ผีผา | ยา | มังกร

ตอนที่ 5 : บทที่ ๓ ฉานฉูรับราชโองการ(๒)

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 567
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 69 ครั้ง
    6 มิ.ย. 62

-บทที่ ๓ ฉานฉูรับราชโองการ(๒)-


สามปีต่อมา สำนักแพทย์หลวงนั้นวุ่นวายกันใหญ่ เมื่อองค์รัชทายาทน้อยนั้นเกิดป่วยเป็นโรคขึ้นมาด้วยวัยเพียงสามชันษา เมื่อหมอหลวงตรวจดูอาการแล้วนั้นพบว่าเป็นอาการท้องเสียธรรมดา เพียงแต่ทั้งการฝังเข็มหรือการทายาก็ไม่สามารถทำได้

เพราะองค์รัชทายาทเหวินชางหงผู้นี้ไม่ยอมเสวยและไม่ยอมให้ฝังเข็ม !

กับหมอเทวดาอย่างเจ้าแม่ฉานฉูเองก็เป็นที่หวาดกลัวของเด็กน้อยเนื่องด้วยรูปลักษณ์ของนาง นางจึงไม่ได้รับอนุญาตให้เข้ารักษาองค์รัชทายาท สุดท้ายต้องเรียนเชิญพระโอรสเหวินหยางซื่อมาช่วยรักษาก่อนวัยอันควร

เช่นนั้นแล้วพระโอรสผู้จำต้องรับภาระหน้าที่อันหนักอึ้งโดยมีการกลั่นแกล้งจากเบื้องบนนั้นอยู่เบื้องหลัง ฮองเฮาได้ชื่อว่าเป็นสตรีขี้อิจฉาหลบซ่อนความหึงหวงเอาไว้ด้วยท่าทางโอบอ้อมอารี นางเกลียดชังมารดาของเหวินหยางซื่อเสียยิ่งกว่าอะไรดีจึงได้หาทางกลั่นแกล้งลูกชายของสนมนางนั้นแทน ขงเฉว่ในฐานะที่ตอนนี้ก็เหมือนกับกำลังย้อนกลับไปเป็นนิสิตแพทย์ที่ถูกมรสุมอย่างหนักหน่วง เห็นแล้วนึกสงสารรุ่นน้องจับใจ เจ้าเด็กน้อยองค์รัชทายาทวัยสามขวบนั่น..เข็มก็ไม่ยอมให้ฝัง ยาต้มก็ไม่ยอมดื่ม แต่จะต่างอะไรกับเด็กสามขวบที่เคยไปให้เขารักษาที่คลินิก เด็กเหล่านี้ต้องหลอกล่อด้วยวิตามินซี !

เขาจึงได้แอบช่วยอยู่ลับๆและได้ใช้หลักทางจิตวิทยากับเด็กในวัยสามขวบอย่าง เด็กชอบวัตถุทรงกลมที่มีสีสันสวยงามโดดเด่น และชอบขนมที่มีรสชาติหวาน และวินิฉัยจากการบอกเล่าคิดว่าองค์รัชทายาทต้องป่วยเป็นโรคบิด

มียาสมุนไพรและผลไม้บางชิดที่รักษาโรคนี้ได้อย่างเหง้าที่มีรสหวานช่วยขับลมแก้บิด และลูกพลับในภาษาจีนเรียกว่า เก่าจ้อหรือบี้ก้วยเป็นผลไม้มงคลสำหรับเทศกาลต่างๆ เพราะมีสีเหลืองทองคำ นิยมนำพลับมาแปรรูปเป็นพลับแห้ง ลูกพลับมีธาตุเย็นและรสหวา มีสรรพคุณช่วยบำบัดโรคความดันโลหิตสูง แก้โรคบิดในเด็ก แก้ไอและเจ็บคอ

ยาพิเศษที่ขงเฉว่คิดค้นขึ้นนั้นคือการนำลูกผลับมาต้มผสมกับน้ำผึ้งจนเป็นลูกพลับเชื่อมก่อนจะให้เหวินหยางซื่อนำไปถวาย ปรากฏว่าองค์รัชทายาทจึงยอมทานแต่โดยดีในที่สุดก็หายจากอาการไข้

ทว่ายานั้นกลับปรุงด้วยน้ำมือของแพทย์ฝึกหัดอีกคนและโอรสน้อยผู้นั้นก็ได้บอกกับฮองเฮาว่าเป็นฝีมือของใคร ทำให้ฮองเฮามีรับสั่งเรียกแพทย์น้อยผู้นั้นเข้าพบทันทีทันใด ขงเฉว่รู้สึกร้อนวูบวาบไปทั่วตัว แต่ซ่อนความรู้สึกเอาไว้ด้วยท่าทางสงบนิ่ง เมื่อได้เข้าเฝ้าพระนางก็ตรัสถามไถ่เรื่องครอบครัว ยิ่งรู้ว่านี้คือบุตรชายของฉานฉูนางยิ่งประทับใจ เอ่ยชมซ้ำแล้วซ้ำเล่า ซ้ำยังมีรับสั่งให้มาเป็นแพทย์ประจำตัวขององค์รัชทายาทน้อย คอยเข้ามาตรวจอาการ เป็นเพื่อนเล่นและปรุงยาที่มีรสชาติหวานนี้ให้กับองค์รัชทายาท

ทำให้เขากลายเป็นพี่เลี้ยงส่วนพระองค์ขององค์รัชทายาทแห่งต้าเหลียง ตำแหน่งพิเศษที่สามารถคุ้มกะลาหัวเด็กหนุ่มผู้นี้ และทำให้เขาได้เข้าวังมาพบแม่ของเขาอยู่บ่อยๆ ได้รับอนุญาตของฮองเฮาให้เข้าเฝ้าสนมฉานฉู แม้จะไม่ได้กอดกันฉันท์ที่สองแม่ลูกพึงทำบ่อยๆ แต่เขาก็มีความสุขที่ได้เห็นแม่ของเขา

ขงเฉว่ยังคงเทียวไปเทียวมาระหว่างวังหลวงและสำนักแพทย์บ่อยๆ วันหนึ่งที่เขาได้กลับมาศึกษาเล่าเรียนต่อที่สำนัก เขาก็ต้องกลับมารับหน้าที่เบ๊จิปาทะของศิษย์พี่ทั้งหลายอยู่ดี นั้นถือว่าเป็นเรื่องดีที่เขาไม่ต้องอุดอู้ท้องตำราแต่ได้ออกไปหาเก็บสมุนไพรในป่าเขา

เหวินหยางซื่อช่วยหอบกระจายแล้วเดิมตามหลังเขาต้อยๆไปอย่างว่าง่ายโดยที่ขงเฉว่ไม่ได้เอ่ยปากขอ
หลังจากเตลิดเข้าป่าไปไกล เก็บเห็ดที่ขึ้นตามโคนต้นไม้และคัดแยกประเภทแล้วขงเฉว่ก็หันไปเจอกับพุ่มไม้พุ่มหนึ่ง บนใบหน้าที่มีผ้าปิดปากไว้นั้นเผยให้เก็นดวงตาสองลูกที่เบิกตากว้างก่อนจะก้าวขาข้ามขอนไม้แล้วตรงดิ่งเข้าไป

คุณหมอโมหรือขงเฉว่ในเวลานี้นั้นถลกแขนเสื้อขึ้นพร้อมกับเด็ดยอดกิ่งไม้ใบเขียวที่มีดอกสีขาวติดมาจำนวนหนึ่ง แม้ว่าสมุนไพรอย่างอื่นเหวินหยางซื่อจะเคยเห็นมาบ้าง แต่สำหรับกิ่งไม้ใบอ่อนที่อีกฝ่ายเด็ดเก็บมานั้นไม่เคยรู้จักมาก่อน

“ท่านพี่ นี่คือสมุนไพรอะไร?”

