ตั้งค่าการอ่าน

ค่าเริ่มต้น

  • เลื่อนอัตโนมัติ
    [Fic] First Kris First Kiss (Kris x Suho)

    ลำดับตอนที่ #4 : CHAPTER 3

    • อัปเดตล่าสุด 27 ก.ย. 55


    CHAPTER 3

     

     

     

     

    วินาทีที่เห็นใบหน้าเจ้าของเสียงชัดๆแบคฮยอนก็เกิดอาการหน้าเบี้ยวขึ้นมาทันที

     

     

    ชิ ...ไอ้หมอนี่ ...คราวนี้เป็นอะไรอีกล่ะ

     

     

    ยาม...?

     

     

    เป็นฝ่ายรักษาความปลอดภัยเฝ้าหอพักหรือไงถึงได้มีปัญหาในตอนที่เขามีท่าทีราวกับจะปล้นห้องที่อยู่ข้างๆห้องพักของเพื่อนเขาในตอนนี้

     

     

    “ทำไร?” ปากเล็กเชิดขึ้น ใบหน้าเองก็ด้วย นี่ถ้าการเขย่งปลายเท้าเพื่อให้ตัวเองสูงทัดเทียมกับไอ้คนที่ตรงมาหาเรื่อง(แบคฮยอนสรุปแบบนั้น)ได้แล้วไม่ดูน่าเกลียด ลูกหมาตัวกระเปี๊ยกในสายตาของใครต่อใครก็คงทำมันไปแล้ว

     

     

    ทว่าฝ่ายนั้นกลับไม่ตอบ ทำได้แค่จ้องมองมานิ่ง

     

     

    เฮอะ!

     

     

    กวนประสาท ...ในสมองแบคฮยอนมีคำนั้นดังอยู่ เกลียดจริงๆ ไม่รู้จะขี้เก๊กหาพระแสงอะไร ก็เป็นแค่เดือนคณะ นักกีฬาบาสเกตบอลของมหาวิทยาลัย ประธานชมรมสื่อสิ่งพิมพ์ หนุ่มโสดในฝันสองปีซ้อน แล้วอะไรอีกนะ ...อาสาสมัครคอยช่วยเหลือนักศึกษาแลกเปลี่ยนต่างชาติที่วนเวียนผลัดเปลี่ยนเข้ามาเรียนในแต่ละปี...

     

     

    ก็...

     

     

    ก็แค่นั้นอ่ะนะ ...แบคฮยอนต้องชื่นชมยินดีพูดจาดีในลักษณะเยินยอในแบบที่ใครต่อใครมักจะป้อนให้หมอนี่ด้วยมั้ยล่ะ...

     

     

    “ทำมะ?” แบคฮยอนเชิดหน้าถามอย่างกวนๆซ้ำอีกครั้ง

     

     

    จุนมยอนที่โล่งใจไปเปาะหนึ่งเพราะคนที่เพิ่มเติมเข้ามาไม่ใช่คริส ถึงกลับมองเพื่อนตัวเองด้วยความอ่อนใจ เขารู้ดีว่าแบคฮยอนคิดอะไร และที่กำลังทำก็เท่ากับการตอบโต้ฝ่ายนั้นกลับไปในสิ่งเดียวกันกับที่คิดว่าตัวเองได้รับจากฝ่ายนั้นล่ะนะ...

     

     

     

    ซึ่งนั่นก็คือ ...การกวนประมั้ยล่ะ?หน้าบิดเบี้ยวหายสาปองอะไรซะอีกล่ะ ก็ไอ้คนที่เดินหน้าบิดเบี้ยวหายสาปสูญเข้าไปในห้องของคิมจุนมยอนเมื่อเดี๋ยวนี้แหละ

    สาท...

     

    ก็นะ ...จุนมยอนก็มีเพื่อนกวนๆแบบนี้อยู่สองคน...

     

     

    ก็จะใครซะอีกล่ะ ถ้าไม่ใช่แบคฮยอนแล้วก็ไค

     

     

    “จุนมยอนอ่า ...คริสอยู่ห้องหรือเปล่า?” คนที่ตัวสูงพอๆกับคริสหันมายิ้มให้จุนมยอน และชื่อในประโยคที่มีก็บ่งบอกชัดเจนว่าฝ่ายนั้นต้องการจะพูดกับใคร รวมทั้งไม่ได้หมายถึงคนที่ยืนอยู่ตรงหน้าเขาตอนนี้แน่ๆ

     

     

     

    และแบคฮยอนก็คงจะพอใจอยู่นิดนึงล่ะมั้งที่อีกฝ่ายหลีกเลี่ยงที่จะไม่มีคุยด้วย หรืออีกนัยนึงก็เหมือนหลีกเลี่ยงที่จะไม่มีเรื่องด้วยแบบนี้

     

     

    หรือ ...จุนมยอนไม่แน่ใจ ...บางทีแบคฮยอนอาจจะไม่พอใจขั้นสุด ในยามที่ถูกเพิกเฉยโดยการพูดคุยข้ามหน้าข้ามตาตัวเองไป ความรู้สึกก็คงคล้ายถูกหักหน้าอย่างนั้นล่ะมั้ง

     

     

