ผีผา | ยา | มังกร

ตอนที่ 14 : บทที่ ๑๒ เจ้าแห่งหุบเขาเสวี่ยและเซิน

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 457
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 57 ครั้ง
    6 มิ.ย. 62

-บทที่ ๑๒ เจ้าแห่งหุบเขาเสวี่ยและเซิน-

เรือนแพทย์นั้นเงียบสงบมากในยามวิกาลตั้งแต่เวลาพระอาทิตย์ตกดินเป็นต้นไป หลังจากเก็บกระจาดสมุนไพรตากแห้งเข้ามา เก็บและทำความสะอาดโกร่งบดยาทั้งหลายก็มีการประชุมกันถึงเรื่องสมุนไพรที่จะนำไปรักษาแก่เจ้าแห่งหุบเขาเสวี่ยผู้นั้น เมื่อได้ข้อสรุปตรงกันแล้วก็แยกย้ายไปทำหน้าที่ของตน แบ่งเวรกันแบกหาบน้ำขึ้นมาใช้ต้มดื่มต้มอาบ แบ่งหน้าที่งานบ้านและงานครัว หลังจากนั้นก็เป็นเวลาเข้านอนเหล่าแพทย์นั้นนอนร่วมกันในโถงรวม บรรยากาศสงบเงียบราวกับป่าช้าหากไร้ซึ่งเสียงกรนอย่างแผ่วเบารอบกายของเขาแล้วเหวินขงเฉว่ย่อมคิดว่าสถานที่แห่งนี้เป็นสถานที่รกร้างเป็นแน่แท้

แม้ว่าทุกคนจะอยู่ในห้วงนิทราและเปลือกตาของเขาเองก็ได้ปิดลง ทว่าในห้วงความคิดนั้นทำให้ท่านหมอไม่อาจข่มตนให้หลับได้เลยในเวลานี้

เขานอนคิดถึงเรื่องคนผู้นั้น...

ครั้นเมื่อได้เห็นบิดาผู้ไม่ได้เจอกันมาแรมปี ความรู้สึกมากมายนั้นก็ถาโถมเข้ามา ล้วนแล้วแต่ต้องเป็นเรื่องที่เหวินเฟิงเฮยผู้นั้นกระทำต่อมารดาของเขาทั้งสิ้น แม้ว่าจะเป็นในร่างขององค์รักษ์เหวินหรือแม้แต่อดีตฮ่องเต้แห่งต้าเหลียงก็ตาม

เขาพูดไม่ได้เต็มปากว่าเกลียด แต่ก็พูดไม่ได้เต็มปากว่าคิดถึง

บางที หากท่านแม่ได้พูดบางอย่างกับเขาก่อนตาย เขาอาจจะตัดสินใจได้ถูกว่าตนควรจะรู้สึกเช่นไรกับบุรุษผู้นั้น

เมื่อครุ่นคิดไม่ตกร่างของเขาก็พลิกตัวนอนตะแคงเปลี่ยนท่าทันทีขณะที่เปลือกตายังหลับอยู่ ครู่หนึ่งที่สายลมพัดผ่านเข้ามาทำให้เขานึกถึงเรื่องในยามบ่ายของวัน

เป็นอีกเรื่องหนึ่งที่เขายังฉงนสงสัยไม่หายกระทั่งนำมันมาพินิจในคืนนี้

นั้นเพราะว่าศพทุกร่างถูกนำกลับมายังชายฝั่งของเมืองเยว่ ศพที่เผาไหม้จนเกรียมหรือศพที่เน่าเละมีร่องรอยจิกของแร้งและอีกาล้วนถูกนำไปฝังจนหมดสิ้น และโลงศพที่เสวี่ยหรูหรงแบกกลับมาคือโลงที่มีศพของเยว่เฟยหรงอยู่ นั่นเพราะว่าเป็นคำขอจากผู้เป็นภรรยาเยี่ยงเขานั่นเอง

ศพที่ไม่อาจแยกเพศได้ว่าเป็นบุรุษหรือสตรี ซ้ำนางยังสวมชุดเกราะของแม่ทัพใหญ่ซึ่งไม่ใช่ชุดของสตรี เช่นนั้นแล้วเสวี่ยหรูหรงจึงเข้าใจผิดเกี่ยวกับเพศกำเนิดของผู้เป็นสามีของแพทย์หนุ่ม

ศพของเยว่เฟยหรงถูกร่างสูงในชุดผ้าแพรสีแดงประคองช้อนตัวอุ้มออกจากโลงไม้เน่าผุพังและมีรอยหักเอาไปทำเป็นไม้พายอย่างที่เขาเคยกล่าว เหวินขงเฉว่วางร่างของนางลงบนหลุมศพที่เขาตั้งใจขุดโดยที่เสวี่ยหรูหรงนั้นยืนมองอยู่ห่างๆโดยไม่คิดจะยื่นมือเข้ามาช่วยแม้แต่น้อย หลังจากกลบหลุมศพด้วยความยากลำบากเขาก็จัดการในขึ้นตอนต่อไป

เขาหักเอาไม้จากโลงศพแม้ว่าเสี้ยนจะตำมือเขาก็เพิกเฉยต่อความเจ็บปวดนั้น และควักเอามีดรูปร่างประหลาดของมารน้อยตนนั้นออกมาสลักตัวอักษรลงบนแผ่นป้ายไม้เพื่อจะนำมาทำเป็นป้ายหลุมศพ

เพราะเขาไม่อยากให้ชื่อเสียงของนางได้เสื่อมเกียรติเพราะภรรยาไม่รักดีเช่นเขาที่ไม่อาจหาป้ายหลุมศพดีๆให้ได้ จึงได้สลักคำว่า ‘สามีของข้า’ เอาไว้แทนคำว่าเยว่เฟยหรงและเมื่อยามจากลาเหวินขงเฉว่กลับนำป้ายหลุมศพนั้นติดตัวกลับไปด้วย หากว่าเขากลับโดนน้ำเสียงและสายตาเขม่นของเสวี่ยหรูหรงกล่าวขึ้นมาว่า

‘มันอ่านว่าอะไร’

น้ำเสียงห้วนนั้นกล่าวออกมาอย่างไร้มารยาท ทว่าเหวินขงเฉว่ไม่ได้ถือสา เพราะเขารู้ดีว่าเด็กน้อยตรงหน้านั้นไม่รู้หนังสือ

‘สามีของข้า’ เขาตอบด้วยรอยยิ้มบนใบหน้างามในชุดแต่งงานของเจ้าสาวสีแดงสด

‘เอามันปักไว้คืน’ ผู้สวมชุดแต่งงานของเจ้าบ่าวนั้นกล่าวเสียงเข้มพลันแย่งป้ายหลุมศพออกมาจากอ้อมอกของเขา ก่อนจะปักลงบนดินแรงๆเสียจนได้ยินเสียงราวกับคมดาบทิ่มแทงลงกับเนื้อพื้น ‘หุบเขาเสวี่ยไม่ต้อนรับสามีของเจ้า’

จิ๊...

เสียงที่บ่งบอกถึงความไม่พึงพอใจนั้นดังออกมาจากริมฝีปากของเหวินขงเฉว่ เขาเกลียดเจ้าแห่งหุบเขาเสวี่ย เป็นมังกรแล้วอย่างไร เป็นสัตว์เทพแล้วอย่างไร มันก็แค่เด็กหัวโปกในสายตาของเขาเท่านั้นแหละ

และเขาไม่ได้คิดจะอยู่ให้สี่กุมารนั้นจิกหัวใช้งานไปตลอดเป็นแน่ แต่ถึงอย่างไร เขาก็ได้ออกปากไปแล้วว่าจะหาทางรักษาเสวี่ยหรูหรงให้ได้ เพียงแต่... เขาอาจจะไม่ได้อยู่แค่ภายในหุบเขาเสวี่ยเช่นนั้นเอง

สมุนไพรมีเป็นพันเป็นหมื่นชนิด เช่นนั้นแล้วย่อมมียาถอนพิษของเจ้าเด็กหัวโปกนี้สักแห่งหนหนึ่ง

ระหว่างที่เขารู้สึกเคลิ้มหลับเต็มที่นั้นเรียวขาของเขาก็ถูกแยกออกกันพลัน สองขาชี้ขึ้นฟ้าด้วยฝ่ามือหนาที่จับมันพาดไปกับไหล่กว้าง ร่างหนาประชิดตัวพลันอย่างแนบแน่นทำให้บางอย่างนั้นทิ่มแทงกับบั้นท้ายของเขาราวกับพยายามจะแทงทะลุผ่านกางเกงตัวในนั้นเข้ามาให้ได้

เหวินขงเฉว่เบิกตากว้างแหกปากลั่นออกมาทันทีเมื่อแสงจันทร์สอดส่องเข้ามาทำให้เห็นเขาโค้งงอมีสร้อยประหลาดพันเขาเอาไว้และใบหน้าคมคายของผู้บุกรุก “เสวี่ยหรูหรง!”