“ทองพันชั่ง” ขงเฉว่พูดออกมาด้วยแววตายิ้มแย้ม “อีกชื่อของมันคือหญ้ามันไก่ วิธีใช้คือการนำมันไปตากแดดเสียก่อนจากนั้นจึงนำไปคั่วจึงจำสามารถนำมาต้มและชงเป็นน้ำชาเพื่อดื่ม”

เหวินหยางซื่อหยิบเจ้าหญ้ามันไก่นั้นขึ้นมาดมกลิ่น หูก็ฟังขงเฉว่โม้สรรพคุณของมันต่อ “สรรพคุณของมันก็คือใช้ในการรักษาอาการปวดกระดูก บำรุงน้ำเหลือง รักษาโรคผิวหนัง พุพอง...”

เหวินหยางซื่อพยักหน้ารับฟังด้วยท่าทีสำรวม

“ข้อเสียนั้นก็ย่อมมีแก่ผู้ป่วยโรคหัวใจ โรคหืด โรคความดันโลหิตต่ำ ไม่ควรรับประทานมัน”

ขงเฉว่พูดไปก็เก็บเจ้าหญ้ามันไก่นี่ไป หารู้ไม่ว่าเหวินหยางซื่อนั้นแท้จริงแล้วไม่ได้ตั้งใจฟังสรรพคุณของเจ้าหญ้านี่นัก เพียงแต่ต้องการเสวนากับอีกฝ่ายต่างหาก ดวงตากลมโตของหนุ่มน้อยวัยสิบเอ็ดนั้นลอบมองแผ่นหลังของท่านหมอตลอดเวลา

“ส่วนนั้นก็พลูคาว” ขงเฉว่เหลือบเห็นต้นสมุนไพรที่มีลักษณะคล้ายคลึงกับทองพันชั่ง แต่ว่าดอกสีขาวของมันมีขนาดใหญ่กว่า อีกทั้งใบพลูคาวกับทองพันชั่งนั้นถือว่าเป็นสุดยอดสมุนไพรในนการรักษาโรคมะเร็งและโรคผิวหนัง เพียงแต่พลูคาวนั้นสามารถใช้ในการแก้โรคที่เกิดจากกามโรค หนองในอีกด้วย

พอร่างสูงนั้นนั่งยองๆลงจะเอื้อมมือไปถอดถอนต้นสมุนไพรอีกสักต้น เขาก็รู้สึกถึงการมาเยือนของผู้ไม่พึงประสงค์ เพียงแต่ช้าไปหนึ่งก้าว นั้นเป็นเพราะพวกเขาทั้งสองนั้นเป็นแค่แพทย์ไม่ได้มีวรยุทธ์สูงส่งจึงไม่ทันได้ระวังตัว

เสียงขยับตัวพร้อมกับร่างที่พุ่งออกมาล็อคคอของเขาเอาไว้ มีดสั้นจ่อที่คอหอยของขงเฉว่ เจ้าโจรป่าเหล่านั้นล้อมรอบแพทย์หนุ่มทั้งสองไว้แล้วเอ่ยขอให้ส่งของมีค่ามา ขงเฉว่สบตากับหนุ่มน้อยอีกคนพลันพยักหน้าส่งสัญญาณให้ ก่อนจะอ้าปากกัดแขนเจ้าโจรที่ล็อคคอตัวเองอยู่จนมันร้องลั่น ส่วนเหวินหยางซื่อก็สาดกระจายที่มีสมุนไพรใส่หน้าเจ้าลูกกระจ๊อกที่เหลือก่อนจะวิ่งเผ่นแนบไป

เหวินหยางซื่อวิ่งไปก็ร้องหาคนช่วยไปพร้อมกับลูกกระจ๊อกที่วิ่งตามหนุ่มน้อยไปอีกสองสามคน

ส่วนขงเฉว่ถีบหน้าแข้งของหัวหน้าโจรนั้นให้ล้มก่อนจะรีบหนีไปอีกทาง

ขณะที่เหวินหยางซื่อนั้นวิ่งสุดชีวิตลูกธนูก็แล่นผ่านเขาไปอย่าวฉิวเฉียวปักที่กลางอกของโจรชั่วที่วิ่งตามมาสิ้นใจตายในดอกเดียว

“ท่านหมอเป็นอะไรรึไม่?” น้ำเสียงแหบพร่าแต่ห้าวหาญ ฟังอย่างไรก็ดูออกว่าเป็นเสียงของสตรี นางปรากฏกายออกมาพร้อมกับชุดที่ทำจากหนังสัตว์ มัดผมรวบสูง ข้างเอวห้อยจี้ตราพยัคฆ์แต่ถูกซากกระต่ายที่นางสังหารได้แล้วมัดไว้ข้างเอวนั้นบดบังไว้ ใบหน้าเปรอะเปื้อนดินโคลนและเลือดสัตว์ที่แห้งกรังแต่แย้มยิ้มด้วยท่าทีเป็นมิตร นางสังเกตุจากเครื่องแต่งกายของเหวินหยางซื่อจึงเรียกเขาว่าหมอในทันที ก่อนที่เหวินหยางซื่อจะชี้ไปในทางที่ตนวิ่งมาหอบหายใจอย่างเหน็ดเหนื่อย “ช่วยท่านพี่ด้วยท่านจอมยุทธ์! ช่วยท่านพี่ของข้า!”

