอุ้มเสียที

แต่สิ่งที่เขาอยากจะบอกท่านพ่อตานั่นก็คือ...

ยังไม่ทันได้ตอบคำตอบออกมาภายในใจ เสียงฝีเท้าที่คุ้นเคยนั้นก็ก้าวเข้ามาใกล้มากขึ้นทำให้เขาละความสนใจแล้วเพ่งสมาธิไปที่ม่านของกระโจมแพทย์

ท่านรองแม่ทัพเยว่นั้นจะแทรกตัวเข้ามา นางหอบเอาแกะตัวหนึ่งที่ถูกเชือดสดๆมาโยนตรงหน้าของเขา เสื้อสีขาวของนางชโลมไปด้วยเลือดแกะผมเผ้าชี้ไม่เป็นทรง นางเอามือที่เปื้อนเลือดนั้นขึ้นมาปาดเหงื่อบนใบหน้า ท่าทางเหมือนไปฟัดกับฝูงกระทิงมาหนึ่งยกและตามด้วยไล่ปล้ำกับลูกเสือในถ้ำ นางสบตากับผู้เป็นสามีเพียงในพิธีแต่งงานอย่างเขา ขงเฉว่ก็รีบลุกไปเอาผ้าเช็ดหน้าออกจากอกเสื้อแล้วเช็ดคราบเลือดให้นางอย่างรู้หน้าที่

เยว่เฟยหรงนั้นมองชายหนุ่มที่สูงกว่านางเล็กน้อยด้วยสายตาพร่างพราว กระตุกยิ้มมุมปากเสียยิ่งกว่าบุรุษหนุ่มรูปงามที่มีภรรยาสาวมาคอยเอาอกเอาใจหลังจากทำงานเหน็ดเหนื่อยแล้วเอ่ยออกมา “ภรรยา วันนี้ข้าสามีอยากกินเนื้อแกะตุ๋น”

ใช่แล้วท่านพ่อตา บทบาทในชีวิตคู่ของข้ามันสลับกัน ในเมื่อสามีอย่างนางไม่อยากมีลูก แล้วภรรยาอย่างข้าจะไปขัดได้อย่างไรเล่า...




หากถามว่าเมื่อเข้านอนใครปรนนิบัติใคร.. คำตอบก็เป็นเขาอีกอยู่ดี

หากถามว่านางเป็นสามีของเขาได้อย่างไร อะแฮ่ม... นางอยู่ข้างบน

นางควบข้าเป็นดั่งม้าตัวหนึ่ง โยกแล้วโยกเล่าขี่ข้าอย่างสนุกสนานโดยที่ข้าไม่อาจพลิกตัวขึ้นไปแล้วแสดงให้นางดูว่าแท้จริงแล้วตำแหน่งของข้าควรจะเป็นข้างบนต่างหาก!

ตะ.. แต่เอาเถอะ อยู่ข้างล่างนี้ก็ไม่เลว...




ในยามไฮ่[1]นางกำลังนั่งหลังตรงมือตวัดพู่กันเขียนบางอย่างลงไปในกระดาษ คาดว่าคงเป็นบัญชีค่าใช้จ่ายภายในค่ายทหารของเดือนนี้เป็นแน่

_________________
*ยามไฮ่เท่ากับเวลา ๒๑.๐๐ น. ถึง ๒๒.๕๙ น.
_________________

ท่านหมอนั้นยกกาน้ำชาร้อนๆกับถ้วยชาสองใบวางลงบนโต๊ะให้นาง ก่อนจะลอบมองลายมือหวัดๆของผู้เป็นสามีแล้วส่ายหน้าไปมาพลางถอนหายใจออกมาอย่างละเหี่ยใจ

"มีอะไรที่เจ้าไม่พอใจรึ?" นางเอ่ยถามขึ้นมาแล้ววางพู่กันลงบนที่วางก่อนจะหันมามองมือเรียวนั้นรินน้ำชาให้

"ลายมือของเจ้า" ขงเฉว่ตอบทันทีทันใดด้วยความสนิทสนม "ข้าไม่พอใจลายมือของเจ้า"

เมื่อได้ยินน้ำเสียงนุ่มทุ้มของผู้เป็นภรรยานั้นกล่าวตำหนิ นางก็พลันชะงัก ก่อนจะยกถ้วยชานั้นกระดกรวดเดียวแล้วลุกขึ้นยืน ใช้มือของนางตวัดรอบเอวของชายหนุ่มแล้วรั้งเข้ามาประชิดตัว มือของรองแม่ทัพสาวนั้นเชยคางมนนั้นขึ้นก่อนจะเขย่งปลายเท้าแล้วขบจูบลงไปผ่านผ้าผืนบางที่เหวินขงเฉว่สวมใส่

“มีตรงไหนที่ภรรยาไม่พอใจข้าอีก?”

ท่านหมอนั้นยกยิ้มพลางหลุบสายตาลงมามองที่หน้าอกของนาง นางถอนหายใจขณะสอดมือไปที่ท้ายทอยแล้วดึงเชือกที่มัดปมกันนั้นออกเพื่อปลดผ้าปิดปากผืนนั้นออกให้ได้ยลโฉมของผู้เป็นภรรยาชัดๆ นางกระชากมันแล้วปาลงบนโต๊ะทำงานก่อนจะจับมือเก้งๆกังๆของอีกฝ่ายวางลงบนหน้าอกของนาง

เหวินขงเฉว่นั้นหน้าแดงไปถึงใบหู นี่คือจุดต้องห้ามที่นางเคยออกคำสั่งกับเขาว่า 'ดูแต่ตามืออย่าต้อง'
“สมใจเจ้าแล้วหรือยัง เช่นนั้นก็ขอข้าจับคืนบ้าง”

นางจะแค่นหัวเราะในลำคอแล้ววางมือแหมะบนหน้าอกแบนราบของแพทย์หลวงหนุ่มพลางออกแรงบีบพลัน ก่อนจะซุกใบหน้าลงบนซอกคอของอีกฝ่ายแล้วเอาฟันออกมาขูดเบาๆ ใช้ตัวดันร่างของเขาให้ไปนอนแผ่หราบนเตียงนอน เหวินขงเฉว่หัวเราะแล้วปล่อยให้นางเสือทำตามใจ หลับตาลงแล้วหวนนึกถึงค่ำคืนแรกของเขาและนาง




เมื่อหกปีก่อน...

แม้จะแต่งงานกัน แต่นางและเขานั้นไม่ได้นอนร่วมเตียงกัน นางรู้กาลเทศะดีว่ายามนี้ภรรยาของนางกำลังไว้ทุกข์ให้กับมารดา นางเองในฐานะที่เป็นสามีก็ไม่ได้ไปไหว้หลุมศพจึงรู้สึกผิดไม่น้อย

อันว่าด้วยพื้นเพของนางนั้นแสนเรียบง่าย บุตรสาวเพียงหนึ่งเดียวของแม่ทัพเยว่ แม่ของนางสิ้นใจหลังคลอดนางได้ไม่นาน นางถูกเลี้ยงดูให้เป็นที่สุดของยอดนักรบผู้เก่งกาจ และฝึกยุทธ์จนแก่กล้า มีครั้งหนึ่งที่นางปราบกองโจรด้วยมือเปล่าเพราะด้ามทวนของนางหัก จึงได้ถูกขนานนามว่า ‘ฝ่ามือปลิดชีพ’ มาครอง

ด้วยความที่เหมือนบุรุษมากเกินไป แม่ทัพเยว่จึงตัดใจเรื่องบุตรเขยที่จะแต่งเขาตระกูล อย่างไรก็ดีเมื่อฮ่องเต้พระราชทานสมรสให้ตนก็ก็กังวลว่า หากนางไม่ไล่ฆ่าผู้เป็นสามี ก็คงเป็นสามีของนางที่ต้องฆ่าตัวตายเพราะรับความโหดร้ายของนางไม่ได้แน่ ทว่าเป็นบุญคุณนักที่แพทย์หนุ่มผู้นี้เป็นชายเงียบขรึมและมีนิสัยสงบนิ่งเหมือนน้ำ ขณะที่นางนั้นร้อนเป็นฝืนเป็นไฟ งานบ้านงานเรือนเหวินขงเฉว่ก็ไม่ขาดตกบกพร่อง ครั้งหนึ่งตนเคยทำรองเท้าขาด เจ้าลูกเขยผู้นี้ก็อาสาเย็บรองเท้าให้

...แม่ทัพเยว่ยังรู้สึกว่าแท้จริงแล้วตนนั้นได้รับลูกสะใภ้เข้ามาในตระกูล

ส่วนในความคิดของเยว่เฟยหรงนั้น...