หากแต่ว่าทุกอย่างนั้นผิดปกติเกินไป เขาตะโกนดังขนาดนี้ยังไม่มีคนตื่น แต่ก็คงเป็นลูกไม้ของไอ้เด็กหัวโปกหื่นกามที่กำลังจะปล้ำเขาอย่างแน่นอน!

“เจ้าทำเช่นนี้ไม่ได้! จะ เจ้ากำลังขืนใจข้า!” เขาตะโกนพลันดีดดิ้นขัดขืนสุดแรง สองขาที่ถูกยกยันพยายามถีบกายหนาที่สวมเพียงเสื้อตัวในสีขาวแต่ในยามนี้เสื้อของเสวี่ยหรูหรงนั้นก็หลุดรุ่ยไม่เรียบร้อยเช่นเดียวกันกับผมตรงยาวดำขลับที่ปล่อยสยาย

มือหนาของสัตว์เทพนั้นจับข้อเท้าของท่านหมอพลางแหกอ้ากว้างออกจากกันจนเหวินขงเฉว่ร้องเสียงหลงเหมือนคนตกใจกลัวสุดขีด หัวใจของเขาหล่นไปอยู่ที่ตาตุ่ม เสวี่ยหรูหรงตะเบ็งกล่าวสิ่งที่อยู่ในใจของเด็กหนุ่มออกมา “ข้าอยากจะทำกับเจ้าอย่างในวันนั้น!”

“วันนั้นเจ้าก็ขืนใจข้า!” ตะคอกกลับอย่างไม่ยอมความพยายามหุบขาตัวเองกลับเข้ามาแต่พละกำลังของมังกรนั้นมีมากกว่ามนุษย์โข แม้ว่าอีกฝ่ายจะยังอยู่ในร่างกึ่งมนุษย์ก็ตามที ส่วนที่นูนใต้ร่มผ้านั้นทิ่มแทงเนื้อผ้าออกมาราวกับหื่นกระหายเสียจนน่ากลัวในสายตาของแพทย์หนุ่ม

“แต่ข้าอยากขืนใจเจ้า!!” เจ้าเด็กหัวโปกนั้นตะโกนเสียงดังลั่นอย่างไม่อายฟ้าอายดิน

“เสวี่ยหรูหรง!” เขาเรียกอีกฝ่ายเสียงดัง พอจ้องมองไปในดวงตาใสซื่อต่ออุดมการณ์ที่จะจับเขาปู้ยี้ปู้ยำให้ได้ขนาดนั้นเขาเลยเอามือลูบหน้าตัวเองคล้ายว่ากำลังจะปรับอารมณ์ของตัวเอง “เจ้าต้องตั้งสติ...” เขาค่อยๆเอื้อมมือออกไปหมายจะดันอกกว้างของเด็กหนุ่มออก แต่ความคิดหนึ่งก็แล่นเข้ามาในหัวของเขา เขาคิดว่าจะเป็นการดีกว่าหากเขาสอนเด็กหัวโปกตรงหน้าให้รู้จักกับคำว่าช่วยตัวเอง อย่างน้อยมันช่วยจัดการกับความกำหนัดได้ดีกว่าวิธีอื่น

เช่นนั้นมือเรียวที่ยื่นออกมานั้นจึงเอื้อมไปกอบกุมที่แกนกายของอีกฝ่ายพร้อมกับรูดลงอย่างเบามือ ลอบสังเกตสีหน้าและท่าทางของอีกฝ่ายแล้วค่อยๆเอ่ยตะล่อมหว่านล้อมอย่างใจเย็น “ข้าจะช่วยเจ้า... แต่เจ้าต้องสาบานว่าจะไม่ขืนใจข้าอีก”

เขาบรรจงมือรูดขึ้นรูดลงกระตุ้นอารมณ์ของอีกฝ่าย เมื่อลากลงต่ำสุดก็สะกิดสองผลพวงนั้นผ่านร่มผ้า เมื่อลากขึ้นมาบนสุดก็สะกิดปลายหัวเย้ายวนอารมณ์เด็กหนุ่ม เขาเอียงใบหน้าแล้วเลิกคิ้วเป็นเชิงถามอย่างลองใจว่าตกลงหรือไม่

ผิวสีขาวของเผ่ามังกรนั้นขับให้ยามเมื่อเลือดแล่นไหลเวียนทั่วร่างจะสามารถมองเห็นได้ชัดเจนว่าผิวกายนั้นออกสีแดงระเรื่อด้วยความร้อนรุ่มในกาย ขับเน้นให้รอยเส้นเลือดที่เกิดจากอาการติดพิษนั้นเด่นชัดขึ้นมา เสวี่ยหรูหรงกัดฟันกรอดก่อนจะพยักหน้าตกลงหนักแน่น

“เช่นนั้นเราไปทำที่อื่นดีกว่า” แพทย์หนุ่มเอ่ยเสียงแผ่วเบาหันมองรอบกายเป็นเชิงว่าตรงนี้ไม่เหมาะไม่ควรจะทำเรื่องทำนองนั้น พอเห็นท่าทางอ่อนลงอย่างว่าง่ายของเด็กหนุ่มเขาก็รู้สึกโล่งอก เหวินขงเฉว่จึงลอบถอนหายใจออกมาก่อนจะค่อยๆลุกออกจากฝูกนอนแล้วจับจูงฝ่ามือหยาบกร้านของเด็กน้อยไปยังห้องเก็บตำราแทนจะมานั่งสาวกันประเจิดประเจ้อท่ามกลางเหล่าแพทย์ที่กำลังหลับฝันหวาน

เมื่อมาถึงห้องเก็บตำราเขาทรุดตัวลงนั่งกับพื้นพร้อมกับตบพื้นข้างกายเรียกให้เด็กหนุ่มนั่งลงข้างๆ ครั้นเมื่อเสวี่ยหรูหรงนั่งลงพลันก็คว้าเอามือเรียวของเหวินขงเฉว่ไปวางไว้ใจกลางความเป็นชายของตนทันทีเหมือนเด็กน้อยที่อยากได้อะไรรวดเร็วดั่งใจ

แพทย์หนุ่มสะดุ้งโหยงเล็กน้อย เหลือกตาด้วยท่าทีรังเกียจไม่น้อย ก่อนที่เขาจะพยายามเป่าลมหายใจเข้าออกแล้วเบือนหน้ามองไปทางอื่นขณะที่เอามือล้วงเข้าไปใต้กางเกงตัวในของอีกฝ่าย

สัมผัสอุ่นๆของท่อนเอ็นหนาที่เขาคุ้นชินมือนั้นทำให้เขารู้สึกประหลาด แน่นอนเขาเองก็มีน้องชาย แล้วก็เคยจับมันมาทั้งชีวิต แต่ถึงแบบนั้น การมาจับให้คนอื่นมันก็...