นางพยักหน้าอย่างเข้าใจก่อนจะรีบวิ่งกลับไปทางนั้นทันที นางมองเห็นการวิ่งไล่ล่าของคนจำนวนหนึ่งที่วิ่งตามเด็กหนุ่มที่สวมชุดอาภรณ์เครื่องแต่งกายของแพทย์หลวงฝึกหัดแล้ว ครั้นมือคว้าลูกธนูมาก็ไม่เหลือสักดอก

นางสบถคำหยาบออกมาหนึ่งคำก่อนจะวิ่งตามไปอย่างรวดเร็ว พุ่งทะยานเอาคันธนูคล้องคอโจรตนหนึ่งที่ท้ายแถวก่อนจะกระโดดไปใช้ขาถีบหลังโจรอีกคน

ขงเฉว่นั้นถูกต้อนไปจนถึงปากเหว ใกล้จะตกอยู่รอมร่อ เจ้าหัวหน้าโจรนั้นกระโจนใส่เข้า ทำให้หนุ่มเด็กยกมือขึ้นมากันเอาไว้แล้วหลับตาลงแน่น ในตอนนั้นเขารู้สึกเหมือนมีคนมาโอบเอวแล้วแล้วเบี่ยงตัวเอาให้หลบคมมีดทว่ามีดนั้นก็บาดผ้าปิดปากเขาไปอย่างฉิวเฉียด

หญิงสาวในชุดประหลาดตานั้นนางสู้ด้วยมือเปล่าปะมือกับหัวหน้าโจรตรงหน้าอย่างไม่กลัวตาย เมื่อสบโอกาสนางก็รวบรวมปราณไว้ที่ฝ่ามือก่อนจะซัดเข้าอกของร่างหนานั้นจนได้ยินเสียงแตกหักบอบช้ำของอวัยวะภายใน หัวหน้าโจรนั้นกระอักเลือดก่อนจะหงายหลังล้มตึง ในตอนนั้นสายลมก็พัดผ่านราวกับมีเอฟเฟ็กค์ปิดท้ายในการเปิดตัวละครเอกขึ้นมาให้เป็นที่ตราตรึงใจผู้ชม

นางหันกลับมามองที่แพทย์หลวงฝึกหัดผู้นั้นที่ยังนิ่งอึ้งตะลึงงันจนไม่ได้สนใจว่าตอนนั้นผ้าปิดปากของเขาแหวกแหว่งจนไม่อาจปกปิดอะไรได้อีก

มีดนั้นบาดผ้าปิดปากของเขาขาดแหว่งไปทำให้นางเอื้อมมือไปปลดผ้าปิดปากนั้นออกให้ด้วยความหวังดี เป็นจังหวะที่สายลมพัดผ่านทำให้ผ้าปิดปากนั้นปลิวไปกับสายลม เป็นครั้งแรกที่เขาเปิดหน้าให้กับคนแปลกหน้าได้เห็น เขาจ้องมองหญิงสาวผู้ช่วยชีวิตเขาไว้ด้วยดวงตาสองข้าที่เบิกกว้าง นางเองก็เช่นกัน ขงเฉว่ได้ยินเสียงของอีกคนที่กำลังเข้ามาใกล้ เขาจึงรีบยกแขนเสื้อปิดบังใบหน้าของตนไว้

เมื่อเห็นเช่นนั้นนางจึงถอดผ้าคลุมไหล่ของนางมาโพกใบหน้าให้กับเขา ในตอนนั้นที่ขงเฉว่รับรู้ได้ถึงหัวใจที่เต้นแรงของเขาพร้อมกับลมหายใจของนางที่เข้ามาใกล้กระชั้นชิด

“ขอบคุณท่านมากขอรับ” เขาบอกกับนางด้วยน้ำเสียงแผ่วเบาและอู้อี้เมื่อผ้าคลุมของนางพาดผ่านใบหน้าครึ่งล่างของเขา

“ไม่ทราบว่านามของท่านคือ?” นางเอ่ยสั้นๆด้วยรอยยิ้มบนใบหน้าที่เปื้อนไปด้วยรอยยิ้ม

“ขงเฉว่” เขาพูดพร้อมประสานมือแล้วก้มคำนับนางหนึ่งครั้ง

“เยว่เฟยหรง” นางกล่าวสั้นๆประสานมือรับก่อนจะจากไปทิ้งไว้เพียงคนที่มีอายุตามเดิมนั้นก็ปาเข้าไปสี่สิบกว่าแล้ว แต่กลับมาใจเต้นโครมครามด้วยอาการรอดตายอย่างหวุดหวิดผสมโรงกับความรู้สึกจั๊กจี้เหมือนกำลังมีความรู้สึกชอบพอขึ้นมาซะอย่างนั้น

“หรงที่แปลว่ามังกรน่ะหรอ... โคตรเท่” เขาพึมพำออกมากับตัวเองตอนที่มองตามแผ่นหลังของนางอย่างไม่ได้สนใจเหวินหยางซื่อทีก้าวเข้ามาหาเลยสักนิด อย่างไรชาวต้าเหลียงของเหวินหยางซื่อย่อมรู้ดีว่า การที่บุรุษใดหรือสตรีใดพึงพอใจสตรีหรือบุรุษผู้นั้นย่อมจะเอ่ยถามชื่อของอีกฝ่ายเสียก่อน หากอีกฝ่ายตอบรับด้วยการขานชื่อของตนเองผู้เป็นฝ่ายเกี้ยวพาก็จะเอ่ยนามของตนตอบกลับ

ทว่าดูเหมือนขงเฉว่จะไม่ได้รู้ถึงธรรมเนียมเหล่านั้นแม้แต่น้อย



.
.
.
.
.



ปัญหาท้องก่อนวัยอันควรไม่มีทางเกิดขึ้นได้กับเขาที่เป็นผู้ชายทั้งแท่ง เพราะอีกอย่างต่อให้ตายมาเกิดใหม่ก็ยังมาเกิดเป็นผู้ชายอยู่ดี

แต่ไอ้ที่เห็นอุ้มกระเตงเด็กสามขวบข้างหนึ่ง ส่วนอีกข้างถูกจูงด้วยเด็กวัยสิบเอ็ด ในวัยสิบสี่ปีแบบนี้ก็เพราะว่ามันคือหน้าที่ที่เขาต้องรับผิดชอบต่างหาก

เขาใช้ชีวิตอยู่ในโลกนี้มาสักพักเล่าเรียนวิชาแพทย์ที่ตรงกับอาชีพเก่าในโลกเดิม

เขาไม่ได้ทำหน้าที่แค่หมอรักษาคนอย่างเดียว เขาสอบเข้าเป็นหมอหลวง แม้ว่ามันจะเพิ่งเริ่มศึกษาเป็นหมอฝึกหัดก็ตามเขาก็ได้รับหน้าที่อันใหญ่หลวงอีกหนึ่งก็คือการเป็นพี่เลี้ยงให้กับองค์รัชทายาท และเป็นพระสหายของพระโอรส

ทว่า...การเป็นพี่เลี้ยงให้กับองค์รัชทายาทนั้นไม่ใช่เรื่องง่ายนัก แม้จะได้รับการช่วยเหลือจากองค์ชายน้อยอย่างเหวินหยางซื่อแต่ความซุกซนของเหวินชางหงนั้น... สุดจะบรรยาย