แม้ในตอนนี้เหวินขงเฉว่นั้นมีศักดิ์เป็นถึงพระโอรสของไท่ซางหวง แต่เขากลับเป็นคนติดดิน พูดน้อย กินง่าย ถูกใจนางมาก ทว่า.. เขาชักจะเริ่มไม่พูด และไม่กินอะไรเลยเสียด้วยซ้ำไป

เขาเหม่อลอยแทบตลอดเวลา จิตใจไม่อยู่กับเนื้อกับตัวแล้วพูดพึมพำราวกับคนขาดสติ ความเศร้าโศกที่ตนไม่แม้แต่จะได้ร่วมไว้อาลัยหรือได้เคารพศพนางเป็นครั้งสุดท้ายนั้นเกาะกินชายหนุ่มเสียจน การงานไม่เป็นอันทำ ข้าวปลาไม่เป็นอันกิน สูญสิ้นเรี่ยวแรงและจิตวิญญาณ ก่อนที่แพทย์หลวงผู้นี้จะเป็นลมไปท่ามกลางลานฝึก ทหารผู้น้อยนั้นจึงรีบมารายงานท่านรองแม่ทัพ

เยว่เฟยหรงได้ยินอาการของภรรยาของตนไม่ค่อยสู้ดี จึงเรียกตัวแพทย์สนามผู้หนึ่งมาตรวจทันทีทันใด ก่อนที่เขาจะรายงานนางว่าอาการป่วยนี้ไม่อาจรักษาได้ด้วยยาหรือแม้แต่การฝังเข็ม

แต่ทว่าตำราแพทย์บทหนึ่งเคยกล่าวไว้

ใช้ความเศร้ารักษาความโกรธ โดยพูดให้เกิดความรู้สึกเศร้า

ใช้ความดีใจรักษาความเศร้า โดยพูดให้เกิดความรู้สึกสนุกทะลึ่ง

ใช้ความกลัวรักษาความดีใจ โดยพูดให้เกิดความกลัวความตาย

ใช้ความกังวลครุ่นคิดรักษาความกลัว โดยพูดให้คิด[2]


_________________
*คัดจากคัมภีร์จิงภาคซู่เวิ่น อินหยางอิ้งเซี่ยงต้าลุ่น
โดยแพทย์ผู้มีเชื่อเสียงในราชวงศ์จินเหวียน ชื่อ จางจื่อเหอ
_________________

เมื่อพิจารณาได้ถึงอารมณ์ปัญจธาตุทั้งหลายนี้แล้วนั้น แพทย์ผู้หนึ่งจึงได้กล่าวรายงานกับท่านรองแม่ทัพทันที อย่างไรทั้งคู่นั้นเป็นคู่สามีภรรยาควรจะใช้ความดีใจรักษา บุรุษล้วนแล้วแต่ชอบเรื่องทะลึ่ง หากแต่เมื่อพิจารณาใบหน้าเคร่งขรึมทะมึงทึงราวกับนางเสือที่ถอดแบบมาจากพญาเสืออย่างท่านแม่ทัพเยว่แล้วนั้น ... คาดว่าเมื่อยามที่ได้อยู่ร่วมเรียงเคียงเตียงกันแพทย์สกุลเหวินผู้นี้ย่อมได้เศร้าโศกหนักจนขาดใจตายคาเตียงเป็นแน่

แพทย์น้อยผู้นั้นจึงแนะนำว่าให้นางล้มเลิกความคิดนี้เสีย แล้วปล่อยให้เวลาเยียวยาเขา

ช้าไปแล้ว.. อย่างไรเยว่เฟยหรงก็ได้นำความคิดนั้นเข้ามาอยู่ในหัวของตนเสียแล้ว






จากนั้นในทุกครั้งที่นางและเขาได้เจอกัน เมื่อชายหนุ่มทำความเคารพแก่นาง นางก็จะเอ่ยถามว่า “เตียงนอนของเจ้านุ่มสบายดีหรือไม่ ?”

ขงเฉว่ไม่เข้าใจความหมายที่นางถามนักแต่ก็ได้ตอบกลับไป “นุ่มกำลังดีขอรับท่านรองแม่ทัพ”

“แล้วเจ้าปีนขึ้นเตียงนอนได้หรือไม่ ?”

เขาพยักหน้ารับหนึ่งครั้ง

“เช่นนั้นก็ปีนขึ้นเตียงของข้าเสียปะไร”

คนที่ยื่นนิ่งอึ้งนั้นเงยหน้าขึ้นมาสบตาของนางพลัน ในตอนนี้นางโตเป็นสาวเต็มตัว แม้จะได้รับความเข้มขรึมจากผู้เป็นบิดามามากแต่เค้าโครงความงดงามนั้นก็ยังตรึงตาเขา สายตาที่จ้องมองราวกับเขาเป็นเหยื่อทำให้ขงเฉว่ขนลุกซู่ไม่น้อย ยิ่งคิดได้ว่าตอนนี้ที่พึ่งเดียวของเขาคือนาง นางผู้ที่เป็นภรรยาในนามแต่เป็นสามีในบทบาทชีวิต เขาก็พลันหวนนึกถึงหน้าที่ที่ควรทำระหว่างพวกเขาทั้งสองบนใบหน้าซีดเซียวนั้นก็มีสีเลือดฝาด

“ข้า..”

ข้าคิดว่าข้ากำลังโดนนางจีบ ...

สมัยก่อน หมายถึง ในโลกเดิมเขาเป็นไอ้อ้วนเด็กเนิร์ดที่หน้าตาก็ไม่ได้ดูดีอะไร เป็นลูกในตระกูลคนจีนที่เปิดห้างท้องขายในการค้าย่านหนึ่ง ลูกพี่ลูกน้องส่วนใหญ่ไปเอาดีด้านการค้า มีแต่เขาที่ตัดสินใจเรียนหมอ ด้วยสภาพตัวอ้วนฉุ ท่าทางลักษณะเหมือนโอตะคุย่อมไม่ค่อยมีใครสนใจ เพราะฉะนั้นก็ไม่ใช่ว่าเขาจะไม่เคยมีผู้หญิงเข้ามาหาเลยสักครั้ง แต่ทุกรายที่เข้ามานั้นพวกเธอย่อมสนใจว่าเขาคือลูกของเจ้าของห้างทองแค่นั้นเอง สุดท้ายพอรู้ว่าเขาไม่ใช่คนที่จะรับช่วงต่อพวกเธอก็หนีหายกันไปหมด

นี่คงจะเป็นครั้งแรก ครั้งที่เขาถูกจีบเพราะอีกฝ่ายชอบเขาจริงๆ...