เหวินขงเฉว่กลืนน้ำลายอึกใหญ่ก่อนจะค่อยๆหันกลับมามองหน้าเจ้าของเดือยอันเขื่องในมือของเขา เสวี่ยหรูหรงพริ้มตาหลับเม้มริมฝีปากแน่นแหงนหน้าพิงกับชั้นวางตำรา อกผายนั้นกระเพื่อมขึ้นลงเล็กน้อยด้วยความรู้สึกหฤหรรขณะที่เขาค่อยๆรูดมือขึ้นลงใต้ร่มผ้าของกางเกงตัวใน เขายิ้มเจื่อนแล้วทำใจดีสู้เสือกล่าวเสียงนุ่มทุ้ม

“อาเสวี่ย... เจ้าลองจับมันเองสิ ใช้มือของเจ้าน่ะ” เขาไม่พูดเปล่า จับเอาฝ่ามือหนาของเด็กหนุ่มล้วงเข้าไปใต้ร่มผ้าด้วยเช่นกัน ให้มือหนานั้นซ้อนทับมือของเขาอีกทีแล้วรูดมันขึ้นลงไปพร้อมกัน

ครั้นจะค่อยๆแอบเนียนชักมือตัวเองออกมาก็ถูกมือหนานั้นกอบกุมเอาไว้แน่นอย่างรู้ทัน เสวี่ยหรูหรงคำรามในลำคอเช่นเชิงขู่ขวัญให้เขาขยับมือต่อไปแบบนั้นเรื่อยๆ

จวบจนเวลาผ่านไปนับชั่วยาม ข้อมือของท่านหมอก็ยังสาวขึ้นสาวลงอยู่แบบนั้นจนปวดเมื่อยไปหมด เจ้าเด็กนี่ยังไม่มีวี่แววจะแตกเลยแม้แต่น้อย เขาเองก็จนปัญญา ไม่รู้ว่าคิดผิดคิดถูกที่เสนอแนวคิดนี้ให้ ไม่สิ คิดถูกแล้ว! อดทนอีกหน่อย! เขาจะไม่ยอมโดนแทงเข้ามาอีกแล้ว มันเจ็บไปหมดเลยนะเว้ย!!

เหวินขงเฉว่อ้าปากหาว บ่งบอกว่าเขาต้องการที่จะนอนพักเสียแล้ว แต่ในเมื่อเขาถูกรั้งเอาไว้อยู่แบบนี้เขาเขาทนไม่ไหวที่จะเอนหัวพิงกับชั้นวางตำราแล้วหลับตาลงปล่อยให้มือของเขากอบกุมไว้อย่างน้อยโดยที่เจ้าเด็กน้อยนั่นบังคับสาวขึ้นสาวลงเพื่อจะได้ระบายตวามอึดอัดออกมาเสียที

เขาหวนนึกไปถึงวันก่อนที่อีกฝ่ายก็มาตั้งตุงโด่เด่ให้เขาเห็นเพียงเพราะมองภาพกายวิภาคอนาโตมี่ของผู้หญิง แล้ววันนั้น... ไอ้เด็กคนนี้ไปจัดการตัวเองยังไงล่ะนั่น? อาจจะปล่อยละเลยมิได้สนใจมัน?

เอาเถอะ ขอแค่ไม่มาเกาะแกะเขาก็พอแล้ว

ระหว่างที่หลับตาฟังเสียงลามกที่ดังออกมาจากเป้ากางเกงของเด็กหนุ่มเขาก็เริ่มที่จะเกิดอาการง่วงขึ้นมาอย่างจริงจังจนลืมตาไม่ขึ้น ทำได้เพียงเปิดปากเรียกอีกฝ่ายหมายจะถามว่าใกล้จะถึงฝั่งฝันหรือยัง

“อาเสวี่ย...” เสียงนุ่มทุ้มนั้นเอ่ยออกมาอีกครั้งโดยที่ดวงตาทั้งสองข้างปิดสนิท

เด็กหนุ่มหันไปมองใบหน้าเกลี้ยงเกลาที่หลับตาลงคล้ายจะเข้าสู่ห้วงนิทราในอีกไม่นาน เหวินขงเฉว่ขยับปากพูดขณะที่ดวงตาสีอำพันนั้นก็จับจ้องไปที่ริมฝีปากที่ขยับเอ่ยราวกับโดนต้องมนต์ ลืมตัวเร่งจังหวะมือเร็วขึ้นให้แรงอารมณ์นั้นพุ่งทะยานสูงขึ้นขณะที่เผลอตัวโน้มใบหน้าลงไปใกล้ ครั้นเด็กหนุ่มนั้นเอียงใบหน้าพลางเผยอริมฝีปากของตนเองออก ดวงตาสีเข้มนั้นก็ลืมขึ้นมาทันควันจุดนั้นก็ส่งไปให้ถึงขอบสวรรค์พ่นน้ำออกมาจากด้านปลายจำนวนมากเลยทีเดียวเลอะไปทั่วทั้งใต้ร่มผ้าและฝ่ามือของพวกเขาทั้งสอง

“อืม เสร็จสมแล้วนี่” ท่านหมอเอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงราบเรียบไร้อารมณ์ ทว่ารอยยิ้มนั้นราวกับภาคภูมิใจในตัวของเขามากเสียเหลือเกิน “อาเสวี่ยเอ๋ย ไม่จำเป็นเลยทีเจ้าต้องถ่อมาหาข้าถึงเพียงนี้ ถึงเจ้าจะคร้านไปหอนางโลม แต่เจ้าสามารถทำสิ่งนี้ได้ด้วยตนเอง เจ้ารู้รึไม่?”

“ข้ารู้”

ดวงตาของแพทย์หนุ่มนั้นกระพริบตาปริบๆสองสามหน ก่อนที่รอยยิ้มชั่วที่มุมปากของเจ้าแห่งหุบเขาเสวี่ยนั้นจะปรากฏออกมาพลัน

“หมายความว่าเจ้าหลอกให้ข้า–”

เขาพูดไม่ออก จ้องอีกฝ่ายนิ่งงันขณะที่จู่ๆฝ่ามือหนาที่ใช้ล้วงจับน้องชายของตนเองนั้นถูกควักออกมาเอาปิดปากเขาเอาไว้อย่างรวดเร็วโดยที่น้ำเหนอะหนะนั้นยังเต็มฝ่ามือหยาบกร้านนั้น

“ชู่ว์” เสียงทุ้มของเด็กหนุ่มบอกเป็นเชิงให้เงียบ เสวี่ยหรูหรงเงี่ยหูฟังเสียงจากภายนอกอย่างตั้งอกตั้งใจ

เมื่อครู่เขาได้ยินเสียงฝีเท้าของผู้มาเยือน ฝีเท้านั้นเบามาก ทว่ากลับคุ้นเคยในเวลาเดียวกัน มิใช่เหล่าสหายเป็นแน่เพราะคืนนี้พวกเขาได้กินและดื่มที่หอนางโลม เช่นนั้นแล้วหากอยากจะหาความสำราญกับสตรีนางใดล้วนต้องหลับนอนที่หอโคมเขียวนั่น มิจำเป็นต้องหอบหิ้วนางมาหลับเสพเมถุนอย่างอภิรมย์ที่หุบเขาเสวี่ย

บางทีเขาอาจจะหูฝาด...