มีครั้งหนึ่งที่องค์รัชทายาทได้แสดงความเป็นผู้มีจิตใจบุญเยี่ยงทายาทผู้สืบบัลลังก์มังกรอย่างแท้จริง ในวันที่ฮองเฮาเสด็จไปวัดประจำราชวงศ์ ขงเฉว่ในวัยสิบสี่ปีนั้นรับภาระหน้าที่เลี้ยงดูเด็กน้อยถึงสองคน แม้เหวินหยางซื่อจะเติบโตแล้วแต่ก็ยังเป็นเด็กขี้กลัว มักจะหลบอยู่หลังของข่งเฉว่ตลอดโดยเฉพาะเวลาเผชิญกับ ‘ผี’

แม้ไม่ใช่ผีจริงๆ แต่เป็นคนที่มีเนื้อมีหนังแต่สภาพปางตายเช่นนั้นก็ย่อมทำให้อกสั่นขวัญหายได้เช่นกัน

ด้านหลังของวิหารร้างที่สามหนุ่มต่างวัยนั้นพากันไปวิ่งเล่นได้มาพบกับร่างของเด็กหนุ่มที่ถูกซ้อมจนตาปูดตาบวม ปากแห้งแตกและเนื้อตัวมีแต่รอยพกช้ำ

ขงเฉว่สังเกตุเห็นรอยที่ถูกปาดคออย่างทรมาณแต่ไม่ทำให้ถึงตายของหนุ่มน้อยที่คอแถวๆลูกกระเดือกถึงสามรอยด้วยกัน นึกแล้วเวทนาก่อนที่เขาจะพาองค์รัชทายาทกลับ แต่พระองค์นั้นกลับขอให้เขาบางอย่างแทน

บางอย่างนั้นคือการที่พูดแล้วให้พระองค์ขยับปากขมุบขมิบงับคำพูดแสร้งว่าเป็นเสียงของพระองค์เอง...

นั้นเป็นเพราะเหวินชางหงนั้นยังเล็กลิ้นยังแข็งอยู่พูดไม่ชัด

เช่นนั้นภาพที่เด็กหนุ่มผู้ถูกซ้อมปางตายได้เห็นนั้นคือ เด็กน้อยวัยสวมปี มัดรวบเกล้าผมและสวมเครื่องประดับแบบชนชั้นสูง บนหน้าผากนั้นมีตราสัญลักษณ์ประจำตระกูลที่ได้รับมาจากฮองเฮา สวมผ้าแพรเนื้อดียืนเอามือไพร่หลังราวกับเต๊ะท่าว่าตนคือฮ่องเต้ ขยับปากอย่างไร้เสียงซ้ำยังขยับช้ากว่าที่เสียงเอ่ยออกมาด้วยซ้ำ

“เจ้ามาอยู่กับข้าเถิดแล้วข้าจะชุบเลี้ยงให้เจ้าเป็นสุนัขที่ซื่อสัตย์ข้างกายของข้า”

บทพูดนั้นองค์รัชทายาทเป็นคนบอกกับขงเฉว่เองว่าให้พูดแบบนั้น ขณะเดียวกันเหวินหยางซื่อฮึบกลั้นหายใจตัวสั่นระริกพร้อมกับเสียงหัวเราะที่พร้อมจะระเบิดออกมา

“อา.. อา..” หนุ่มน้อยผู้นั้นพยักหน้าพลัน แค่นเสียงออกมาจากลำคอด้วยความลำบากทำให้ขงเฉว่เดาเอาไว้ว่าเจ้าหนุ่มน้อยคนนี้เป็นใบ้ เนื้อตัวสั่นเทา คลานเข่าเข้าไปหา ครั้นขงเฉว่จะอุ้มองค์รัชทายาทหนีแต่พระองค์นั้นยกมือห้ามไว้ ก่อนจะก้าวเดินเข้าไปหาแล้วยื่นมือไปลูบหัวของเด็กหนุ่มผู้นั้นราวกับกำลังลูบหัวสุนัขด้วยความเอ็นดู

“ข้าจะตั้งซื่อให้เจ้า” เสียงใสแจ๋วเจื้อยแจ้วขององค์รัชทายาทเอ่ยออกมาสมวัย ออกเสียงและอักษขระบางตัวผิดไปแต่ไม่ได้ทำให้รัศมีความเป็นว่าที่เจ้าแผ่นดินนั้นลดลง ดวงตากลมโตคู่นั้นจ้องมองไปที่รอยปาดคอของอีกฝ่ายก่อนจะนับมัน “หนึ่ง สอง สาม ...ข้าจะเรียกเจ้าว่าเจ้าสามก็แล้วกัน !”



.
.
.
.
.



ครั้งหนึ่งในสำนักแพทย์หลวงนั้นได้มีเสียงโหวกเหวกโวยวายมาจากเหล่าชนชั้นสูงผู้หนึ่ง ต้องการแพทย์ไปรักษาตัวบุตรสาวของตนที่ป่วยเป็นโรคประหลาด ในเวลานั้นขงเฉว่กำลังเป็นที่รักใคร่ของเหล่าแพทย์หลวงทั้งหลายเขาจึงได้มีโอกาสติดตามบรรดาแพทย์หลวงออกไปที่เรือนของเสนาบดีหลินด้วยเช่นเดียวกันกับเหวินหยางซื่อ

เหล่าแพทย์หลวงจำนวนสามนายรอตรวจอาการไข้ของคุณหนูใหญ่สกุลหลินผู้นั้นทว่ากลับไม่มีผู้ใดได้เข้าไปตรวจสักคน มีเพียงเสียงโหวกเหวกโวยวายของนางที่ดังเล็ดลอดออกมาในทำนองที่ว่าให้ขับไล่เหล่าแพทย์พวกนั้นไปให้พ้น

ด้วยความที่เขาเป็นคนจากศตวรรษที่ ๒๑ ถึงเขาจะไม่ได้มีตัวสีฟ้าและมีกระเป๋าหน้าท้องที่พกของวิเศษ แต่เขาก็เป็นหมอที่มีความรู้คนหนึ่ง เขาจึงไม่เชื่อเรื่องโรคประหลาดเท่าไหร่นัก อย่างแม่ของเขาเองก็ป่วยเป็นโรคเท้าแสนปม เพียงแค่เรื่องที่นางสำรอกเงินทองได้นั้นมันออกจะเหลือเชื่อไปหน่อย แต่เขาก็ถือว่าอย่างไรเรื่องโรคภัยย่อมเป็นสิ่งที่รักษาได้

ขงเฉว่อยู่ในวัยหนุ่มน้อยผู้ตื่นรู้ตื่นวิชา ถือวิสาสะในเวลาที่เหล่าแพทย์ถูกเชิญไปจิบน้ำชาเพื่อลอบเข้าไปข้างในห้องของบุตรสาวเสนาบดีหลินผู้นั้น เหวินหยางซื่อเองก็สมรู้ร่วมคิดกับเขาด้วยเช่นกัน ทำให้ทั้งสองแพทย์หนุ่มน้อยนั้นได้มาพบกับหนึ่งคนหนูกับหนึ่งสาวใช้ที่นั่งร้องไห้กอดกันเสียจนตาบวม หญิงสาวผู้แต่งกายด้วยผ้าแพรไหมเนื้อดีนั้นย่อมเป็นบุตรสาวของเสนาบดีเป็นแน่

