ผีผา | ยา | มังกร

ตอนที่ 18 : บทที่ ๑๕ ขี่มังกร

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 501
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 43 ครั้ง
    6 มิ.ย. 62

***มี E-book วางขายเรียบร้อยแล้วนะคะ สามารถไปอุดหนุนกันได้ ส่วนเรื่องของตอนที่นำลงให้อ่านในเว็ปจะไม่รวมตอนพิเศษที่อยู่ใน E-book ค่ะ และอาจจะลงให้อ่านจนครบเนื้อหาหลัก จากนั้นจะปิดให้อ่านประมาณ 80% ของเรื่องขอบคุณที่ให้ความสนใจ***
***หากถามถึงภาคต่อต้องบอกว่ามีค่ะ เพียงแค่อาจจะไม่ใช่แบบที่พวกคุณคิด อุว่ะฮ่ะฮ่า Ψ( ̄∀ ̄)Ψ
_______
บทที่ ๑๕ ขี่มังกร

“ไหนพูดอีกทีซิ?”

“ข้าจะให้ท่านขี่หลังข้าไป”

เหวินขงเฉว่กระชับสายสะพายที่พาดเฉียงตัวของเขา ซึ่งผูกเอาไว้กับตะกร้าหวายที่บรรจุทั้งล่วมยาและสัมภาระอื่นๆ ก้าวขาออกห่างจากเสวี่ยหรูหรงพลางส่ายหน้าไปมา “เราจะเดินเท้ากลับหุบเขาเสวี่ย”

ทว่าเหมือนเจ้าหนุ่มนี่ไม่ยอมความเท่าไหร่ มือหนาเตรียมจะคลายสร้อยออกมาเขาโค้งของตนทำให้เขาต้องรีบเข้าไปตะปมมือของเสวี่ยหรูหรงเอาไว้

“เดี๋ยวก่อนๆ ก็ได้ๆขี่หลังเจ้ากลับ แต่ให้ข้าทำใจเสียก่อน” เขาละมือออกจากอีกฝ่ายแล้วก้มหน้าลงเล็กน้อยเอามือกุมขมับของตนพลางนวดคลึงมัน เสวี่ยหรูหรงเห็นดังนั้นจึงนั่งยองๆลงแล้วขยับตัวไปโผล่หน้าสลอนให้กับแพทย์หนุ่มที่กำลังก้มหน้าหลบสายตาของอีกฝ่ายด้วยเหตุผลบางอย่าง ดวงตาสีอำพันคู่นั้นจ้องเขาเขม็งราวกับคาดคั้นคำตอบว่าเพราะเหตุใดจึงได้มีท่าทางอึดอัดใจเช่นนี้

ท่านหมอสบตากับคนที่นั่งยองๆพลางทำใบหน้าฉงนสงสัยเหมือนลูกแมวน้อยแล้วถอนหายใจออกมา

“ข้าไม่ชอบตอนที่เจ้ากลับคืนร่างเดิมสักเท่าไหร่” เหวินขงเฉว่จ้องเข้าไปในดวงตาสีอำพันนั้นนิ่งงัน เอ่ยสิ่งที่อยู่ในใจของตนออกมา “เพราะเจ้าเขมือบคนให้ข้าเห็นด้วยร่างนั้น”

เสวี่ยหรูหรงแสดงสีหน้ารับรู้ออกมาทันทีทันใด ลุกขึ้นยืนแล้วจับเอามือเรียวที่นวดขมับออกแล้วยื่นใบหน้าเข้าไปใกล้ เสียจนเขาสังเกตได้ถึงรายละเอียดทุกอย่างบนผิวหน้าของอีกฝ่าย เสวี่ยหรูหรงมีใบหน้าเกลี้ยงเกลาก็จริง แตที่ข้างแก้มทั้งสองนั้นปรากฏรอยของเส้นเลือดที่ผุดขึ้นมาอย่างเห็นได้ชัด อีกทั้งดวงตาสีอำพันนั้นมีนัยน์ตาดำข้างในแบบเดียวกันกับแมว เมื่อยิ่งจ้องเข้าไปรูม่านตานั้นเริ่มจะขยายออกเล็กน้อยบ่งบอกได้ถึงความสนอกสนใจที่มีต่อสิ่งตรงหน้า

“ข้าไม่ทำอีกแล้ว โดยเฉพาะกับท่าน ถ้าหากข้าทำร้ายท่าน ข้าจะยอมให้ท่านตัดเขาของข้าเลย!”

“ตัดเขาของเจ้า?”

“มันแสดงถึงเกียรติและศักดิ์ศรีของมังกร”

“ได้ หากเจ้าทำร้ายคนบริสุทธิ์อีก ข้าจะตัดเขาของเจ้าทิ้ง”

เขาเพิ่งรู้สึกตัวว่าเสวี่ยหรูหรงแอบขโมยจูบเขาไปอีกแล้วหลังจากที่เขาตกปากรับคำเสร็จสรรพ เหวินขงเฉว่ยอมใจในความพยายามของเด็กหนุ่มตรงหน้า ในวันนี้เขาสวมเครื่องแต่งกายของแพทย์หลวงอย่างเต็มยศ และสวมผ้าปิดปากผืนบางเอาไว้ดังเดิม แต่เสวี่ยหรูหรงกลับยังลอบเปิดผ้าปิดปากของเขาแล้วทาบริมฝีปากของตนลงมาได้อย่างรวดเร็ว

“อาเสวี่ย” เขาเรียกอีกฝ่ายด้วยน้ำเสียงของผู้ใหญ่ที่เรียกเด็กน้อยมาเพื่อจะตักเตือน

หากแต่เด็กน้อยนั้นได้เอาเท้าแตะพื้นแล้วลอยตัวขึ้นไปบนฟ้า มือหนาคลายสร้อยที่คล้องบนเขาของตนให้ลงมาอยู่ที่คอจากนั้นก็กลายร่างเป็นมังกรตัวสีขาวทั่วร่างราวกับกลุ่มเมฆที่ทอดยาวบนท้องฟ้า เสวี่ยหรูหรงก้มหน้าลงมาขณะที่ส่วนตัวและหางลอยล่องบนอากาศ ขนแผงคอสีขาวและหนวดมังกรพริ้วไหวไปมาเป็นภาพที่สง่างาม ดวงตาสีอำพันนั้นจ้องมองมาทางแพทย์หนุ่มที่ยื่นตะลึงในความงดงามของตน

ยามนี้เสวี่ยหรูหรงเติบโตเต็มวัยท่าทางองอาจสมกับเป็นสัตว์เทพในตำนาน เขาคำรามหนึ่งหนเรียกสติของเหวินขงเฉว่ ท่านหมอนั้นสูดหายใจเข้าลึกๆก่อนจะปีนขึ้นนั่งบนหลังคอของอีกฝ่าย ยามเมื่อมือเรียวจับขยุ้มที่กลุ่มขนหลังแผงคอของตนไว้อย่างถนัดมือแล้วไซร้ เสวี่ยหรูหรงก็ทะยานขึ้นไปแทรกตัวบนกลุ่มเมฆบนท้องฟ้าอย่างเร็วพลัน





เขากอดรัดรอบลำคอของเสวี่ยหรูหรงในร่างมังกร หลับตาปี๋ด้วยความกลัวก่อนที่จะแอบลอบลืมตามองขึ้นมาข้างหนึ่งทำให้ทั้งสองแขนนั้นกระชับอ้อมกอดแน่นกว่าเก่าด้วยความกลัวตกลงไปตาย สองขาที่คร่อมขี่ร่างมังกรขาวอยู่นั้นก็กัดรัดเอาไว้แน่นขึ้นเป็นเท่าตัวจนเสมือนลูกลิงเกาะกิ่งไม้ เบียดร่างกายของตนเข้าหาแหล่งยึดเกาะอย่างเสวี่ยหรูหรงที่เหมือนว่ายิ่งรู้ว่าเขากลัวยิ่งจะลอยไปมาบนฟ้าด้วยท่าพิศดาร

เพ้ย! มังกรบ้าอะไรมันห้อยหัวแล้วสลับหมุนควงสว่านระหว่างบินกันล่ะ!

ยามเมื่อเสวี่ยหรูหรงพาเหาะลงมาจากฟากฟ้าได้กลับกลายเป็นร่างนิมิตกึ่งมนุษย์โดยมีวงแขนของเหวินขงเฉว่กอดแน่นรอบคอ เรียวขาทั้งสองเองก็กอดรัดช่วงเอวของเสวี่ยหรูหรงเอาไว้ หัวใจเต้นถี่รัวไม่กล้าลืมตาขึ้นมามอง ครั้นเมื่อได้ยินเสียงกระแอมไอ แพทย์หนุ่มจึงค่อยๆลืมตาขึ้นมาพลัน

เมื่อพบว่ามาถึงที่หมายแล้วเขาจึงรีบปล่อยไม้ปล่อยมือที่กอดรัดอีกฝ่ายแน่นออกทันที เสวี่ยหรูหรงดึงสร้อยที่คล้องคอกลับขึ้นมาสวมบนเขาของตนเอาไว้เพื่อสะกดพลังตามคำสั่งของเสวี่ยเลี่ยงหรงว่าหากไม่มีเหตุจำเป็นให้แปลงร่างก็จงสวมมันเอาไว้ตลอด

ครั้นเหวินขงเฉว่ขอตัวลาเพื่อมุ่งไปยังสำนักแพทย์ เสวี่ยหรูหรงก็รั้งแขนของอีกฝ่ายเอาไว้แล้วโน้มใบหน้าลงไปหมายจะทาบจูบอีกครั้งหากแต่คนที่รู้ทันแล้วนั้นยกมือขึ้นมากันเอาไว้ได้ทันท่วงที

“อาเสวี่ย เจ้าจะทำเช่นนั้นกับข้าอีกมิได้” เขาพูดอย่างอ้อมๆในความหมายรวมๆว่าทั้งเรื่องขโมยจูบเอย เรื่องแอบมาเด้าเขาเหมือนหมาเด้าหมอนเอย เหวินขงเฉว่สบตาอีกฝ่ายอย่างจริงจังกล่าวออกมาด้วยน้ำเสียงเด็ดขาด “ข้าไม่ได้ชอบเจ้า”

ต้องหน้าหนาขนาดไหนเชียวถึงได้ยืนแคะหูตอนที่เขาปฏิเสธเสียงแข็งออกมาแบบนั้น

เสวี่ยหรูหรงกรอกตาไปมาพลางผิวปากหนึ่งที หรี่ตามองแพทย์หนุ่มพลางเอ่ยด้วยน้ำเสียงยียวน “ท่านไม่ได้ชอบข้า แต่ท่านก็ขี่ข้าเสียแล้ว”

นี่มันมันขี่คนละความหมายแล้ว!