เสวี่ยหรูหรงคลายมือออกพลัน ขณะที่ถูกปิดปากเอาไว้นั้นเหวินขงเฉว่ถึงกลับต้องกลั้นหายใจเอาไว้ เมื่อได้อิสระก็สอดหายใจเข้าพลันแสดงสีหน้าเหยเกออกมา ครั้นจะยกแขนเสื้อขึ้นมาเช็ดก็ถูกมือหนานั้นบีบเอาไว้แล้วบังคับให้หันไปสบตา

ดวงหน้างามได้ดั่งอดีตฮ่องเต้แคว้นต้าเหลียงนั้นใช้สายตาที่เต็มไปด้วยความขุ่นเคืองจ้องมองเด็กหนุ่มทำให้ลดทอนความงดงามลงไปหลายส่วน ใบหน้าครึ่งล่างของแพทย์หนุ่มเปรอะเปื้อนไปด้วยน้ำกามของตน เสวี่ยหรูหรงคลี่ยิ้มออกมา เขาพอใจอย่างยิ่งก่อนจะยอมปล่อยให้อีกฝ่ายยกแขนเสื้อขึ้นมาเช็ดหน้าเช็ดตาแต่โดยดี

หากแต่สักพักก็มีเสียงแตกฮือของเหล่าแพทย์ตามมาด้วยเสียงเอะอะโวยวายดังลั่นไปทั่ว พวกเขาทั้งสองวิ่งออกมาในสภาพที่ไม่สู้ดีนัก หนึ่งคนสวมเสื้อผ้าอาภรณ์ไม่เรียบร้อยเดินไปพลางจัดเสื้อผ้าไปพลาง ขณะที่อีกหนึ่งคนก็เช็ดหน้าเช็ดตาตลอดโดยเฉพาะที่ริมฝีปากราวกับแอบไปกินสิ่งใดมาในยามค่ำ ก่อนที่พวกเขาทั้งสองจะมาสะดุดพลันกับร่างสูงโปร่งเพรียวบางร่างหนึ่งที่มีเหล่าแพทย์หนุ่มทั้งหลายนักคุกเข่าอยู่ตรงหน้าของนาง

สตรีผู้นี้มีเรือนผมสีดำขลับ สวมห่มหนังหมีขาวในยามที่ใกล้จะย่างเข้าสู่ฤดูร้อน ดวงตาสีอำพันนั้นใช้สะกดสายตาของคนทุกผู้เอาไว้ราวกับนางพญามังกร แม้นางจะยังดูเยาว์วัยทว่านางกลับมีอายุมายืนยาวนานนับหลายปี

เสวี่ยหรูหรงเข่าอ่อนพลัน มือไม้สั่นระริก ปากขยับเอ่ยอย่างตะกุกตะกักคล้ายดังว่าพึมพำกับตนเองเสียมากกว่า

“ท่านบอกว่าอีกสามปีจะกลับมามิใช่หรือ...”

ใครเล่ากล่าวขานว่าเสวี่ยหรูหรงคือเจ้าแห่งหุบเขาเสวี่ย ...ไม่มี

เจ้าเด็กน้อยผู้นี้แต่งตั้งตัวเองขึ้นมาเป็นใหญ่ในทันทีที่สตรีผู้นี้เดินทางลงจากหุบเขาไป

เช่นนั้นแล้วนางต่างหากเล่า ที่เป็นเจ้าแห่งหุบเขาเสวี่ยตัวจริง เสวี่ยเลี่ยงหรงผู้นั้นกลับมาแล้ว!



.
.
.
.
.



“ท่านแม่” น้ำเสียงอ่อยเหมือนเด็กน้อยสำนึกผิดนั้นทำให้เหวินขงเฉว่อดไม่ได้ที่จะยกยิ้มเหยียดในใจ

“ข้ากลับมาไม่ทันเจ้าลอกคราบของปีนี้สินะ” เสวี่ยเลี่ยงหรงกล่าวอย่างเย็นชา ท่าทีและสำเนียงของนางช่างคุ้นหูราวกับว่าเขาเคยเจอนางจากแห่งหนใดมาก่อน

นางเป็นหญิงสาวในชุดคลุมหนังหมีสีขาวสำหรับฤดูเหมันต์ทั้งที่ยังมาไม่ถึง ผมของนางเป็นสีดำขลับถูกรวบและมัดสูงเอาไว้ทำให้ดูราวกับเป็นจอมยุทธ์สาว ผิวของนางขาวซีดแต่ริมฝีปากนั้นแดงสด ดวงตาสีอำพันนางกำลังจ้องมองไปที่โครงกระดูกนั้นก่อนจะหันมาสบตากับแพทย์หนุ่ม

เขาจำได้แล้ว นางคือผู้หญิงที่เขาเจอในมหาวิหารเมื่อหลายปีก่อน...





เมื่อรุ่งเช้าที่อีกสามสัตว์เทพเมามายกลับมาก็ได้พบกับเสวี่ยหรูหรงที่ถูกจับห้อยหัวกับต้นเหมยเพื่อทำโทษ ครั้นเซี่ยเทียนไป๋หู่จะเข้าไปช่วย เสวี่ยหรูหรงก็ส่ายหน้ารัวพลันเหลือกตาใส่เป็นเชิงว่าอย่ามายุ่งให้หนีไปให้ไกล จากนั้นมีเสียงกระแอมไอเรียกความสนใจทั้งสามสัตว์เทพให้หันไปมอง ก่อนที่พวกเขาจะเข่าอ่อนทรุดตัวลงนั่งคุกเข่าแล้วก้มหัวเขกกับพื้นท่านที

เหล่าแพทย์ไม่เคยเห็นความพ่ายแพ้ของสี่สัตว์เทพมาก่อน การยอมศิโรราบแต่โดยดีนั้นเป็นเรื่องน่าขบขันในเช้าวันนี้ หากแต่เมื่อได้รายงานความจริงทั้งหมดไป

“ข้าผิดไปแล้วท่านน้า”

ทั้งสามเสียงนั้นร้องประสานกันออกมาขณะที่หันไปมองหญิงสาวผู้นั้นนั่งจิบชาบนเก้าอี้โยกขณะที่เหวินขงเฉว่นำชาดอกเหมยมาให้นาง เสวี่ยเลี่ยงหรงเป่าให้ควันร้อนนั้นลอยพวยพุ่งขึ้นใบบนอากาศก่อนจะใช้ฝาถ้วยชากระเบื้องนั้นถูกับขอบถ้วยชาเบาๆ ดวงตาของนางจ้องมองน้ำชาสีทองอร่ามทว่ามีกลีบดอกเหมยสีแดงลอยเด่นอยู่

ริมฝีปากสีแดงสดนั้นขยับเอื้อนเอ่ยด้วยน้ำเสียงเย็นเฉียบ “กี่ศพ?”

ผ้าคลุมหนังหมีขาวนั้นขับให้ภาพลักษณ์ของนางดูเหมือนนางพญามากขึ้น เหล่าสัตว์เทพนั้นอึกอั่กพูดไม่ออก เอาแต่ก้มหน้าก้มตางุดราวกับหวาดกลัวนางจับใจ

“ท่านแม่ ข้าผิดไปแล้ว...” เสียงครางอ้อนวอนของเสวี่ยหรูหรงดังขึ้น

“หุบปาก” แม้ว่านางไม่ได้ขึ้นเสียงดังแต่ว่าถ้อยคำนั้นบ่งบอกถึงความโกรธเกรี้ยวในใจ เสวี่ยเลี่ยงหรงทำสีหน้าเอื่อมระอาออกมายามเมื่อมองลูกชายตัวดีผู้นี้ “กลิ่นของเจ้ามันเหมือนอสูรขึ้นทุกวัน เหอะ กินมนุษย์งั้นรึ เจ้าเป็นสัตว์เทพแต่กลับทำตัวหยาบช้าเช่นนี้ได้อย่างไร?”