เพียงแค่ผิวพรรณของนางกลับแตกต่างจากผิวกายของบุตรสาวตระกูลผู้สูงศักดิ์ ทั้งมีตุ่มบวมแดงและสร้างอาการคันคายให้นางคอยยกมือเกาตลอดเสียจนกลายเป็นภาพที่ไม่น่ามอง ในตอนที่เขากำลังวินิจฉัยอาการจากการสังเหตุ นางก็ได้อ้าปากร้องพลันด้วยความตื่นตกใจทว่าขงเฉว่ก็เข้าไปเอามือปิดปากของนางไว้จนมีแต่เสียงอู้อี้ เช่นเดียวกันกับสาวใช้ที่เตรียมจะหนีออกไปร้องขอความช่วยเหลือก็ถูกเหวินหยางซื่อวิ่งเข้าไปตะคุบเอาไว้

“หยุดก่อนคุณหนูข้าเป็นเป็นหมอ ท่านตรวจดูตราของข้าได้” เขารีบอธิบายพลันแบฝ่ามือให้นางดูตราประทับดอกบัวตูมของเขาบนฝ่ามือ น้ำเสียงนุ่มทุ้มนั้นเกลี่ยกล่อมคนไข้ด้วยทักษะของมืออาชีพ “ท่านแม่ของข้าเองก็มีผิวกายคล้ายดังที่ท่านเป็นเพียงแค่ตุ่มไตนั้นแข็งกว่าและใหญ่กว่า ไม่ใช่เรื่องผิดแปลกอันใด เพียงแต่ท่านแม่ของข้านั้นไม่ยอมให้ข้ารักษา แต่ข้าสามารถรักษาเจ้าได้”

“เจ้าเป็นแค่แพทย์ฝึกหัดยังกล้าถือดีอวดอ้างว่ารักษาข้าได้!” เสียงใสกังวานนั้นกล่าวออกมา ชี้หน้าของเขาแล้วเตรียมจะเรียกคนใช้จากภายนอกให้เข้ามา “ใครก็ได้ เข้ามาลากตัวเจ้าแพทย์ทั้งสองนี่ไปโบย!”

“หยุดก่อนคุณหนู ท่านจะโบยข้าก็ย่อมได้ แต่เขาผู้นั้น...” แพทย์หนุ่มน้อยนั้นกระซิบกระซาบพลัน เมื่อนางได้ยินเช่นนั้นเข่าทั้งสองก็อ่อนยวบก่อนจะคุกเข่าทำความเคารพองค์ชายอย่างเหวินหยางซื่อ กล่าวทำความเคารพเขาพลันด้วยท่าทีตื่นตระหนก

“ท่านบอกเองว่าไม่ให้ข้าแอบอ้างยศฐาของตนเพื่อทำการใด...” หนุ่มน้อยวัยสิบสี่ปีนั้นถลึงตาขึงขังใส่ขงเฉว่ทันที

แพทย์หนุ่มในวัยย่างเข้าสิบเจ็ดปีนั้นยักไหล่ราวกับนี่เป็นยามจำเป็นและเขาเองก็ไม่อยากถูกโบย

ในที่สุดบุตรสาวของเสนาบดีหลินผู้นั้นก็ยอมจำนนให้แพทย์หนุ่มน้อยทั้งสองรักษาตนอย่างว่าง่าย โรคประหลาดที่ว่านั่นก็เป็นเพียงโรคอิสุกอิใสเท่านั้นเอง คนร้อนวิชาอย่างขงเฉว่นั้นรีบขุดค้นตำรายาสมุนไพรจากในสมองออกมาเขียนเทียบยาให้นางพลัน

ที่เขาต้องการคือเสลดพังพอนตัวเมียและหนีฮุยแหยน เมื่อนำเสลดพังพอนตัวเมียมาล้างให้สะอาดแล้วนำมาโขลกอย่างละเอียดก่อนจะผสมกับดินขาวที่ได้ผสมกับน้ำมะนาวไว้ก่อนหน้าจนได้กลายเป็นหนีฮุยแหยนหรือดินสอพองนั้น ก็ให้นำไปทาบนตุ่มอิสุกอิใสจะช่วยบรรเทาอาการคันได้ ลดอาการบวมแดงของตุ่ม ทำให้นางได้หยุดอาการเกาเสียจนจะทำให้ผิวพรรณของนางกลายเป็นแผลเป็นมีตำหนิ

เขาบรรจงป้ายยาไว้บนหลังมือของนางพลางกล่าวด้วยเสียงนุ่ม “เย็นสบายรึไม่?”

“อื้ม” น้ำเสียงของนางนั้นอ่อนลงเมื่อถูกปฏิบติอย่างนิ่มนวล

สายตาของขงเฉว่นั้นมองนางอย่างเอ็นดูเพราะว่าเขารู้สึกมีความสุขที่ได้ช่วยรักษาคน และด้วยความที่เขาไม่ได้มีท่าทีรังเกียจนางแม้แต่น้อย อีกทั้งแม้ว่าใบหน้าครึ่งล่างจะถูกซ่อนเอาไว้ใต้ผ้าผืนบางแต่เค้าโครงความหล่อเหลาเยี่ยงบุรุษหนุ่มในวัยเจริญพันธุ์นั้นเป็นแรงดึงดูดต่อเพศตรงข้ามได้ดียิ่ง พวงแก้มนวลนั้นจึงขึ้นสีระเรื่อขึ้นมา

“ไม่ทราบว่าท่านแพทย์ฝึกหัดมีนามว่าอะไรหรือ?”

ขงเฉว่ที่กำลังโขลกยาสมุนไพรให้นางเพิ่มนั้นได้เงยหน้าขึ้นมาสบตากับหญิงสาวก่อนจะตอบด้วยน้ำเสียงเป็นมิตร “ขงเฉว่”

“ข้าหลินหนิงอิน” นางตะโกนออกมาหลังจากรวบรวมความกล้าเอ่ยถามนามของบุรุษเพศตรงหน้า

เหวินหยางซื่อคิ้วกระตุกพลันละสายตาจากโกร่งบดยา จ้องมองเขม็งไปยังขงเฉว่พลัน เมื่อไม่กี่วันก่อนก็ได้มีสตรีทอดสะพานให้แพทย์หนุ่มผู้นี้ ในวันนี้ก็เช่นกันหรือ!

