ตอนที่ 9 : ตอนที่ 8 100 %

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 265
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 10 ครั้ง
    24 ส.ค. 61

ตอนที่ 8

 

 

หลังจากใช้เวลาเกือบๆครึ่งชั่วโมงในการระงับอารมณ์โมโหเพราะโดนพยัคฆ์พลวางระเบิดลูกใหญ่ไว้ให้ ในที่สุดพระพายก็สามารถสงบสติอารมณ์ที่เดือดเหมือนลาวาภูเขาไฟลงได้และยอมนั่งรอเขาอยู่ในห้องทำงานของชายหนุ่ม และเพื่อหาทางระบายพระพายจึงตัดสินใจกดโทรศัพท์โทรหาเฟื่องลดาในทันที

“ว่าไงพระพาย”

เสียงตอบกลับแสนดี๊ด๊าของเฟื่องลดาทำเอาพระพายถึงกับกรอกตา รู้สึกว่าการทำงานถ่ายแบบให้นายอติเทพดูจะเป็นอะไรที่ทำให้เพื่อนเธอแฮปปี้มากๆ อ่อใช่ซิอย่างน้อยๆไอ้เฟื่องก็ไม่ต้องมานั่งแง๊กอยู่ในห้องทำงานกว้างๆนี่เฉยๆเหมือนเธอนี่

“ดูแกจะอารมณ์ดีมากเลยนะ”

“แหมแก ลองมาทำงานที่มีทั้งขนม พิซซ่า ไก่ทอด เป็นอาหารว่างให้กินดูบ้างซิ เป็นแกจะไม่มีความสุขเหรอ?”

“นี่อย่าบอกนะว่าแกกำลังแทะน่องไก่อยู่”

“แอ อู้ อ้าย อาย” เฟื่องลดาตอบเสียงอู้อี้ และท้ายเสียงนั้นพระพายเหมือนจะได้ยินเสียงไอ้เพื่อนรักดูดนิ้วซะมันส์หยดด้วย

“เสียงแกเคี้ยวดังจั๊บๆขนาดนี้ฉันคงหูหนวกไปแล้วมั้ง”

“แฮะๆ”

“ไม่ต้องมาหัวเราะกลบเกลื่อนเลย”

“อะไรของแกวะพระพาย ทำไมต้องทำเสียงเหมือนกำลังโมโหฉันด้วยเนี่ย”

คำพูดของเฟื่องลดาทำให้พระพายได้สติ เธอถอนหายใจเฮือกใหญ่อันที่จริงแล้วมันไม่ใช่ความผิดของเฟื่องลดาเลยอย่างที่เพื่อนเธอพูด บางทีเธอคงหงุดหงิดเกินไปจริงๆ

“ขอโทษนะเฟื่อง”

“แกเป็นอะไรเนี่ยขอโทษฉันทำไมวะพระพาย”

“ไม่มีอะไรฉันแค่หงุดหงิดนิดหน่อยนะ”

“งั้นหรอ” เฟื่องลดารับ ก่อนจะถามเสียงสูง “แล้วนี่แกไม่ได้กำลังสัมภาษณ์คุณพยัคฆ์พลเขาเหรอถึงได้โทรมาหาฉันได้เนี่ย”

“ก็เพราะว่าฉันยังไม่ได้สัมภาษณ์เขาไงละถึงได้หงุดหงิดเป็นช้างตกมันอยู่เนี่ย” พระพายโวยกับคำถามของเฟื่องลดาอย่างหัวเสีย

“อ้าวไหงเป็นงั้นละ ไหนแกบอกว่าเขานัดให้ไปสัมภาษณ์ตอนเก้าโมงเช้าไง”

“ใช่เขานัดฉันตอนเก้าโมงเช้า แต่พอมาถึงแกรู้ไหมว่าอีตาบ้านี่พูดว่าอะไร เขาบอกฉันว่ามีประชุมด่วนเขามายังให้สัมภาษณ์ฉันไม่ได้แล้วให้ฉันนั่งรออยู่ในห้องทำงานไปก่อน แกว่าเขาบ้าไหมละ”

“เออบ้าจริงๆแหละ”

“ใช่ไหมแล้วแกรู้อะไรไหมตั้งแต่เกิดมาฉันก็เพิ่งเจออีตาบ้านี่แหละที่หาเรื่องกวนประสาทฉันได้มากขนาดนี้”

          “ช่วยไม่ได้นี่แกเองก็ไปหาเรื่องเขาก่อนเหมือนกัน”

          “นี่แกเป็นเพื่อนฉันหรือว่าเป็นเพื่อนตาบ้านั่นกันแน่วะเฟื่องไหงถึงได้ไปเข้าข้างเขาได้”

          “ก็มันจริงนี่” เฟื่องลดาบ่นอุบอิบ “ว่าแต่ฉันวางสายแล้วนะพระพายต้องไปเซ็ตฉากช่วยพี่รัตน์แล้ว ไว้เดี๋ยวเที่ยงๆโทรหาละกัน”

          “เฮ้ยเฟื่องเดี๋ยวซิ ฉันยัง...”