ว่าแล้วนางก็ลุกขึ้นสะบัดแขนเอามีดปลายน้ำแข็งนั้นตัดเชือกที่มัดตัวเสวี่ยหรูหรงให้อีกฝ่ายตกลงมาสู่พื้นเบื้องล่างดังตุบ เซี่ยเทียนไป๋หู่ก็เข้าไปช่วยแก้เชือกให้ทันที ก่อนที่นางจะพูดออกมาต่อ “ไปคุกเข่าที่หน้าศาลบรรพชน ยามพระอาทิตย์ตกดินข้าจะพาเจ้าลงเขาไปฟื้นฟูพลังญาณ”

นางปรายตามองมาที่เหวินขงเฉว่ที่กลายเป็นตัวแทนของแพทย์ทั้งหมด “พวกเจ้าที่เหลือขับไล่เหล่ามนุษย์แพทย์ลงจากหุบเขาเสวี่ยให้หมด”

“ท่านแม่แต่ว่า...” น้ำเสียงแผ่วเบานั้นดังมาจากเจ้าลูกไม่รักดี นางปรายตาครั้งหนึ่งเป็นเชิงให้เสวี่ยหรูหรงเงียบปาก

ด้วยความที่เขาเป็นคนรักษาคำพูด เหวินขงเฉว่จึงเสนอตัวทันควัน “ไม่จำเป็นต้องขับไล่ข้าหรอก ข้าอาสารักษาเขาเองขอรับ แพทย์ที่เหลือเองก็เช่นเดียวกัน แม้ว่าอาเสวี่ยจะดื้อดึงสักเพียงไหนในคราแรกทว่าข้าปล่อยให้คนไข้ของข้ายังเจ็บป่วยเช่นนี้โดยไม่รักษามิได้ ข้าได้ให้คำสัตย์เอาไว้กับเขาแล้วและเขาเองได้ให้คำสัตย์กับข้าไว้แล้วเช่นกัน” เหวินขงเฉว่ยกมือขึ้นประสานกันขณะที่พูดเกลี้ยกล่อม ดวงตาสีอำพันของนางคู่นั้นที่จ้องมองแพทย์หนุ่มอย่างที่ยากจะเข้าใจ

เสวี่ยเลี่ยงหรงเป็นคนสุขุมและเยือกเย็นเหมาะกับคำว่า ‘เสวี่ย’ ที่แปลว่าหิมะ

นางรับฟังอย่างใจเย็น ทว่าความจริงแล้วนางกำลังรับฟังเสียงหนึ่งที่มาจากชายผู้เป็นที่รักของนาง วิญญาณของผู้เป็นบิดาของเสวี่ยหรูหรงนั้นยืนกอดอกอยู่ข้างหลังของเหวินขงเฉว่ เขาได้ติดตามนางมาจากปรโลก

“เซินเห็น” เสียงทุ้มของผู้เป็นสามีของนางเอ่ยแทนนาม ‘เยี่ยเซิน’ ของตนว่า ‘เซิน’ เพียงเฉยๆ ใบหน้าเจ้าเล่ห์คลี่ยิ้มยิ้มทะเล้นที่เสวี่ยหรูหรงได้รับเชื้อมาเต็มๆนั้นมาจากชายผู้นี้ “เซินเห็นว่าลูกชายของเรากับเจ้าหนุ่มนี้ได้เสียกันแล้ว”

เสวี่ยเลี่ยงหรงขมวดคิ้วพลันขณะรับฟังสามีของตน มีเพียงนางเท่านั้นที่มองเห็นเขา ความทุกข์ทรมาณนับปีที่นางบำเพ็ญเพียรเพื่อหาวิธีทางเดินทางไปยมปรโลก และเดินทางลงจากหุบเขาเสวี่ยไปได้เป็นเวลาหนึ่งปีเต็มเพื่อไปขอดวงวิญญาณของชายที่นางรักยิ่งกลับมาอยู่ข้างกาย หมายจะนำขี้เถ้าอัฐิของเซินป้ายตาลูกชายให้เจ้าตัวดีนั้นได้เห็นบิดาของตน ทว่านางกลับลืมเรื่องนี้ไปเสียสนิทเพราะต้องมาจัดการกับปัญหาที่เสวี่ยหรูหรงและเหล่าลูกหลานสัตว์เทพนั้นก่อไว้

“เซินว่าเจ้าหนุ่มนี่น่าจะเป็นลูกของชนชั้นสูง” วิญญาณของเซินเดินวนร่างของแพทย์หนุ่มเพื่อสำรวจอีกฝ่าย “ดูท่าทางมีการศึกษาและสติปัญญาเป็นเลิศ คงจะอบรมเจ้าหัวผักกาดนั่นได้ เซินไม่ติดใจอะไรหากจะรับเจ้าหนุ่มนี่ไว้ในฐานะลูกสะใภ้”

เสวี่ยเลี่ยงหรงพยักหน้าครั้งสองครั้งเห็นด้วยกับผู้เป็นสามีด้วยสีหน้าเรียบเฉยทว่าความจริงแล้วนางกำลังยินดี ก่อนจะเอื้อมมือไปจับบ่าของเหวินขงเฉว่ “ดี เช่นนั้นก็ดี”

แพทย์หนุ่มคิดว่านางเป็นคนมีเหตุผลพอที่จะไม่ขับไล่เขาออกไปให้หนาวเหน็บตายที่เขตแดนหิมะพันปี อีกอย่างนางเองก็ต้องการแพทย์ฝีมือดีมาช่วยรักษาลูกชายของนางเป็นแน่ เช่นนั้นเขาจึงกล่าวขอบคุณนางหนึ่งครั้ง หลังจากนั้นก็เป็นการลงโทษเหล่าลูกหลานสัตว์เทพทั้งหมดเรียงตัวกันตามความหนักเบาของโทษทัณฑ์






ยามอาทิตย์ตกดินจะเป็นเวลาที่สองแม่ลูกนั้นวางแผนเดินทางออกจากหุบเขาเพื่อไปฝึก เสวี่ยเลี่ยงหรงพร้อมออกเดินทางโดยพลัน เสวี่ยหรูหรงเองก็เช่นกันหลังจากที่ผลัดเปลี่ยนเสื้อผ้าก็พบถุงผ้าแพรปักลายนกยูงสีขาวทำให้หวนนึกถึงเจ้าของของมัน เด็กหนุ่มจึงเอ่ยกับมารดาว่าขอเวลาตนครู่หนึ่งพลางรีบรุดไปยังเรือนแพทย์

เพราะเหตุใดไม่ทราบเขาจึงหมายจะได้ยินเสียงสักหน่อยก่อนไปก็คงดี การไปฝึกฟื้นฟูพลังญาณนั้นย่อมใช้เวลาร่วมปี เขาคงไม่ได้เห็นใบหน้านั้นอีกเป็นเวลานาน แต่ครั้นขึ้นมาบนยอดเขาที่ทำเป็นลานกว้างเมื่อทอดสายตาไปยังต้นเหมยต้นนั้นที่มีเก้าอี้คุณยายวางเอาไว้อยู่ก็พลันสะดุดกลับร่างสูงที่กำลังนอนพริ้มตาหลับอย่างสงบ เด็กหนุ่มก้าวเข้าไปใกล้อย่างเงียบเชียบ ไร้ซึ่งเสียงฝีเท้า มีเพียงเสียงลมอันแผ่วเบาและแสงแดดที่อ่อนลงยามเมื่อดวงอาทิตย์นั้นเริ่มซุกตัวซ่อนลงไปหลังหุบเขา

เสวี่ยหรูหรงมองใบหน้าของคนที่หลับอยู่บนเก้าอี้โยกนั้นนิ่งงัน หวนนึกถึงเมื่อคืนที่ตนเมามายอยู่ในเมืองมนุษย์ใกล้กับเขตแดนเมืองเยว่ ขณะที่เดินผ่านทางลัดเลาะมายังหุบเขาเสวี่ย เขาได้เดินผ่านหลุมศพที่คุ้นตาจึงได้แวะทักทายหากว่าคำว่าทักทายของเจ้าเด็กไม่รู้จักโตนั้นคือการราดน้ำสุราใส่และปามันลงพื้นพลางตะโกนเรียกให้วิญญาณคนตายนั้นมาดื่มพลางดึงกางเกงของตนลงแล้วฉี่รดหลุมศพของผู้ที่เหวินขงเฉว่พูดได้เต็มปากว่าสามีนั้นอย่างไร้ซึ่งความยำเกรง อาจเป็นเพราะความคึกคะนองหรือสนุกที่ได้เย้าแหย่ให้ชายนิ่งขรึมผู้นั้นมีน้ำโหจึงได้ทำทุกวิถีทางเพื่อเรียกร้องความสนใจจากแพทย์หลวงผู้นั้น

ในครั้งแรกที่ประสบพบเจอนั้นไม่อาจเรียกได้ว่าทั้งสองได้เผชิญหน้ากันจริงๆ เพราะร่างสูงที่ถูกผลักลงมายังหุบเหวขณะที่เสวี่ยหรูหรงนั่งเช็ดปากที่เปื้อนเลือดของบรรดาทหารผู้ฝึกยุทธ์ที่เหวินหยางซื่อได้สั่งการมาให้คอยรอรับร่างของชายหนุ่ม ยามเมื่อเหวินขงเฉว่ร่วงหล่นลงมาได้สวมผ้าปิดตาเอาไว้มองไม่เห็นว่าข้างล่างนั้นมีสิ่งใด ทำให้แรกพบนั้นเป็นเสวี่ยหรูหรงที่พบเจออีกฝ่ายเสียก่อน