เมื่อเห็นอีกฝ่ายอ้ำอึ้งไปนางก็หัวเราะในลำคอพลางเอื้อมมือไปจับใบหูที่ออกสีแดงซ่านก่อนจะยิ้มให้หนึ่งครั้งแล้วกลับมาตีใบหน้านิ่งขรึมเยี่ยงผู้เป็นบิดาของนางแล้วเดินกลับเข้าไปในกระโจม




สามวันต่อมาเหมันห์มาเยือนเมืองเยว่เซียน ชาวบ้านต้องกักตุนอาหารไว้กินไว้ใช้ ไม่แม้เพียงแต่ชาวบ้านสามัญ แม้แต่ค่ายทหารแห่งนี้ก็ต้องกักตุนเสบียงเช่นเดียวกัน เงินทองทุกเม็ดทุกหน่วยขึ้นตรงกับบัญชีของท่านรองแม่ทัพ

ทว่าแม้จะประหยัดแค่ไหนนางก็ยังพยายามให้ทหารกินอิ่มนอนหลับ เว้นเสียว่าเสบียงที่กักตุนไว้นั้นจะถูกขโมยไป โดยเฉพาะแม่วัว หมู และไก่

หากแต่ขโมยนั้นหาตัวได้ไม่ยาก มันทิ้งร่องรอยเอาไว้อย่างชัดเจน... เป็นฝีมือของไอ้พวกหมาป่า

"จะไปคนเดียวหรือขอรับ ?" ขงเฉว่ถามออกมาขณะที่นางมายังกระโจมแพทย์เพื่อขอสมุนไพรติดตัวไปไว้ใช้

นางส่ายหน้าไปมา "ไปกับทหารอีกสักสามนายและแพทย์หนึ่งคน ไปช่วยกันจับมันมาย่างกิน"

แพทย์หนุ่มผู้นั้นลุกขึ้นพลัน ก่อนจะเลือกหยิบไหสุรามายื่นให้กับนางแทน

"สุรา?"

"ใช้คลายหนาวขอรับท่านรองแม่ทัพ"

"อย่างไร?" นางถามห้วนๆพลางเปิดไหแล้วยกซดอึกหนึ่งลิ้มรสชาติของมันก่อนจะเอ่ยปากชม “เป็นสุราดี” พลันยกหลังมือขึ้นมาปาดริมฝีปากที่มีหยดสุราไหลออกจากมุมปาก

"ใช้ดื่ม ใช้เป็นเชื้อเพลิง ใช้ล้างบาดแผลก็ยังได้"

"ดียิ่งนัก" นางเอ่ยชมก็จะยกมือขึ้นบีบบ่าของชายหนุ่ม "เจ้าก็ต้องไปกับข้าด้วย?"

"ขอรับ?"

"ดีมาก เก็บของแล้วตามมา ข้าจะให้คนเตรียมม้าให้ด้วย" นางพูดจบก็ยัดไหเหล้าใส่มือของเขาแล้วหมุนตัวกลับไป






ที่หน้าค่ายนั้นภาพที่ปรากฎนั้นคือชายหนุ่มร่างสูงสวมเสื้อคลุมเสื้อคลุมหนังจิ้งจอกเงินกำลังมัดปมเชือกเสื้อคลุมหนังหมีดำให้กับท่านรองแม่ทัพ

ความแตกต่างที่ไม่ควรเกิดขึ้นนั้นคือใบหน้าที่ลอกและริมฝีปากแห้งแตกนั้นปรากฏบนใบหน้าของอิสตรีอย่างท่านรองแม่ทัพ ผิดกับแพทย์หลวงหนุ่มที่แม้จะมีผ้าปิดปากผืนบางปิดใบหน้าครึ่งล่างไว้แต่ก็มองเห็นความชุ่มชื่นเต่งตึงมีเพียงโหนกแก้มทั้งสองออกสีแดงระเรื่อเพราะถูกหิมะกัดเท่านั้น

เหวินขงเฉว่นั้นพกตลับยาเล็กๆไว้ติดตัวนอกเหนือจากยาที่จัดเตรียมไว้ในล่วมยา อย่างเช่นตลับยาบรรจุขี้ผึ้ง

เขานำขวดขี้ผึ้งนั้นออกมาล้วงนิ้วไปควานเอาขี้ผึ้งออกมาทาปากให้กับรองแม่ทัพเยว่อย่างบรรจง ครั้นมีทหารหนุ่มจูงม้าตัวสีขาวปลอดมาให้นางก็พยักหน้าเป็นเชิงให้เขาขึ้นไปขี่

แต่สารภาพตามตรงตั้งแต่มาอยู่ที่โลกนี้พวกเจ้าเคยอ่านเจอฉากที่ข้าขี่ม้าแล้วรึยัง... ก็นั้นน่ะสิ ข้าไม่เคยขี่!

เพราะฉะนั้นข้าจึงขี่ม้าไม่เป็น!

“เรียนท่านรองแม่ทัพ คือว่าข้าขี่ม้าไม่...” ยังไม่ทันได้พูดต่อ นางก็ยื่นมือจากบนหลังอาชาสีดำสนิทที่นางกำลังขี่อยู่มาให้เขาจับ

“ขึ้นมานั่งกับข้า”

นางให้เขานั่งหน้า…

ความรู้สึกเหมือนนั่งซ้อนรถจักยานยนต์แต่ว่าได้นั่งข้างหน้าเหมือนเด็กน้อย เหวินขงเฉว่ทำตัวไม่ถูกพยายามนั่งหดแล้วห่อไหล่ให้นางมองเห็นทางข้างหน้า นางเอ็นดูภรรยาผู้นี้ไม่น้อยจึงได้กัดซาลาเปาแก้มนุ่มนั้นท่ามกลางสายตาของทหารทั้งหลายไปหนึ่งคำ แพทย์หนุ่มตาแทบถลน ใบหน้าร้อนฉ่าสู้กับลมหนาวที่พัดมาในยามเหมันต์ฤดู

ท่านรองแม่ทัพหันมาเตรียมความพร้อมของคณะเดินทาง ม้าสี่ตัว คนห้าคน สี่ทหารหนึ่งแพทย์ อย่างไรการคำนวนคาดคะเนของนางก็ไม่มีผิดพลาดแน่

เรื่องการล่าหมาป่านั้นทำได้โดยง่าย ซากหมาป่านับสิบถูกแบกขึ้นหลังม้าเตรียมจะเดินทางกลับค่ายโดยพลันแต่เรื่องการถูกลอบโจมตีนั้นนางไม่ได้คำนวนไว้

แม้จะประมือกับศัตรูได้แต่กลุ่มของนางก็แตกพ่ายไปคนละทิศละทาง

ท่ามกลางพายุหิมะขาวโพลนนั้นไม่อาจมองเห็นสิ่งใดได้ นางกุมมืออีกฝ่ายไว้แน่นแล้ววิ่งหนีตายกับฝูงหมาป่าที่ตามมาล้างแค้น ทว่าเมื่อวิ่งเข้าถ้ำได้ปากถ้ำนั้นก็ถลกโดยพลัน แม้จะช่วยปกป้องพวกเขาจากหมาป่าได้ แต่ก็กังขังพวกเขาทั้งสองไว้ด้วยเช่นกัน

"บาดเจ็บตรงไหนหรือไม่?" แพทย์หนุ่มเอ่ยถามออกมาพลันจับหันร่างห้าวหาญนั้นให้หันมาสบตากับเขา

เหวินขงเฉว่นั้นสำรวจหาบาดแผลของนางด้วยความเป็นห่วง ส่วนเขานั้นเป็นเสียยิ่งกว่าตัวภาระที่นางต้องคอยดูแล

ก่อนที่นางจะได้ตอบอะไรแสงคบเพลิงสว่างโร่ในความมืดนั้นเรียกความสนใจให้พวกเขาทั้งสองหันไป

“เสียงถล่มนั้นเป็นเพราะพวกเจ้างั้นรึ!” นายพรานผู้นั้นตะโกนเสียงดังลั่น ชายวัยกลางคนสวมหนังหมาป่ามือข้างหนึ่งถือคบเพลิงมือข้างหนึ่งถืออาวุธที่คล้ายกับกริช

“นั้นผู้หญิงนี่!”