.
.
.
.
.

เสวี่ยหรูหรงนั่งคุกเข่าอยู่ข้างนอกเรือนแพทย์นั้นมาเป็นเวลาหลายชั่วยามเพียงเพราะอยากจะให้เหวินขงเฉว่ย้ายเข้าไปอยู่ในเรือนเกล็ดน้ำค้างด้วย แน่นอน ถ้าย้ายเข้าไปเขาก็คงมีชีวิตอยู่รอดได้ไม่ถึงสามวันแน่ๆ แม้เสวี่ยหรูหรงจะมีพละกำลังมาแต่เพราะเขาได้ขู่กับเจ้าเด็กเอาแต่ใจนั้นเอาแล้วว่าหากเข้ามาฉุดตัวเขาไปเขาจะฆ่าตัวตายให้ดูต่อหน้า ทว่าเสวี่ยหรูหรงก็เลือกวิธีที่จะประท้วงนั่งคุกเข่าอยู่หน้าเรือนแพทย์เพื่อเรียกร้องความสนใจ

“ข้าอดทนฝึกเป็นเวลาสองปีเพื่อจะได้กลับมาพบหน้าท่าน! ข้ามีเวลาเที่ยวเตร็ดเตร่แค่เดือนเดียวแต่ข้าก็อยากจะอยู่กับท่าน!”

คำพูดคำจาที่เหมือนแฟนเก่ามาง้อขอคืนดีนี่มันอะไรกัน...

ข้างนอกนั้นร้อนจัด ยิ่งยอดเขาเสวี่ยอยู่สูงเพียงใดยิ่งเจ้าใกล้พระอาทิตย์มากกว่าที่อื่นเท่านั้น เสวี่ยหรูหรงที่นั่งตากแดดตากลมอย่างไม่สะทกสะท้านนั้นยังแหกปากตัดพ้อให้เขาฟังได้อย่างแรงดีไม่มีตก เลยเขาเลิกสนอกสนใจว่าเด็กคนนั้นจะเป็นอะไรหรือไม่

ทว่าเมื่อจู่ๆก็เกิดเสียงครืนของฟ้าฝนที่ตั้งเค้ามานั้นทำให้เหล่าแพทย์ช่วยกันเก็บสมุนไพรที่นำออกไปตากแห้งเข้ามาหลบฝนพลัน ไม่นานนักเสียงที่เงียบไปของเสวี่ยหรูหรงทำให้เขาคิดว่าอีกฝ่ายคงยอมเลิกราไปเสียที หากแต่สายตาและคำพูดเชิงว่า

“เขาจะไม่โกรธเคืองท่านแพทย์เหวินแล้วมาไล่สังหารเราใช่หรือไม่?”

“เงียบอย่างนี้ ข้าหวั่นใจยิ่งนัก...”

“อย่างไรท่านแพทย์เหวินก็ถูกส่งมาเป็นเครื่องสังเวยให้แก่เสวี่ยหรูหรงแล้วมิใช่หรือ มิใช่ว่าเสวี่ยหรูหรงจะสามารถทำอะไรกับเขาก็ย่อมได้...”

“นั่นสิ... เขาเป็นเครื่องบรรณาการที่ฮ่องเต้ส่งมาเพื่อช่วยชีวิตพวกเรา เขาต้องออกไปจัดการเรื่องนี้”

เขาทนไม่ไหวกับคำพูดและสายตาของเหล่าแพทย์ทั้งหลายที่มองแล้วก็อมยิ้มเสียจนเขาต้องวางมือออกจากโกร่งบดยาที่กำลังจัดเตรียมยาไปให้กับคนที่แหกปากอยู่หน้าตำหนัก

ร่างสูงนั้นก้าวออกมาขาออกมาจากเรือนด้วยสีหน้าเรียบเฉย เขาปลดผ้าปิดปากผืนบางออกข้างหนึ่งเพื่อที่จะได้ให้เจ้าเด็กเกเรเอาแต่ใจนั้นได้เห็นสีหน้าของเขาชัดๆ

เสวี่ยหรูหรงนิ่งเงียบไปเพราะกำลังนั่งคุกเข่าหลับตาขณะที่สายฝนพร่ำลงมา เนื้อตัวเปียกปอนไปหมด เมื่อได้เห็นคนที่ต้องเพรียกหาก้าวออกมายืนตากฝนด้วยดวงตาสีอำพันก็ทอประกายเสียยิ่งกว่าลูกสุนัข ลุกขึ้นยืนเข่าเงยหน้ารับฝนเพื่อจะได้สบตากับเหวินขงเฉว่โดยพลัน

“อาเสวี่ย ข้าไม่ได้ชอบเจ้า เดิมทีข้าก็เกลียดเจ้าตั้งแต่แรกพบ ในยามนี้ที่ยังตามเจ้ากลับมาหุบเขาเสวี่ยเพียงเพื่อจะรักษาชีวิตของเจ้าเท่านั้น จงกลับไปเสียอย่าได้มาส่งเสียงรบกวนแพทย์คนอื่นๆ” เหวินขงเฉว่กล่าวเสียงดังฉะฉาน ครั้นจะสะบัดชายผ้าเดินกลับเข้าไปอย่างคนไร้เยื่อใยเสียงทุ้มนั้นก็เอ่ยขึ้นมาเสียก่อน

“แต่ข้าชอบท่าน อยากได้ท่าน อยากให้ท่านอยู่ใต้ร่างของข้า!”

“...”

เขาสะอึกออกมาพลันหันกลับไปที่ต้นเสียงผิวปากโห่ร้องจากทางข้างหลังของเสวี่ยหรูหรงไม่ไกลนัก เกลียดสายตาของเหล่าสัตว์เทพพวกนั้นยิ่งนัก เขาทำอะไรไม่ได้นอกจากเดินกลับเข้าไปในเรือนแพทย์ด้วยสีหน้าไม่สู้ดี มือเอื้อมหยิบยาลูกกลอนในถ้วยชามเล็กที่วางไว้บนโต๊ะเอาเข้าปากแล้วเคี้ยวเสียงดังกรุบกรุบเพื่อจะได้สงบสติของตนเองลง

ไม่นานนักเสียงของฝูอูกุยก็ดังขึ้น “สารปราบมารจากสวรรค์!”

ตามมาด้วยเสียงตะโกนบอกของเสวี่ยหรูหรง “แล้วข้าจะรีบกลับมาหาท่าน!”


.
.
.
.
.


“อาเสวี่ย! อาเสวี่ย!” เสียงหนุ่มตะโกนเรียกบุคคลผู้ที่เหวินขงเฉว่ไม่อยากได้ยินเป็นที่สุด เสียงนั้นดังเข้ามาใกล้เรื่อยๆแล้วเสียงเท้าที่วิ่งตามหาไปทั่วเรือนแพทย์ขณะที่เหล่าแพทย์กำลังประชุมกันทำให้แพทย์สกุลถานผู้นั้นขออนุญาตเขาเพื่อออกไปรับหน้าแทน

แต่ผู้ไม่ได้รับเชิญนั้นเปิดประตูเข้ามาพลันประจันหน้ากับเหล่าแพทย์ทั้งหลาย ดวงตาที่มองมาเป็นตาเดียวพร้อมกับความทรงจำครานั้นที่หวนเข้ามา

ฟู่เยว่คือมารตนนั้นที่สูบพลังวิญญาณจากเหล่าแพทย์ไปโดยการจุมพิตได้ปรากฏตัวต่อหน้าแพทย์ทั้งหลาย เมื่อความทรงจำที่น่าอายนั้นหวนเข้ามา เหล่าแพทย์หนุ่มนับสิบนั้นก็พลันมีสีหน้าแดงซ่านขึ้นมาและต่างหันมองกันไปคนละทิศคนละทาง

“เจ้า... มารนักเล่านิทาน ฟู่เยว่?” เหวินขงเฉว่ผู้ที่รอดพ้นจากจุมพิตของมารหนุ่มผู้นั้นเอ่ยออกมาพลัน

ฟู่เยว่ถามไถ่ออกมาทันทีด้วยสีหน้าร้อนรน “อาเสวี่ยอยู่ที่ไหน!?”