     “ม ...ไม่รู้สิ” ยิ้มเอียงคอก่อนตอบออกไป มองบานประตูห้องข้างๆกันอีกครั้ง ชั่วอึดใจใหญ่ๆแล้วล่ะกับการที่แบคฮยอนทุบป้าบเข้าที่ประตูบานนั้น กระนั้นใจเขาก็ยังไม่ค่อยชื้นเท่าไรในตอนนี้ที่ยังไม่มีปฏิกิริยาจากห้องข้างๆ จุนมยอนไม่ค่อยแน่ใจว่าคริสอยู่ในนั้นมั้ย ...เขาถึงได้จับเข้าที่ที่จับหน้าประตูห้องที่เปิดอยู่แล้วของตัวเอง เตรียมพร้อมสำหรับการหนีเข้าไปในห้องได้ตลอดเวลาในกรณีที่เกิดเหตุฉุกเฉินขึ้นมาจริงๆ

     

     

    “เหรอ? ...เมื่อกี๊ไปหาที่ห้องเรียนมา คนในนั้นก็บอกว่าออกมาแล้ว”

     

     

    จุนมยอนฟังแล้วถึงกับอ้าปาก

     

     

    “อ๋า...”

     

     

    ฝ่ายคนถามเลิกคิ้วตามมาหลังจากเขามีท่าทีราวกับเข้าใจและคล้ายกับว่ามีเรื่องจะบอก จุนมยอนที่รู้ตัวว่าตัวเองเกือบเผลอหลุดอะไรบางอย่างออกไป ถึงกับรีบคิดแก้สถานการณ์ให้กับตัวเอง

     

     

    “ก็น่าจะเป็นแบบนั้นนะ ...ลองเคาะเรียกดูสิ” ทีนี้ล่ะทำเป็นหาญกล้า ก็คนตัวเล็กนึกออกแล้วไงว่าก่อนที่เขาจะมุ่งตรงมาที่นี่เขาสวนกับคริสตรงหน้าหอสมุด นึกถึงหนังสือเล่มหนาๆในมือของคริสสองสามเล่มแล้วก็คิดว่าฝ่ายนั้นน่าจะมีธุระสะสางที่หอสมุดล่ะมั้ง

     

     

    และ...

     

    คงยังไม่น่าจะกลับเข้ามาตอนนี้

     

     

    “แต่เมื่อกี๊พวกนายก็เคาะไปแล้วนี่” ดวงตาคู่โตมองสลับระหว่างแบคฮยอนกับจุนมยอนไปมา และจุนมยอนที่ยืนซ้อนหลังแบคฮยอนก็ไม่รู้ว่าแบคฮยอนแสดงออกด้วยอารมณ์แบบไหนคนตัวสูงถึงได้แกล้งทำเป็นไม่สนใจแล้วหันมายิ้มให้เขา

     

     

     

     

    “จะคุยกันอีกนานป้ะ? ฉันจะได้เข้าไปรอนายในห้อง” ประโยคนี้แบคฮยอนหันมาพูดกับเขา ลูกหมาตัวน้อยแยกเขี้ยวใส่ ประมาณว่าทำตัวอย่างให้ดูว่าอยากทำแบบนี้ใส่ไอ้คนนั้นมากกว่า และทันใดนั้นคนตัวเล็กพอๆกันก็เบียดแทรกตัวเปิดประตูห้องเข้าไปเลย

     

     

    ในตอนที่เหลือกันอยู่สองคน พวกเขาสบตากันแล้วก็หัวเราะ จะเรื่องอะไรซะอีกล่ะ ก็เรื่องของไอ้เจ้าคนที่เดินหน้าบิดเบี้ยวหายสาบสูญเข้าไปในห้องของคิมจุนมยอนเมื่อเดี๋ยวนี้แหละ

     

     

    “แปลกคน” คนพูดส่ายหัวก้มหน้าลงนิดอีกทั้งยังหัวเราะกับตัวเองอีกแน่ะ

     

     

     

    “แต่ก็น่ารักดีใช่มั้ยล่ะ?” คิมจุนมยอนยิ้มอย่างเปิดเผย ...จนฝ่ายนั้นต้องหันหน้าหนีสายตาเชิงล้อเลียนคู่นั้น

     

     

    “แหงล่ะสิ ...นั่นรองเดือนเชียวนะ” สิ้นทุกคำพวกเขาก็ประสานเสียงหัวเราะออกมาอย่างไม่ได้นัดหมาย

     

     

    มีเรื่องจะบอก ...แบคฮยอนนี่หน้าตาดีขนาดเป็นถึงรองเดือนคณะเชียวนะ ...

     

     

    ส่วนเดือนคณะน่ะเหรอ ? ก็ ...คนที่ยืนอยู่ตรงหน้าจุนมยอนตอนนี้นี่ไง...

