ผีผา | ยา | มังกร

ตอนที่ 4 : บทที่ ๓ ฉานฉูรับราชโองการ(๑)

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 649
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 69 ครั้ง
    6 มิ.ย. 62

-บทที่ ๓ ฉานฉูรับราชโองการ(๑)-

“ฉานฉูรับราชโองการ !”

ในยามรุ่งเช้าเสียงประกาศก้องดังกังวานหน้าห้องขังที่สามพ่อแม่ลูกอยู่ด้วยกัน นางหันมองหน้าสองพ่อลูกอย่างงุนงงก่อนที่องค์รักษ์เหวินนั้นจะพยักหน้าเป็นเชิงว่าให้นางลุกขึ้นมานั่งคุกเข่าเตรียมรับราชโองการอย่างที่หม่ากงกงขันทีเฒ่าผู้นั้นได้แหกปาก

ขงเฉว่เองก็รับทำตามผู้เป็นบิดาโดยพลัน ภาวนาในใจว่าขอให้ไม่ใช่การลงโทษใดๆก็ตาม ในหัวของเขานึกถึงละครชื่อดังของจีนอย่างเปาปุ้นจิ้น การไต่สวน และการประหารด้วยเครื่องประหารหัวสุนัข!

มือเหี่ยวแห้งนั้นจับม้วนฏีกาที่จรดหมึกเป็นถ้อยคำสารจากฮ่องเต้พลางเอ่ยออกมา

“ทำคุณความความดี ฟื้นฟูพระวรกายฮ่องเต้ ควรค่าแก่การยกย่อง ได้รับตำแหน่งเป็นไฉเหริน*[1]!”

_________________
*ไฉเหริน คือ ตำแหน่งพระสนมในองค์จักรพรรดิ ไฉเหริน
แปลว่า ผู้ฉลาดปราดเปรื่อง ตำแหน่งเริ่มต้นของสตรีผู้ได้รับคัดเลือกเป็นพระสนม
_________________

เด็กน้อยนั้นเบิกตากว้าง อ้าปากหวอใต้ผ้าปิดปากผืนนั้น เขากำลังคิดอยู่ในหัวว่านั่นคือตำแหน่งอะไรกัน ก่อนที่ประตูห้องขังจะเปิดออกและมีเหล่านางกำนัลมาช่วยประคองนางขึ้นและกล่าวกับแม่ของเขาว่า “ยินดีด้วยเพคะพระสนม”





เรื่องนี้กล่าวเป็นที่ล่ำลือถึงบุญบารมีของเจ้าแม่ฉานฉู ชาวเมืองอู่ถงนั้นต่างสรรเสริญประดุจนางคือเทพเซียนองค์หนึ่งจริงๆ ในขณะที่ชาวเมืองหลวงล้วนกล่าวว่านางคือหญิงกาลกิณีอัปมงคล ล้วนต่างสาปแช่งและไข่ไล่ไสส่งนางทุกคน

แม้แต่องค์รักษ์เหวินเองก็ต้องการจะไล่นางให้กลับยังเมืองอู่ถง แต่ฉานฉูถูกนำตัวไปอยู่ในตำหนักที่ได้จัดเตรียมไว้ให้นางเสียแล้ว เขาจึงมาฝากฝังขงเฉว่ไว้ที่สำนักแพทย์หลวงครู่หนึ่งและบอกว่าเขาต้องไปจัดการธุระบางอย่าง ยามค่ำของวันนั้นเขาเข้าเฝ้าฮ่องเต้และได้บอกความจริงว่าตนคือสามีของหญิงอักลักษณ์ผู้นั้น เกิดการผิดใจกันขึ้นมาจนทำให้คนสนิทอย่างองค์รักษ์เหวินขอให้พระองค์ส่งเขาไปเป็นเพียงทหารรักษาชายแดนที่อู่ถงและขับไล่นางสองแม่ลูกไป โอรสสวรรค์ผู้นั้นพิโรธ เหตุใดตนต้องมาเสียคนสนิทไปเพราะหญิงอัปลักษณ์ไร้ยางอายผู้นั้นกัน

คนสำคัญขององค์รักษ์เหวินนั้นหรือ ..หนึ่งคือหญิงคนรักของสหายคนสนิท หนึ่งคือพยานรักของพวกเขาทั้งสอง กับเด็กน้อยนั้นย่อมกำจัดได้โดยง่าย แต่กับผู้เป็นแม่...

โอรสสวรรค์ผู้นั้นรู้สึกหงุดหงิด เหมือนมีผึ้งบินอยู่ในพระกรรณและในพระอุระ พลันสั่งขันทีว่าจะเสด็จไปตำหนักของพระแม่ผู้อัปลักษณ์นางนั้นเพื่อไปต่อว่านางให้หายขุ่นเคือง




"เหวินเกอ?" ฉานฉูเอ่ยขานหาชายคนรักขณะที่ผุดกายลุกขึ้นมานั่งบนตั่งเตียง

ร่างสูงนั้นขยับเข้ามาใกล้จนกระทั่งแหวกม่านกั้นนั้นออกเผยโฉมหน้าผู้มาเยือน นางคล้ายว่ายิ้มปากยกขึ้นเล็กน้อยเมื่อคิดถึงชายผู้นั้น หากแต่.. ผู้ที่มาเยือนกลับไม่ใช่เขา

"ฝ่าบาท" น้ำเสียงของนางต่างจากเมื่อครู่โดยสิ้นเชิง

นางมองเห็นฉลองพระองค์สีเหลืองเด่นหรา และมังกรบนลายปักด้ายทองคำนั้นก่อนจะลุกจากตั่งเตียงมายอบกายทำความเคารพฮ่องเต้ให้ต้าเหลียง

"เจ้า.." สุรเสียงทุ้มนั้นเจื่อความคับแค้นใจอยู่ไม่น้อย พระเนตรฉายแววความพิโรธเอาไว้ก่อนจะสะบัดชายผ้าแล้วนั่งลงบนตั่งเตียง "เจ้าทำให้เราผิดใจกับองค์รักษ์เหวิน"

เมื่อได้ฟังเช่นนั้นนางถึงกลับตากระตุก นิ่วหน้าพ่นลมหายใจแรงๆออกมาจากจมูก คุกเข่าลงไปกับพื้นราวกับคนที่กำลังรอรับโทษทัณฑ์ ดวงตามังกรนั้นแวววับขึ้นมาคิดว่าช่างง่ายดายเสียจริง ไม่ต่างอะไรกับการพลิกฝ่ามือ ในเมื่อนางเป็นเพียงหญิงสามัญอยู่ในป่าเขาไม่เคยเผชิญหน้ากลับบุคคลสูงศักดิ์เยี่ยงเขาย่อมหวาดกลัวเป็นธรรมดา

หากไม่ใช่ประโยคร้องขอให้ไว้ชีวิตจะเป็นเรื่องใดได้อีก

"ขอประทานอภัยเพคะ หม่อมฉันโง่เขลาเกินกว่าที่จะเข้าใจได้ว่าพระองค์ทรงตรัสเรื่องอะไรเพียงแต่.."

อะไรกัน.. นางไม่ได้หวาดกลัวเราแม้แต่น้อยเลยรึ ?

"เราหมายถึง.."