“เกิดเรื่องอะไรขึ้นงั้นหรือ?” เขาขมวดคิ้วเล็กน้อย เมื่อพินิจแล้วนั้นข่าวคราวที่ตนนำมาเป็นเรื่องใหญ่จึงต้องหาผู้เสวนาด้วยอย่างลับๆ ฟู่เยว่จึงอ้อมโต๊ะประชุมไปฉุดเหวินขงเฉว่ให้ตามตนออกมาในทันที

ครั้นแพทย์หนุ่มจะรั้งไว้มารตนนั้นก็กล่าวขึ้นมาพลัน “หากพวกเจ้าทำให้เหวินขงเฉว่ตามข้าออกมาได้ ข้าจะจุมพิตพวกเจ้าทุกผู้!”แม้ไม่ต้องบอกก็พอจะรู้ว่าเหล่าแพทย์ผู้เสพติดจูบของมารสัปดนผู้นี้จนคลุ้มคลั่งนั้นได้รีบลุกออกมาผลักดันร่างของเหวินขงเฉว่ตามมารหนุ่มออกไปพลันปิดประตูและกั้นเอาไว้โดยทันที มีเพียงท่านแพทย์อาวุโสจากแคว้นชินหลิงผู้นั้นที่ยังคงนั่งสงบเสงียมไม่หลงกลมารตนนี้

เมื่อกลับเข้าไปไม่ได้สลัดแขนยังไงก็ไม่หลุด เขาเลยถอนหายใจออกมายาวๆพร้อมทั้งกล่าวด้วยน้ำเสียงเรียบ

“ท่านมีธุระอันใด?”

มารตนนั้นยื่นเจดีย์ทองคำที่ตนหอบมาให้กับท่านหมอ ก่อนจะล้วงเข้าไปในอกเสื้อแล้วล้วงเอาปิ่นปักผมของเสวี่ยเลี่ยงหรงมายื่นให้กับเหวินขงเฉว่

ฟู่เยว่หยิบตลับแป้งตามออกมาพลันเปิดออกแล้วนำผงในนั้นมาป้ายตาของเหวินขงเฉว่โดนพลันก่อนจะเก็บตลับแป้งนั้นเอาไว้ในอกเสื้อสีน้ำเงินของตนดังเดิม

“เจ้าทำอะไร!” เสียงโวยวายนั้นดังขึ้นมาพร้อมกับมือที่ยกออกไปผลักร่างของมารสัปดนรูปงามที่ส่วนสูงไล่เลี่ยกับตนให้ถอยออกห่าง

เขาหลับตาทันก็จริงทว่าเปลือกตานั้นถูกป้ายด้วยบางสิ่ง ก่อนที่จะลืมตาขึ้นมาแล้วนำข้าวของในมือวางเอาไว้ที่โต๊ะที่เต็มไปด้วยโกร่งบดยาและห่อยาสมุนไพร ยกมือขึ้นมาเอาชายเสื้อถูตาของตนครั้นจะปริปากบ่นฟู่เยว่ก็เอ่ยออกมาทันที

“เสวี่ยเลี่ยงหรง นางตายแล้ว”





สีหน้าของเหวินขงเฉว่นั้นซีดเผือดขึ้นมาทันทีอย่างเห็นได้ชัดหลังจากที่ฟังเรื่องทั้งหมด เขาเอื้อมมือไปหยิบเจดีย์ทองคำมาลูบไล้มันแผ่วเบา ทว่ามีเสียงเตือนว่า “ระวังอย่าให้เลือดสัมผัสมัน เพราะมันจะปลดผนึกและดูดกลืนพลังวิญญาณของเจ้าเข้าไปกักขังในนั้น”

มือเรียวจึงยกออกทันทีแล้วหันกลับมาสนใจปิ่นปักผมของเสวี่ยเลี่ยงหรงแทน

“แม้ว่าร่างของนางจะสลายไปแล้ว แต่สิ่งนี้จะสามารถใช้ยืนยันความตายของนางได้” มารตนนั้นเอ่ยด้วยน้ำเสียงเศร้าสลดภายในใจ แม้ว่าบนใบหน้างามนั้นจะไร้ซึ่งคราบน้ำตาดังคำกล่าวที่ว่าเผ่ามารนั้นไร้หัวใจและไร้ความรู้สึก

“เด็กนั่นจะโกรธอย่างไม่ลืมหูลืมตา” เหวินขงเฉว่หยิบปิ่นปักผมของเสวี่ยเลี่ยงหรงขึ้นมา “และสังหารทุกคนบนหุบเขาเสวี่ยเพื่อระบายโทสะ”

“คิดว่าจะเป็นเช่นนั้นหรือ... หากเป็นเช่นนั้นข้าควรจะทำอย่างไรดี?” มารหนุ่มมืดแปดด้านอย่างไร้ซึ่งหนทาง

“ท่านเห็นกับตาใช่หรือไม่ว่าใครเป็นคนฆ่านาง” เขาถามขึ้นมาอีกครั้งพร้อมกับสบตากับมารหนุ่มผู้นั้นอย่างแน่วแน่ หวังเพียงว่าหูของเขาจะฝาดและฟังผิด

“ย่อมเป็นเหวินหยางซื่อผู้สำเร็จราชการแทนฮ่องเต้คนปัจจุบันผู้นั้นแน่นอนไม่มีผิด และข้าก็จำเจ้านักบวชชั่วที่สังหารบิดาของเจ้าหัวผักกาดน้อยเมื่อยามที่เขายังเยาว์วัยได้ ตอนนี้มันได้เป็นราชครูคนสนิทคอยชักนำอยู่เบื้องหลัง”

ที่เหวินชางหงมาหาเขาและเล่าเรื่องราวทั้งหมดให้เขาฟังมันเป็นเรื่องจริงสินะ

เขารู้สึกใจคอไม่ค่อยดีหากเสวี่ยหรูหรงรู้ว่าเป็นฝีมือของใคร เขาไม่ใช่คนใจยักษ์ใจมารที่จะละทิ้งความสัมพันธ์ฉันท์พี่น้องไปได้ อย่างไรทั้งเหวินชางหงและเหวินหยางซื่อก็เป็นน้องร่วมสายเลือดเดียวกันกับเขา

เขาสูดหายใจเข้าลึกๆแล้วกลั้นใจพูดออกมา “สิ่งที่ควรทำตอนนี้ก็คือ อย่าเพิ่งบอกเขา”

เขาเดินไปหยิบล่วมยาของเขาออกมาเปิดออก ยกชั้นวางไปจนชั้นในที่อยู่ล่างสุด ที่นั่นมีคราบของเสวี่ยหรูหรงยามเมื่อลอกคราบในปีที่สิบหก เขาคลี่คราบมังกรนั้นออกพลันวางปิ่นปักผมของนางเอาไว้แล้วม้วนพันด้วยคราบมังกรเพื่อปกปิดก่อนจะวางลงในแล้วยกชั้นมาวางประกอบดังเดิม “หากไม่อยากให้เสวี่ยหรูหรงรับรู้ในเวลานี้ ก็ต้องซ่อนปิ่นปักผมของนางเสียก่อน”

ทั้งสองพยักหน้าให้กันหลังจากซ่อนปิ่นปักผมของนางไว้แล้วเรียบร้อย สถานการณ์ที่น่าอึดอัดนี้ตกอยู่ในความเงียบงัน ผู้ที่รู้เห็นทั้งสองต่างไม่มีการเอ่ยวาจาใดออกมา ท่ามกลางความเงียบนั้นมารหนุ่มก็พลันสูดหายใจเข้าเสียงดังแล้วปล่อยออกมาดังเฮือกใหญ่ก่อนจะปั้นสีหน้ายิ้มแย้มราวกับบุรุษจอมเสเพลได้อ่างแนบเนียน

“เช่นนั้นข้าต้องขอตัวไปรักษาสัญญากับเหล่าแพทย์ทั้งหลายก่อน รึว่าเจ้าก็อยากจะร่วมด้วย?”

เจ้าของอาภรณ์ที่สีเงินเข้มนั้นทำปากจู๋ มุ่งตรงเข้ามาหมายจะจุมพิตเหวินขงเฉว่ ทว่าท่านหมอนั้นเบี่ยงตัวหลบได้ทันเสียก่อนแล้วก็หัวเราะออกมาแผ่วเบากับท่าทีเล่นสนุกของฟู่เยว่ มารหนุ่มผู้นั้นยกมือขึ้นทำความเคารพอีกฝ่าย เช่นเดียวกันเหวินขงเฉว่ที่ยกมือประสานตอบรับอย่างสุภาพ

ฟู่เยว่เปิดประตูห้องประชุมออกมาพลันเดินไปเชยคางเหล่าแพทย์พลางก้มลงไปจุมพิตตามสัญญาเรียงคน เหล่าแพทย์หนุ่มต่างมีสีหน้าเคลิ้มราวกับต้องมนต์ บ้างก็สติหลุดลอยพร่ำเพ้อออกมาราวกับเมาสุรา

เสียงคลื้นเคลงนั้นทำให้บรรยากาศกลับมาปกติขึ้น เขาได้ยินเสียงสนุกสนานของเหล่าแพทย์ก็พลันคลี่ยิ้มบางๆก่อนจะหุบยิ้มทันควันเมื่อความหวาดกลัวในจิตใจนั้นเข้ามาปกคลุม เหวินขงเฉว่ปิดล่วมยาของเขาแล้วยกมันกลับไปไว้ที่เดิมก่อนจะยืนนิ่งค้างเพื่อครุ่นคิดว่าสิ่งที่ตนทำลงไปนั้นคิดถูกแล้วงั้นหรือ