นายพรานเหล่านี้มีกันห้าหกนาย ยิ่งเมื่อได้พบว่ามีหญิงสาวหลงเข้ามา พวกมันก็ตาลุกวาวรีบเข้ามาหมายจะแตะเนื้อเนียนนั้นทันทีด้วยท่าทีที่ไม่ต่างจากฝูงหมาป่าหื่นกระหาย

เหวินขงเฉว่รีบเอาตัวเข้ามาบังทว่าเยว่เฟยหรงนั้นเอามือจับบ่าเขาเป็นฐานค้ำก่อนจะกระโดดข้ามไปดีดยอดยกพรานหื่นผู้นั้นล้มลงพลัน

“เก็บคบเพลิงมันมาใช้!” นางตะโกนสั่งเขาพร้อมกับออกลวดลายวิทยายุทธ์ที่เรียนมากำราบพรานเหล่านั้นจนสลบเหมือด

เหวินขงเฉว่ยืนนิ่งค้างมือหนึ่งประคองล่วมยา มือหนึ่งถือคบเพลิงตามคำสั่งของนาง

ก่อนที่นางจะเอ่ยขึ้นมา “หากเจ้าพวกนั้นโผล่มาจากข้างในถ้ำ เป็นไปได้ว่าอาจจะมีที่กินที่นอนเสมือนรังโจร”

และนางคิดถูก นางเจอที่นอนที่ทำจากหนังสัตว์จากการมากองกันจนคล้ายเป็นบัลลังก์หนังสัตว์ เยว่เฟยหรงสั่งให้เหวินขงเฉว่นั้นเอาเชือกไปช่วยนั้นมัดตัวพรานเหล่านั้นไว้และยึดอาวุธของมันมาทั้งหมด

ท่านรองแม่ทัพนั้นเอาแส้ที่ใช้เฆี่ยนสัตว์นั้นฟาดพื้นหลายๆครั้งขู่เหล่าพรานพวกนั้นให้หวาดกลัว

“ข้ากลัวแล้วลูกพี่หญิง!” เจ้าพรานเหล่านั้นส่งเสียงออกมาพลางเอาหัวโขกคำนับกับพื้น แขนขาถูกมัดเอาไว้ติดตัวช่างเป็นภาพที่น่าเอน็จอนาจ

“ดี! คราวนี้ข้าจะนอน พวกเจ้าห้ามก่อกวน!” นางแผดเสียงออกมาพลันขณะนั่งบนบัลลังก์ที่นอนของเหล่าพราน ยกขาข้างหนึ่งชันขึ้นแล้วเท้าคางมองไปทางแพทย์หลวงหนุ่ม "เจ้า!"

นางชี้นิ้วไปทางเขาพลางกระดิกนิ้ว

“มาปรนนิบัติข้า”

นางดูท่าจะติดใจกับบทบาทลูกพี่หญิงของเหล่าพรานนี้เสียแล้วสิ เหวินขงเฉว่ยกมือขึ้นมาลูบหน้าตนเองก่อนจะเดินเข้าไปหานางเสือนั้นตามคำสั่งอย่างเก็บซ่อนอาการขบขันในใจ

ในตอนที่เหวินขงเฉว่มาปรนนิบัตินวดบ่าให้นาง เยว่เฟยหรงก็พูดออกมาพลันด้วยสีหน้าเคร่งเครียด "คนพวกนั้นมาฆ่าเจ้า เป็นนักฆ่าฝีมือดีเลยทีเดียว" นางรินเหล้าให้ตัวเองพลางยกขึ้นดื่มรวดเดียวหมด "เจ้าไปทำสิ่งใดให้คนในราชสำนักบาดหมางงั้นรึ?"

“มาฆ่าข้างั้นหรือ?” เหวินขงเฉว่ขมวดคิ้วพลางทำสีหน้าประหลาดใจ “ข้าเป็นแค่หมอธรรมดาคนหนึ่ง ไม่เคยทำเรื่องบาดหมางให้ใคร”

หึ .. นางแค้นเสียงในลำคอ ครุ่นคิดว่าจะจัดการเรื่องเหล่านี้อย่างไร นางสังเกตจากการโจมตีในครานั้น พวกนั้นล้วนพุ่งเป้ามาที่เขา ไม่ผิดแน่ เหวินขงเฉว่คือเป้าหมายที่พวกมันอยากจะกำจัด แต่เป็นเพราะอะไร...
ยิ่งคิดยิ่งปวดหัว อากาศก็หนาวเสียจนปากสั่น

นางมองบรรดาพรานทั้งหลายก่อนจะหันมามองมือเรียวที่บีบนวดให้นาง ข้อนิ้วมือตอนขยับบีบนั้นขาวซีดไร้สีฝาดเฝื่อนอมชมพูอย่างเคยราวกับว่าความหนาวนั้นแทรกซึมเข้าไปในร่างหายของอีกฝ่าย ทว่านางเป็นผู้ฝึกยุทธ์จึงไม่ได้สะทกสะท้านอะไรนัก

นางเปลี่ยนจากจอกเหล้าเป็นยกสุราทั้งไหนั้นกรอกปากตัวเองก่อนจะโบกมือให้เขาหยุดนวด จากนั้นคลานขึ้นบนเตียงนอนแล้วนอนท่าตะแคงข้างมือเท้าหัว ให้มือข้างหนึ่งตบลงบนหนังสัตว์นั้นเชิงออกคำสั่ง “มาเร็วภรรยา ข้าสามีผู้นี้จะคลายหนาวให้”

แพทย์หลวงหนุ่มผู้นั้นพ่นลมหายใจออกทางจมูกจนกระทั่งผ้าปิดปากนั้นขยับ เขาส่ายหน้าไปมาคล้ายจะถอยห่างเพราะเขาไม่อยากล่วงเกินนาง แต่แล้วทันใดแขนเรียวนั้นก็ถูกนางฉุดกระชากขึ้นไปนอนแผ่บนกองหนังสัตว์นั่น

ท่านรองแม่ทัพผู้นั้นทำเป็นไม่สนใจเสียงนกเสียงกาของพรานเหล่านั้นจัดการปลดสายคาดเอวของแพทย์หนุ่มออกพลันแหวกอกเสื้อตัวนอกตัวในแล้วก็จัดการดึงสายคาดของนางออกไปในเผยให้เห็นผ้าที่พันรอบอกนางไว้ไม่ได้มันเทอะทะยามเมื่อฝึกทหาร นางคลายให้มันหลวมพลันก่อนจะโน้มตัวลงไปนอนกอดเอาร่างกายด้านหน้าแนบกับร่างกายด้านหน้าของอีกฝ่าย

นางพยายามอบอุ่นร่างกายให้กับอีกฝ่ายอยู่ พอเห็นริมฝีปากขยับตะกุกตะกักใต้ผ้าปากนั้นนางก็เลิกผ้าปิกปากขึ้นพลางทาบริมฝีปากของนางไปประกบปิดเอาไว้แทน

นางคิดว่าเขาหนาวจนปากสั่น อันที่จริงเขาอายจนปากสั่นต่างหาก

รสจูบของรองแม่ทัพนั้นไม่ได้วาบหวามนักแต่หนักหน่วง คละคลุ้งกลิ่นสุราที่เขาไม่เคยลิ้มรสมาก่อน นางขยับปากไปมาครอบปากของเขาให้มิดแล้วเป่าลมร้อนๆจากริมฝีปากจากนางเสือนั้นคอยอบอุ่นปากนุ่มของกวางน้อยตัวนี้ตลอดเวลา