แน่นอนว่าผู้ที่ไม่รู้เรื่องธรรมเนียมของชาวต้าเหลียงที่ว่า การที่บุรุษใดหรือสตรีใดพึงพอใจสตรีหรือบุรุษผู้นั้นย่อมจะเอ่ยถามชื่อของอีกฝ่ายเสียก่อน หากอีกฝ่ายตอบรับด้วยการขานชื่อของตนเองผู้เป็นฝ่ายเกี้ยวพาก็จะเอ่ยนามของตนตอบกลับ นั้นได้พูดออกไปเพียงเพราะคิดว่าเป็นการผูกสัมพันธ์ไมตรีอย่างหนึ่งซึ่งก็เป็นข้อห้ามที่มิควรปฏิบัติอย่างยิ่ง ตามธรรมเนียมได้กล่าวว่าหากไม่มีใจยามเมื่อถูกถามชื่อให้ยิ้มหรือไม่ก็แสดงอาการอย่างอื่นที่มิใช่การขานรับกลับด้วยชื่อของตน ชายหญิงนั้นย่อมผูกไมตรีด้วยการขานนามออกมาเพื่อเป็นการให้ท่าอีกฝ่าย

เช่นนั้นแล้ว... การตอบรับสตรีทั้งสองนางในเวลาไล่เรี่ยกันย่อมมิใช่เรื่องที่ควรกระทำของบุรุษ!!

เหวินหยางซื่อผู้ช่วยผสมดินขาวกับน้ำมะนาวนั้นลอบมองใบหน้ายิ้มแย้มของคุณหนูสกุลหลินผู้นั้นสลับกับใบหน้าที่สวมผ้าปิดปากผืนบางเอาไว้ด้วยสายตาที่ผู้ใดยากจะหยั่งรู้ ริมฝีปากของหนุ่มน้อยนั้นขยับเอ่ยออกมาว่า “เจ้าชู้ มักมาก




เพียงสามวันสามคืนก็ได้ข่าวคราวจากสาวใช้คนสนิทของนางว่ายาที่เขานั้นใช้รักษานางได้ผลดียิ่ง

ไม่นานนักขงเฉว่ก็ได้รับจดหมายจากคุณหนูสกุลหลินผู้นั้นพร้อมกับถุงหอมสีครามปักลายนกยูงขาวโดยที่เหวินหยางซื่อเป็นผู้นำมันมาให้ด้วยใบหน้าที่ไม่ต้อนรับขับสู่เจ้าของจดหมายนั้นแม้แต่น้อย

หากแต่ขงเฉว่ยังไม่ได้เปิดอ่านจดหมายของนาง กระดาษหอมน่าสงสารนั้นก็กลายเป็นกระดาษเช็ดก้นของศิษย์พี่ผู้หนึ่งไปเสียแล้วด้วยความเข้าใจผิดจนทำให้หยิบสลับกันไป

ชายหนุ่มจ้องใบหน้าของราชวงค์หนุ่มน้อยผู้นั้นนิ่งงันเมื่อได้ยินคำกล่าวสารภาพของเหวินหยางซื่อว่าตนได้เอาจดหมายที่หลินหนิงอินผู้นั้นฝากฝังมาให้เขายื่นให้กับศิษย์พี่ผู้หนึ่งไปเช็ดตูดเพียงเพราะหยิบสลับกันอย่างไม่ตั้งใจ

ไม่เนียนไอ้หนู ข้ารู้นะว่าเจ้าอิจฉาที่ข้ามีสาวมาจีบน่ะ...

ขงเฉว่หรี่ตามองเด็กหนุ่มพลันยกมือขึ้นมาลูบหัวของเหวินหยางซื่อพลางถอนหายใจด้วยความเข้าใจหัวอกเด็กชายผู้รู้สึกเหงาหงอยที่พี่ชายกำลังจะมีแฟน

“คราวหลังอย่าทำเช่นนั้นอีก” เขากล่าวอย่างเรียบๆก่อนจะหมุนตัวจากไปโดยมีเพียงถุงหอมสีครามปักลายนกยูงขาวที่ได้รับมาเท่านั้น อย่างน้อยเหวินหยางซื่อผู้นั้นก็มิได้หยิบสลับเอาถุงหอมไปให้กับศิษย์ผู้นั้น



ขงเฉว่เดินไปพลางเอานิ้วลูบลายปักรูปนกยูงที่เป็นความหมายของชื่อของเขาไปพลางราวกับพินิจความละเอียดในฝีมือเย็บปักถักร้อย ก็อดไม่ได้ก็จะเบ้ปากแล้วยกยิ้มขึ้นมา เอ่ยชมแล้วนำถุงหอมนั้นขึ้นมาดมกลิ่น “ไม่เลว ไม่เลว”

อย่างน้อยเจ้าถุงหอมนี้ก็มีประโยชน์มากทีเดียว เพราะในยามนั้นขงเฉว่จำต้องแวะเวียนเข้านอกออกวังเพื่อรับหน้าที่เป็นพี่เลี้ยงขององค์รัชทายาท เขาจึงต้องพกยาลูกกลอนไว้ติดตัว เมื่อได้ถุงหอมสีครามปักลายนกยูงขาวนั้นเขาจึงนำมาใช้บรรจุยาลูกกลอนเสียเลยเพื่อไม่ให้แม่นางน้อยผู้นั้นได้เสียใจ

ในครั้งหนึ่งที่เขาอยู่กันพร้อมหน้าทั้งเหวินหยางซื่อ เหวินชางหงและเจ้าสาม องค์รัชทายาทน้อยผู้นั้นก็วิ่งเข้ามาออดอ้อนเขาเพื่อขอยาลูกกลอนมาอมเล่นและแบ่งปันมันให้กับเจ้าสามที่ได้สวมปลอกคอเอาไว้ให้ราวกับเลี้ยงสุนัขข้างกาย ทว่ายังดีที่ไม่ได้ให้เจ้าสามปฏิบัติตนเฉกเช่นสุนัขจริงๆ แม้ว่าจะชอบพุ่งหลาวลูกธนูออกไปไกลๆแล้วใช้เจ้าสามให้ไปเก็บก็ตาม

ทันทีที่ขงเฉว่ควักเอาถุงหอมออกมาจากอกเสื้อแล้วล้วงเอายาลูกกลอนยื่นให้กับกับองค์รัชทายาทและเจ้าสาวพลันกำชับว่าห้ามวิ่งเล่นขณะอมเดี๋ยวจะติดคอ เหวินหยางซื่อก็มองมาทางเขาพลันถลึงตาใส่ ขงเฉว่คิดว่าศิษย์น้องอาจจะต้องการยาอมเขาจึงยื่นถุงผ้าไปให้ ทว่าใบหน้างามของราชวงศ์ผู้นั้นกลับแค่นเสียงหัวเราะแล้วเบือนหน้าหนีไปอีกทาง ทิ้งให้ขงเฉว่งุนงง

ถุงหอมปักลายนกยูงขาวที่ข้าอุตส่าห์ปักให้เขากลับนำมันไปใส่ยาลูกกลอนงั้นรึ!


.
.
.
.
.