การปกปิดความจริงอันโหดร้ายเอาไว้ไม่ให้เสวี่ยหรูหรงรับรู้จะเป็นทางออกที่ดีที่สุดจริงหรือ

เพื่อจะได้ยืดเวลาของเหล่าแพทย์ทั้งหลาย

หรือเพื่อจะได้ปกป้องชีวิตของนางชายต่างมารดาผู้นั้น

เขาย่อมรู้สึกปวดใจเป็นแน่หากได้รับรู้ความจริงในภายหลัง ในยามที่มารดาของเขาตายไปต่อหน้าเองก็เจ็บปวดไม่แพ้กัน หากแต่ความโศกเศร้าของคนเรานั้นแสดงออกได้ไม่เหมือนกัน

เขารู้

เขารู้โดยทันทีว่าเสวี่ยหรูหรงจะผิดสัญญาที่มีไว้ให้กับเขาเป็นแน่

เช่นนั้นแล้วความรู้สึกผิดนี้เองทำให้เขาอยากจะชดใช้ให้กับอีกฝ่ายอย่างน้อยเมื่อถูกฆ่าตายจะได้ไม่รู้สึกติดค้างอันใด





ฟู่เยว่เดินออกมาพร้อมกับบิดขี้เกียจ ตรงเข้าไปหาร่างสูงของเหวินขงเฉว่ที่กำลังเอนหลังนอนเล่นบนเก้าอี้โยกใต้ต้นเหมย ครั้นสลายร่างเป็นควันสีน้ำเงินแล้วหมายจะโน้มใบหน้าลงมาแกล้งอีกฝ่าย มือหนาก็ตรงเข้ามาบีบแก้มนุ่มจนยู่พร้อมกับเสียงคำรามในลำคอ

“ไสหัวไป” เสวี่ยหรูหรงกลับมาพร้อมกับใบหน้าที่อ่อนล้า ทว่ายังจ้องเขม็งใส่อย่างเอาเรื่อง มือหนาออกแรงบีบใบหน้างามของมารสัปดนผู้นั้นเต็มแรงจนดิ้นพล่าน รีบถอยห่างออกจากเหวินขงเฉว่แล้วสลายกลายเป็นควันสีน้ำเงินหนีตะเพิดไปในทันที

“เจ้ามารสัปดนนั่นได้ทำอะไรท่านหรือไม่?”

มีเสียงกระแอมไอเบาๆจากคนที่เป็นเห็นการกระทำที่ไม่เคารพผู้หลักผู้ใหญ่เช่นนั้นดังมาจากเหวินขงเฉว่

“อาเสวี่ย เขาเป็นสหายของแม่เจ้า เขาอายุมากกว่าเจ้า เจ้าต้องเรียกเขาว่าท่านอา”

“ช่างหัวมันปะไร ริอาจมายุ่งกับของของข้า” เขาแยกเขี้ยวขณะที่พูดคำว่าของของข้าได้อย่างเต็มปาก ถึงขนาดที่แพทย์หนุ่มผู้กำลังยกถ้วยชาขึ้นมาจิบได้สำลักออกมาพรวด “เมื่อครู่มันทำอะไรท่าน!”

“อาเสวี่ย ข้ากับเขาแค่เสวนากันเล็กน้อย” เขายังวาดมาดสงบเสงี่ยมขัดกับปากที่เลอะน้ำชาลามไปจนถึงคาง เหวินขงเฉว่ยกเอาหลังมือของตนขึ้นมาปาดคราบน้ำชาที่พ่นออกมาอย่างสงบสติอารมณ์ อันที่จริง เขาเลี่ยงที่จะมองหน้าเสวี่ยหรูหรงตรงๆด้วยซ้ำ

“เช่นนั้นท่านพูดอะไรกับเจ้ามารสัปดนตนนั้น”

“เอ่อ...” เขาอึกอั่กอ้ำอึ้ง และเมื่อไร้หนทางเขาเลยพูดในสิ่งที่คิดว่าสามารถใช้เอามาเป็นไม้ตายได้เพื่อไม่ให้ดูมีพิรุธ เบนสายตามองออกไปทางอื่นแล้วเอ่ยเสียงแผ่ว “ข้าแค่อยากปรึกษาเขาว่าควรจะย้ายข้าวของไปเรือนของเจ้าเมื่อ–”

“ตอนนี้เลย ตอนนี้เลย!” เขายังพูดไม่ทันจบ มังกรหนุ่มใจร้อนรีบลงมือทันที ไม่ว่าเปล่าแต่สองแขนแกร่งนั้นกลับช้อนตัวเขาเข้ามาอยู่ในอ้อมอกอย่างง่ายดายคล้ายกับท่าอุ้มเจ้าสาวพลางวิ่งไปทางเรือนเกล็ดน้ำค้างด้วยสีหน้าเปี่ยมสุข






เขาถูกอุ้มเข้ามาในเรือนเกล็ดน้ำค้าง ตรงเข้ามายังห้องนอนของเสวี่ยหรูหรงโดยทันทีอย่างไม่พูดพร่ำทำเพลง เขาคิดอยู่แล้วว่ายังไงเขาก็ไม่รอดแน่ๆ เพียงแค่ว่าเขาจะทำอย่างไรให้เสวี่ยหรูหรงรู้จักคำว่านิ่มนวลและให้เกียรติคนที่ถูกกระทำ

เมื่อวางเขาลงสองแขนนั้นก็รั้งเอวของเขาดึงเข้าหาตัวทันที ครั้นจะก้มใบหน้าลงมาประทับจูบฝ่ามือของที่ประทับตราแพทย์ประจำพระองค์นั้นก็ได้ยกขึ้นมาแตะที่ริมฝีปากของเสวี่ยหรูหรงเอาไว้เป็นเชิงยับยั้งเหตุการณ์ที่กำลังจะเกิดขึ้นต่อไปนี้เสียก่อน

“ประการแรกเจ้าต้องเข้าใจว่า ข้ามาอยู่ที่เรือนเกล็ดน้ำค้างด้วยฐานะแพทย์ประจำตัวของเจ้า”

“ฮื่อ” เสียงตอบรับในลำคอที่ไม่อาจบอกได้ว่าตกลงในเงื่อนไขหรือไม่

“ประการที่สองเจ้าต้องเข้าใจว่า เจ้าจะต้องให้เกียรติผู้เป็นแพทย์ส่วนตัวของเจ้า และเชื่อฟังไม่ดื้อด้าน”

“ฮื่อ!”

“ประการที่สามเจ้าต้องเข้าใจว่า ข้าและเจ้าไม่ได้เกี่ยวกับข้องอะไรกัน จึงต้องแยกห้องนอน – อื้อ!”

มือหยาบกร้านนั้นปัดมือของเขาออกพลันใช้มันบีบแก้มของเขาเอาไว้แล้วบดเบียดริมฝีปากของตนลงมาอย่างอุกอาจ เหวินขงเฉว่ยังพูดไม่ทันขาดคำ เสวี่ยหรูหรงก็แผลงฤทธิ์เสียแล้ว เจ้าเด็กนี่ย่อมไม่เข้าใจคำว่าความอดทนเป็นแน่ เขาสุดจะทนถึงขนาดยกขาขึ้นมายันท้องของเด็กหนุ่มอย่างเต็มแรงหมายจะให้เซถลาออกไปแต่กลับถูกมือหนาอีกข้างจับข้อเท้าของเขาแล้วยกแหกขึ้นจนเขาเสียหลักคว้าเอาสิ่งที่อยู่ใกล้ตัวที่สุดอย่างลำคอของเสวี่ยหรูหรงเพื่อกอดรั้งไว้

แต่คิดผิด เมื่อเด็กหนุ่มออกนั้นก้าวเดินไปพร้อมกับร่างของเขาที่ต้องกระเตงขาเขย่งกระโดดไปจนชนกับขอบตั่งเตียงแล้วล้มลงไปนอนให้เสียเปรียบอีกฝ่าย

เสวี่ยหรูหรงปล่อยข้อเท้าที่ยกขึ้นสูงของเหวินขงเฉว่ออกพร้อมกับใช้ฝ่ามือทั้งสองลูบไปตามลำตัวของเขาจนเนื้อผ้ามันเรียบลู่ไปตามเรือนร่างที่เพิ่งผ่านการออกกำลังกายมาเตรียมต่อสู้รับมือกับอีกฝ่ายได้ไม่นาน ขณะที่ริมฝีปากยังดูดดึงกลีบปากของเหวินขงเฉว่เอาไว้ไม่ห่าง

เขาที่นิ่งเฉยมาตลอดนั้นพยายามเม้มปากเข้าหากันเน้นแล้วเบนหน้าหนีไปทางอื่น แต่ก็จะถูกจับให้หันกลับมาทุกครั้งไป สุดปัญญาที่จะหาทางหนีเพราะเขาตัดสินใจแล้วว่าจะชดใช้ในกับอีกฝ่ายจึงได้ยอมเผยอริมฝีปากตัวเองออกมาให้เด็กน้อยเอาแต่ใจนั้นได้ตักตวงจนอิ่มหนำ

ครั้นผละออกมาก็ยังคลอเคลียไม่ห่าง เหวินขงเฉว่ได้แค่เหงนหน้ามองเพดานหลังคาของเตียงสีแดงสดด้วยสีหน้าเหม่อลอย เสียงทุ้มนั้นเรียกสติของเขาให้กลับมา

“ข้าชอบท่าน”

“ข้ารู้แล้ว”