     

     

    “เบค่อนได้ยินแบบนี้ ...นายตายได้เลยนะชานยอลอ่า” จุนมยอนหัวเราะเสริมขึ้นมาอีก

     

     

    “เพราะแบบนี้ไง ...ฉันถึงไม่พูดให้หมอนั่นได้ยิน” คิดดูแล้วกัน แค่เจอหน้ากันเฉยๆ ชานยอลยังโดนรัศมีแห่งความไม่เป็นมิตรเล่นงานจนรับมือแทบไม่หวาดไม่ไหวอยู่แล้ว

     

     

    จะไปพูดก่อกวนใจ หาเรื่องใส่ตัวอีกทำไม ...ใครที่ไหนจะไปชอบถูกเหวี่ยงใส่กันล่ะ แต่ทว่าบางทีสำหรับชานยอลแล้วการยั่วโมโหแบคฮยอนก็สนุกอยู่นะ

     

     

     

    “ก็ดีแล้ว” ด้วยความเป็นคนพูดน้อย จุนมยอนก็เลยพูดได้แค่นั้น แต่ความเป็นจริงคนตัวเล็กรู้อะไรมากกว่านั้นเยอะ กับชานยอลถึงจะรู้จักกันไม่นานเท่าแบคฮยอนหรือว่าไค แต่การที่ใกล้ชิดกับแบคฮยอนยิ่งกว่าเสื้อผ้ารองเท้าหรือแม้กระทั่งกระเป๋า เขาจะมองไม่ออกเลยหรือว่าใครพยายามจะเข้าหาเพื่อนเขาบ้างรวมทั้งแต่ละคนใช้วิธีไหนหรือว่าอย่างไร

     

     

     

    ยิ่งกับชานยอลคนดัง ...ที่ไม่เคยมีข่าวคราวกับใครด้วยแล้วแบบนี้...

     

     

     

    มันจะไม่ดูแปลกไปหน่อยเหรอ ...กับการที่เป็นถึงที่ชื่นชอบของใครหลายๆคน ชานยอลคนที่จะควงใครไม่ว่าจะเล่นๆหรือจริงจังไปไหนมาไหนก็ได้แบบนี้ มันแปลกอยู่นะกับการที่หมอนี่ชอบเอาตัวเองมาให้แบคฮยอนก่นด่าต่อว่าเสียๆหายๆ ทั้งที่มีคนอีกมากมายที่พร้อมจะชื่นชมในตัวเขา

     

     

    และชานยอลเองก็ยอมรับว่าเขาแปลก...

     

     

    ขณะเดียวกันจุนมยอนก็ดันสังเกตได้ ...พวกเขารับรู้ในความแปลกประหลาดพวกนี้ โดยที่ไม่ต้องมานั่งจับเข่าคุยกันเลยแม้สักครั้งเดียวด้วยซ้ำ

     

     

    “งั้นฝากนี่ให้คริสหน่อยได้มั้ย? สงสัยจะไม่อยู่ล่ะ” คนตัวสูงบุ้ยปากไปที่บานประตูเพื่อใช้เป็นการช่วยยืนยันในสิ่งที่ตนพูด เห็นแบบนั้นใบหน้าของจุนมยอนก็ก้มลงมองหนังสือที่ชานยอลยื่นมาให้แต่ก็ไม่กล้ารับมาถือไว้ในมือ

     

     

    ชานยอลเป็นหนึ่งในอาสาสมัครที่คอยดูแลนักศึกษาแลกเปลี่ยน ...ความจริงพวกนี้จุนมยอนรู้ดี และเขาเองก็อยากช่วยเหลือ หนังสือวัฒนธรรมเกาหลีในมือชานยอลคงเป็นประโยชน์มากสำหรับคริส แต่เขาก็...

     

     

     

    “ไม่รู้ว่าจะเจอหมอนั่นตอนไหน ...พรุ่งนี้วันหยุดด้วยอ่ะฉันคงต้องกลับต่างจังหวัดล่ะ”

     

     

     

    “อ...อ่อ”

     

     

     

    “ได้มั้ยจุนมยอน?” ในตอนที่โดนรบเร้าซ้ำ จุนมยอนก็ไม่รู้ว่าจะทำหน้ายังไง บางทีเขาก็เป็นคนที่ตัดปัญหาไม่ขาดเอาเสียเลย นิสัยขี้เกรงอกเกรงใจปฏิเสธใครไม่เป็นและไม่รู้จักกับคำว่าเห็นแก่ตัว ก็ทำให้ต้องคอยแบกมันไว้บ่อยครั้ง หลายครั้งก็แก้ไขอะไรไม่ได้จนมันจมอยู่เป็นปัญหาต่อเนื่องไป

     

     

    ครั้งนี้ก็คงเหมือนกัน...

     

     

    “ด...ได้”

     

     

    แล้วเขาจะทำยังไง ...ก็ได้แต่ถามตัวเองซ้ำๆในขณะที่มือดันยื่นออกไปรับหนังสือเล่มนั้นมาไว้ในมือเสร็จสรรพเรียบร้อยแล้ว

     

     

    “ขอบใจนะ” ชานยอลยิ้มให้อย่างจริงใจ แต่มันกลับกลายเป็นเหมือนรอยยิ้มที่ฆ่าเขาให้ตายทั้งเป็นยังไงก็ไม่รู้

     

     

    “ยังไงก็ฝากด้วยแล้วกัน” ฝ่ายชานยอลพยักพเยิดใบหน้าให้ โบกมือให้เขาแล้วก็ค่อยๆถอยหลังไป โดยที่สายตาก็คอยมองมาทางประตูห้องเขา จุนมยอนที่จับอาการเหล่านั้นได้ถึงกลับลืมเรื่องหนักใจของตัวเองไปเสียสนิทเลยในตอนนั้น

     

     