นางยังพูดไม่จบประโยค เสียงทุ้มนั้นก็เอ่ยขึ้นมาราวกับกำลังอธิบาย แต่นางหาได้ใส่ใจไม่เอ่ยขัดขึ้นมาอย่างไม่กลัวตาย

"หากหมายถึงการที่พระองค์ประทานรางวัลให้หม่อมฉันได้มีขีวิตสุขสบายและมีเงินทองกองมากมาย มากพอจะเลี้ยงดูลูกชายของหม่อมฉัน เทียบกับผู้เป็นบิดาเช่นเขาที่ไม่คิดจะเหลียวดูเลยหม่อมฉันคิดว่าองค์รักษ์เหวินก็คงโง่เขลาไม่แพ้หม่อมฉัน เงินและทองที่พระองค์ประทานให้ต่อชีวิตให้แม่ผู้โลภมากอย่างหม่อมฉันได้อีกนาน ต่างจากชายผู้นั้นที่เงินทองก็มิเคยมีส่งเสียเป็นค่าเลี้ยงดูลูกชายของตน"

นางสนมผู้นี้เชิดใบหน้าขึ้น สบสายพระเนตรอย่างไร้ความหวาดกลัวและเนียมอาย ไร้การยั่วยวนและกระหายที่จะเป็นหงส์ฟ้าเคียงบัลลังก์

ปากพูดว่าเงินทอง แต่ก็จบที่คำว่าลูก

ปากพูดว่าเงินทอง แต่บนตัวของนางไม่มีแต่เครื่องประดับ

ปากพูดว่าเงินทอง แต่ไม่มีทรัพย์สมบัติอันมีค่าสักชิ้นในห้องของนาง

พระเนตรมังกรฉายแววสงสัยระคนใจปะปนคล้ายดังว่ากำลังสนใจในตัวของนาง

ข้ออ้าง.. ข้ออ้างในการตัดเยื่อใยกับองค์รักษ์เหวิน ทว่าแฝงความรำพึงรำพัน

ความจริงนางมีทรัพย์สมบัติเป็นของตนเอง เราส่งคนตามสืบได้ว่านางหมอตำแยผู้สำรอกเป็นเงินทองไว้มากมายแต่นางเก็บซ่อนเอาไว้ ดูท่าคงจะเก็บไว้ให้บุตรชายของนาง

ร้ายกาจยิ่งนัก...

"แทนที่จะซาบซึ้งในพระคุณแต่กลับกระทำตัวไร้ยางอายเช่นนี้ หม่อมฉันเองก็เหนื่อยใจกับชายผู้เป็นสามีของหม่อมฉันเหลือเกิน พระองค์หวังดีที่จะชุบชีวิตหญิงต่ำต้อยมาเลี้ยงดู ทว่ากลับต้องผิดใจกับองค์รักษ์คนสนิทเพราะทรงวู่วามและขาดสติ ทำตามใจแต่งตั้งหม่อมฉันเข้าวังใน หมายจะแยกพ่อแม่ลูกจากกัน"

ดูท่า.. นางกำลังจะโยนความผิดว่าเป็นเราที่สวมหมวกเขียว*[2]ให้แก่องค์รักษ์คนสนิทของเราเสียเอง

_________________
*สวมหมวกเขียว หมายถึง ถูกสวมเขา
_________________

"พอเถิดสนมรัก"

เราจะมาด่าเจ้า แต่ถูกกลับตอกกลับเช่นนี้ เป็นเราต่างหากที่โง่เขลา..



.
.
.
.
.



แม้ว่าแม่ของเขาจะเป็นถึงไฉเหริน แต่เขาก็ไม่ได้รับความสะดวกสบายนัก อย่างไรเขาก็ไม่สามารถอยู่ในตำหนักเฉิงเฉียนกงร่วมกับนางได้เพราะบุรุษที่จะเข้าออกตำหนักสนมได้นั้นหนึ่งคือฮ่องเต้ และสองคือขันที ฉานฉูไม่อยากให้ลูกชายของนางต้องถูกตอน ขงเฉว่เองก็เช่นกัน เช่นนั้นเขาถูกฝากตัวเป็นเด็กรับใช้ตามที่องค์รักษ์เหวินได้บอกกล่าวกับท่านแพทย์หลวงอาวุโส

ใครจะกล่าวว่านางคือกาลกิณี แต่สำหรับฮองเฮานางคือตัวโชคลาภ พระนางมองหญิงอัปลักษณ์ผู้นี้เป็นดั่งคางคกทองคำอีกคน เพียงแค่ได้ดื่มยาที่นางต้มให้ไม่นานนักนางก็ตั้งครรภ์มังกร !

นางสนับสนุนหญิงหม้ายสามีผู้นี้ทุกทาง จนนางกลายเป็นผู้มีอิทธิพลขึ้นมาเสียอย่างนั้น ได้รับความเมตตาจากฮ่องเต้ และยังได้รับความกรุณาจากฮองเฮา

ทว่าสิ่งเดียวที่นางขอนั้นคือขอให้ลูกชายของนางที่กำลังย่างเจ้าสู่วัยสิบเอ็ดปีนั้นสามารถเข้าสอบในสนามสอบแพทย์หลวง ดังนั้น.... เด็กน้อยผู้ไร้หัวนอนปลายเท้านั้นที่คอยเป็นเด็กรับใช้ หามน้ำหามฝืนวันๆได้รับเลือกให้สามารถเข้าสอบคัดเลือกเป็นแพทย์ฝึกหัด เรื่องนี้สร้างความประหลาดใจแก่เหล่าแพทย์ฝึกหัดในสำนัก

ขงเฉว่มีเวลาเพียงสามปีในการเตรียมตัวสอบ แต่เขาก็สร้างความประหลาดใจได้อีกครั้งเมื่อเขานั้นกลับสอบผ่านมาเป็นหนึ่งในสิบของแพทย์ฝึกหัดในปีนั้น !

ยามนั้นแพทย์ฝึกหัดทั้งหลายล้วนมีอายุสิบสี่ปีทั้งสิ้น มีตราประทับตราบัวตูมที่ฝ่ามือกันทุกคน ยกเว้นเพียงผู้เดียวคือ เหวินหยางซื่อ ที่มีอายุเพียงสิบเอ็ดปีเท่านั้น หนูน้อยผู้นี้คือลูกของนางสนมผู้หนึ่งที่เคยเป็นนางรำมาก่อน ทายาทของโอรสสวรรค์ที่ถูกปฏิเสธจากเหล่าขุนนางและถูกสั่งห้ามไม่ให้ศึกษาเรื่องการเมืองการปกครอง ถูกจับตามองและคอยบงการให้หนูน้อยผู้นี้ไม่ได้มาเป็นมังกรแห่งต้าเหลียง แต่ด้วยความที่เป็นถึงชนชั้นสูงหนูทำให้น้อยผู้นี้จึงได้ตราประทับบัวบานเลยทันที

ในยามนี้ฮองเฮาก็ทรงพระครรภ์แล้ว เหล่าขุนนางได้ผู้สืบเชื้อทายาทของโอรสสวรรค์ที่ต้องการ เช่นนั้นตัวเบี้ยไร้ค่าเยี่ยงเหวินหยางซื่อผู้นี้จึงโดนดีดออกจากกระดานไป

เหวินหยางซื่อถือว่ายังเป็นเพียงเด็กน้อย ย่อมถูกรังแกตอนที่ร่ำเรียนร่วมกับแพทย์ฝึกหัดเหล่านี้ มีเพียงขงเฉว่ที่ไม่ได้ร่วมวงกลั่นแกล้ง แม้ไม่ได้ออกหน้าปกป้องแต่มักคอยพูดเสมอว่าเหวินหยางซื่อผู้นี้เป็นถึงลูกของพระสนมที่เป็นที่โปรดปรานของฮ่องเต้ มีศักดิ์เป็นถึงองค์ชายแม้ยังไม่ได้รับพระราชทานตำแหน่งก็ตามที อย่างไรหนุ่มน้อยผู้นี้ก็คือพระโอรสของฮ่องเต้ เช่นนั้นแล้วสามัญชนอย่างพวกเขายังจะแกล้งได้ลงคอหรือ