เขาตอบด้วยน้ำเสียงเหนื่อยหน่าย

ความรักกะโหลกกะลาแบบเด็กน้อยเล่นขายของนั้นแสนจะน่าเบื่อในความคิดของเขา เขาไม่ได้รู้สึกดีอกดีใจอะไรหรอกที่เสวี่ยหรูหรงนั้นพิศวาสในตัวของเขาถึงขนาดนี้ ก็เหมือนเด็กน้อยอยากได้ของเล่นแหละ เล่นจนบ่อยก็จะเบื่อไปเอง ก็ดีเหมือนกันสักพักก็คงจะเบื่อหน่ายแล้วก็ทิ้งขวางเขาไป เมื่อถึงเวลานั้นเขาจะได้ไม่รู้สึกผิดที่ทำร้ายจิตใจอีกฝ่ายมากนัก

“ท่านเกลียดข้า” เสวี่ยหรูหรงเอ่ยขึ้นมาพร้อมกับผละออกจากร่างของเขาแล้วทรุดตัวนั่งกับพื้นหันหลังพิงกับเตียง

เหวินขงเฉว่ลุกขึ้นมานั่งดีๆก่อนจะตอบออกมาขณะที่อีกฝ่ายหันหลังให้เขาราวกับกำลังเล่นแง่งอนกันอยู่

“แน่นอน เจ้าฆ่าคนบริสุทธิ์ไปมากมาย ข้าเป็นแพทย์ที่มีหน้าที่รักษาคน ข้าจึงไม่ชอบในการกระทำของเจ้านัก”

“แล้วท่านตัดสินใจมาอยู่ที่เรือนเกล็ดหิมะกับข้าทำไม?”

เสวี่ยหรูหรงเอ่ยออกมาตามใจคิด ภายในห้องนั้นตกอยู่ในความเงียบและมืดสนิทเสียจนได้ยินเสียงของลมที่พัดผ่านเข้ามา เมื่อรอฟังไปก็ไม่ได้คำตอบเขาจึงหมายจะลุกแล้วเดินออกไป ทว่าอ้อมแขนของเหวินขงเฉว่นั้นโอบกอดเขาเอาไว้เสียก่อน มังกรหนุ่มนิ่งค้างอย่างสับสนภายในอกของตนนั้นเต้นรัว ดีที่ความมืดนั้นทำให้เหวินขงเฉว่มองเห็นเพียงสีขาวและดำไม่อาจสังเกตเห็นใบหูที่ขึ้นสีแดงของเขาได้อย่างแจ่มชัด

ขณะที่คนที่กอดรั้งเด็กหนุ่มเอาไว้เพราะความรู้สึกผิดปนสงสารนั้นชะงักพลัน เขากอดอีกฝ่ายเพียงเพื่ออยากจะปลอบใจตัวเองและปลอบใจอีกฝ่าย

แต่จะให้บอกว่า ‘เฮ้ ที่ข้ากอดเจ้าเพราะอยากปลอบใจเรื่องที่แม่ของเจ้าตายแล้วนะ ทำใจดีๆล่ะ อย่าโมโหแล้วลงมือฆ่าคนระบายความโกรธอีกเลย’ เขาคิดว่ามันก็คงจะไม่ใช่

และในตอนนี้เขาต้องพูดดีๆอะไรสักอย่างออกมาเพื่อทำให้สถานการณ์มันดีขึ้น

เขาหลับตาลงแน่นประมวลความคิดในหัวว่าจะพูดอะไรออกมาดี ภาพความทรงจำและถ้อยคำพูดนั้นสลับกันไปมามั่วซั่วสุดท้ายแล้วเมื่อเขารู้สึกเหมือนเวลาใกล้จะหมดจึงได้ยื่นกระดาษคำตอบออกมาจากปากด้วยวิธีการตอบที่โง่เง่าที่สุดด้วยเสียงดังกังวาน “ข้าอยากขี่เจ้า!”

“...”

“...”

เหวอ...

ใจเย็นก่อนนะครับไอ้หนู เมื่อกี้มันแค่คำย่อน่ะ... คำย่อๆจากประโยคที่ว่า

ข้าอยากเห็นเจ้าแปลงร่างเป็นมังกรอีกครั้งเพื่อจะได้ให้เจ้าพาข้าขี่ไปดูรอบหุบเขาเสวี่ยยามค่ำคืน ข้าคิดว่าคืนนี้พระจันทร์คงจะสวยไม่น้อยเลย เจ้าเองก็ชื่นชอบช่วงเวลายามราตรีใช่รึไม่

แต่ไม่ทันแล้ว...

เขาอยากจะยกเอาเท้าขึ้นมาตบปากตัวเองที่รีบร้อนเสียจนพูดอะไรออกไปสั้นห้วนกระชับและได้ใจความแบบนั้น เมื่อร่างที่ถูกเขากอดเอาไว้เริ่มขยับตัวทันที เหวินขงเฉว่ใจตกไปอยู่ที่ตาตุ่ม ครั้นจะเอ่ยแก้ตัวเสวี่ยหรูหรงก็ชิงพูดออกมาก่อน

“ข้าขอตัวไปอาบน้ำเสียก่อน”

ได้ยินแบบนั้นเขาก็โล่งอกขึ้นมาทันที

“แล้วข้าจะกลับมาให้ท่านขี่”

โล่งอกกะผีน่ะสิ!

.
.
.
.
.


“ทำไมท่านถึงนั่งคัดตำราเวลานี้เล่า?”

“เหอๆๆ” เขาหัวเราะออกมากลบเกลือนทันทีที่เสวี่ยหรูหรงเดินกลับเข้ามาในห้องด้วยร่างกายที่เพิ่งเปียกชุ่มน้ำมาหมาดๆ ผมยาวดำขลับ พอเสวี่ยหรูหรงตรงมาที่เขาเขาก็พลันเตรียมเบี่ยงตัวหลบ หากแต่อีกฝ่ายเพียงแค่ยื่นหน้าเข้ามาใกล้เพียงดูตัวอักษรที่เขาคัดเอาไว้

เหวินขงเฉว่สัมผัสได้ถึงเส้นผมที่เปียกชุ่มน้ำที่มาคลอเคลียข้างแก้มของเขา เขาจึงเอื้อมมือไปจับมันพร้อมกับพูดออกมา

“ข้าจะเช็ดผมให้เจ้าเอง”

เขาลุกไปหยิบผ้าผืนเล็กจากในหีบของเด็กหนุ่มด้วยความจำได้ว่าตอนที่เสวี่ยหรูหรงลอกคราบแล้วตัวร้อนจี๋เขาก็เปิดหาผ้ามาชุบน้ำเช็ดตัวอีกฝ่ายจากในนี้

เขาสั่งให้เสวี่ยหรูหรงนั่งลงแทนที่เขาบนเก้าอี้นั่งคัดตัวอักษร สองมือบรรจงจับเส้นผมดำขลับยาวถึงบั้นท้ายของอีกฝ่ายมาเช็ดกับผ้าแห้งอย่างเบามือ เสวี่ยหรูหรงหัวเราะน้อยๆ ขณะที่หยิบพู่กันที่เขาวางพักเอาไว้มาตวัดเล่นไปมาบนหน้ากระดาษ “ท่านทำตัวเหมือนเป็นภรรยาของข้าเลย”

“เจ้าอ่านหนังสือไม่ออกงั้นรึ?” เขาเปลี่ยนประเด็นทันทีอย่างแนบเนียน “เช่นนั้นข้าจะสอนเจ้าคัดหนังสือ”

“ไม่” เสวี่ยหรูหรงตอบเสียงแข็ง ซ้ำยังเงยหน้าขึ้นมาสบตากับเขาอย่างแน่วแน่ “ข้าจะให้ท่านขี่ข้าก่อน”

ท่านแม่... ช่วยข้าด้วย ข้าไม่อยากขี่มังกรแล้ว

เหวินขงเฉว่ร้องหาฉูฉานในใจอย่างเงียบๆ

“อาเสวี่ย...” ริมฝีปากนั้นเม้มเข้าหากันก่อนจะคลายออก เขาจำใจพูดออกมาในที่สุด “ของเจ้ามันใหญ่เกินไป ข้าเจ็บ”

“ข้ามีวิธี” เสวี่ยหรูหรงยิ้มออกมาพลางหันไปเอามือล้วงเข้าไปในอกเสื้อของเหวินขงเฉว่พร้อมกับหยิบตลับขี้ผึ้งออกมาแล้วทาบจูบบนตลับขี้ผึ้งนั้นราวกับขอบคุณในคุณประโยชน์ของมัน ขณะที่เหวินขงเฉว่นั้นหน้าซีดเป็นไก่ต้ม เหลือกตามองตลับขี้ผึ้งในมือของมังกรหนุ่มพลางละสายตามองขึ้นบนเพดานอีกครั้งด้วยความรู้สึกหมดซึ่งหนทางขัดขืน

เด็กมันรู้ดีจังวะ!


.
.
.
.
.
.