    “ลาสักหน่อยมั้ย? เดี๋ยวเรียกให้”

     

     

    ชายหนุ่มเมื่อโดนจับจุดได้ก็รีบโบกมือไหวๆเชิงบอกว่าไม่ต้อง หัวเราะร่าเสียจนเห็นฟันขาวเรียงตัวครบ คนตัวสูงก้าวเท้าถอยหลังอีกเพียงไม่กี่ก้าวจึงค่อยหันกลับไปทั้งตัวแล้วเดินกระเด้งตัวห่างออกไป

     

     

    ในตอนที่เหลือเพียงตัวคนเดียว ยืนว้าเหว่อยู่ตรงนั้นก็หวนกลับมามองเล่มหนังสือในมืออีกจนได้ จุนมยอนมองไปที่บานประตูห้องคริสแล้วก็ถอนหายใจยาว ในมือเขาคือหนังสือและมันก็คงวางไว้ต่ำเทียบเท่าที่วางรองเท้าไม่ได้กระมัง

     

     

    เขาจะทำยังไงดี...?

     

     

    ให้ทิ้งหนังสือไว้หน้าห้องเฉยๆเห็นทีว่าคงจะไม่ดีหรอก...

     

     

    “เบค่อน!

     

     

    เสียงเรียกนำไปก่อนตัว แบคฮยอนนั่งอยู่ที่ปลายเตียงด้วยหน้าบูดๆบิดๆ ความไม่สบอารมณ์ถูกระบายลงกับรีโมททีวีของเขา แบคฮยอนแทบจะกดทุกปุ่มที่ประกอบอยู่กับเจ้าอุปกรณ์สี่เหลี่ยมผืนผ้านั่น ตาใสจ้องมองโทรทัศน์ขนาดยี่สิบเอ็ดนิ้วไม่กะพริบ

     

     

    “แบคฮยอนอา” ชื่อจริงๆที่พ่อแม่ตั้งให้ถูกเปล่งออกมา หลังจากจุนมยอนเดินเข้าไปถึงแบคฮยอนพร้อมทั้งวางมือไว้บนหน้าขาของเพื่อนก่อนที่เจ้าตัวจะไถตัวเองลงไปนั่งอยู่บนพื้นข้างล่างโดยที่มีแบคฮยอนนั่งอยู่เหนือหัว

     

     

    “หมอนั่นมาไม?”

     

     

    จุนมยอนที่นั่งอยู่ข้างล่างและหันหลังให้พยอนแบคฮยอนถึงกับอมยิ้ม

     

     

    “นี่อ่ะ” เบี่ยงตัวเพื่อจะหันหลังกลับไป มือขาวที่มีหนังสือที่ชานยอลฝากไว้ให้ในมืออยู่แล้วยื่นมันไปให้เพื่อน “ชานยอลฝากมันให้คริส”

     

     

    “แล้วจะไปช่วยเหลือทำไม?”

     

     

    “ก็แล้วมีเหตุผลที่จะไม่ช่วยด้วยหรือไงเล่า”

     

     

    “ไม่รู้ล่ะ ...ไม่ชอบขี้หน้าและก็ไม่อยากให้นายไปญาติดีด้วย” แบคฮยอนทำปากยื่นปากยาว

     

     

    “จนถึงป่านนี้แล้วยังไม่เลิกอิจฉาเขาอีกหรือไงเบค่อนน่า” พูดออกไปในขณะที่ตามองจอทีวีที่หยุดอยู่ที่ช่องหนึ่งหลังจากที่แบคฮยอนเริ่มเปิดปากคุยกับเขา จุนมยอนก็รู้สึกถึงแรงที่กดลงมาตรงช่วงไหล่ทั้งสองข้าง ไม่พอแค่นั้น แบคฮยอนยังเขย่าไปด้วยและตอนนี้หัวของเขาก็คลอนไปหมดแล้ว

     

     

    “ย่าส์! หุบปากนายไปเลยเดี๋ยวนี้นะ ใครเขาอิจฉาหมอนั่นกัน!

     

     

     

    “กะ...ก็ ...น่ะ ...นายไง” เสียงพูดถูกเปล่งออกมาอย่างยากลำบากรวมทั้งตะกุกตะกัก แบคฮยอนที่เขย่าไหล่จุนมยอนทำให้การจะพูดแต่ละคำเป็นไปอย่างค่อนข้างยากลำบาก “ก็ชานยอลน่ะ ทั้งหล่อกว่านาย ตัวก็สูงกว่า ความเป็นผู้นำยิ่งสูง จิตอาสายิ่งมีเยอะ ผู้หญิงที่ไหนเขาก็ชอบกันทั้งนั้นแหละ โอ๊ยยย นี่จะฆ่ากันหรือไง!