เยว่เฟยหรงขยับตัวไปมาจนอกนุ่มนั้นเบียดเสียดคล้ายกำลังปลุกเร้าชายหนุ่ม เหวินขงเฉว่นั้นหนีบขาเข้าหากันเหมือนดรุณีน้อยในคืนเข้าหอ เขากำลังพยายามข่มอารมณ์อย่างหนัก แต่ก็ถูกนางเอาตัวแทรกกั้นไว้ไม่ให้หุบขาเข้าหากันได้ จนกระทั่งบางอย่างนั้นมันแข็งสู้ลมหนาวขึ้นมาพลัน

เหวินขงเฉว่อับอายตนเองจนไม่อาจสู้หน้าหญิงสาวที่คร่อมอยู่บนตัวเขาได้เลย เขาหลับตาแน่นแล้วปล่อยให้นางอบอุ่นร่างกายของเขาตามใจนาง ปล่อยให้อะไรมันผงาดขึ้นมาอย่างมิอาจหักห้าม

“เพ่ย!” นางร้องออกมาเมื่อบางอย่างแข็งขืนนั้นชนที่โคนขาของนาง ท่านรองแม่ทัพนั้นคิ้วขมวดทันที นางจำได้ว่าตรงนี้คือสิ่งที่ทหารหาญทั้งหลายใช้จาบจ้วงภรรยาของตน นางเคยไปหอนางโลม เคยเห็นกรรมวิธีทั้งหมดแล้ว แต่นางไม่เข้าใจว่ามันจะทำให้ทั้งสามีและภรรยานั้นมีความสุขได้อย่างไร

เหมือนว่าสิ่งนั้นคือดาบ แล้วข้าก็ต้องเอามันเข้าไปในตัว

“ฮึ่ม” นางเสือนั้นเค่นเสียงออกมาราวกับไม่ชอบใจเท่าไหร่นัก

แพทย์หนุ่มใจหายพลัน คิดว่าตนต้องโดนนางหักครึ่งท่อนเอ็นของเขาเป็นแน่

ที่ไหนได้นางกลับ.. อื้อ..

ท่านหมอนั้นเม้มปากเข้าหากันแน่เมื่อเยว่เฟยหรงนั้นใช้มือแตะเบาๆปลายหัวของมันก่อนจะลองขยับมือกอบกุมมันไว้แล้วรูดลงอย่างช้าๆ พอได้เห็นสีหน้าของเหวินขงเฉว่นางพยัคฆ์นั้นก็เลียปากโดยไม่รู้ตัว

กวางน้อยของนางนั้นน่ากินยิ่งนัก!

เยว่เฟยหรงไม่รอท่าจัดการเอาท่อนเอ็นอุ่นนั้นยัดเข้าไปในตัวของนางโดยพลัน ครั้งแรกนางคำรามลั่นแล้วทำท่าจะยกขามาถีบอกชายหนุ่ม ทว่านางก็กัดฟันแน่นครอบกดสะโพกสวมรับสิ่งนั้นลงมาจนสุด เอนตัวลงมานอนนาบไปกับร่างอุ่นของเหวินขงเฉว่ เมื่อเข้ามาทีเดียวจนสุดนั้นนางก็ใช้สองมือจับทึ้งผมยาวสลวยของแพทย์หนุ่มคำรามแน่นในลำคอเชิดหน้าขึ้นแล้วสัมผัสกับสิ่งที่นางไม่เคยพบเจอมาก่อน ความเจ็บแสบนั้นทำให้นางนิ่วหน้าเมื่อนางลองก้มมองแล้วลองยกสะโพกขึ้นก็พบว่านางมีเลือดไหลออกมา

“ภรรยาข้าเลือดออก” นางพูดด้วยท่าทีตื่นตระหนกก่อนที่ผู้เป็นภรรยานั้นจะยกมือขึ้นลูบหัวนางพร้อมกับกล่าวปลอบขวัญ “ชู่ ...ท่านรองแม่ทัพ เลือดจะออกแค่ครั้งแรกเท่านั้นขอรับ”

นางเบิกตากว้างแล้วก้มมองดูส่วนนั้นอีกครั้ง ก่อนจะลองยกสะโพกตัวเองขึ้นลงอย่างฝืดเคือง นางนิ่วหน้าด้วยความเจ็บแสบผิดกับขงเฉว่ที่มือไม้นั้นวางไว้ตรงไหนก็ไม่ถูกเลยคว้าจับอกนางไว้แล้วบีบเคล้น

นางเสือนั้นคำรามพลันแล้วปัดมือออก นางหลบตาของเขาก้มมองจุดสอดประสานนั้นพลางพูดเสียงอู้อี้ใบหูขึ้นสีแดงฉาน “ดูแต่ตามืออย่าต้อง”

เหวินขงเฉว่นั้นตกใจในครั้งแรกว่าตนทำอะไรผิดไปรึเปล่า แต่พอเห็นว่านางนั้นเขินอายที่ถูกเขาแตะเนื้อต้องตัวเขาถึงกลับทำได้แค่พยักหน้าแล้วขานรับเสียงสั่นเครือ “..ขอรับ”

จากความเจ็บปวดในตอนแรกนั้นแปรเปลี่ยนเป็นความหฤหรรษ์ขึ้นมาจนนางไม่อาจหยุดขยับสะโพกได้เลย ส่งเสียงลามกนั่นดังกังวานไม่เกรงใจฟ้าดิน ไม่หวั่นเกรงสายตาหื่นกามของพรานเหล่านั้น

เพ่ย! ช่างพวกมันปะไร!

ขอเพียงกวางน้อยของข้ามีความสุขก็พอแล้ว!

เยว่เฟยหรงนั้นแตะที่ริมฝีปากนุ่มนั้นพลันเมื่อขงเฉว่เรียกนางว่า “ทะ ท่านรองแม่ทัพ...”

ท่านรองแม่ทัพนั้นส่ายหน้าไปมาก่อนจะใช้นิ้วลูบไปตามกรอบหน้าของชายหนุ่ม “สามี.. นั่นคือคำที่เจ้าควรใช้เรียกข้า”

เหวินขงเฉว่นั้นกลืนน้ำลายลงคอขณะที่จ้องดวงตาคู่นั้น เขากัดริมฝีปากตนเองก่อนที่จะถูกมือของนางบีบแก้มไว้ สีหน้าเคร่งขรึมนั้นกดดันให้เขาพูดคำนั้นออกมา

“สา...มี” แพทย์หนุ่มพูดเสียงแผ่วได้ไม่ทันไรนางก็ทาบริมฝีปากลงมาปิด นางขยับกายเหมือนกำลังควบม้าอีกครั้งก่อนที่เหวินขงเฉว่นั้นจะพรั่งพรูน้ำกามสีขาวออกมา

“ฮืมม์” นางครางออกมาพร้อมกับกระตุกกายบนร่างชุ่มเหงื่อของผู้เป็นภรรยา เยว่เฟยหรงนั้นใช้มือลูบที่แก้มเนียนนั้นไปมาก่อนจะทาบริมฝีปากของนางลงไป “ภรรยา...จากนี้ไป เจ้ายังมีข้าเป็นท้องฟ้าของเจ้า โปรดจำไว้ว่าจะไม่มีผู้ใดมาทำร้ายภรรยาของข้าได้”

ดังคำกล่าวที่ว่าสามีคือท้องฟ้าของภรรยา เช่นนั้นแล้วในยามนี้ที่พึ่งหนึ่งเดียวของภรรยาผู้สูญเสียอย่างเหวินขงเฉว่นั้นก็คือเยว่เฟยหรง เขายกสองแขนขึ้นโอบกอดนางเอาไว้พลันร้องไห้ขี้แยออกมาราวกับสาวน้อยที่โดนพรากความบริสุทธิ์ไป ขณะที่ท่านรองแม่ทัพนั้นพลิกตัวไปนอนกอดอยู่ข้างกายให้ใบหน้างามนั้นซุกที่ระหว่างอกของนางแล้วยกมือขึ้นลูบหลังของกวางน้อยในอ้อมกอดอย่างพยายามปลอบขวัญ



.
.
.
.
.