และในคราที่เผชิญหน้ากันอย่างเป็นทางการนั้นคือท่ามกลางเหล่าแพทย์ที่หวาดกลัว เขากลับยืนหยัดต่อกรอย่างไม่กลัวตาย แม้ว่าอาจจะมีโชคช่วยหรือเทวดาผีสางตนใดได้คุ้มครองชายหนุ่มเอาไว้ทว่ากลับกลายเป็นจุดสนใจของเสวี่ยหรูหรงขึ้นมาทันใด

ทั้งหมดทั้งมวลแล้ว อาจเป็นเพราะเสวี่ยหรูหรงนั้นสนใจในตัวเหวินขงเฉว่จึงได้มีท่าทีกับอีกฝ่ายเช่นนี้

หากว่าความสนใจนั้นดึงดูดให้เด็กหนุ่มนั้นโน้มใบหน้าลงไปใกล้แล้วทาบทามริมฝีปากของตนบนริมฝีปากของคนที่นอนหลับใหลใต้ต้นเหมย สัมผัสแผ่วเบาผ่านผ้าผืนบางที่กั้นระหว่างเขาก่อนที่เปลือกตานั้นจะขยับตื่นขึ้นมาอีกคราในยามที่ท้องฟ้านั้นแปรเปลี่ยนเป็นสีดำเข้มราวกับหมึก

“ข้าหลับไปนานขนาดนี้เชียวหรือ?” เขาพึมพำกับตนเองแผ่วเบาขณะที่คิ้วขมวดเข้าหากันด้วยความฉงน ก่อนที่จะรู้สึกครั่นเนื้อครั่นตัวประหลาดจะทำให้มือเรียวนั้นล้วงเกาในอกเสื้อพลางพบว่ามีรอยแดงเป็นจ้ำๆประหลาดที่ต้นคอลามลงมาที่กลางอก เหวินขงเฉว่นิ่วหน้าพลันพึมพำแผ่วเบากับตนเอง “รอยยุงกัดงั้นรึ?”


.
.
.
.
.



เสวี่ยหรูหรงคือลูกของนางที่เกิดจากมังกรอีกตนหนึ่งที่พวกเขาได้กล่าวขานว่าเป็น ‘อสุรกาย’

ความจริงแล้วเยี่ยเซินเป็นมังกรจากดินแดนอันไกลโพ้น ด้วยรูปร่างที่ต่างจากมังกรทั่วไปเขาจึงถูกตราหน้าว่าเป็นอสุรกายที่น่าหวาดกลัว การโค่นล้มอสุรกายเช่นเขาได้ย่อมเป็นเกียตริที่ควรนำไปกล่าวอ้างอย่างยิ่ง

หากเคยฟังนิทานตำนานพิรุณวสันต์สะท้านเหมันต์ ศึกรักนิรันดร์มังกรถล่มปฐพีที่มารตนนั้นเล่าขานย่อมรู้แล้ว่าเกิดเรื่องอะไรขึ้นบ้าง เพราะฟู่เยว่นั้นเองคือเซียนที่ได้รับคำสั่งให้ลงมาช่วยนางปราบอสุรกายอย่างเยี่ยเทียน ทว่ากลับกลายเป็นพ่อสื่อชักนำจนกระทั่งโดนสาปให้กลายเป็นมารเร่ร่อนในที่สุด เรื่องราวของพ่อสื่อแม่สื่อบนสรวงสวรรค์มักล้วนแต่นำความฉิบหายมาแก่ตัวทั้งสิ้น เรื่องราวที่โด่งดังก็ไม่แพ้เรื่องของนางฟ้านามว่าไป่เฟยผู้นั้น

กลางน้ำตกที่ไหลลงมาจากหุบเขาหิมะนั้นมีร่างของเด็กหนุ่มนั่งหนาวสะท้านแบกรับความหนักอึ้งและหนาวเหน็บของสายน้ำที่ไหล่บ่าลงมาอยู่ด้วยร่างกายที่เปลือยท่อนบน ผิวกายของเสวี่ยหรูหรงนั้นขาวซีดราวกับหิมะเฉกเช่นกับนาง นั่นทำให้มองเห็นเส้นเลือดนั้นเด่นชัดเสียจนน่าหวาดกลัวเมื่อเจ้าหัวผักกาดน้อยของนางนั้นได้รับพิษในวัยเยาว์

นางจดจำได้ดียามเมื่อเสวี่ยหรูหรงอายุได้เจ็ดขวบปี เยี่ยเซินเดินทางกลับแดนบ้านเกิดส่วนนางก็ได้รับบัญชาจากสรวงสวรรค์ให้มาเช้าร่วมภารกิจที่สำคัญ ครั้งนั้นมีการทำขับไล่อสุรกายทั้งหลายเป็นครั้งที่สอง

ครั้งแรกเกิดขึ้นในสมัยบรรพกาล ทายาทของจักรพรรดิผู้เกรียงไกรนั้นมีนามว่าจินเทียนหลี่ซัง ได้ฆ่าอสูรโลหิตและได้นำเลือดของมันมาสาดกระเซ็นใส่เหล่ามารเพื่อลดทอนกำลังของมันลง

ทว่าเกิดเหตุการณ์ขับไล่อสุรและมารอีกครั้งในเวลาไม่กี่ปีมานี้ เหล่าเทพได้นำพิษก็คือเลือดจาดอสูรโลหิตมาใช้อีกครั้ง เหล่าเทพเซียนได้กวาดต้อนขับไล่อสูรชั่วร้ายนั้นลงอเวจี เจ้าหัวผักกาดของนางผลัดหลงเข้าไปในฝูงอสุรกายที่กำลังถูกกวาดต้อน กับเด็กน้อยผู้ไม่รู้ประสีประสานั้นลำพังถูกทำร้ายจากเหล่าอสูรที่ต้องการหนีตายก็เกินทนแล้วยังได้รับพิษจากการกวาดต้อนอสุรกายครั้งนั้นทำให้เสวี่ยหรูหรงป่วยหนักอาการสาหัสสภาพปางตายหายใจรวยริน มิอาจออกไปวิ่งเล่นหรือฝึกปรือพลังญาณเช่นสัตว์เทพตนอื่นได้

เมื่อเยี่ยเซินกลับมา ผู้เปิดบิดาเช่นเขาจึงได้ออกเดินทางตามหายารักษาลูกชายของพวกเขาอย่างสุดความสามารถ สุดท้ายก็คว้าน้ำเหลว ทว่าเยี่ยเซินนั้นมิได้ใช่คนที่จะหมดหวังได้ง่ายดายนัก

ชายหนุ่มได้กล่าวกับหญิงสาวผู้เป็นที่รักว่าตนได้ข่าวเกี่ยวกับหมอตำแยผู้หนึ่งราวกับพระโพธิสัตว์ลงมาจุติ ชาวเมืองอู่ถงทั้งหลายต่างเคารพนับถือนางเยี่ยงเทพ มีรูปไม้แกะสลักบูชากราบไหว้นางแทบทุกเรือน หากแต่เจ้าแม่ฉานฉูผู้นั้นได้กลายไปเป็นสนมของจักรพรรดิแห่งแคว้นต้าเหลียงเสียแล้ว เช่นนั้นเขาจึงจะเดินทางไปเมืองหลวงเพื่อไปอัญเชิญเจ้าแม่ฉานฉูผู้นั้นมารักษาเสวี่ยหรูหรง