     

     

     

    “ทีงี้ทำเป็นพูดเก่งเชียวนะ ...” แบคฮยอนเอาหนังสือที่ถือไว้ในมือตีหัวจุนมยอนเบาๆ “หาเรื่องอยากคุยกับไอ้เจ๊กนั่นน่ะสิไม่ว่า” พอแบคฮยอนพูดถึงตรงนี้จุนมยอนหมดคำที่จะพูดต่อไปเลยทันที คนตัวเล็กไหล่ตก ยู่ริมฝีปากตัวเอง

     

     

    “เปล่าซะหน่อย”

     

     

    “โด่ ...แล้วรับปากเขามาแล้วไม่ทำได้หรือไงนายน่ะ” แบคฮยอนยิงเข้ามาถูกจุดพอดีเป๊ะๆ

     

     

    “นั่นดิ” จุนมยอนพึมพำกับตัวเองเบาๆกำลังจะอ้าปากพูดประโยคถัดไปทว่าแบคฮยอนกลับดักคอได้ทันเสียก่อน

     

     

     

    “แล้วก็ไม่ต้องมาขอให้ช่วย ไม่มีทางซะล่ะ!

     

     

     

    เพราะถ้าเป็นเรื่องที่เกี่ยวกับปาร์คชานยอลน่ะเหรอ...?

     

     

    แบคฮยอนไม่มีทางเข้าไปยุ่มย่ามหรอก!

     

     

     

    อยู่ด้วยกันมาจนถึงปีสาม แต่ความขัดแย้งของพวกเขามันเกิดตั้งแต่สมัยเป็นเฟรชชี่ ตอนก้าวเข้ามาในรั้วมหาวิทยาลัยใหม่ๆแบคฮยอนได้รับความสนใจจากรุ่นพี่เป็นจำนวนมาก ด้วยหน้าตาที่น่ารักจิ้มลิ้มตัวเล็กกะทัดรัด ใครเห็นใครต่างก็นิยมชมชอบ

     

    ถึงจุดหนึ่งแบคฮยอนได้รับการเสนอชื่อให้เข้าชิงตำแหน่งเดือนคณะเพื่อสานต่อสำหรับการประกวดเดือนมหาวิทยาลัย เขาไม่ได้ยึดติดกับกิจกรรมพวกนี้ออกจะไม่สนใจไม่ใส่ใจ ตอนแรกยังปฏิเสธด้วยซ้ำ ทว่าจู่ๆไอ้คนที่ถูกเสนอชื่อมาคู่กันรวมทั้งไม่เคยรู้จักกันมาก่อนอย่างปาร์คชานยอลก็ดันมาพูดตอกใส่หน้ามาว่าที่เขาปฏิเสธเพราะกลัวจะแพ้น่ะสิ

     

     

    อ้าว...

     

    แล้วแบบนี้มันยอมได้ที่ไหน...  

     

     

    แบคฮยอนยอมให้เป็นตัวเลือกให้เพื่อนๆคนที่เหลือที่ไม่ได้ถูกเสนอชื่อโหวต หลังจากนับคะแนนเบ็ดเสร็จเขารู้สึกเสียหน้าอย่างหาที่สุดไม่ได้ ในเมื่อคนหมู่มากเลือกฝ่ายตรงข้าม มิหนำซ้ำหลังจากประกวดเดือนมหาวิทยาในปีนั้น ไอ้คนเดียวกันกับที่ชนะเขาก็ยังคว้าไปได้อีก

     

     

    แล้วแบบนี้น่ะมันน่าเจ็บใจมั้ยล่ะ...

     

     

    แล้วไหนจะเรื่องบาสเกตบอลอีก เห็นตัวเล็กแค่นี้แบคฮยอนก็เล่นบาสนะ บาสเกตบอลเป็นกีฬาโปรดเขาเลย ช่วงหนึ่งเคยไปซ้อมและชานยอลก็ไปซ้อม เขาเล่นปีกและไอ้หมอนั่นก็เล่นตำแหน่งเดียวกัน แต่ถ้าจะว่ากันตามความจริงแล้ว ปีกไม่จำเป็นที่จะต้องตัวสูงมากก็ได้ขอแค่ความว่องไวคล่องแคล่วรวมทั้งไหวพริบดี ซึ่งแบคฮยอนมั่นใจว่าตัวเองมี กระนั้นฝ่ายตรงข้ามก็ดันมีเหมือนกัน ซึ่งตำแหน่งนี้ตัวจริงมีได้แค่สองคน ตัวยืนอันดับหนึ่งคือรุ่นพี่ซีวอน ซึ่งนั่นก็คือพี่ชายแท้ๆของจุนมยอนนั่นแหละ

     

     

    ส่วนคนที่จะเข้าไปเพิ่มเติมอีกคนหนึ่งในตำแหน่งนั้น ...พี่ซีวอนดันเลือกชานยอล เหตุผลก็เพราะหมอนั่นสูง!

     

     

    โอเค ....แบคฮยอนไม่ยอมเป็นตัวสำรองแน่แล้วยิ่งเป็นตัวสำรองให้ปาร์คชานยอลยิ่งไม่มีทาง

     

     

    แบคฮยอนลาออกจากชมรมทั้งที่อยู่ได้แค่ไม่กี่เดือน ...ก่อนจะผันตัวเองมาตีดอทจนถึงทุกวันนี้(?)