กลับมาสู่ในเวลาปัจจุบัน เมื่อยามเหม่า*[3]คือเวลาตื่นนอนของท่านรองแม่ทัพ เช่นนั้นผู้เป็นภรรยาอย่างเหวินขงเฉว่จำต้องตื่นนอนก่อนมาเพื่อปรนนิบัติน้ำอาบให้สามี เขาเตรียมทั้งอาหารการกินรวมไปถึงน้ำท่าน้ำอาบและจัดเตรียมยาที่มีฤทธิ์คล้ายกับยาคุมในสมัยปัจจุบันตามคำสั่งของผู้เป็นสามี

_________________
*ยามเหม่าเท่ากับเวลา ๐๕.๐๐ น. ถึง ๐๖.๕๙ น.
_________________

เขาปลุกนางให้ตื่นมาอาบน้ำอาบท่าและมากินข้าวเช้าบนโต๊ะ ก่อนที่จะปลีกตัวไปดูที่กระโจมแพทย์ครู่หนึ่ง

ผ่านไปหนึ่งชั่วยามนั้นเหวินขงเฉว่กลับมาเก็บชามข้าวเช้าใส่ถาดเพื่อยกกลับไปยังโรงครัว เขาเหลือบเห็นแก้วยาที่ยังมียาบรรจุไว้สองเม็ดเท่าเดิม เขาตื่นเต้นดีใจเสียจนใบหน้าร้อนผ่าว หัวใจเต้นสั่นระรัว ในทุกครั้งเหวินขงเฉว่จะมีความสุขกับการที่คนไข้ของคนได้ทานยา แต่ครั้งนี้เขากลับดีใจที่ยาสองเม็ดนั้นยังเหลืออยู่





แคว้นชินหลิงและแคว้นต้าเหลียงเป็นศัตรูกันมานาน รบราฆ่าฟันที่เขตชายแดนเมืองเยว่เซียนนับครั้งไม่ถ้วน เยว่หยางเซียนบัญชาการทัพอยู่ชายแดนใกล้กับแม่น้ำเลือดที่กั้นระหว่างสองแคว้น

ท่านแม่ทัพเยว่รับราชการให้ปราบกบฎที่เขตชายแดน หลังจากสืบได้ว่ากบฎจากแคว้นชินหลิงจะลักลอบเดินทางกลับในวันนี้ก็ได้ส่งสารไปยังรองแม่ทัพให้ตั้งใจฝึกซ้อมทหารที่ค่าย ทว่านางนั้นรู้สึกสังหรณ์ใจไม่ดีเลยขอตามาสมทบเป็นไปตามคาด กบฎจากแคว้นชินหลิงเป็นมือสังหารที่มีฝีมือ ไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะปราบได้ทั้งหมด

แม้จะดูเหมือนฝ่ายทหารแคว้นต้าเหลียงได้เปรียบ ไล่ต้อนนักฆ่าเหล่านั้นไปทางแม่น้ำด้วยกำลังพลที่มากกว่าทำให้ได้เปรียบแต่อีกนัยหนึ่งก็เป็นการส่งกบฎเหล่านั้นข้ามฝากได้ง่ายขึ้น เมื่อคิดว่านักฆ่าเหล่านั้นถูกสังหารจนสิ้น ท่านแม่ทัพก็สั่งถอยทัพพลัน

จังหวะนั้นนักฆ่าอีกจำนวนหนึ่งผุดขึ้นมาจากน้ำ พ่นลูกดอกพิษใส่ทางฝ่ายต้าเหลียง ท่านแม่ทัพพลาดท่าถูกพิษจากลูกดอกพลัดตกจากหลังม้า

เยว่เฟยหรงรีบควบม้ามาพลันทว่านางมาช้าไป หอกเล่มนั้นแทงทะลุร่างของแม่ทัพเยว่หยางเซียนท่ามกลางสายตานับพันของทหารทั้งหลาย เยว่เฟยหรงถลึงตาพลัน ริมฝีปากอ้าออกและคำรามออกมาก่อนจะกระโดดลงหลังม้าพุ่งตัวเข้าหาผู้เป็นบิดา

ท่านแม่ทัพตายในทันทีไม่ทันได้สั่งเสียสิ่งใดกับนาง

เยว่เฟยหรงนำความแค้นทั้งหมดเป็นเชื้อเพลิงในใจ นางโหมความแค้นนั้นจนบ้าคลั่ง วิ่งเข้าไปบั่นคอมันทุกผู้ที่ขวางหน้ากลางสนามรบ จนกระทั่งเนื้อตัวอาบไปด้วยเลือด กลิ่นคาวนั้นคละคลุ้งเต็มตัวนางไปหมด นางตวัดคมง้าวให้เลือดกระเด็นลงพื้นด้วยความรู้สึกที่ยังสุมในอกราวกับไฟสุมจนกลายเป็นเพลิงลุกไหม้ในป่า

ยังไม่พอ นางจะฆ่าพวกมันอีกเท่าไหร่ก็ยังไม่พอ!

แม้รบชนะและได้รับแต่งตั้งเป็นแม่ทัพแต่ร่างกายของนางก็อ่อนแอกว่าปกติมาก พักหลังมักเกิดอาการคลุ้มคลั่งสูญเสียการควบคุมไปอาละวาดราวกับสัตว์ป่า

หลังจากนางกลับมาที่ค่าย ทหารทั้งหลายนั้นตะลึงกับภาพที่ได้เห็น แม้จะรู้ดีว่านางขึ้นชื่อเรื่องความโหดร้าย แต่คราวนี้มันราวกับว่ามีอสุรกายคลุ้มคลั่งในตัวของนาง

เหวินขงเฉว่รีบพานางไปล้างเนื้อล้างตัว ยิ่งพอเขาได้ทราบสาเหตุว่าท่านแม่ทัพเสียชีวิตแล้วนั้นเขาก็เข้าใจถึงสาเหตุของความโมโหร้ายของนางได้ในทันที

อาจจะต้องใช้เวลาและความรักที่เขามีต่อนางให้คอยเยียวยา

ท่านหมอหนุ่มนั้นเดินอ้อมเข้าไปหลังฉากกั้น หลังฉากนั้นมีร่างทะมึนทึงของเยว่เฟยหรงนั่งขัดสมาธิแช่อยู่ในกลางอ่างอาบน้ำ เขาถอดเสื้อผ้าตัวเองออกจากหมดก่อนจะถือวิสาสะก้าวลงไปอยู่ในอ่างกับนาง ช้อนตัวเข้าข้างหลังแล้วโอบกอดเรือนร่างที่เต็มไปด้วยบาดแผลนั้นอย่างไม่นึกรังเกียจ จับใบหน้าของนางหันมาอย่างช้าๆก่อนจะทาบจูบลงอย่างนิ่มนวล

เยว่เฟยหรงเอ๋ย ข้าหวังว่าข้าจะสามารถโอบกอดและปลอบขวัญท้องฟ้าอันกว้างใหญ่เยี่ยงเจ้าได้...