ฉะนั้น...เขาก็เลยโดนแกล้งแทนเหวินหยางซื่อผู้นั้น

ขงเฉว่รับเคราะห์กรรมหลายอย่างแทนหนูน้อยคนนั้นได้พักหนึ่ง ทว่าวิธีกลั่นแกล้งของเด็กน้อยในยุคสมัยเช่นนี้นั้นแทบไม่แตกต่างเท่ากับโลกเดิมที่เขาจากมา มักจะเล่นพรรคเล่นฝ่าย รุมหมาหมู่ผู้ที่อ่อนแอกว่าเสมอ ถึงแม้ขงเฉว่จะไม่ใช่หนุ่มเลือดร้อนนักแต่ก็มีบ่อยครั้งที่เกิดการต่อยตีป้องกันตัวเอง ก่อนจะจบลงด้วยการถูกโบยในทุกครั้ง

เช่นนั้นแล้ว... เขาไม่อยากหาเรื่องเจ็บตัวให้กับตัวเองอีก และก็เหนื่อยจะต่อกรกับหมาบ้าพวกนั้นเลยศึกษาตำราบัณฑิตแพทย์ชั้นสูง เข้าหาผู้หลักผู้ใหญ่ แม้จะถูกมองว่าประจบประแจงก็ไม่เป็นไร ซ้ำยังคอยพูดจาสนับสนุนให้ท้ายน้องเล็กของเหล่าแพทย์ฝึกหัดให้ได้เป็นที่สนใจมีหน้ามีตาขึ้นมาในสายตาของแพทย์อาวุโสอีกต่างหาก

คงเรียกว่าการซื้อใจก็ย่อมได้เพราะเหวินหยางซื่อผู้นั้นเกาะติดเขาเป็นลูกแมวน้อยเลยทีเดียว จ้องมองเขาด้วยสายตาราวกับเขาคือวีรบุรุษ ทั้งที่ความจริงแล้วเขาเพียงรู้สึกสงสารแมวน้อยในดงหมาหมู่เท่านั้นเอง

ขงเฉว่คิดๆดูแล้ว.. คำว่าหนุ่มน้อยรูปงามอาจจะเหมาะกับเหวินหยางซื่อก็เป็นได้

ด้วยความเป็นลูกชนชั้นสูง ผิวขาวจมูกโด่งดวงตากลมโต ได้เค้าความงดงามจากผู้เป็นแม่อย่างแน่นอน ปล่อยผมยาวสลวยถักผมเปียรอบหัวและใส่เครื่องประดับ หากมองผิวเผินเขาอาจจะคิดว่าหนูน้อยคนนี้เป็นดรุณีน้อย เพียงแค่ลูกกระเดือกนั้นสามารถยืนยันได้ว่าเหวินหยางซื่อผู้นี้เป็นเด็กชายจริงๆ

ผิดกับเขาที่ด้วยความที่เขาเป็นคนไร้ชาติตระกูล ซ้ำยังถูกมองว่าเป็นเด็กกำพร้า มักจะดูเป็นบุคลิกขี้โรคเพราะผูกผ้าปิดปากทุกวี่ทุกวันจึงทำให้ขงเฉว่กลายเป็นเป้าหมายในการถูกกลั่นแกล้งขึ้นมาทันทีทันใด

เดิมทีแม่ของเขาสอนมาดี และบวกด้วยนิสัยเดิมที่ติดตัวมาของเขาให้เขามักจะรักสงบและเจียมตัว รู้หลบเป็นปีก รู้หลีกเป็นหางเสมอ เมื่อรู้ว่าใกล้จะถูกรังแก ขงเฉว่ก็จะเสนอตัวช่วยศิษย์พี่ทั้งหลายในสำนักแพทย์ทันที ช่วยบดยา ช่วยต้มยา ช่วยเก็บสมุนไพร ทำทุกอย่างให้ตัวเองไม่อยู่ว่างและคอยอยู่ในสายตาของผู้ใหญ่ ทำให้เขาไม่มีมิตรสหายในวัยเดียวกัน สุดท้ายก็คบหากับลูกแมวเชื้อพระวงศ์ตัวน้อยอย่างเหวินหยางซื่อ อย่างน้อยก็ดีกว่าตัวคนเดียว

บ่อยครั้งที่สำนักแพทย์กำหนดเป็นวันหยุดให้เหล่าแพทย์ฝึกหัดลากลับบ้านไปร่วมฉลองตามงานเทศกาลต่างๆ แม้แต่เหวินหยางซื่อเองก็มีคนในวังมารับกลับไปร่วมงานรื่นเริงสังสรรค์ เขาก็ต้องอยู่เฝ้าห้องเก็บสมุนไพรและคัดตำราเล่มหนาอย่างเดียวดาย

ในองค์รักเหวินนานๆครั้งจะมาเยี่ยมบุตรชายของตนตรงกับวันงานเทศกาล

ครั้งหนึ่งที่องค์รักเหวินเห็นขงเฉว่นั่งร้องไห้เพียงลำพัง เขาก็รู้สึกเจ็บปวดขึ้นมาในหัวใจ เขาช่างเป็นพ่อที่ไม่ได้เรื่อง และนางเองก็ไม่สามารถอยู่ดูแลลูกของพวกเขาได้อย่างใกล้ชิดอีกต่อไป สุดท้ายเขาจำต้องทำเรื่องที่ไม่ควรทำ

การแตะต้องสตรีของฝ่าบาทล้วนมีโทษหนัก ถึงขึ้นถูกประหารชีวิตได้ เช่นนั้นแล้วองค์รักเหวินจึงแอบเข้าตำหนักเฉินเฉียงกงในยามวิกาล โปรยยาสลบใส่เหล่าข้ารับใช้ จากนั้นใช้ผ้าห่มห่อตัวของนางแล้วพามายังสำนักแพทย์

สองแม่ลูกกอดกันกลมครู่หนึ่งด้วยความถวิลหา ก่อนที่ขงเฉว่จะผละออกแล้วคำนับนางหนึ่งครั้ง แล้วหันไปคำนับองค์รักษ์เหวินหนึ่งครั้ง

"ขอบคุณท่านพ่อขอรับ" หนุ่มน้อยพูดออกมาพลางคลี่ยิ้มกว้างใต้ผ้าปิดปาก

องค์รักเหวินนั้นนิ่งไปชั่วขณะก่อนจะพยักหน้ารับแล้วต้องสะดุ้งอีกครั้งเมื่อถูกลูกชายพุ่งเข้ามากอด

เขายกมือขึ้นลูบหัวอีกฝ่ายก่อนจะสบตากับฉานฉูด้วยความรู้สึกที่หลากหลายอยู่เต็มอก




ครั้นพอเขาพานางกลับส่งที่ตำหนัก ร่างสูงนั้นทำความเคารพนางก่อนจะหมุนตัวเดินจากไป นางกลับสวมกอดเขาแน่นจากข้างหลัง ร้องไห้และพูดถึงขงเฉว่ว่านางรู้สึกผิดต่อลูกเพียงไหนที่ทิ้งให้ลูกอยู่ตามลำพัง

องค์รักเหวินเมื่อถูกภรรยารักตัดพ้อเช่นนั้นเขาก็ลืมหน้าที่และความถูกผิดไปทันที หันไปประคองร่างบางและพานางไปนั่งที่ตั่งเตียงเพื่อปลอบ

"สมัยเด็กๆ ข้ากับฮ่องเต้นั้นไปล่าสัตว์เผชิญความยากลำบากเคียงบ่าเคียงไหล่กันบ่อยครั้งจึงได้เติบโตมาเป็นคนที่มีความสามารถ นับว่าเป็นการเผชิญโชคร่วมกัน เฉว่เกอนั้นก็คงกำลังเผชิญโชคของตนอยู่ เจ้าอย่าได้กังวลไป"

“ท่านเคยเล่าเรื่องนี้ให้ข้าฟังแล้วหนนึง เรื่องที่ท่านออกไปล่าสัตว์กับฝ่าบาทในฤดูหนาว”

“เพราะข้าเกือบตายในครั้งนั้น ข้าจึงจำมันได้ไม่มีวันลืมเลือน”

“สัตว์ป่านั้นดุร้ายมากหรือ?”