     

     

     

    จุนมยอนคิดว่าเขาคงแค่อิจฉาแต่บอกตามตรงว่าแบคฮยอนไม่ได้อิจฉา เขาก็แค่รู้สึกเจ็บใจว่าทำไมต้องมาแพ้คนๆเดิมซ้ำๆซากๆแบบนี้

     

     

    ตลอดระยะเวลาเกือบสามปีก็เลยแทบจะไม่เคยญาติดีกันเลย ฝ่ายนู้นค่อนข้างเฉย พูดออกมาแค่ไม่กี่คำแต่ต้องยอมรับว่าทุกคำล้วนแทงใจ ชานยอลไม่ค่อยแสดงออกอะไรมากแต่แบคฮยอนก็สรุปไปแล้วว่าฝ่ายนู้นก็คงไม่ได้ปลาบปลื้มอะไรในตัวเขาเสียเท่าไร เหมือนกับเขาที่แสดงออกจริงจังว่าไม่ประทับใจอะไรในตัวอีกฝ่ายเลย

     

     

    ก็แค่...

    ไม่ชอบก็คือไม่ชอบน่ะ ...จบมั้ย!?

     

     

     

    “เบค่อน...” จุนมยอนหันทั้งตัวกลับมาพร้อมทั้งทำน้ำเสียงออดอ้อน มือบางวางประกบกันลงบนหน้าขาของแบคฮยอน ก่อนที่จุนมยอนจะพาคางตัวเองวางทับไปบนนั้น

     

     

     

    “โทรหาไคให้หน่อยสิ”

     

     

     

    “โทรไปเองเลยนะ” ไม่รู้ว่าจุดประสงค์ของจุนมยอนคืออะไร กระนั้นแบคฮยอนก็เข้าใจว่าทำไมจุนมยอนถึงได้มาอ้อนให้เขาโทรไปหาไคแบบนี้

     

     

    ก็เพราะไคมันคงต้องงอนจุนมยอนอยู่แน่ๆ และเพื่อนตัวขาวนิ้งคนนี้ก็รู้ตัวด้วยไง ไม่งั้นคงไม่มาอ้อนให้เขาโทรไปคุยด้วยให้แบบนี้หรอก

     

     

     

    ก็ตลกอยู่นะ ...การที่เพื่อนมีแฟน แถมแฟนที่ได้มานี่ยังเป็นคนที่เพื่อนชอบด้วย ไคมันก็น่าจะยินด้วยอย่างถึงที่สุดน่าจะถูกต้องกว่านะ

     

     

     

    แต่เพราะไคคนที่ชอบสำคัญตัวเองผิดๆ คนที่ชอบคิดว่าตัวเองสำคัญมากๆสำหรับจุนมยอนก็คงจะคิดว่าการทำแบบนี้มันน่ารักมากสินะ บอกตามตรงว่าต่อให้ไม่ใช่ไคจุนมยอนก็คงคิดที่จะง้อทั้งนั้น และทั้งที่เรื่องนี้มีพยอนแบคฮยอนเป็นต้นเรื่องแท้ๆ เป็นคนทำให้คริสกับจุนมยอนเป็นแฟนกัน แม้จะยังไม่สมบูรณ์แบบ ...แต่เชื่อว่าคงไม่นานหรอก อย่างคิมจุนมยอนอ่ะนะลองใครได้อยู่ใกล้ก็ต้องหลงรักทั้งนั้นแหละ ...เชื่อเถอะ!

     

     

     

    เป็นแบคฮยอนแท้ๆที่เจ้ากี้เจ้าการกับเรื่องราวที่เกิดขึ้นทั้งหมด และถ้าไล่เลียงดูดีๆจริงๆคนที่ไคสมควรไม่พอใจ โกรธ หรือว่างอนก็ควรจะเป็นเจ้าหมาน้อยพยอนแบคเสียมากกว่า แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นเพราะหือไม่ได้ไง ...ลองหือกับแบคฮยอนขึ้นมามีหวังได้คอหักตายก่อนถึงอายุขัยจริงๆแหง

     

     

     

    “เอาโทรศัพท์นายโทรไปนะเบค่อน” จุนมยอนคิดว่าถ้าเป็นเบอร์ไคคงไม่อยากที่จะรับ

     

     

     

    แต่แล้วคำตอบที่ได้จากแบคฮยอนมีเพียงรอยยิ้มแห้งๆ

     

     

    “ใสเจีย เพื่อนยังไม่ได้เติมตังค์โทรศัพท์เลยอ่ะ”

     

     

    “ง่า”

     

     

    “ทำอย่างกับไม่รู้จักไคงั้นแหละ โทรไปถี่ๆเดี๋ยวมันก็รับ แค่เห็นเบอร์นายมันก็ดีใจจนเนื้อเต้นแล้ว ใจเย็นถือสายรอมันหน่อยให้มันเล่นตัวหน่อยนึง” จุนมยอนปากยู่ลงเล็กน้อยก่อนเจ้าตัวจะลุกขึ้นยืนสูง ใช้มือล้วงโทรศัพท์ออกมาจากกระเป๋ากางเกง มองหน้าแบคฮยอนอีกครั้ง คราวนี้ทิ้งก้นลงไปบนเตียงข้างๆแบคฮยอน วุ่นวายอยู่กับโทรศัพท์ในมือสองสามอึดใจก่อนจะเอามาแนบหูฝั่งที่ติดกับแบคฮยอนไว้

     

     

    “ว่าแต่จะโทรหามันทำไม” จุนมยอนหันกลับมามองเพื่อนตัวเองตาแป๋ว เสี้ยววินาทีก็อดรู้สึกเขินขึ้นมาไม่ได้ นิ้วมือข้างที่ว่างถูกใช้ขึ้นมาเขี่ยๆหลังใบหูตัวเองอย่างไม่รู้ว่าจะเอาไปไว้ที่ไหนดี