.
.
.
.
.




พิธีศพของท่านแม่ทัพเยว่หยางเซียนนั้นถูกจัดขึ้นตามธรรมเนียมพื้นเมืองของชาวเยว่เซียนที่เชื่อว่าแดนสุขาวดีนั้นอยู่อีกฝากของทะเลแห่งนี้ เมื่อนำร่างของท่านแม่ทัพวางลงบนเรือพิธีศพ เยว่เฟยหรงก็เดินเข้ามาใกล้กับเรือที่เตรียมจะปล่อยลอยไปในทะเล คนที่ผู้ที่ร่วมมาไว้อาลัยนั้นสวมผ้าคาดหัวสีขาวและสวมชุดสีขาวเพื่อไว้ทุกข์

เยว่เฟยหรงก้าวลงไปในทะเลพร้อมกับดันเรือของท่านแม่ทัพให้ลอยออกไป ก่อนที่นางจะเดินขึ้นมาด้วยสีหน้าทะมึนทึง มือคว้าคันธนูและลูกศรคบเพลิง ง้างคันธนูและปล่อยให้มันยิงตกไปยังเรือลำนั้น เปลวไฟลุกโชนแผดเผาร่างของท่านแม่ทัพ เมื่อลมพัดผ่านก็โชนกลิ่นไหม้ของเนื้อเข้ามาที่ชายฝั่ง






เหวินขงเฉว่คอยปรามนางและฝังเข็มกดจุดให้อารมณ์คลั่งนั้นทุเลาลง ชงชาและปรนนิบัตินางทุกทางเพื่อรักษาบาดแผลในจิตใจของนาง

อาการที่นางเป็นอยู่รังแต่จะทำให้โรคเก่าของนางกำเริบ

เพราะนางเป็นคนที่หมกหมุ่นกับงานการจนไม่เป็นอันกินข้าวปลาได้ตรงตามเวลา เยว่เฟยหรงจึงป่วยเป็นโรคกระเพราะ นางมักจะบ่นว่าปวดแสบปวดร้อน บ้างก็ปวดรามไปจนถึงโพรงมดลูก มีบ้างที่อาเจียนเป็นเลือดและขับถ่ายเป็นอุจจาระสีดำเนื่องจากเป็นโรคกระเพาะเรื้อรังมาตั้งแต่วัยเยาว์

เช่นนั้นหน้าที่ของเหวินขงเฉว่ก็คือการรักษานางทั้งโรคทางกายและทางใจ เขาเตรียมชะเอม หรือกำเช่า โดยการนำรากและลำต้นของมันที่อยู่ใต้ดินมาตากแห้ง ผสมกับเห็ดหลินจือต้มเป็นยาให้นางดื่มในทุกๆเช้า

ในยามบ่ายของวันหนึ่งนั้นนางฝึกยิงธนูในลานกว้างร่วมกับทหารอีกหลายร้อยนาย ครั้นมองไปเห็นผู้เป็นภรรยานางกำลังตากสมุนไพร ท่าทางสงบเสงียมนั้นทำให้นางนึกสนุกอยากจะแกล้งขึ้นมา หลังจากเยว่เฟยหรงยิงธนูตรงเข้าเป้าภายในดอกเดียวนางก็พลันลดคันศรลงแล้วสั่งให้ทหารน้อยผู้นั้นวิ่งไปตามแพทย์หนุ่ม

เหวินขงเฉว่มาตามคำสั่ง เขาทำความเคารพนางอย่างเป็นทางการหนึ่งครั้งก่อนที่แม่ทัพเยว่ผู้นี้จะยื่นคันธนูให้ เขากำลังจะปริปากพูดบางอย่างนางก็ยัดคันศรใส่มือแล้วหยิบเอาลูกธนูมาให้กับชายหนุ่ม

"เจ้าต้องฝึกเสียบ้าง ร่างผอมบางเช่นเจ้ารังแต่จะตายก่อนมีลูกกับข้าเป็นแน่" นางออกคำสั่งพลางแนบตัวที่ชุ่มไปด้วยเหงื่อนั้นซ้อนตัวเหวินขงเฉว่จากข้างหลัง นางรู้ดีว่าภรรยาของนางนั้นไม่ชอบให้เหงื่อออก ร่างกายสูงโปร่งนี้จึงมีมัดกล้ามเพียงพอประมาณหนึ่งไม่ได้มากมายเท่าทหารหาญข้างกายของนาง แต่ทว่าเรือนร่างของท่านหมอนั้น... ตราตรึงใจของนางเป็นอย่างยิ่ง

นางสอนเขาตั้งท่าและออกคำสั่งให้ยิง ลูกธนูนั้นโค้งตกอย่างน่าเอน็จอนาจ เฉี่ยวนายทหารคนนั้นทีคนนี้ที เยว่เฟยหรงนั้นกลั้นหัวเราะพลันแต่ดันมีเสียงเล็ดลอดจากทหารเหล่านั้นแทน นางเสือนั้นจึงหันไปขู่คำรามแยกเขี้ยวใส่ หึ่ม! ถึงภรรยาข้าจะโง่งมด้านทหาร แต่ก็เก่งกาจในเรื่องการแพทย์นัก!

"ขออภัยท่านแม่ทัพ" แพทย์หลวงหนุ่มนั้นตอบเสียงเรียบก่อนจะวางคันธนูลงแล้วหันมาคำนับนาง เยว่เฟยหรงคว้าจับมือนุ่มของเหวินขงเฉว่ก่อนจะพลิกฝ่ามือมาดูตราสัญลักษณ์แพทย์หลวงนั้นก่อนจะก้มหน้าลงไปทาบจูบ

"ไม่เป็นไร มือคู่นี้ของเจ้า ไม่ได้ถูกสร้างมาเพื่อปลิดชีพใคร"

แพทย์หนุ่มผู้นี้ไม่รู้จะเอาใบหน้าไปซ่อนที่ไหน นางช่างเป็นสามีที่... ที่... ข้าเป็นผู้ชายข้ายังเขินอายได้เลย!

เขาเอ่ยขอตัวลาก่อนจะเดินอ้อมไปด้วยใบหน้าเขินอายและท่าทีลุกลนราวกับตัวจะระเบิดเป็นเสี่ยงๆ เมื่อเดินจากมากลิ่นเหงื่อของนางยังติดอยู่ เขาก้มหน้าสูดดมชายผ้าของตน แม้ว่าเขาจะไม่ชอบที่นางเหงื่อออกแต่เขาก็ไม่ได้รังเกียจมันแม้แต่น้อย






คืนนั้นนางกำลังอ่านคำภีร์พิชัยสงครามด้วยท่าทางผ่อนคลายหลังจากได้อาบน้ำและดื่มยาที่เหวินขงเฉว่ปรุงมาให้เป็นที่เรียบร้อยแล้วนั้น ในอีกสองวันข้างหน้านางจะต้องเดินทางกลับเมืองหลวงเพื่อไปรับการพระราชทานแต่งตั้งเป็นแม่ทัพอย่างเป็นทางการ ท่ามกลางบรรยาที่อบอวลเยี่ยงผู้เป็นสามีภรรยากันทำให้ทุกอย่างผ่อนคลายอารมณ์และบรรเทาความเจ็บแค้นในใจของนางได้สักระยะ แต่มีบางอย่างที่ทำให้นางรู้สึกตงิดใจ

ผู้เป็นภรรยานั้นอาบน้ำอยู่หลังม่านอย่างไม่รู้ตัว ก่อนที่ผู้ที่มีประสาทสัมผัสดีเยี่ยมอย่างนางนั้นจะจับสังเกตุได้ทัน ตะโกนบอกเหวินขงเฉว่เสียงดัง

"ขึ้นมา!"