องค์รักษ์เหวินส่ายหน้าไปมาเบาๆ “เป็นคนต่างหากที่ดุร้าย” เขาถอนหายใจอออกมาเมื่อมองไปในดวงตาของนางที่ฉายแววความสงสัย แม้ว่าเขาจะเคยเล่าให้นางฟังแต่ก็เป็นเพียงผิวเผิน “ครั้งนั้นฮ่องเต้กับข้าสลับชุดกัน ทำให้ข้าถูกโจรชั่วนั้นจับตัวไปและถูกทำร้ายแทนพระองค์ ถึงอย่างไรข้าก็ย่อมตายแทนพระองค์ได้เสมอ”

ฉานฉูเอนหัวซบลงบนอกแกร่งนั้นก่อนจะวางมือลงบนอกซีกซ้ายสัมผัสหัวใจของชายผู้เป็นที่รัก

"ลูกของเรามีภาระหน้าที่ที่ต้องรับผิดชอบ ท่านเองก็มีภาระหน้าที่สำคัญนัก... แต่ว่าท่านได้โปรดอย่าสนใจเพียงหน้าที่มากกว่าสนใจหัวใจของตนเอง บางครั้งท่านต้องเลือก"

เมื่อพูดถึงหน้าที่และหัวใจเขาก็เริ่มทำการช่างน้ำหนักของมัน ใบหน้าเสี้ยวล่างนั้นยังแสดงออกถึงความเคร่งเครียดจนทำให้ฉานฉูถึงกลับน้ำตาตกใน เขาได้เลือกแล้วว่าสิ่งใดที่สำคัญกว่า...

ชายคนรักของนางผละออกห่าง คุกเข่าลงกับพื้นแล้วกล่าวด้วยท่าทีหมางเมิน

"ขออภัยที่ล่วงเกินพะยะค่ะ พระสนม"

"ไม่เป็นไร หากเจ้าเลือกหน้าที่ของเจ้า ข้าก็จะเลือกหน้าที่ของข้า" ...หน้าที่ของพระสนมผู้รับใช้ฝ่าบาท อยู่และตายเพื่อชายคนนั้น

เมื่อเขาจากไปนางก็กระอักเลือดออกมาหนึ่งคำ นางยกมือขึ้นมาปาดริมฝีปากของนางก่อนจะทิ้งตัวลงนอนขดสะอื้นร่ำไห้ราวกับลูกนก

ค่ำคืนหนึ่งนั้นฮ่องเต้เสร็จชมดาวในอุทยานหลวง บังเอิญเหลือเกินที่สวรรค์นั้นท้าทายคำกล่าวของนางในครานั้นเพียงไม่กี่วันนางก็ได้เจอกับชายที่นางต้องอยู่กับเขาและตายไปกับเขา

"ถวายบังคับฝ่าบาท" นางเอ่ยขึ้นพลางย่อกายทำความเคารพ มือที่กำพัดด้ามยาวรูปผ้าปักลายคากคกคาบเหรียญที่นางได้รับพระราชทานมาจากฮองเฮานั้นถูกยกขึ้นมาบังใบหน้าของนางไว้เพื่อไม่ให้โอรสสวรรค์ผู้นี้เสียอรรรสในการชื่นชมความงามของหมู่ดาว

"ลุกขึ้นเถิดสนมรัก"

นางกล่าวขอบพระทัยก่อนจะก้าวถอยหลังออกห่างองค์จักรพรรดินั้นหนึ่งก้าว

"เจ็ดนางฟ้างั้นรึ ?" สุรเสียงนุ่มนั้นเอ่ยขึ้นมาเสียงแผ่ว ทว่าในท่ามกลางความเงียบนั้นนางกลับได้ยินทุกอย่างชัดเจนนางสะดุดพลันเงยหน้ามองพระพักตร์ขาวผ่องนั้น ฮ่องเต้ผู้นั้นแค่นหัวเราะ “ข้านับได้แค่หก”

ฮ่องเต้ตรัสถามขึ้นมาเมื่อมองเห็นกลุ่มดวงดาวในนินานปรัมปรา ดวงดาวทั้งเจ็ดที่ถูกแต่งนิทานและเป็นบทเพลงขับขานกล่อมเด็กน้อยในเวลาเข้านอน

หมู่ดาวบนท้องฟ้า.. เจ็ดนางฟ้าผู้ทำหน้าที่คอยปรนนิบัติขับขานบรรเลงเพลงให้กับเหล่าเทพเซียนทั้งหลาย หนึ่งในนั้นก็คือนาง

“กราบทูลฝ่าบาท หม่อมฉันมีเรื่องสงสัย”

“เรื่องที่เราแต่งตั้งเจ้าเป็นสนมน่ะหรือ นี่มันก็ผ่านมาสามปีแล้ว ความสงสัยของเจ้านั้นล่าช้าเกินไปหรือสนมรัก ?” อากาศเย็นนั้นทำให้โอรสสวรรค์ผู้นี้มีความสุข เสียงหัวเราะเบาๆในลำคอเหมือนกำลังขบขันในความคิดของสตรีตรงหน้า นางสบตากับเขาขณะที่ยังใช้พัดด้ามยามนั้นปิดบังใบหน้าเอาไว้ อย่างไรนางก็เป็นหญิงอัปลักษณ์ไม่ชวนพิศมัยให้มองนัก

ฉานฉูส่ายหน้าไปมาช้าๆ “เป็นสามปีที่หม่อมฉันขาดตกบกพร่องในหน้าที่ ขอฝ่าบาททรงได้โปรดอภัยให้หม่อมฉันด้วย”

นางใช้คำว่าหน้าที่ นั้นหมายถึงปรนนิบัติเราอย่างนั้นหรือ ? …ตั้งแต่ที่นางรักษาเรา เราก็ไปหาฮองเฮาในคืนนั้น นางบอกให้เราตบรางวัลแก่หญิงอัปลักษณ์ผู้นี้ ซ้ำยังอยากเก็บนางไว้ดูเล่นในวัง เราจึงให้นางมาเป็นสนม เพราะอย่างไรตำหนักเฉินเฉียงกงนั้นขี้ชื่อว่าเป็นตำหนักต้องสาป พระสนมที่ได้อยู่ในนั้นย่อมไม่ได้ตายดีและอายุสั้น แต่ดูเหมือนอาถรรพ์นั้นจะใช้ได้กับสาวงามเพียงเท่านั้น

อย่างไรก็ตามฮ่องเต้นั้นไม่รู้ทันเล่ห์กลของฮองเฮาเอาเสียเลย ยิ่งการมีหญิงอัปลักษณ์ผู้นี้เดินเผ่นผ่านไปมาในสวนวังหลังนั้นย่อมทำให้สนมน้อยเหล่านั้นไม่กล้าเสนอหน้าออกมาในยามวิกาลเพราะหวาดกลัวในรูปโฉมของนาง เช่นนั้นแล้ว เมื่อฮ่องเต้มิได้ทรงทอดพระเนตรเห็นและต้องตาสตรีนางใดก็มักจะแวะเวียนมาพักผ่อนที่ตำหนักคุณหนิงที่นางประทับอยู่แทน ยิ่งเมื่อนางกำลังตั้งครรภ์นางยิ่งได้รับความรักจากพระองค์มากกว่าหญิงใด

“แล้วเจ้าสงสัยสิ่งใด?”