ขั้นแรกเลยนั้นคือการโยนศักดิ์ศรีออกไป

เขาถอดเสื้อคลุมตัวนอกสีฟ้าครามของเหล่าแพทย์ออกแล้วปล่อยให้มันร่วงไปกองอยู่ที่พื้น

ขั้นที่สองคือละทิ้งเรื่องความคิดแย่ๆเกี่ยวกับกลุ่มแอลจีบีที[1]ทิ้งไป

ตามด้วยการถอดเสื้อตัวในสุด และปลดสายเชือกของกางเกงและปล่อยให้มันร่วงลงพื้นข้างล่าง

ส่วนผ้าปิดปากนั้นเสวี่ยหรูหรงเป็นคนเอื้อมมือมาปลดมันออกให้กับเขา เหวินขงเฉว่หลับตาลงช้าตอนที่อีกฝ่ายถอดผ้าปิดปากของเขาออกแล้วประคองใบหน้าของเขาขึ้นมาเพื่อทาบจูบที่เต็มไปด้วยความปรารถนานั้นอย่างหนักหน่วง

และขั้นสุดท้าย ปลอบใจตัวเองว่าอีกฝ่ายนั้นรูปงามเพียงใด แม้จะตรงความกับความป่าเถื่อนบนเตียงก็ตาม…

เขาถูกช้อนตัวอุ้มวางบนเตียงที่เปรียบเสมือนแท่นประหารโดยแท้ ดวงตาสีอำพันของเสวี่ยหรูหรงนั้นประกายแวววับด้วยความถูกอกถูกใจ เหวินขงเฉว่รู้ว่าการเป็นลูกคนเดียวนั้นย่อมถูกตามใจเป็นธรรมดา เมื่ออยากได้สิ่งใดก็ไม่มีผู้ใดมายื้อแย้ง เมื่อปรารถนาสิ่งใดก็ต้องได้มาครองจนเคยตัวเสียจนเสียผู้เสียคน

กลั้นใจเสีย ไม่นานนักเดี๋ยวก็เล่นเขาจนเบื่อ ตอนนั้นเขาถึงจะได้มีอิสระอีกครั้ง

เขาเหมือนตุ๊กตายางจริงๆ เมื่อเวลาบนเตียงนั้นก็ทำตัวนิ่งทื่อให้เสวี่ยหรูหรงจัดท่าจัดทางให้ ทว่าไร้ซึ่งท่าทีเขินอายเพราะเขาก็เคยผ่านเรื่องวาบหวามเช่นนี้มาก่อนแล้ว ในตอนนั้นกับในตอนนี้ก็ไม่ต่างกันเท่าไหร่ เพราะเยว่เฟยหรงเองก็เป็นฝ่ายนำเขาเสียทุกครั้งไป รู้ตัวอีกทีเขาก็นอนอ้าขาโดยมีอีกฝ่ายแทรกอยู่ระหว่างกลางเรียวขาทั้งสองเสียแล้ว

พูดกันตามตรงเหวินขงเฉว่ไม่รู้ว่าเหตุผลว่าทำไมเสวี่ยหรูหรงถึงได้คิดจะจับเขากินในแง่นี้ แต่จากที่เขาแอบลอบมองบ่อยๆครั้งขณะที่อีกฝ่ายกำลังเตรียมช่องทางให้เขา เขาเห็นสายตาที่จดจ้องรูเล็กที่ถูกรุกรานด้วยนิ้วของอีกฝ่ายพลางเลียปากของตนประหนึ่งว่ามันเอร็ดอร่อยเพียงใด

“ฮื่อ... บะ เบา” เขาบอกกับเสวี่ยหรูหรงพร้อมเอื้อมมือไปจับที่มือหนาขณะที่นิ้วสากของอีกฝ่ายกำลังสอดเข้ามาในรูข้างหลังของเขา หลังจากที่ป้ายขี้ผึ้งเอาไว้ที่ปากทางแล้วก็จริงแต่เสวี่ยหรูหรงนั้นกลับสอดนิ้วเข้ามาแบบไม่ให้สุ่มให้เสียงจนเขาไม่ทันตั้งตัว

ไม่มีอะไรเลยบนตัวสักอย่าง ไม่มีเสื้อผ้าอะไรเลยสักชิ้น นอนแก้ผ้าอ้าขาถ่างให้เด็กมันดูอย่างหมดเปลือก แม้ในตอนแรกเสวี่ยหรูหรงจะสนใจกับผ้าพันแผลที่ขาข้างขวาของเขาแต่เหวินขงเฉว่กลับรีบเร่งเร้าว่าให้ทำให้มันเสร็จๆไป

และความจริงเขาไม่กล้ามองหน้าหรือสบตาอีกฝ่ายด้วยซ้ำ

“รับปากกับข้าว่าเจ้าจะไม่บอกใครกับเรื่องที่เจ้าทำกับข้าในคืนนี้” ตอนที่เบือนใบหน้ามองไปทางอื่น น้ำเสียงนุ่มทุ้มนั้นเค้นออกมาอย่างยากลำบาก

“ข้าสาบาน”

จากนิ้วเดียวก็เพิ่มขึ้นมาอีกเป็นสองนิ้ว เขาเกลียดที่สุดคือการแหกรูของเขาโดยการแยกสองนิ้วให้ปากทางของเขามันขยายกว้างก่อนจะสอดนิ้วที่สามเข้ามาและกระตุ้นด้วยการชักนิ้วมือเข้าสุดออกไม่สุดถี่รัวอีกอย่างนี้เป็นเวลาครึ่งเค่อ เมื่อดึงทั้งสามนิ้วออกมาสุดเสวี่ยหรูหรงก็จ้องมองรูเล็กที่มีรอยจีบของช่องทางข้างหลังที่อ้าหุบขมิบปากทางรัวๆราวกับดอกบัวที่เตรียมพร้อมจะผลิบาน

จากนั้นเสวี่ยหรูหรงจับพลิกกายให้เหวินขงเฉว่ขึ้นมาอยู่ข้างบนตัวโดยที่ท่านหมอเองก็รู้ดีว่าคำว่า ‘ขี่’ ที่ว่านั้นมีความหมายว่าอย่างไร เขาสูดหายใจเข้าลึกๆขณะแหงนหน้าขึ้นมองด้านบน มือข้างหนึ่งจับที่เดือยอวบหนาที่แค่สัมผัสก็รู้ได้ถึงเส้นเลือดที่ปูนโปนตามขนาดของมันที่ขายออกเสียจนน่ากลัว ขยับเล็งให้มันพอดีกับรูก้นของเขาในขณะที่นั่งถ่างขายองๆแล้วกดตัวลงมาเพื่อสอดรับมันเข้าไปทั้งหมด

เสวี่ยหรูหรงอดกลั้นเสียจนเส้นเลือดนูนขึ้นมาที่ข้างขมับ เขากัดฟันเค้นคำพูดเอ่ยกลับอีกฝ่าย “ท่านหมอ... ลึกอีก”

“ไม่เอาแล้ว ไม่ขี่แล้ว!” เขาร้องงอแงแบบเด็กน้อยโดยไม่รู้ตัวพยายามจะดีดตัวออกห่างจากกายหนาก็ถูกเสวี่ยหรูหรงจับที่หน้าตักของเขาแล้วออกแรงกดรั้งเอาไว้ในเขานั่งทับลงมาจนสุด

เฮือก!

เขากลั้นหายใจชั่วขณะ หลังจากนั้นเขาก็ร้องลั่นแล้วจิกมือลงบนหน้าท้องแข็งแกร่งของอีกฝ่าย สองขาเกร็งและหนีบรัดลำตัวของเสวี่ยหรูหรงเอาไว้แน่นเพิ่งแรงขมิบตอดรับภายในตัวมองขึ้นเมื่อปลายหัวของเดือยเขื่องนั้นบุกรุกอย่างไม่หยุดยั้ง ถึงจะบอกว่าเขาเป็นคนขี่อยู่ข้างบนก็เถอะ แต่มังกรพยศที่เขากำลังขี่อยู่นั้นเป็นคนคอยคุมจังหวะเขาที่นั่งขี่อยู่ข้างบนต่างหาก

เสวี่ยหรูหรงยกเขาสูงขึ้นและดึงต่ำลงใช้แรงช่วงกลางลำตัวคอยยกร่างของเขาที่นั่งทับจนบั้นท้ายแนบสนิทกับเนื้อของอีกฝ่าย

ร่างหนาที่อยู่ข้างล่างนั้นซูดปากระบายความเสียวซ่านในท้อง ปล่อยให้มือสากข้างหนึ่งลากไล้ขึ้นมาบนผิวกายของเหวินขงเฉว่ ร่างของท่านหมอนั้นเกร็งหน้าท้องเองอย่างอัตโนมัติแม้จะมีกล้ามเนื้อท้องไม่มากเท่าเด็กบ้าพลังแต่ก็นับว่ากำลังดี ชายวัยห้าสิบกว่าๆตามอายุวิญญาณอยู่ในร่างของชายวัยยี่สิบเก้านั้นกำลังได้เปิดหูเปิดตาเมื่อเสวี่ยหรูหรงละมือออกจากหน้าตักของเขาแล้วมือข้างหนึ่งขยี้หัวนมที่แข็งชูเต็งกับสัมผัสท่อนเอ็นของเขาที่พาดวางกับหน้าท้องของอีกฝ่าย

เขารับการกระตุ้นทั้งหลายๆอย่างพร้อมๆกันไม่ได้ เหวินขงเฉว่โน้มตัวลงมาขนาบกับร่างที่เปียกชุ่มด้วยเหงื่อของเสวี่ยหรูหรง หอบหายใจหนักหน่วงร่างกายท่อนล่างกระตุกถี่รัวเสียจนน่าอับอาย เขารู้สึกเปียกชุ่มที่เนินหน้าท้องนั่นเป็นเพราะการที่เขาหลั่งออกมาใส่หน้าท้องของอีกฝ่ายแล้วโน้มตัวลงมาทับไว้พอดิบพอดี

“ไม่ไหวแล้ว...” คนแก่กว่านั้นพูดออกมาขณะที่เริ่มจะปิดตาหลับ ใบหน้าของเขาฝังลงที่ซอกคอของเสวี่ยหรูหรงพอดิบพอดี ได้ยินเสียงครางทุ้มในลำคอหนาและรับรู้ได้ถึงใบหน้าของอีกฝ่ายที่หันมาแล้วทาบจูบลงบนกระหม่อมชื้นเหงื่อของเขา

เสวี่ยหรูหรงก็เอื้อมมือไปจับบั้นท้ายของเขาเอาไว้ ยกขาของตนเองขึ้นชันจนชิดกับมือที่ประคองบั้นท้ายของท่านหมอก่อนจะเริ่มเด้งช่วงล่างอย่างบ้าคลั่งทำเอาคนที่กำลังปรือตาหลับนั้นลืมตาตื่นขึ้นมา

เด้งหาบิดาเจ้ารึไง!