ทว่าไร้ซึ่งวี่แววของผู้เป็นสามี นางจึงได้ฝากฝังเสวี่ยหรูหรงไว้กับเหล่าสามสัตว์เทพเพื่อลงจากหุบเขาเสวี่ยมาตามหาเยี่ยเซิน ก่อนจะพบว่าร่างกายใหญ่โตเฉกเช่นภูเขาหนึ่งลูกและปีกค้างคาวใหญ่กว้างยามเมื่อกางปีกสามารถบดบังท้องฟ้ามิให้มองเห็นวันเดือนนั้นได้กลายเป็นโครงกระดูกอันซึ่งเป็นของประดับแห่งมหาวิหารแห่งนั้น

ความโศกเศร้าทำให้ยามเมื่อนางเหยียบย่างไปที่ใดทุกย่อมหญ้านั้นล้วนถูกปกคลุมไว้ด้วยเกล็ดน้ำแข็ง นางราวกับสูญสิ้นวิญญาณเมื่อกลับมาถึงหุบเขาเสวี่ย ฟู่เยว่แม้ว่าเป็นมารแต่ก็ยังเป็นสหายเก่าแก่ของนาง ได้มาชี้นำแนวทางสู่ปรโลกและวิธีการนำวิญญาณคนตายกลับขึ้นมา ทว่าในยามนี้เจ้าหัวผักกาดของนางนั้นยังอ่อนแอและอ่อนแรงราวกับจะขาดใจตายจากนางได้ทุกเมื่อนางจึงคอยฟูมฝักอยู่ข้างกายไม่ห่าง ภายหลังเมื่อเสวี่ยหรูหรงได้เติบใหญ่ย่างสู่วัยหนุ่มได้สิบสี่ปีนางจึงได้อำลาลูกชายเพื่อแดนทางไปยังแดนปรโลก นางมีจุดมุ่งหมายที่จะนำพาชายคนรักของนางกลับมาแม้ว่าจะได้กลับมาเพียงดวงวิญญาณของเขาก็ตาม

เยี่ยเซินยืนกอดอกอยู่กลางน้ำเย็นเฉียบมองดูลูกชายของตนด้วยร่างกายอันโปร่งใสและไม่อาจสัมผัสสิ่งใดได้ทั้งให้สายน้ำและปลาทั้งหลายไหลผ่านตัวของเขาไป เป็นภาพที่เสวี่ยเลี่ยงหรงมองแล้วก็ได้ลอบยิ้มในใจ

นางเป็นสตรีหน้าตายไร้ซึ่งอารมณ์ นางเคยถูกเยี่ยเซินพูดใส่นางอยู่บ่อยครั้งยามร่วมรักกันว่า ‘เจ้าเสร็จสมแล้วจริงหรือ?’ หากแต่ว่าใบหน้าอันนิ่งเฉยของนางนั้นซ่อนความรู้สึกมากมายเอาไว้ ในยามที่ร่วมรักกันนั้นนางไม่อาจพูดได้เลยว่านางล้ำหน้าเยี่ยเซินไปแล้วกี่ครั้งต่อกี่ครั้ง

หากเสวี่ยหรูหรงไม่ได้จับพิษไข้เสียก่อน คาดว่าเจ้าหัวผักกาดนี้คงจะมีหัวผักกาดอีกหน่อให้วิ่งเล่นไล่จับด้วยกันเป็นแน่ แต่ถึงกระนั้นเยี่ยเซินก็มาตายจากนางไปก่อน

กล่าวถึงผู้ที่สังหารเยี่ยเซินก็คือนักบวชผู้หนึ่งในมหาวิหารนั้น ทว่าเมื่อนางกลับมาจากปรโลกและต้องการจะสะสางให้ชายคนรักของนางได้หายแค้นสมใจ มหาวิหารนั้นกลับพังทลายเหลือเพียงซาก เมื่อไปถามไถ่ก็ไม่มีผู้ใดพบเห็นบรรดานักบวชจากในมหาวิหารแห่งนี้ นางเก็บงำความฉงนใจเอาไว้ทั้งหมดขณะเดินทางกลับมายังหุบเขาเสวี่ยระหว่างทางนางก็ได้ยินถึงเรื่องเล่าว่าอสุรกายออกมาอาละวาดจับตัวผู้มีวิชาแพทย์ไปจับกินเสียหลายผู้หลายคนแล้วในทุกๆสามเดือน

นางไม่อาจทำใจยอมรับได้ว่าเป็นฝีมือของบุตรชายที่นางรักยิ่ง แม้ว่ามังกรนั้นเป็นเพียงสัตว์เทพ จำต้องดำรงชีพด้วยการหาอาหารเฉกเช่นมนุษย์และได้รับอนุญาตให้กลืนกินเหล่ามารและอสุรกายได้แต่ไม่สามารถจับมนุษย์กินได้ตามใจชอบได้

ลูกชายของนางทำผิดต่อสวรรค์มาก วิญญาณของเขาย่อมถูกสาปเสียแล้วเป็นแน่

ในตอนที่นางเหม่อลอยนึกคิดอยู่นั้นวิญญาณของเยี่ยเซินกลับมานั่งข้างกายของเสวี่ยเลี่ยงหรง ชายหนุ่มร่างใหญ่ที่มีใบหน้าคมและจมูกโด่งเป็นสันนั้นหันมามองใบหน้าของผู้เป็นภรรยาพร้อมกับเอ่ยด้วยรอยยิ้ม “เซินดีใจที่เจ้าพาเซินกลับออกมาได้ ที่ปรโลกนั้นน่าเบื่อ” เสียงทุ้มนั้นลากคำว่าน่าเบื่อยาวๆเพื่อตอกย้ำความหมายของนาง

“แต่หากข้าตาย เราทั้งสองจะไม่ได้ผุดไม่ได้เกิด”

นางฝ่าฝืนกฏสวรรค์ในการนำพาดวงวิญญาณของคนรักกลับออกมา ทำให้ดวงวิญญาณของนางและเขาต้องสาปไม่อาจไปผุดไปเกิดได้ในภพชาติใดก็ตาม ทว่าเสวี่ยเลี่ยงหรงนั้นได้เตรียมใจของนางเอาไว้เสียแล้ว

เยี่ยเซินมองภรรยาของตนด้วยสายตาที่เต็มเปี่ยมไปด้วยความรักใคร่ มือหนาโปร่งแสงนั้นวางลงบนฝ่ามือเรียวของนางก่อนจะโน้มใบหน้าลงมาทาบจูบที่กลางหน้าผากของนาง แม้ว่านางไม่อาจสัมผัสได้ทว่ากลับสุขใจยิ่งนัก

“เซินไม่กลัว ขอแค่มีเจ้า เซินไม่กลัวความหนาวเหน็บในปรโลกนั่น”

ข้าก็เช่นกัน...

นางตอบเขาในใจ ก่อนที่จะหันไปจ้องลูกชายตัวดีพลางดีดหยดน้ำให้กลายเป็นก้อนน้ำแข็งใส่หน้าผากของเสวี่ยหรูหรงเมื่อรู้ได้ว่าอีกฝ่ายเผลอหลับ

เยี่ยเซินหัวเราะร่าออกมาทว่ามีเพียงนางที่ได้ยิน เจ้าลูกโง่เง่านั้นหากยังไม่พัฒนา นางจะไม่มีวันเอาผงขี้เถ้าป้ายตาให้ได้มองเห็นวิญญาณของบิดาเสียหรอก อีกอย่างแม้เวลาจะผ่านไปสิบปีแต่เสวี่ยหรูหรงไม่อาจฟื้นฟูพลังญาณได้ก็อย่าหวังว่านางจะให้กลับไปยังหุบเขาเสวี่ย!

“เซินมีวิธีเกลี่ยกล่อมเจ้าหัวผักกาดอยู่นะ” เยี่ยเซินลุกขึ้นยืนพลางเอามือเท้าเอว ยกยิ้มอย่างภาคภูมิใจในความคิดของตน “เซินจะหลอกล่อเจ้าหัวผักกาดด้วยเจ้ามนุษย์แพทย์ผู้นั้น”

“เจ้าหัวผักกาดมันโง่เง่าและดื้อด้านเกินกว่าจะหลอกล่อได้”

“ท่านแม่พูดกับใครน่ะ?”