เมื่อได้ลองหยั่งเชิงถามดูก็พบว่านางนั้นเกิดอาการกระอักกระอ่วน ผิดกับท่าทีเย็นชาที่นางมีให้เขาในบ่อยครั้ง ครั้นร่างสูงนั้นโน้มตัวลงมาเพื่อจะแกล้งดูท่าทีของหญิงอักลักษณ์ผู้นั้น เป็นจังหวะที่ฉานฉูขยับเข้าไปใกล้บุรุษรูปงามผู้นั้นพลางเขย่งปลายเท้าขึ้นเอาพัดหลบออกจากใบหน้าของนาง ทาบจูบลงบนกลีบปากขององค์จักรพรรดิผู้นั้นขยับอย่างแผ่วเบาราวกับผีเสื้อขยับปีก

นางได้รับการตอบกลับเป็นริมฝีปากนั้นที่ขยับอย่างเชื่องช้า ครั้นพระองค์จะรวบตัวนางแล้วอุ้มกลับตำหนักอาถรรพ์นั้นนางกลับกระชากดึงให้ชายหนุ่มผลัดตกลงไปในน้ำกับนางด้วยทิ้งพัดด้ามยาวนั้นให้หลุดจากมือตกไว้บนพื้น

ขันทีคนสนิทได้ยินเสียงคนตกน้ำก็พลันรีบวิ่งแจ้นมาดู ครั้นจะป่าวประกาศว่าฮ่องเต้ถูกลอบปลงพระชนม์ก็ต้องหุบปากเงียบเมื่อพระองค์ทะลึ่งกายผุดขึ้นมาเหนือน้ำพลางตะโบมจูบที่ริมฝีปากของสตรีผู้หนึ่งที่อยู่ในอ้อมอก นางถูกจาบจ้วงริมฝีปากนั้นด้วยพระโอษฐ์ของโอรสสวรรค์อย่างเร่าร้อนซ้ำแล้วซ้ำเล่า เจ้าแม่คางคกผู้นั้นกำลังถูกมังกรกอดรัดในน้ำอย่างแนบแน่น สองแขนของนั้งยกขึ้นมากอดรอบลำคอหนา มือที่มีผิวหนังตะปุ่มตะปุ่มนั้นสอดระหว่างกลุ่มผมของชายหนุ่มพลางจิกทึ้งด้วยความเสียวซ่าน ส่งเสียงครวญครางเสียจนขันทีผู้นั้นต้องรีบหลบหนีไปทันทีทันใด

สิ่งที่นางสงสัยนั้นก็พลันมลายไปทันใด.. สิ่งนั้นไม่ว่ากับชายใดมันก็คือปลาไหลทั้งนั้น!



.
.
.
.
.



การศึกษาเรื่องสมุนไพรนั้นเป็นภาระหน้าที่ของเหล่าแพทย์ รู้จักสรรพคุณและรู้ถึงแหล่งกำเนิดของมัน เช่นนั้นแล้วเหล่าแพทย์ฝุกหัดทั้งหลายจำต้องออกมาแสวงหาความรู้ภายนอกสำนักแพทย์หลวงพร้อมด้วยตระกร้าหวายสะพายข้างและอุปกรณ์เก็บเกี่ยวสมุนไพรอีกคนละหนึ่งชุด

ร่างของหนุ่มน้อยวัยละอ่อนภายในชุดสีขาวอมเขียวอ่อนรวบผมและสวมกวานที่บ่งบอกตำแหน่งแพทย์ฝึกหัดเอาไว้อย่างเรียบร้อย ยืนเรียงๆกันแม้ไม่เป็นระเบียบเยี่ยงทหารแต่ก็ไม่แตกแถวมากนัก ส่วนสูงที่ไล่เรี่ยกันตามระนาบแนบนอนเกิดหลุมอากาศผุบต่ำลงที่ตำแหน่งขององค์ชายน้อยผู้นั้น

เหวินหยางซื่อจำต้องพับแขนเสื้อขึ้นเพราะว่าเสื้อผ้านั้นไม่พอดีกับตนที่ยังเป็นเด็กวัยสิบเอ็ดปี ขณะที่แพทย์ฝึกหัดผู้อื่นนั้นล้วนเป็นหนุ่มวัยสิบสี่ย่างเข้าสิบห้า ข้างกายนั้นมีเด็กหนุ่มขี้โรคอย่างขงเฉว่ยืนปิดท้ายแถวอยู่

แพทย์อาวุโสผู้หนึ่งลูบเคราสีดอกเลาของตนไปมา ว่ากล่าวถึงการเก็บเกี่ยวสมุนไพรนั้นจำต้องคำนึงถึงสภาพอากาศและสภาพแวดล้อม สิ่งไหนเป็นพิษ สิ่งไหนต้านพิษ บ้างก็ช่วงเวลานั้นมีผลต่อสมุนไพรชนิดหนึ่ง แม้ว่าจะเป็นต้นเดียวกันแต่หากเก็บเกี่ยวในเวลาที่ต่างกันย่อมเกิดผลดีผลร้ายทางการรักษาที่ต่างกันออกไป

เหล่าแพทย์ฝึกหัดได้รับคำสั่งให้แยกย้ายไปเก็บเห็ดพิษและเห็ดไม่มีพิษมารวมไปถึงสรรหาสมุรไพรที่ใช้ต้านพิษของมันมาด้วยก่อนอาทิตย์ตกดินซึ่งก็ภายในอีกสองชั่วยาม

พวกเขาได้รับอนุญาตให้ข้ามสะพานไปยังหมู่บ้านอีกฝั่งได้ แพทย์จำนวนหนึ่งก็มุ่งข้ามสะพานไปอีกฝ่ายโดยทันที ขงเฉว่และเหวินหยางซื่อเองก็เป็นหนึ่งในนั้น หากยังจดจำได้ดีว่ามีบรรดาหมาหมู่ที่ชอบกลั่นแกล้งเด็กตัวกะเปี๊ยกอยู่นั้นอาจจะพอพูดออกมาได้ฉิบหายเมื่อพบว่าพวกเขาทั้งสองกำลังเดินข้ามสะพานมาพร้อมกับพวกมัน

ขงเฉว่เข้าใจตามประสาวัยรุ่นช่วงอายุประมาณนี้มักจะมีอาการใจร้อนและชอบอาฆาตแค้น หนึ่งในแพทย์หมาหมู่หัวโจกนั้นเริ่มเดินไปก็โยกราวเชือกจับของสะพายไปเพื่อให้เด็กชายที่ตัวสูงกว่าราวสะพานไม่มากนักนั้นร้องเสียงหลงออกมาแล้วกอดเกาะสายสะพานขาสั่นหงั่กๆ