เขากัดฟันกรอดใบหน้าเต็มไปด้วยความเหนื่อยล้า เสวี่ยหรูหรงเด้งขึ้นลงโดยที่สองมือกอดรัดแผ่นหลังของคนที่เอนตัวลงมานอนแนบผิวกายของตนเอาไว้แน่น ผิวกายอันร้อนรุ่มทั้งสองนั้นเบียดเสียดกันจนไม่มีช่องว่างระหว่างกลาง ยอดอกและเอ็นอ่อนนุ่มของเหวินขงเฉว่ที่เพิ่งปลดปล่อยแล้วงีบหลับไปพักหนึ่งได้ตื่นขึ้นมา

ผนังภายในของเขาถูกชำแลกซ้ำแล้วซ้ำเล่า เดือยมังกรอันเขื่องนั้นบุกทะลวงอย่างไม่หยุดหย่อน มีบ้างในบางจังหวะที่เด้งตัวขึ้นแล้วลำกายของเสวี่ยหรูหรงเคลื่อนออกห่างจากรูของเขาเล็กน้อย แต่พอดึงกลับลงมาเสียงเนื้อที่กระทบกันก็ดังขึ้นมาระงมแข่งกับเสียงอืออาห์ในลำคอของเหวินขงเฉว่

สองมือของเขาตอนนั้นจิกทึ้งเรือนผมของเสวี่ยหรูหรงจนมันฟูและพันหันกับสร้อยที่คล้องบนเขาไปหมด ดูเหมือนอีกฝ่ายก็ชอบใจที่ถูกท่านหมอจิกทึ้งเรือนผมของตนเองไม่น้อย ความอึดขนาดที่ทำให้เขาเชื่อในนิทานที่ฟู่เยว่นำมาเล่าว่ามังกรนั้นจะผสมพันธุ์กันเจ็ดวันเจ็ดคืนต่อกันทำให้เขารู้สึกหวาดหวั่นขึ้นมาว่าเขาจะตายภายในเวลาอีกกี่ชั่วยาม

ในตอนนี้เขาไม่รู้แล้วด้วยซ้ำว่าผ่านไปนานเท่าไหร่ แต่ว่าเขานั้นแตะขอบสวรรค์ไปเป็นหนที่สองแล้ว ทิ้งช่วงให้หายใจครู่หนึ่งเสวี่ยหรูหรงก็พลิกขึ้นไปอยู่ข้างบนแบบที่ไม่ยอมให้เขาได้ตั้งตัว จับเอาเรียวขาของเขาพาดไปกับบ่าแกร่งของตนพร้อมกับยกสะโพกขึ้นให้รับแรงกระแทกอันเดือดดาลนั่น

“อาเสวี่ย....เบา...เบา” เขาเค้นเสียงพูดออกมาอย่างยากลำบากซ้ำยังฟังไม่เป็นคำต่อกัน ตัวของเขาที่นอนราบกับพื้นนั้นเขยื้อนตัวตามแรงกระแทกนั้นซ้ำยังถูกสายตาคู่นั้นจ้องมองมาราวกับว่าจะเขมือบเขาให้หมดตัวภายในคำเดียว

เสวี่ยหรูหรงเลียปากตัวเองขณะที่จ้องหน้าเขา ร่างกายช่วงล่างของเขาถูกอีกฝ่ายผ่าครึ่งร่างเพื่อจับฉีกกินก็มิปาน ผนังอ่อนนุ่มถูกครูดไปเสียจนบวมช้ำ หัวเดือยใหญ่นั้นกระทั้งที่จุดคันแสนกระสันของเขาจนเหวินขงเฉว่ถึงกลับเกร็งและจิกนิ้วเท้าด้วยความเสียว

ปลายหัวของท่อนเอ็นของท่านหมอปริ่มน้ำเตรียมจะปล่อยมันออกมาอีกครา เขาพยายามกลั้นมันเอาไว้อย่างถึงที่สุด แต่แล้วเสวี่ยหรูหรงก็รัวสะโพกถี่ยิบจนเขายกบั้นท้ายลอยขึ้นแล้วปล่อยน้ำสีขาวนั้นพุ่งกระฉูดออกมาให้เขาขายหน้าอีกหน

เขาเหลือกตาทันทีเมื่อสายธารสีขาวเหนอะหนะนั้นพุ่งไปเลอะเปรอะเปื้อนใบหน้าของมังกรหนุ่ม ดูเหมือนเสวี่ยหรูหรงเองก็ประหลาดใจไม่น้อยที่สัมผัสของน้ำคาวนั้นทำให้ใบหน้าของเขารู้สึกตึงๆ เสวี่ยหรูหรงแลบลิ้นออกมาตวัดเลียน้ำที่เปื้อนมุมปากของตนเพื่อชิมรสชาติของมัน

“ระวังมันเข้าตา ตาเจ้าจะบอดได้” เขารีบดีดตัวขึ้นมาเช็ดคราบน้ำของตัวเองไม่ให้ย้อยลงมาเข้าตาของอีกฝ่ายด้วยน้ำเสียงและท่าทีที่เต็มไปด้วยความเป็นห่วงนั้นทำให้เสวี่ยหรูหรงโผเข้ากอดรัดอีกฝ่ายเอาไว้แล้วพากันกลิ้งตกลงไปบนพื้นข้างล่าง มีเสียงโวยวายมาจากคนที่แก่กว่าครู่หนึ่งก่อนจะเปลี่ยนเป็นเสียงหอบกระเส่าของเสียงที่ผสานเป็นหนึ่งเดียว แม้จะมีเสียงทุ้มหนึ่งเอ่ยขึ้นมาแทบทุกครั้งสลับกับเสียงครางแผ่วว่า “ข้าชอบท่าน.... ข้าชอบท่าน....”






เขาฝืนตัวเองลุกออกมาจากเตียงตื่นเช้ามืด ก้มมองกองผ้าบนพื้นด้วยความรู้สึกละเหี่ยใจก่อนจะคว้าสักตัวขึ้นมาสวมปิดบังร่างกายเปลือยเปล่าของตนเองเอาไว้ กลายเป็นเสื้อตัวในสีขาวที่เขาคว้ามาสวมคือเสื้อของเสวี่ยหรูหรง กลิ่นตัวของเจ้าเด็กนี่ยังติดที่เสื้อผ้าอยู่เสียด้วย

เขาถอนหายใจออกมาก่อนจะเหลือบมองคนที่นอนหลับใหลอยู่บนเตียงด้วยสภาพกึ่งเปลือยเพราะมีผ้าห่มคลุมบริเวณช่วงเอวลงไปไม่ให้สิ่งที่ไม่ควรโผล่ได้โผล่ออกมา

เขาเดินออกมาที่สวนหลังเรือน ก้าวเดินมายังศาลาที่ทอดยาวไปเหนือพื้นน้ำของบึง เขายืนมองดอกบัวในสระด้วยความเงียบงันหวังว่าจะทบทวนเรื่องราวทุกอย่างให้แน่ชัดว่าเขากำลังทำสิ่งใดอยู่ กำลังปกปิดสิ่งที่สำคัญที่สุดในชีวิตของเสวี่ยหรูหรงโดยที่ใช้ตัวเองเข้าแลกเช่นนี้มันคุ้มแล้วงั้นหรือ เขาถามหาความรังเกียจในสัมผัสของอีกฝ่าย ทว่ากลับพบเพียงความว่างเปล่า แม้ว่าเมื่อแรกพบนั้นเขาแทบไม่อาจอยู่ร่วมโลกกันได้เลยทีเดียว และเขาก็มั่นใจมาตลอดว่าเสวี่ยหรูหรงคือคนสุดท้ายที่เขาจะยอมพลีกายให้ ไม่คิดว่าเมื่อคืนจนกระทั่งเช้ามืดที่ตื่นมาอีกฝ่ายจะยังกอดเขาเอาไว้แน่นแบบนั้น

เขาใจอ่อนงั้นหรือ เพราะอะไรกันล่ะ? คงเป็นความเห็นใจและสงสารที่มีให้แก่เด็กหนุ่มผู้ซึ่งไม่รู้อะไรเลยเสียมากกว่า สุดท้ายแล้วเขาย่อมเป็นคนทรยศที่ไม่ยอมบอกความจริงเรื่องนั้นไปอยู่ดี เพียงเพื่อยื้อเวลาไม่ให้เรื่องมันแย่ไปมากกว่านี้ จะมีคนบริสุทธิ์อีกหลายคนที่ต้องมารับผลจากการกระทำของเสวี่ยหรูหรง หนึ่งในนั้นอาจรวมไปถึงน้องชายคนเล็กของเขาด้วย