“หุบปากแล้วเพ่งสมาธิ”

“เซินว่าลองหว่านล้อมหน่อยก็มิเสียหายอันใด เด็กน้อยนั้นมักชอบให้หลอกล่อด้วยของรางวัล อย่างเช่นเวลาสองเดือนในการฝึกพลังญาณเพื่อแลกกับการได้ไปพบหน้าเจ้าหมอน้อยผู้นั้นหนึ่งเดือนแล้วกลับมาลงมาฝึกสองเดือนเป็นเช่นนี้เรื่อยๆไปจะไม่ดีกว่าหรือ?”

เสวี่ยเลี่ยงหรงถอนหายใจทำสีหน้าคล้ายจะยอมความเยี่ยเซิน นางหันมองไปยังเสวี่ยหรูหรงที่นิ่วหน้าคิ้วขมวดนั่งตัวสั่นสะท้านแบกรับน้ำตกที่ไหลบ่าลงมาไม่ขาดสาย “อาเสวี่ย”

“ขอรับ?” เจ้าของชื่อนั้นลืมตาขึ้นมาพลัน ดวงหน้าที่คล้ายกับเยี่ยเซินเสียจนนางอดใจอ่อนไม่ได้ทว่าเสวี่ยหรูหรงนั้นทำผิดบาปไว้มากมายเกินกว่านางจะให้อภัยได้นางจึงกลับมาใจแข็งอีกครั้ง

“สองปี ข้าถึงจะให้เจ้าแวะเวียนกลับไปยังหุบเขาเสวี่ยได้เดือนหนึ่งแล้วกลับมาฝึกอีกสองปีเป็นเช่นนี้จนกว่าพลังของเจ้าจะสมดุล”

“สองปี!?” ทั้งเสวี่ยหรูหรงและเยี่ยเซินร้องออกมาพลันด้วยใบหน้าตื่นตะลึงระคนความห่อเหี่ยวท้อแท้จิตใจพร้อมเพรียงกันสมกับเป็นพ่อลูก


.
.
.
.
.


เซี่ยเทียนไป๋หู่ ฝูอูกุยและชุนเฟิงหวงในกลายเป็นชายหนุ่มเต็มตัวหลังจากเวลาผ่านไปสองปี พวกเขาต่างมีท่าทางสุขุมแต่ไม่อ่อนโยน วิธีการปฏิบัติต่อบรรดาแพทย์นั้นยังคงเป็นดังเดิม เซี่ยเทียนไป๋หู่นั้นมีร่างกำยำบึกบึน ขณะที่อีกสองสัตว์เทพจะมีความเป็นมาดคุณชายเจ้าเล่ห์จอมเสเพล ยกเว้นชุนเฟิงหวงที่ออกจะเป็นคุณชายขี้เซาเสียมากกว่า เหล่าสหายเช่นพวกเขามายืนรอเสวี่ยหรูหรงกลับขึ้นมาบนหุบเขาด้วยท่าทีกระตือรือร้น ทว่าเสวี่ยหรูหรงนั้นมิได้กลับขึ้นมาหุบเขาเสวี่ยด้วยร่างสัตว์เทพเยี่ยงมังกร ร่างสูงนั้นเดินขึ้นมาด้วยสองเท้าโดยที่สร้อยที่ทำจากเขี้ยวของเยี่ยเซินนั้นยังพันเอาไว้ที่รอบเขาเช่นเดิม

เสวี่ยหรูหรงกลับมาเพียงลำพัง สวมคลุมผ้าคลุมหนังหมีขาวเฉกเช่นมารดามาด้วยท่าทีสุขุม

ใบหน้าเกลี้ยงเกลาหล่อเหลามากขึ้นทว่ากลับคงความเยาว์วัยไว้เฉกเช่นนิสัยขี้แกล้งของเจ้ามังกรหนุ่มผู้นี้ เมื่อบรรดาสหายเชิญชวนไปกินดื่มที่หอนางโลมเพื่อเลี้ยงฉลองเจ้าตัวกลับโบกมือปัดเป็นเชิงว่าเอาไว้ก่อน สายตาของเขาจดจ้องไปที่เรือนแพทย์หลังนั้น

เจ้าของร่างสูงสง่านุ่งห่มผ้าคลุมหนังหมีขาวนั้นวิ่งเข้ามาในเรือนแพทย์ด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม เดินสอดส่องสายตาตามหาร่างหนึ่งทว่าแม้ไม่ได้ปริปากพูดก็ย่อมเป็นที่รู้กันว่าเสวี่ยหรูหรงกำลังตามหาผู้ใด ยิ่งบนโต๊ะกลางที่เหล่าแพทย์ใช้ประชุมมีถ้วยที่บรรจุยาลูกกลอนสีส้มเคลือบน้ำเชื่อมสีใสน่ารับทานทำให้เสวี่ยหรูหรงหัวใจโป่งพอง รีบเร่งฝีเท้าตามหาร่างสูงที่คุ้นตาไปทั่วทุกซอกทุกมุมเรือน แต่ครั้นเมื่อเข้ามาถึงใบที่ยิ้มแย้มนั้นพลันสลายหายไปทันควันเมื่อเริ่มมองไม่เห็นแม้แต่เงาของบุรุษผู้นั้น แพทย์หนุ่มสกุลถานยอมเป็นหน่วยกล้าตายตรงเข้ามาประสานมือรายงานแทนว่าเหวินขงเฉว่ได้เดินทางออกจากหุบเขาเสวี่ยไปแล้ว เพื่อไปค้นหาสมุนไพรมารักษาชายหนุ่ม เวลาอีกครึ่งเดือนเขานั้นถึงจะเดินทางกลับขึ้นมาอีกครั้งพร้อมสมุนไพรชนิดใหม่

ทว่ามังกรหนุ่มนั้นหูดับไปเมื่อได้ยินคำว่าเดินทางออกจากหุบเขาเสวี่ยไปแล้ว

เขามิได้สนใจสาเหตุที่เหวินขงเฉว่เดินทางออกไปแม้แต่น้อย เสวี่ยหรูหรงสะบัดชายผ้าพลันวิ่งออกมาจากเรือนแพทย์นั้นก่อนจะใช้มือคลายสร้อยที่คล้องบนเขาทั้งสองของตนให้มันลงมาสวมบนคอแล้วพลันกลายร่างเป็นมังกรสีขาวบินทะยานขึ้นไปบนท้องฟ้าพลางมุ่งไปยังเขตแดนของมนุษย์ บันดาลให้เกิดฝนฟ้าอากาศคึกคะนองฝนตกลงมาห่าใหญ่และกลุ่มเมฆฝนบดบังร่างมังกรของตนที่บินอยู่บนน่านฟ้าเพื่อสอดส่องสายตาของมนุษย์ผู้นั้น

ข้าฝึกญาณมาสองปีก็เพื่อมาเจอหน้าเจ้า กล้าดียังไงที่จากไปโดยไม่รอพบข้า!




ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 57 ครั้ง

62 ความคิดเห็น

  1. #35 Spaghetti (@kamisama111) (จากตอนที่ 14)
    วันที่ 11 มิถุนายน 2562 / 23:17
    ยังคงความเอาแต่ใจเหมือนเดิม แต่สงสารคู่พ่อแม่ พ่อแม่เรื่องนี้เศร้าทุกคู่เลยอ่ะ ฮือ
    #35
    0
  2. #23 peace_in_apple (@peace_in_apple) (จากตอนที่ 14)
    วันที่ 11 มิถุนายน 2562 / 12:12
    เจ้ามังกรเอาแต่ใจ
    #23
    0
  3. #8 spong.ka (@spongka) (จากตอนที่ 14)
    วันที่ 7 มิถุนายน 2562 / 20:26
    เจ่าหมาน้อยเร่งตามหาเจ้าของใหญ่เลย
    #8
    0
  4. #6 Soolll (@priew1919) (จากตอนที่ 14)
    วันที่ 6 มิถุนายน 2562 / 23:13

    สนุกๆๆเป็นกำลังใจให้นะ
    #6
    0