องค์ชายน้อยนั้นหายใจเข้าลึกๆอดกลั้นต่อความกลัวแล้วก้าวขาออกไปข้างหน้าต่อ ขงเฉว่เหลียวมองเหวินหยางซื่อที่ห่างจากตัวเขาเพียงสองสามก้าวก่อนจะก้าวเดินช้าๆเพื่อรอเด็กน้อย หากแต่สะพานนั้นกลับโยกเยกและเหวี่ยงไปเหวี่ยงมาแรงขึ้น ในจังหวะที่เขาหันกลับไปมองแพทย์หนุ่มน้อยสี่ห้าคนตรงหน้าที่โยกสะพานไปมาเสียงเชือกขาดดังขึ้นพร้อมกับแผ่นไม้แตกโผละ แม้ว่าแผ่นไม้ที่แตกนั้นไม่ใช่แผ่นที่เขาเหยียบอยู่ แต่ที่แย่กว่านั้นคือฝ่ามือเล็กๆที่เอื้อมมาคว้าเสื้อของเขาไว้ฉุดรั้งให้ล่วงตกน้ำลงไปพร้อมกันเกิดเสียงน้ำแตกกระจายเมื่อสองร่างจมหายลงไปท่ามกลางกระแสน้ำที่ไหลเชี่ยว


ขงเฉว่ตะเกียกตะกายผุดหัวขึ้นมาพร้อมกับแขนข้างหนึ่งที่กอดรัดร่างเล็กขององค์ชายเอาไว้ สายคล้องตะกร้าหวายหลุดออกไปจากร่างเหลือเพียงตัวเปล่า เมื่อโผล่พ้นน้ำหมายจะหายใจเข้าไปให้ชุ่มปอดแต่กลับพบว่าผ้าปิดปากชุ่มน้ำนั้นเปียกลู่ปิดรูจมูกของเขา เขาจึงกระชากผ้าปิดปากออกแล้วสูดหายใจเอาอากาศเข้าไปในปอดแล้วไอเอาน้ำออกมาโขลกใหญ่ขณะที่ร่างไหลไปตามน้ำ เขาสังเกตุเห็นรากไม้ยาวตรงหน้าก็รีบเอื้อมมือข้างหนึ่งคว้าเอาไว้ได้ทัน ฝืนแรงกับกระแสน้ำเชี่ยวกรากราวกับฤดูน้ำหลากพลางพยายามขึ้นฝั่งโดยที่กอดรัดนำพาร่างของเหวินหยางซื่อไปด้วยอย่างทุลักทุเล

“ซื่อซื่อ” มือที่ประทับตราแพทย์ฝึกหัดนั้นจบเข้าที่ข้างแก้มของหนูน้อยเรียกสติ “ซื่อซื่อ”

พวกเขาสองคนสนิทสนมกันเสียจนเรียกชื่อเล่นบ้างในบางครั้ง เพราะชื่อของขงเฉว่มีเพียงสองพยางค์ เหวินหยางซื่อจึงต้องการให้ตนถูกเรียกด้วยสองพยางค์บ้าง หากแต่คำว่า ‘ซื่อซื่อ’ นั้นกลับมีเพียง ท่านแม่ และขงเฉว่เท่านั้นที่เขาอนุญาตให้เรียกได้

ขงเฉว่ตัวเปียกโชก หอบหายใจหนักหน่วงด้วยความตื่นใจกลัวไม่น้อย เขาเอานิ้วไปอังที่รูจมูกของเหวินหยางซื่อพบว่าไม่มีลมหายใจ แต่พอแนบหูลงกับอกพบว่ามีเสียงน้ำอยู่ภายในปอด เขาไม่รอช้าที่จะทำซีพีอาร์ปั๊มหัวใจเด็กน้อยตรงหน้าทันที ยังดีหน่อยที่ไม่ต้องผายปอดน้ำก็พุ่งออกมาจากปากของหนูน้อยพร้อมกับเสียงไอเสียจนจมูกแดงมีน้ำมูกไหลและร่างเล็กที่ดีดตัวขึ้นมานั่งอย่างงุนงง

เหวินหยางซื่อแสบคอไปหมด หูอื้อเพราะน้ำเข้าหู ขงเฉว่สังเกตอาการอีกฝ่ายก่อนจะใช้สองมือประคองใบหน้าของเด็กน้อยพลางเอียงและตบบ้องหูเบาๆให้น้ำไหลออกมา

รสชาติฝาดของแม่น้ำสายนั้นติดอยู่ที่ปลายลิ้น พวกเขาทั้งสองเผลอกลืนเข้าไปหลายอึก รวมทั้งจมูกที่แดงเข้มเพราะสำลักน้ำภายในปอด ร่างกายหนาวสั่นทันทีเมื่อสายผมพัดผ่านเข้ามา ขงเฉว่เหลียวมองรอบกายก็พบว่าไม่มีมนุษย์หน้าไหนที่จำมาโผล่แถวบริเวณข้างลำธารเช่นนี้ ครั้นจะประคองร่างเล็กให้ลุกเดินก็พบว่ามีแผลถลอกเป็นทางยาวเสียจนเลือดซิบมราขาทั้งสองข้าง คาดว่าน่าจะเป็นตนที่แผ่นไม้แตกเลยขูดเอาเนื้อขาวเนียนนี้เป็นรอยเห็นแล้วก็นึกสงสาร

เขาลุกขึ้นแล้วนั่งยองๆหันหลังให้กับเหวินหยางซื่อแล้วพูดออกมา

“ขี่หลังข้าแทนแล้วกัน”



เขาแบกร่างเล็กนั้นไปตามทางขณะที่ท้องฟ้าค่อยๆมืดแสงลงทุกชั่วขณะ อาทิตย์ลับขอบฟ้าไปเพียงไม่นานลมหนาวก็พัดผ่านป่าแห่งนี้ให้ชวนขุนลุกขนพองกับบรรยากาศวังเวง ยังดีที่เขาพบถ้ำสองเท้านั้นจึงรีบก้าวเข้าไปหลบภัยในยามวิกาลเสียก่อน เขาไม่มีไฟที่ให้ความอบอุ่นจึงทำได้เพียงบอกกับเด็กน้อยว่าพวกเขาทั้งสองจะต้องถอดเสื้อตัวนอกออกเหลือเพียงเสื้อตัวในสีขาวเพื่อป้องกันมิให้ร่างกายเจ็บป่วยเป็นโรคปอดบวม

ขงเฉว่ถอดสายคาดเอวและเสื้อนอกของแพทย์ฝึกหัดออกก่อนจะนั่งแหมะลงแล้วเอามือตบตักของตนก่อนจะอ้าแขนเป็นเชิงว่าให้เหวินหยางซื่อมานั่งในอ้อมอกของเขา

องค์ชายน้อยปฏิเสธหากแต่อาการคัดจมูกนั้นทำให้จามออกมาเสียงดังลั่นเกิดเสียงสะท้อนดังกังวานไปทั่วถ้ำ ขงเฉว่จึงลอบยิ้มน้อยๆแล้วกล่าวรบเร้า “มานั่งเสียเถอะ หากเจ้าเจ็บไข้ได้ป่วยมาจะลำบากไปยิ่งกว่านี้”