     

     

    “ก็เรื่องหนังสือนี่แหละ ก็ว่า ...ก็ว่าจะให้ไคเขียนโน๊ตเป็นภาษาจีนให้หน่อย” แบคฮยอนอ้าปากตาวาวมีท่าทีเข้าใจขึ้นมาทันที เพราะคริสสินะ ... เพราะถ้าจะเอาไปให้เองกับตัวก็คงจะไม่กล้า ก็เลยคิดว่าจะฝากโน้ตเอาไว้ แต่ถ้าเขียนด้วยภาษาเกาหลีก็เกรงว่าคริสจะไม่เข้าใจอีกสินะ

     

     

    อืม...เพราะคริส

     

     

    จุนมยอนถึงได้เลือกเพื่อนสนิทที่เรียนเอกจีนมาช่วย

     

     

    “อ่อ ...เข้าใจละ” สิ้นสุดคำพยอนแบคฮยอนก็เอียงใบหูให้ชิดกับโทรศัพท์ของจุนมยอน รอฟังความเคลื่อนไหวจากฝ่ายตรงข้ามอย่างเงียบเชียบ

     

     

    “ไค...” จุนมยอนหันหาแบคฮยอนและแบคฮยอนก็ตาโตใส่อย่างอยากรู้อยากเห็นในทันทีเหมือนกัน

     

     

    “อ...เอ่อ ช่วยอะไรฉันหน่อยได้หรือเปล่า ....ช่วยมาหาที่ห้องหน่อยนะได้มั้ย...จงอินอ่า” แบคฮยอนเอาไหล่เข้าไปกระแซะ ในตอนที่จุนมยอนหันกลับไปมองก็ยิ้มล้อเลียนเข้าไปทันที

     

     

    “อื้อ ...ขอบใจมากนะไค” จุนมยอนวางสายไป ส่วนแบคฮยอนก็กระแซะไหล่ของเขาซ้ำๆอยู่อย่างนั้นแหละ

     

     

    “แน่ะ ...จงอินอ่า”

     

     

    ร้ายนักนะ...

     

     

    แบคฮยอนถากถางจุนมยอนในใจ ให้ตายเถอะ ...โดนเรียกชื่อแบบนี้ ไคไม่ตายให้มันรู้ไป มันคงยอมให้หมดทุกอย่างแน่อ่ะ

     

     

    ก็นอกจากครอบครัวแล้วก็ไม่เคยเห็นว่ามันจะยอมให้ใครเรียกนี่ รวมทั้งส่วนมากก็ไม่ค่อยรู้ด้วยว่าจริงๆแล้วชื่อจริงๆของไคคือ ...คิมจงอิน

     

     

     

    ก๊อก

    ก๊อก

    ก๊อก

     

     

     

     

     “มาละ” แบคฮยอนที่นั่งๆกลิ้งๆเดินๆไปจนทั่วห้องแล้ว ในตอนที่ได้ยินเสียงเคาะประตู

     

     

     

    รอไคอยู่ประมาณสิบห้านาทีได้ ประมาณจากเวลาแล้วก็คงจะเตร็ดเตร่อยู่แถวๆมหาลัยนี่แหละ เพราะถ้าไคกลับบ้านไปแล้วจริงๆคงไม่บึ่งมาถึงหอพักของจุนมยอนที่อยู่หลังมหาลัยได้ทันใจขนาดนี้หรอก

     

     

    “เดี๋ยวเปิดให้” ว่าแล้วก็ขันอาสาเดินไปเปิดให้ทันที ชั่วอึดใจแบคฮยอนก็เดินนำหน้าคนผิวคล้ำเข้ามา แบคฮยอนนั่งลงที่ปลายเตียงข้างจุนมยอน ส่วนไค หมอนั่นเดินไปนั่งลงบนเก้าอี้ที่ประกอบอยู่กับโต๊ะเขียนหนังสือ

     

     

    ห้องพักค่อนข้างแคบ พื้นที่ใช้สอยมีไม่มากนัก เป็นห้องสี่เหลี่ยมแค่ตั้งเตียงกับโต๊ะเขียนหนังสือก็เต็มแล้วมั้ง แต่ก็ปกตินะ เพราะหอพักนักศึกษาส่วนมากก็เป็นแบบนี้แหละ มีห้องน้ำกับระเบียงข้างหลังห้องก็หรูละ

     

     

    “หนังหน้ามึงนี่ดูไม่ได้” มาถึงก็โดนแบคฮยอนใส่ก่อนเลย

     

     

    “เรื่องของกูเปล่า”

     

     

    “แต่มันตากูไงที่เห็นหน้ามึงน่ะ”

     

     

    “ถ้าจะให้กูมานั่งให้มึงหาเรื่องกูแบบนี้ กูกลับนะ” ไม่พูดเปล่าคนหน้าตึงลุกขึ้นด้วย ในตอนที่เดินผ่านหน้าจุนมยอน มือขาวก็รีบยื่นออกไปรั้งไว้

     

     

     

    “จงอินอ่า”

     

     

     

    ทรุดมั้ยมึง...?