ตลอดช่วงเวลาของการเป็นพี่เลี้ยงให้กับองค์รัชทายาทนั้นไม่ใช่เรื่องง่าย มีครั้งหนึ่งที่หัวของเขาเกือบหลุดจากบ่าเพราะองค์รัชทายาทพลัดตกน้ำ แม้เจ้าสามจะกระโจนลงไปอุ้มขึ้นมาได้แต่ผู้ที่ถูกเรียกว่าได้ช่วยให้องค์รัชทายาทฟื้นขึ้นมาคือแพทย์หนุ่มประจำประองค์อย่างตัวขงเฉว่เอง

ขงเฉว่ทำสิ่งที่เรียกว่าซีพีอาร์ เป็นการปั๊มหัวใจและผายปอดปกติ แต่การกระทำนั้นทำให้เขาถูกกล่าวขานว่ามี ‘หัตถ์ชุบวิญญาณ’ และ ‘จุมพิตชุบชีวิต’

เมื่อฟื้นขึ้นมาองค์รัชทายาทก็เกิดความโปรดปรานในตัวของแพทย์ฝึกหัดผู้นั้นมากขึ้น!

ความเป็นที่โปรดปรานนั้นทำให้องค์รัชทายาทออกปากว่าหากตนโตขึ้นเมื่อไหร่จะแต่งงานกับท่านหมอผู้นี้ ! หากตนได้เป็นฮ่องเต้ก็จะอภิเษกให้ขงเฉว่มาเป็นฮองเฮา!

ฮองเฮาตกพระทัยพลันครุ่นคิดว่าควรจะหยุดยั้งแผนการนี้อย่างไรดี จึงได้ปรึกษากับฮ่องเต้ ไม่ว่าจะหว่านล้อมอย่างไรองค์รัชทายาทก็ยังยืนยันคำเดิมไม่เปลี่ยนแปลง แม้กระทั่งยามว่าราชการอยู่เรื่องผิดจารีตจากปากขององค์รัชทายาทนั้นยังวนเวียนอยู่เสมอ จนกระทั่งมีข่าวเรื่องการปราบกองโจรของบุตรีแม่ทัพเยว่ก็วนเวียนอยู่ตลอด ทว่าพระองค์พยายามผลักไสเรื่องเหล่านี้ด้วยการครุ่นคิดว่าควรจะตกรางวัลอะไรให้บุตรีของแม่ทัพเยว่ผู้นั้น สุดท้ายฮ่องเต้ก็คิดบางอย่างออก...




ในท้องพระโรงนั้นมีบุรุษร่างหนาใบหน้าเคร่งขรึมตามหลังด้วยบุตรีและทหารผู้น้อยจำนวนหนึ่ง ล้วนคุกเข่าทำความเคารพบุรุษรูปงามผู้ประทับบนบัลลังก์มังกร

ท่านแม่ทัพเยว่หยางเซียนผู้นี้นำข่าวดีมากราบทูลแก่องค์จักรพรรดิถึงความสำเร็จนการปราบกองโจรแถบชายแดนได้สำเร็จ ทว่าผู้ที่นำกองกำลังไปปราบนั้นกลับไม่ใช่ตนแต่เป็นลูกสาวของตนแทน

เยว่เฟยหรงคือผู้ที่ปราบโจรป่าเหล่านั้น นางเป็นบุตรสาวเพียงคนเดียวของท่านแม่ทัพตระกูลเยว่ ด้วยวัยเพียงสิบสี่ปีนางกลับสามารถปราบกองโจรด้วยด้วยการนำพากองกำลังทหารไปไม่กี่นาย ความเก่งกาจเช่นนี้ฮ่องเต้จึงแต่งตั้งนางเป็นรองแม่ทัพเคียงบ่าเคียงใหญ่บิดาของนาง ทว่าในยามนี้นางก็อายุสิบเจ็ดปีบริบูรณ์แต่ยังไร้คู่ครอง

จึงได้มอบรางวัลอีกอย่างให้นางเป็นการสมรสกับผู้ที่มีความเหมาะสมกัน

หากชาวประชานั้นขนามนามว่าบุตรีของแม่ทัพเยว่คือเทพสงครามผู้มี ‘ฝ่ามือปลิดชีพ’ ย่อมเหมาะสมกับผู้ที่มี ‘หัตถ์ชุบวิญญาณ’ อย่างแพทย์ฝึกหัดนามขงเฉว่ผู้นั้น

ช่างเหมาะสมกันราวกับหยินและหยาง...





งานมงคลนั้นถูกจัดขึ้นอย่างรวดเร็วแม้แต่ขงเฉว่เองก็ไม่ทันได้ตั้งตัว เขาถูกนำตัวไปส่งที่จวนรับรองของท่านแม่ทัพในเวลาฤกดิ์มงคลที่ถูกทำนายเอาไว้ เมื่อทั้งสองได้คำรับฟ้าดินและบ่าวสาวคำนับกันและกันจากนั้นก็ส่งตัวเข้าเรือนหอ

ไม่ต้องรอให้เขาเปิดผ้าเพราะความเลือดร้อนของบุตรีท่านแม่ทัพนางกระชากผ้าคลุมหน้าสีแดงออกทำให้เขาเห็นใบหน้าที่คุ้นเคยของหญิงสาวที่ช่วยชีวิตเขาเอาไว้ ไม่ทันได้กล่าวขอบคุณนางหรือได้พูดอะไรเพื่อกลบเกลือนความตื่นตระหนกตกใจนี้เขาก็ได้รับจอกสุรามงคลจากนางก่อนที่นางจะยกไหสุรานั้นมาเทใส่ถ้วยให้เด็กหนุ่มและยกดื่มทั้งไหเองจนหมด

เมื่อพิจารณาให้ดีนางเป็นเด็กสาวรุ่นราวคราวเดียวกับเขา ใบหน้านั้นเรียกได้ว่าสวยดุเหมือนแม่เสือ และในสายตาที่นางมองมาที่เขานั้นช่างไม่ต่างอะไรกับการที่มองเห็นเขาเป็นดั่งลูกกวางน้อยที่นางพร้อมจะกระโจนใส่!