เหวินหยางซื่อช่างใจอย่างนึกลังเลชั่วครู่ ขณะที่มือน้อยๆนั้นจัดการแหวกเสื้อตัวนอกของตนออกแล้วก้าวเดินเข้าไปหาแพทย์หนุ่มน้อยใบหน้าละอ่อนนั้นอย่างช้าๆ ในถ้ำนั้นมืดก็จริงหากแต่มีรูที่ส่องแสงสว่างจากพระจันทร์ยามค่ำคืนเข้ามาทำให้เขามองเห็นได้ว่าใบหน้าที่แท้จริงของขงเฉว่นั้นเป็นอย่างไร

เมื่อหันหลังให้แล้วนั้นก็หย่อนบั้นท้ายลงบนตักของผู้ที่ตัวใหญ่กว่าตน แขนขายาวนั้นจับที่เอวของเด็กน้อยแล้วยกขึ้นให้มานั่งอยู่ในจุดที่พอเหมาะก่อนจะสอดแขนสวมกอดร่างที่นั่งบนตักเอาไว้ทันที

“อุ่นขึ้นรึไม่?” เสียงนุ่มทุ้มที่กระซิบข้างหูทำให้รู้สึกถึงไรขนหลังคอนั้นตั้งชัน เหวินหยางซื่อย่นคอหนีลมหายใจอุ่นๆของขงเฉว่ที่กอดกกร่างของตนเอาไว้ เม้มริมฝีปากเข้าหากันแล้วก้มหน้าลงงุด ยกสองเข่าจากเรียวขาเล็กนั้นขึ้นตั้งชันแล้วนั่งกอดเข่าในตักของเด็กหนุ่มวัยสิบสี่

ในยามที่ขงเฉว่ปลดผ้าปิดปากลง ใบหน้าของเขานั้นส่อเค้าแววของชายรูปงามมาแต่ไกล ไร้ซึ่งรอยตำหนิหรือแม้แต่ความอัปลักษณ์ใดบนใบหน้านั่น แต่เหตุใดเขาจึงสวมผ้าปิดปากเอาไว้ตลอดเวลาอีกทั้งยังแสร้งไอคอกแค่กตบตาผู้อื่นว่าตนนั้นเป็นคนขี้โรค

องค์ชายน้อยนั้นครุ่นคิดสารพัดก่อนที่ใบหน้าของแพทย์ฝึกหัดผู้นั้นจะซบลงบนบ่าเล็กของเด็กน้อย

เหวินหยางซื่อตัวแข็งทื่อเมื่อขงเฉว่ยกแขนขึ้นกอดร่างอันนุ่มนิ่มของตนเอาไว้ ผิวกายนุ่มละมุนเยี่ยงสตรีชั้นสูงนั้นเพราะถูกดูแลทะนุชถนอมฝูมฝักมาอย่างดีโดยท่านแม่ของเขาที่เป็นถึงสนมคนโปรดของกษัตริย์แห่งแคว้นต้าเหลียงทำให้รู้สึกเหมือนกอดตุ๊กตายัดนุ่นตัวนุ่มนิ่มไม่น้อย ขงเฉว่ผล็อยหลับไปแล้วขณะที่กอดกายเล็กเอาไว้เพื่อให้ความอบอุ่นแก่อีกฝ่าย หากแต่ผู้ที่ถูกกอดนั้นกลับทำตัวไม่ถูกใบหน้าร้อนผ่าวขณะที่หัวใจนั้นเต้นถี่รัวอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน

เหวินหยางซื่อเคยถูกสตรีกอดมานักต่อนักด้วยความน่าเอ็นดูของเขา ไม่ว่าจะท่านแม่หรือเหล่าแม่นมและนางกำนัลทั้งหลาย เขาจดจำได้ดีว่ามีครั้งหนึ่งที่เขายังเยาว์วัย วิ่งเล่นอยู่ภายในสวนหลวงไล่จับผีเสื้ออย่างสนุกสนานบังเอิญไปชนเข้ากับร่างสูงของบุรุษผู้หนึ่งเข้า เพียงแวบเดียวเขาก็รู้ได้ทันทีว่านั่นคือฮ่องเต้แห่งแคว้นต้าเหลียงผู้เป็นบิดาของตน หากแต่สายพระเนตรเย็นชาบนใบหน้างดงามเยี่ยงรูปหล่อพระโพธิ์สัตว์นั้นทำให้รอยยิ้มของเหวินหยางซื่อหุบลง ราวกลับว่าพระองค์ไม่เคยรับรู้มาก่อนว่ามีเขาเป็นลูกชายคนแรกแม้จะเกิดจากนางรำผู้ต้อยต่ำแต่พระหน่อเนื้อเชื้อไขของโอรสสวรรค์ที่มีเพียงหนึ่งเดียวนั้นนับว่าล้ำค่ายิ่งนัก เหวินหยางซื่อเคยชินกับการถูกประคบประหงมเอ็นดูและรักใคร่ เมื่อเจอเข้ากับความหมางเมินนั้นเป็นครั้งแรกทำให้เขารู้สึกหวาดกลัวจับใจ ถึงกระนั้นเขาก็โหยหาอ้อมกอดจากผู้เป็นบิดา

ไม่คิดมาก่อนเลยว่าอ้อมกอดของบุรุษนั้นจะอบอุ่นถึงเพียงนี้ เด็กน้อยนั้นเกิดความสับสนขึ้นมาในใจ สีหน้าขององค์ชายสลับปรับเปลี่ยนไปมาอย่างรู้สึกประหลาด เสียงกรนและลมหายใจของแพทย์ฝึกหัดที่กอดตนไว้นั้นด้วยกายที่แนบชิดทำให้เขารู้สึกว่าแท้จริงแล้วตนเองนั้นหาได้ชื่นชอบสตรีเยี่ยงบุรุษทั่วไป



รุ่งเช้าสองร่างที่มีส่วนสูงต่างกันนั้นพยายามเดินลัดเลาะออกมาจากป่าด้วยท้องที่ร้องไปตามทาง เหวินหยางซื่อปวดเมื่อยไปทั่วตัวหากแต่ยังดีที่ขงเฉว่นั้นคอยให้เขาขี่หลังอยู่พักหนึ่ง

ทั้งสองหนุ่มน้อยนั้นก้าวออกมายังไม่พ้นป่าทว่าพบว่าพื้นดินนั้นถูกถางออกเป็นทาง ขงเฉว่ลอบดีใจเมื่อคิดได้ว่านี่ย่อมเป็นเส้นทางสัญจรของรถม้าที่ใช้เดินทาง

ไม่ทันที่เขาจะได้หายดีใจเสียงฝีเท้าของม้าลากเกวียนนั้นวิ่งเข้ามาใกล้ เขาใจกล้าบ้าบิ่นถึงขนาดที่ว่าวิ่งไปขวางรถม้าเอาไว้โดยมีเสียงตำหนิดังมาจากเด็กน้อยที่ยังมีเสียงไม่แตกหนุ่ม รถม้าที่วิ่งมาด้วยความเร็วนั้นชะงักพลันขาม้าทั้งสองยกสูงขึ้นเกือบจะถีบยอดหน้าของแพทย์ฝึกหัดสภาพมอมแมมและอิดโรยผู้นี้เต็มที่

ผู้ที่บังคับรถม้ามานั้นทำสีหน้าทมึฬทึงใส่เขา เสียงทุ้มของผู้ทรงอำนาจนั้นดังออกมาจากด้านในแต่หาได้แหวกม่านออกมาดู

“เกิดอะไรขึ้น”