     

     

     

    แบคฮยอนอยากจะหัวเราะด้วยภาษาตุรกี เจอเข้าไปแบบนี้ขาอ่อนหมดนะพ่อคนดำรูปหล่อคมเข้ม

     

     

     

    “อืมม ...นายอยากให้ทำอะไรให้ก็ว่ามา” เวลาที่ไคจะอ่อนโยนที่สุดก็เห็นจะเป็นเวลาที่ต้องอยู่กับจุนมยอนล่ะมั้ง

     

     

    วินาทีที่ไคเปิดโอกาส จุนมยอนก็รีบลุกไปยังโต๊ะเขียนหนังสือที่จัดวางอย่างเป็นระเบียบของตัวเองทันที นอกจากกระดาษเอสี่หลากสีแล้วเขาก็มีแค่เพียงโพสอิทรูปหัวใจสีชมพู คนตัวเล็กลังเลที่จะหยิบมันอยู่เล็กน้อย แต่แล้วก็ต้องตัดใจ เพราะการใช้โพสอิทแปะลงบนหนังสือน่าจะเป็นอะไรที่สะดวกรวมทั้งเรียบง่ายสุดๆแล้วล่ะ

     

     

    แต่ก็นะ...

     

     

    มันติดตรงที่เป็นรูปหัวใจและก็สีชมพูนี่แหละ

     

     

     

    “นี่อา” สองมือที่จับโพสอิทยื่นไปจ่อตรงหน้าไค “เขียนเป็นภาษาจีนบนนี้ให้หน่อยว่า ...หนังสือเล่มนี้ชานยอลฝากมาให้”

     

     

     

    ไครับมันเอาไว้ในมือ หันไปมองหน้าแบคฮยอนก็พบเพียงท่าทางยักไหล่ที่หมอนั่นส่งมาให้ เขาหันกลับมาที่จุนมยอนอีกครั้งแล้วก็คงคิดว่าไม่แปลกอะไรหรอกมั้งถ้าจะถาม...

     

     

    ก็แค่อยากแน่ใจว่ามันเป็นไปในแบบที่เขาคิดมั้ย...

     

     

     

    “ชานยอลฝากให้ใคร?”

     

     

    เห็นชัดเจนว่าจุนมยอนลอบมองไปที่แบคฮยอนราวกับอยากได้ความช่วยเหลือ ถึงอย่างนั้นแบคฮยอนก็ทำได้เพียงสังเกตการณ์อยู่อย่างเงียบๆ

     

     

    “ของ ...คริสน่ะ” จุนมยอนเอ่ยออกไปอย่างตะกุกตะกักด้วยความรู้สึกเกร็งๆกลัวเพื่อนตัวเองจะเกิดอาการไม่พอใจขึ้นมาจนไม่ยอมช่วยเขา

     

     

     

    “อ่อ..” กระนั้นท่าทีของไคกลับมีเพียงพยักหน้าเข้าใจ โดยที่ไม่ได้โวยวายตามมาเหมือนคราวก่อนๆ “จะให้เขียนว่าอะไรนะ?”

     

     

    และท่าทีของไคแบบนั้นก็ทำให้จุนมยอนถึงกับอ้าปากค้างด้วยความคาดไม่ถึงว่าทำไมเรื่องนี้ถึงขอร้องให้ไคช่วยได้ง่ายดายนัก

     

     

    “อ่ะ ...ประมาณว่าให้รู้ก็พอว่าชานยอลฝากไว้ให้”

     

     

    “แค่นั้นใช่มั้ย?” ไคถามย้ำ..

     

     

    “อื้ออ ...แค่นั้น”

     

     

    “ได้เลยจุนมยอน”

     

     

     

    คิมจงอินรับปากอย่างง่ายดายซึ่งยังความงงงวยให้ถาโถมมาสู่เพื่อนทั้งสองคน

     

     

     

    เป็นที่แน่นอนว่า ...ทั้งแบคฮยอนและจุนมยอนไม่รู้ภาษาจีนดังนั้นจึงไม่มีใครรู้ว่าไคเขียนข้อความบนโพสอิทนั้นว่าอย่างไร...

     

     

     

    ไม่มีใครรู้ว่าไคเขียนว่าอะไร...

     

     

     

    คงจะมีแต่คนที่รู้ภาษาจีนเท่านั้นที่จะรู้...

     

     

     

    TBC…

     

     

    -------------------------

     

    ไม่มีใครคาดถึงว่าจะเป็นปาร์คชานยอลล่ะเซ่~ ฮี่~

    โอเช เราเฉลยคู่รองเป็นชานแบคนะ แต่ตอนนี้ก็คงชัดเนอะ บอกอีกคู่เลยได้ป้ะ

    ต้องบอกว่าเป็นคี่ป่ะ มัน 3 คน

    ไคลู่เลย์นะจ้ะ สรุปบอกหมดเลอไม่ต้องไปเม้ม 55555555

    ปล.อยากให้น้องไคเขียนว่าอะไรคะ ก๊ากกก นี่ไม่รู้นะ เลยต้องตัดจบตอน 55555555

    ติดตามเรื่องนี้
    เก็บเข้าคอลเล็กชัน

    ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ ดูทั้งหมด

    loading
    กำลังโหลด...

    อีบุ๊ก ดูทั้งหมด

    loading
    กำลังโหลด...

    ความคิดเห็น

    ×