เขาถอนหายใจออกมายาวๆราวกับคนที่ปลงตก แต่พอตื่นมาหลังจากจำความได้ว่าน้ำอสุจิของเด็กหัวโปกนี่หลั่งเข้าไปในก้นของเขาก็รีบเอามือจับคลำดูทว่ากลับพบว่าจุดนี้ถูกทำความสะอาดเรียบร้อยแล้ว คนที่ทำให้เขาเองก็คงไม่ใช่ใครที่ไหน หากแต่มีบางอย่างที่อยู่ในใจของเขา พูดตรงๆก็คือ... เขาพยายามจะนึกถึงเยว่เฟยหรงด้วยความรู้สึกผิดในใจที่มีต่อนางแต่ไม่ว่าจะพยายามเพียงใดแรงสอดแทรกนั้นก็ตอกย้ำให้เขาต้องคอยจ้องมองใบหน้าของผู้ที่ขึ้นร่างของเขาให้มองเห็นเป็นเสวี่ยหรูหรงอยู่ทุกเมื่อ อีกทั้งท่าทีซื่อตรงต่อความรู้สึกที่มาพร้อมกับการกระทำมันทำให้เขาติดใจเรื่องลีลาบนเตียงของอีกฝ่ายไม่น้อย ไม่นับเรื่องที่เคยข่มขืนเขาเมื่อสองปีก่อนก็นับว่าเป็นค่ำคืนที่ดีสำหรับพ่อหม้ายไร้สามีแบบเขา

คืนนั้นหลังจากที่เสวี่ยหรูหรงได้ฉีดน้ำอุ่นเหนอะเฉอะแฉะในตัวของเขา ตอนนั้นเหวินขงเฉว่ก็ไร้เรี่ยวแรงเสียแล้ว เขายกแขนขึ้นกอดคออีกฝ่ายไว้แล้วนิ่วหน้าคล้ายเตรียมจะบ่น เสวี่ยหรูหรงก็รู้งานโน้มใบหน้าลงมาเอาหูแนบเพื่อให้อีกฝ่ายบนพร้อมกับช้อนตัวอุ้มร่างอ่อนปวกเปียกนั้นให้กลับขึ้นไปนอนบนเตียงในท่าที่นอนหนุนแขนของเขา มีเสียงแผ่วๆออกมาว่า ‘เหนื่อย...’

เสวี่ยหรูหรงหัวเราะแผ่วเบาซุกหน้าสูดดมกลิ่นกายของอีกฝ่ายที่ซอกคอ

‘ตัวของท่านอุ่นและนุ่มมาก’ เสียงทุ้มของเสวี่ยหรูหรงเอ่ยที่ข้างหูของเขาพร้อมกับกระชับอ้อมแขนเอาไว้แน่น ‘ข้าชอบท่าน –’

‘เงียบเสีย ข้าจะนอน’

เมื่อคิดมาถึงจุดนี้เขาก็กระแอมไอออกมากลบเกลื่อนความรู้สึกตัณหาในใจของตน โดยไม่รู้ตัวแม้กระทั่งว่ามีอีกคนนึงที่เดินตามหลังเขามาแล้วยืนมองเขาได้สักพัก

“เจ้ารู้รึไม่ว่าเรือนเกล็ดน้ำค้างไม่ได้มีแค่อาเสวี่ยที่ใช้หลับนอน”

เจ้าของเสียงนั้นคือฝูอูกุย เจ้าเด็กน้อยผู้เป็นเสมือนเลขาประจำตัวของเสวี่ยหรูหรงนั้นอยู่ในสภาพกึ่งหลับกึ่งตื่น มือกอดกระดองเต่าสีด้ำเอาไว้ราวกับมันคือของสำคัญยิ่ง ใบหน้าเหนื่อยล้าอย่างชัดเจน แค่นเสียงเหอะในลำคอหนึ่งหนแล้วกล่าวออกมา “เซี่ยเทียนไป๋หู่เป็นพวกหลับลึกแล้วตื่นยาก ส่วนชุนฟิงหวงนั้นข้าไม่ได้ติดใจอะไรหากเขาจะแสร้งไม่สนใจว่ามีอะไรเกิดขึ้น แต่สำหรับข้า... เห้อ คราวหลังเจ้าช่วยครางให้มันเบาๆลงหน่อยแล้วกัน”

“ข้าไม่ได้ – ”

ฝูอูยกุยหลับตาลงราวกับกำลังหวนระลึกถึงเหตุการณ์เมื่อคืนโดยใช้ญาณพิเศษของสัตว์เทพแล้วเปล่งเสียงออกมาเป็นถ้อยคำที่เขาใช้บอกกับเสวี่ยหรูหรงเมื่อคืนนี้ “ไม่เอาแล้ว ไม่ขี่แล้ว!”

ลมร้อนตีหน้าของเขาขึ้นมาทันที เหวินขงเฉว่เบนสายตามองไปทางอื่นเขากระชับเสื้อตัวในขึ้นแล้วกระแอมไอกลบเกลือน ครั้นจะอ้าปากพูดอะไรแก้ตัวสักหน่อย อารมณ์ประมาณว่ามันคือเซ็กส์เทอราพี หรือเป็นการรักษาพิษโดยการบำบัดด้วยเซ็กส์อะไรแบบนั้นแต่คนอย่างเขานั้นแถไม่ขึ้นอยู่แล้วเลยได้แต่ก้มหน้างุดซุกหนังหน้าแก่ให้พ้นจากสายตาแสนสู่รู้ของเด็กหนุ่มตรงหน้า

“อาเสวี่ยน่ะ เหลือแค่เจ้าที่เป็นที่ยึดเหนี่ยวแล้ว” ดวงตาของฝูอูกุยยังคงหลับลงอยู่ราวกับว่าเขากำลังทำนายอนาคตของเหวินขงเฉว่

“...”

“ข้าไม่ได้ขอให้เจ้าเห็นใจเขา เพียงแต่อย่าทำร้ายเขาให้มากจนเกินไปนัก ข้าหวาดกลัวเพียงเรื่องเดียวนั่นคือท่านจะทำให้เขาต้องสูญเสียและเจ็บปวด และคำทำนายของข้ามันจะกลายเป็นความจริง เพราะเจ้าที่ทำให้อาเสวี่ยจะกลายเป็นอสูร ข้าหวังว่าหนนี้ข้าจะทำนายผิด”

คำพูดเป็นนัยจากปากนักพยากรณ์นั้นทำให้เขาชะงักพลัน ในตอนนั้นฝูอูกุยก็ลืมตาขึ้นมาแล้วดึงเอาแส้หางม้าสีขาวออกมาจากกระดองเต่า เขาเอามาเคาะกับกระดองเต่าเบาๆพร้อมกับเดินวนรอบตัวของท่านหมอราวกับกำลังทำพิธี “เช่นนี้ข้าก็ขออวยพรให้เจ้าแคล้วคลาดเรื่องร้ายๆ หรือหากประสบพบเจอก็ขอให้เจ้ายังรอดชีวิตมาได้ ในเมื่อเจ้าเป็นหมอก็จงรักษาเนื้อ รักษาตัว” เมื่อเดินวนไปรอบหนึ่งก็มาหยุดที่ข้างหลังของเขาพลางเอาด้ามแส้ทาบไปที่ร่องบั้นท้ายของเขาทำให้เหวินขงเฉว่รีบดีดตัวออกห่างพลางถลึงตาใส่ฝูอูกุยพลัน “แล้วก็รักษาตรงนี้ให้ดี หากเจ้าคิดจะใช้มันเพื่อปลอบประโลมเขาตลอดไป”

เจ้าเต่าน้อยนั้นสะบัดแส้ใส่อีกฝ่ายแล้วเดินจากไปหากแต่กล่าวทิ้งท้ายไว้อย่างชวนเจ็บใจ

“หึ ล้างเนื้อล้างตัวเสียบ้าง ก้นของเจ้าช่างเหม็นสาบมังกรเสียยิ่งกว่าอะไรดี”
_______
ฟู่เยว่: ปี้กันแล้ว ปี้ๆๆๆ
เยี่ยเซิน : ปี้ๆๆๆ ( ☞◑ω◑)☞
ฟู่เยว่ : ☜(◐∀◐☜) ปี้ๆๆๆ

[1] LGBT กลุ่มบุคคลที่มีความหลากหลายทางเพศ ได้แก่ เลสเบี้ยน(lesbian) เกย์(gay) ไบเซ็กชวล(bisexual) และคนข้ามเพศ(transgender/transsexual)




สำหรับตอนต่อไปนั้นจะมาในอาทิตย์หน้านะคะ วันนี้ลงรัวๆเลย 55555555555
ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 43 ครั้ง

62 ความคิดเห็น

  1. #55 GSstory (@megatef4) (จากตอนที่ 18)
    วันที่ 17 มิถุนายน 2562 / 02:21
    ทำไมไม่บอกความจริงงง น้องแกมันบ้าไปแล้วววว
    #55
    0
  2. #38 Spaghetti (@kamisama111) (จากตอนที่ 18)
    วันที่ 12 มิถุนายน 2562 / 07:10
    ตอนเห็นชื่อตอนก็คิดไปทางขี่เรทๆนะ แต่ก็คิดว่าคงโดนดัก เขาคงขี่หลังกันธรรมดา ที่ไหนได้มันขี่แบบนั้นกันจริงเว้ยย อรั๊ย /เกลียดการแซวของเหล่าเพื่อน อา พ่อ 555555
    #38
    0
  3. #11 Tjindeuo (@Tjindeuo) (จากตอนที่ 18)
    วันที่ 9 มิถุนายน 2562 / 01:04
    ท่านพ่อท่านอาก็ไม่ค่อยจะเชียร์ออกนอกหน้าเท่าไหร่เลยจ้าาาา
    #11
    0