“มีแพทย์ฝึกหัดมาขวางม้ารถม้าของเราขอรับท่านพ่อ จะให้ข้าจัดการอย่างไรดี” เสียงแหบพร่าจากร่างสูงที่จับคุมบังเหียนนั้นกล่าวออกมา เจ้าของใบหน้าคล้ำด้วยแดดทว่ายังคงความสง่าและดุดันเอาไว้ทำให้ขงเฉว่อดคิดไม่ได้ว่าบุรุษตรงหน้าผู้นี้หาใช่คนธรรมดา

“ตรวจดูตราบัวเสียก่อนว่าใช่แพทย์จึงรึไม่”

ขงเฉว่รีบถลกแขนเสื้อพลางแบออกอย่างทันควัน หันไปมองเหวินหยางซื่อแล้วทำสีหน้าให้เด็กน้อยผู้นั้นรีบแสดงสัญลักษณ์ความเป็นแพทย์ เหวินหยางซื่อเชิดใบหน้าขึ้นเล็กน้อยเยี่ยงผู้ที่หยิ่งผยอง มือเล็กนั้นคลำหาตราหยกของตนอันบ่งบอกถึงฐานะที่แท้จริง แต่แล้วก็ต้องหน้าซีดเผือดเมื่อตราหยกนั้นหายไป อาจจะเกี่ยวเข้ากับรากไม้ที่ยื่นออกมาชอนไชขูดร่างของเขาตามลำธารที่ตนได้พลัดตก สุดท้ายแล้วก็จำใจยื่นฝ่ามือเล็กออกแล้วแบออกให้ดูตราบัวที่ฝ่ามือ

“เป็นแพทย์ฝึกหัดจริงๆขอรับ” เด็กหนุ่มรุ่นราวคราวเดียวกับเขาที่รับหน้าที่บังคับรถม้าให้แก่ผู้เป็นบิดานั้นกล่าวเสียงแข็งเอ่ยถามไถ่แทนผู้เป็นบิดา “เช่นนั้นต้องการสิ่งใดถึงได้มาขวางรถม้าของท่านพ่อของข้า”

“ได้โปรดให้ข้ากับน้องชายติดรถม้าของท่านเข้าไปในเมืองด้วยขอรับ ข้าและน้องชายพลัดหลงทางกับคณะแพทย์ที่ออกมาสำรวจหาสมุนไพรในป่า”

ขงเฉว่คุกเข่าลงกับพื้น ถึงเขาไม่อยากทำเพราะมันดูโง่เง่าแต่เขาก็เขกหัวลงกับพื้นดังปึกแค่ครั้งเดียวก็มึนหัวตึบ เหวินหยางซื่อยืนกอดอกใบหน้าฉุนเฉียวราวกับคุณชายเอาแต่ใจถูกเลี้ยงจนเสียผิดกับเด็กหนุ่มผู้นั้นที่ถ่อมตนเยี่ยงสามัญชั้นต่ำ มองเพียงปราดเดียวก็รู้แล้วว่ามิใช่พี่น้องร่วมสายเลือด หรือหากใช่ย่อมมีหนึ่งในนั้นที่เป็นลูกอนุเป็นแน่

ถึงอย่างไรเจ้าของรถม้าคันนี้ก็หาใช่ผู้ใหญ่ใจยักษ์ใจมารจึงได้อนุญาตให้แพทย์ฝึกหัดทั้งสองขึ้นรถม้ามาด้วย ขงเฉว่กล่าวขอบคุณอย่างซาบซึ้งก่อนจะรีบไปพาเด็กน้อยผู้มีใบหน้าบึ้งตึงนั้นพาขึ้นรถม้าไปนั่งข้างๆต่ำแหน่งคนขับรถ คนรุ่นราวคราวเดียวกันกับขงเฉว่นั้นเหลือบมองแพทย์ฝึกหัดทั้งสองปราดหนึ่งก่อนจะบังคับม้าให้วิ่งต่ออย่างไม่รีรอ

ท่ามกลางความเงียบและเสียงกุบกับของเกือกม้าที่กระทบพื้นนั้นทำให้ขงเฉว่รู้สึกว่าอย่างน้อยตนมาขออาศัยห้อยติดมาอาจจะชวนเด็กหนุ่มนี่คุยเสียบ้างจะได้ไม่เหงา เขาหวนนึกถึงบทสนทนาของสองพ่อลูกนี่จึงได้เอ่ยถามขึ้นมา “ท่านเป็นชาวเมืองอื่นงั้นรึ?”

เจ้าของผิวสีคล้ำเพราะถูกแดดแผดเผานั้นขมวดคิ้วแล้วมองเขาด้วยหางตา “เหตุใดเจ้าถึงคิดเช่นนั้น”

“ชาวเมืองหลวงจะเรียกท่านพ่อว่าบิดา เรียกท่านแม่ว่ามารดา แต่ชาวเมืองอื่นๆอย่างเมืองอู่ถงจะเรียกบิดาว่าท่านพ่อ และเรียกมารดาว่าท่านแม่”

“เช่นนั้นเจ้าเองก็คงเป็นชาวอู่ถง”

“ถูกต้อง แล้วเจ้าเป็นคนชาวเมืองใดงั้นรึ?”

“เมืองเยว่” เสียงแหบพร่านั้นตอบสั้นๆขณะที่สายตามองทอดยาวออกไปตามทาง มือที่ตรากตรำภาระมาหนักนั้นราวกับถูกบังคับให้ฝึกฝนโดยการใช้พละกำลังมาตั้งแต่เยาว์วัยกระตุกบังเหียนหนึ่งหนเร่งม้าให้เร็วขึ้นแล้วมุ่งสู่เมืองหลวง เหวินหยางซื่อนั่งคั่นกลางระหว่างบุรุษทั้งสองผู้ที่มีอายุรุ่นราวคราวเดียวกันมีใบหน้างอง้ำบูดเบี้ยวอย่างไม่สบอารมณ์นัก เหลือบสายตามองข้างเอวของบุรุษผู้นั้นที่ห้อยจี้ตราพยัคฆ์บ่งบอกว่าย่อมเป็นหนึ่งในเชื้อสายของตระกูลแม่ทัพ



.
.
.
.
.


[1] ไฉเหริน คือ ตำแหน่งพระสนมในองค์จักรพรรดิ ไฉเหริน แปลว่า ผู้ฉลาดปราดเปรื่อง ตำแหน่งเริ่มต้นของสตรีผู้ได้รับคัดเลือกเป็นพระสนม

[2] สวมหมวกเขียว หมายถึง ถูกสวมเขา
ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 69 ครั้ง

62 ความคิดเห็น

  1. #46 GSstory (@megatef4) (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 16 มิถุนายน 2562 / 16:12
    ชั้นไม่โอเคกับพ่อ ทำไมยูทำอย่างนี้ ยูมันไม่ควรเป็นพ่อ

    โมโห
    #46
    0
  2. #39 Ajrpstupu (@Ajrpstupu) (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 16 มิถุนายน 2562 / 10:04
    พ่อเรื่อง​นี้​ไม่ได้เรื่อง​เลย
    #39
    0
  3. #24 Spaghetti (@kamisama111) (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 11 มิถุนายน 2562 / 12:58
    สู้ๆนะคะ
    #24
    0
  4. #13 crawfish (@crawfish) (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 10 มิถุนายน 2562 / 00:28
    เป็นพ่อและสามีที่น่าเอาไปทิ้ง
    #13
    0
  5. #2 Soolll (@priew1919) (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 6 มิถุนายน 2562 / 20:13
    สนุกๆๆ สงสารในโชคชะตาของฉานฉู
    #2
    0