ยังดีที่ขงเฉว่นั้นคือคติว่าจนเองจะไม่ใช่พวกใจง่ายขนาดนั้น ตอนที่ถูกนางกระชากผ้าปิดปากออกแล้วขโมยจมูกแบบจาบจ้วงเหมือนพวกตาแก่ขี้เมาขัดกับภาพลักษณ์ที่นางเป็นอยู่นั้นเขาได้พลิกตัวขึ้นไปอยู่ข้างบนแล้วรวบสองแขนของนางเอาไว้ก่อนจะพูดออกมาด้วยถ้อยคำที่หญิงสาวนั้นไม่เข้าใจ

“ภรรยาข่มขืนสามีโดยไม่เต็มใจมีโทษจำคุกถึงยี่สิบปี หรือปรับไม่เกิน--”

พอรู้ว่าตัวเองนั้นพูดเรื่องกฏหมายจากโลกเดิมที่จากมาซึ่งใช้ไม่ได้กับที่นี่นั้นก็รีบปล่อยนางให้เป็นอิสระแล้วพูดแก้ตัวออกมาด้วยน้ำเสียงอ้อมแอ้ม “ข้า.. ข้าเป็นหมอไม่เก่งเรื่องกฎหมายบ้านเมืองนัก ขอท่านรองแม่ทัพอย่าได้ถือสา”

นางเลิกคิ้วสูงพลางยกขาขึ้นนั่งชันเข่าอย่างไร้ความเป็นกุลสตรี เยว่เฟยหรงนั้นแค่นหัวเราะในลำคอราวกับผู้เป็นสามีที่ถูกภรรยาปฏิเสธที่จะหลับนอนด้วย ก่อนที่นางจะยกมือขึ้นมาโบกปัดหนึ่งทีแล้วอมยิ้มขึ้นชั่วครู่

“เฉว่เอ๋อร์ เจ้าช่างน่าเอ็นดูยิ่งนัก” นางเอ่ยชื่อของเขาแล้วต่อท้ายด้วยคำเรียกสตรีด้วยความเอ็นดูราวกับว่าเขาคือภรรยาของนาง

ขงเฉว่ขมวดคิ้วพลันชี้นิ้วเข้าหาตนเองเมื่อได้ยินคำเรียกเช่นนั้นก่อนจะพูดออกมาพร้อมยกมือขึ้นประสาน “ท่านรองแม่ทัพล้อข้าเล่นแล้ว”

นางหัวเราะในลำคอแล้วลุกขึ้นสะบัดชายผ้าก่อนจะถอดเสื้อผ้าของตัวเองออกจนหมด ขงเฉว่นั้นรีบยกมือขึ้นมาปิดใบหน้าของเองไว้ก่อนที่จะมีเสียงตำหนิของนางดังขึ้น

“เจ้าจะปิดหน้าทำไม ?” นางถอนหายใจใส่ ร่างเพรียวนั้นสวมชุดเกราะอ่อนสวมไว้ข้างในและสวมชุดเจ้าสาวทัพ นางรู้สึกอึดอัดจึงถอดชุดเจ้าสาวออก ก่อนที่นางจะรวบผมตัวเองแล้วเดินไปหยิบทรัพย์สินเจ้าสาวนั้นมามอบให้เขาเป็นของแทนใจก่อนที่นางจะต้องรีบกลับไปเมืองเยว่เซียน

สิ่งนั้นคือจี้หยกขาวสลักรูปหางนกยูงอันเป็นที่มาของชื่อของเขา

“ข้าต้องออกไปเตรียมตัวเดินทางแล้ว เจ้าเองก็ตั้งใจศึกษาเล่าเรียนเสียนะเฉว่เอ๋อร์ ข้าสามีจะกลับมารับเจ้าอย่างสมเกียตริเมื่อข้าได้เป็นแม่ทัพ มิเช่นนั้นเจ้าจะเดินทางมาที่บ้านเกิดของข้าก็ย่อมได้ ข้าจะรอเจ้าที่เมืองเยว่เซียน”

เยว่เฟยหรงทิ้งให้ขงเฉว่นั้นอ้าปากเหวองงกับบทบาทในการพิธีพระราชทานมงคลสมรสนี้ว่าใครกันแน่คือสามีและใครกันแน่คือภรรยา แต่ดูเหมือนว่ารองแม่ทัพผู้นี้จะได้เลือกตำแหน่งเอาไว้ให้เขาแล้วเรียบร้อย

ดูเหมือนทุกอย่างจะผ่านไปด้วยดี เขายังไม่ได้เสียความบริสุทธ์ไปก่อนวัยอันควร ...

แต่ถามเถอะ.. ไอ้หัวใจที่เต้นระส่ำเหมือนสาวน้อยพบรักแรกนี่มันอะไรกัน !?




นางออกไปเตรียมสัมภาระพร้อมทั้งรายงานตัวกับผู้เป็นบิดาก่อนจะเรียกไพร่พลแล้วออกเดินทางไปที่เมืองเยว่เซียน เมืองบ้านเกิดของนาง

ของขวัญที่ฮ่องเต้พระราชทานให้นั้นนางชอบใจนัก… นางสมัครใจชมชอบเขาตั้งแต่เมื่อครั้งแรกที่ได้พบยามเมื่อนางอายุได้เพียงสิบสี่เสียแล้ว

คราแรกหากผู้ที่แต่งมาเป็นสามีของนางนั้นกระโจนใส่นางเยี่ยงสัตว์ป่าหิวกระหายที่เหล่าทหารพี่น้องร่วมสาบานนั้นได้บรรยายว่าพวกตนร่วมเตียงกับภรรยาอย่างไรนางคงจะบั่นคอของเขาขาดไปเสียแล้ว แต่ทว่าเมื่อเห็นท่าทางหวาดกลัวว่านางจะเป็นฝ่ายขยำก็ทำให้เยว่เฟยหรงถึงกลับถูกตาต้องใจ กลับกันเป็นนางเองที่กระโจนใส่ขงเฉว่เยี่ยงสัตว์ป่าหิวกระหาย ซ้ำยังเขาคือแพทย์คนงามที่นางได้ช่วยชีวิตไว้ สวรรค์มาโปรดนางเสียจริงๆ

หึ หมายจะได้ลิ้มรสชิมเนื้อกวางหนุ่มเสียหน่อยแต่คราวนี้นางจะปล่อยให้เขารอดไปเสียก่อน

เด็กสาววัยสิบเจ็ดปีบนหลังอาชานั้นกระตุกเชือกควบม้าแล้วส่งเสียงย่าห์ไปตามทางอย่างรู้สึกรื่นเริงใจ ยิ่งยามเมื่อได้นึกถึงใบหน้าของผู้เป็นภรรยาที่อยู่ภายใต้ผ้าปิดปากผืนบางนั้น

ขณะที่ท่านแม่ทัพเยว่หยางเซียนนั้นมองบุตรีของตนแล้วพลางส่ายหน้าไปมา

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 69 ครั้ง

62 ความคิดเห็น

  1. #57 Jousei_0211 (@Jousei_0211) (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 19 มิถุนายน 2562 / 21:06
    ออร่าเคะหนูมันแรงไปลูก เป็นภรรยาไปหน่ะดีแล้ว
    #57
    0
  2. #40 Ajrpstupu (@Ajrpstupu) (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 16 มิถุนายน 2562 / 10:25
    555 นิยายวายแท้ๆ วายจริงๆ
    เพศไม่สำคัญ สำคัญที่จิตใจ55555
    #40
    0
  3. #26 Spaghetti (@kamisama111) (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 11 มิถุนายน 2562 / 13:35
    พีคมาก 5555
    #26
    0
  4. #3 Soolll (@priew1919) (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 6 มิถุนายน 2562 / 21:34

    ตลก555
    #3
    0