ชายหนุ่มรีบลุกออกจากอ่างไม้ คว้าเสื้อตัวในมาสวมอย่างลวกๆก่อนจะถูกประชิดตัวจากด้านหลัง มือที่ถือมีดนั้นจ่อที่คอหอยของเขา

สิ่งเดียวที่ทำได้คือเขาถีบม่านกั้นนั้นลงให้นางเห็นผู้บุกรุก ท่ามกลางความตกใจมีดสั้นที่นางใช้พกถูกปามาปักกลางหน้าผากของผู้บุรุกทันที เหวินขงเฉว่ไหวตัวก้มหลบทันคมมีดที่ใช้จ่อคอเขานั้นจึงบาดคอของเขาไปถากๆ

เยว่เฟยหรงพุ่งเข้ามาปะมือกับผู้บุกรุกทันที ทว่ามันไม่ได้มาเพียงคนเดียว

ผู้บุกรุกหลายสิบนายกรูกันเข้ามา สองคนแบ่งมาจับท่านหมอเอาไว้แล้วมัดด้วยเชือกพร้อมกับอุดปากและมัดเชือกคาดปากซ้ำอีกที ก่อนที่มันจะเป่าทรายใส่หน้าแล้วส่งงูไปกัดแม่ทัพสาว สลับกับดาบยาวเล่มนั้นเสียบกลางร่างของนางทะลุจากข้างหลังมาข้างหน้า

ดาบนั้นปักกลางอกของนางเสียบทะลุไปถึงข้างหลังก่อนจะถูกดึงออกอย่างรวดเร็ว เหวินขงเฉว่ดิ้นทุลนทะลายอย่างทรมาน มือไม้ที่ถูกมัดนั้นพยายามขยับให้มันหลวม ปากที่โดนอุดก็ร้องอู้อี้ไม่เป็นภาษาจะคายทิ้งก็ไม่ได้เพราะถูกเชือกคาดและรัดเอาไว้ นางอ้าปากหายใจอย่างทรมานค่อยๆคลานเข้ามาหาชายหนุ่มที่ถูกมัดติดเอาไว้ ทหารนายหนึ่งเข้ามาในกระโจม ยืนลังเลอยู่ชั่วขณะก่อนจะตรงเข้าไปฟันเชือกช่วยท่านหมอก่อน ทันทีที่มือเป็นอิสระ เหวินขงเฉว่ก็แก้ปมเชือกที่รัดปากแล้วถุยผ้านั้นทิ้ง ตรงปรี่เข้าไปประคองร่างของเยว่เฟยหรงเอาไว้

"อย่าขยับ ปากแผลจะฉีกกว่าเดิม" เขาบอกกับนางด้วยเสียงสั่นเครือ ก่อนจะหันไปออกคำสั่ง "ล่วมยาของข้า อยู่ในกระโจมแพทย์!"

ครั้นทหารน้อยผู้นั้นวิ่งออกไปเขาก็พูดขึ้นมาด้วยน้ำตานองหน้า "คราวหลังข้าจะพกล่วมยาติดตัว" เยว่เฟยหรงเอ็นดูในความตื่นกลัวของผู้เป็นภรรยา นางหลับตาลงช้าๆด้วยความรู้สึกง่วงงุน

"ห้ามหลับเด็ดขาด!" ท่านหมอนั้นตะโกนออกมาพลันเขย่าร่างนาง

ทว่ากลับมาเพียงรอยยิ้มที่กระตุกบนริมฝีปาก นางคิดเพียงสิ่งเดียวในหัว 'ข้าจะกุดหัวพวกมันทั้งหมดแล้วตอนของมันไปโยนให้หมูกิน!' ก่อนที่ความแค้นนั้นจะผลักพลังในกายให้นางกระอักเลือดออกมา นางก็ยังปิดตาสนิท

"อยู่กับข้าสามี เยว่เฟยหรงอยู่กับข้า... เจ้าคือท้องฟ้าของข้า เจ้าบอกว่าเจ้าจะคอยปกป้องข้า พูดสิ... พูดคำนั้น..."

เหวินขงเฉว่เอ่ยเสียงแผ่วยกแขนที่ประคองศีรษะของนางขึ้นมาแนบหูเพื่อจะได้ฟังคำตอบกลับจากนางชัดๆ แต่มันมีเพียงเสียงของลมหายใจที่ค่อยๆแผ่วลงแล้วดับไป


.
.
.
.
.



เหวินขงเฉว่ไม่เคยยิงธนูได้เลยสักครั้ง เขายิงด้วยมือที่สั่นเทา ยิงลูกศรเพลิงนั้นตกจมลงทะเลไปนับครั้งไม่ถ้วน กล่าวว่าวิญญาณของผู้ตายจะไม่ได้ไปสุขาวดีหากเพลิงนั้นไม่ได้แผดเผาร่างของผู้วายชนม์

จนกระทั่งธนูดอกสุดท้ายเขาก็ยังยิงพลาด แม้ว่าจะไม่มีผู้ใดกล่าวตำหนิเขา ทหารผู้ภักดีเหล่านั้นก้มหน้าก้มตาแล้วหมุนตัวเดินจากไปทิ้งให้ชายหนุ่มคุกเข่าอยู่กับหาดทรายมือกำคันศรแน่นเสียจนเส้นเลือดปูดโปน กำเสียจนคันศรนั้นหักคามือ เสี้ยนไม้ตำในเนื้อมือจนเลือดไหลออกมาเขาก็ยังไม่ปริปาก

ในตอนนั้นที่ข้าประคองนางเอาไว้ในอ้อมกอด... ข้าโหยหาคำๆเดียวจากปากของนาง ต่อให้รอจนแก่ตายหากได้ยินคำนั้นข้าก็จะรอ แต่ในยามนั้นแม้นางใกล้สิ้นลม แม้นางรู้ว่านางจะตายจากข้าไปก็ตาม

แต่นางไม่พูด...


[1] ยามไฮ่เท่ากับเวลา ๒๑.๐๐ น. ถึง ๒๒.๕๙ น.

[2] คัดจากคัมภีร์จิงภาคซู่เวิ่น อินหยางอิ้งเซี่ยงต้าลุ่น โดยแพทย์ผู้มีเชื่อเสียงในราชวงศ์จินเหวียน ชื่อ จางจื่อเหอ

[3] ยามเหม่าเท่ากับเวลา ๐๕.๐๐ น. ถึง ๐๖.๕๙ น.
ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 59 ครั้ง

62 ความคิดเห็น

  1. #62 PussaRapanoi (@PussaRapanoi) (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 23 มิถุนายน 2562 / 14:46
    รอให้นางพูดคำาว่ารักใช่มั้ย นางไม่พูดท่านควรพูดว่า รัก นางก่อนนางตาย
    #62
    0
  2. #58 [H∆LF MOON] (@MrAirplane) (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 20 มิถุนายน 2562 / 13:51
    ไหนพระเอก รอนานแล้ว
    #58
    0
  3. #48 GSstory (@megatef4) (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 16 มิถุนายน 2562 / 17:24
    ถึงขั้นต้องย้อนกลับไปดู นี่วายใช่ไหมนะ 5555
    #48
    0
  4. #28 Spaghetti (@kamisama111) (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 11 มิถุนายน 2562 / 14:36

    ฮืออออ
    #28
    0
  5. #18 peace_in_apple (@peace_in_apple) (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 11 มิถุนายน 2562 / 10:43
    ฮือออ นี่มันช่าง...น่าช้ำใจมาก
    #18
    0
  6. #14 Dark wolfblack (@ooopppooorrr) (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 10 มิถุนายน 2562 / 17:45
    ขอให้มาเรื่อยๆนะ
    #14
    0