          ยังไม่ทันที่พระพายจะได้เรียกเพื่อนรักจนจบประโยค ไอ้ตัวแสบก็จัดการตัดสายโทรศัพท์เธอเรียบร้อยแล้ว พระพายมองหน้าจอที่มืดสนิทแล้วก็ได้แต่ทำหน้าบูด หญิงสาวถอนหายใจก่อนจะยัดโทรศัพท์เจ้ากรรมใส่ไว้ในกระเป๋ากางเกงจากนั้นก็หันกลับมามองสำรวจไปรอบๆห้องทำงานของพยัคฆ์พล ดูเหมือนภาพวาดลายพู่กันจีนภาพนั้นจะดึงดูดสายตาเธอไม่น้อยเพราะหลังจากนั่งแง๊กอย่างไม่มีอะไรทำแล้วพระพายก็รีบจัดการลุกออกจากโซฟาแล้วเดินไปดูภาพนั้นใกล้ๆอีกครั้ง

          เสียงกระซิบของธาวินที่เข้ามารายงานเขาเกี่ยวกับพฤติกรรมของพระพายและเสียงโวยวายของเธอตอนที่โทรไประบายอารมณ์ให้เพื่อนสนิทอย่างเฟื่องลดาฟังทำเอาพยัคฆ์พลถึงกับหลุดขำออกมา ท่าทีที่ดูผ่อนคลายซ้ำยังอารมณ์ดีเป็นพิเศษของชายหนุ่มเรียกให้ผู้เข้าร่วมประชุมทั้งหลายต่างหันมองหน้ากันเลิกลั่ก จริงอยู่ที่บุคลิกภายนอกของพยัคฆ์พลจะดูเป็นคนสบายๆและมีรอยยิ้มน้อยๆแต้มอยู่เหนือริมฝีปากเป็นนิจ ทว่ากับคนที่รู้จักเขาจริงๆแล้วจะรู้ว่าภายใต้รอยยิ้มเป็นมิตรนั่นมันอาบไปด้วยยาพิษชนิดที่ว่าแทบไม่มีใครอยากจินตนาการถึงซ้ำร้ายประวัติในช่วงวัยรุ่นของเขาดูจะเป็นการการันตีเรื่องความเลือดเย็นของชายหนุ่ม ไม่อย่างนั้นด้วยอายุเพียงแค่นี้เขาคงไม่สามารถควบคุมกิจการของหยางเฟยและขายธุรกิจการส่งออกครอบคลุมไปทั่วทั้งแถบเอเชียแบบนี้ และแน่นอนหนึ่งในนั้นคงไม่มีเรื่องไหนสำคัญเท่ากับการที่เขากลายเป็นหนึ่งในสมาชิกของภาคีอิมพีเรียลซึ่งนั่นทำให้ธุรกิจของพยัคฆ์พลขยายวงกว้างและกลายเป็นผู้นำธุรกิจด้านการขนส่งสินค้าในเอเชียได้ในเวลารวดเร็วแบบนี้

          ท่าทีสนอกสนใจของเหล่าผู้ร่วมประชุมเรียกให้พยัคฆ์ฑลที่กำลังอารมณ์ดีกับเรื่องของพระพายเลิกคิ้ว ชายหนุ่มมองไปยังผู้บริหารแต่ละคนก่อนจะอมยิ้ม

          “เรื่องการสัมปทานโครงการท่าเทียบเรือที่ภูเก็ตไปถึงไหนแล้วครับคุณยงยุทธ”

          คำถามของผู้บริหารใหญ่อย่างพยัคฆ์พลทำเอาคนถูกถามอย่างนายยงยุทธถึงกับลนลาน ชายวัยกลางคนชักสีหน้าเหรอหราตกใจครู่หนึ่งครั้งตั้งสติได้ก็รีบรื้อเอกสารและขึ้นสไลด์รายงานแผนการดำเนินงานที่ได้รับผิดชอบในทันที

          “อยู่ในระหว่างเรียกทำสัญญาครับคุณขาล แต่ผมว่าโครงการนี้ดูจะไม่สร้างผลกำไรให้เราซักเท่าไหร่ เมื่อเทียบกับท่าเรือแหลมฉบังและมาบตาพุดที่ตอนนี้มีการขยายพื้นที่เพิ่มมากขึ้นซึ่งนอกจากจะช่วยในเรื่องการขนถ่ายสินค้าแล้ว การกระจายสินค้าจำพวกเหล็กและอุตสาหกรรมอะไหล่รถยนต์จากญี่ปุ่น”

          “ผมไม่ได้ถามถึงความคุ้มค่า ผมถามถึงแค่ความก้าวหน้า” พยัคฆ์พลตอบอีกฝ่ายเสียงเรียบ “จริงอยู่ที่ตอนนี้เราได้สัมปทานท่าเทียบเรือสำหรับขนถ่ายสินค้าในแถบตะวันออกแล้ว แต่ถ้าเทียบกัเส้นทางการเดินเรือที่จะต้องอ้อมผ่านช่องแคบมะละกาและขนถ่ายสินค้าลงเรือเดินสมุทรขนาดใหญ่ที่สิงคโปร์แล้ว การเลือกเพิ่มศูนย์ขนถ่ายสินค้าด้านฝั่งทางพม่าและอินเดียนอกจากจะช่วยให้เราประหยัดเวลาแล้วยังเป็นการลดต้นทุนในเรื่องการขนถ่ายสินค้าผ่านเรือเดินสมุทรจากฮ่องกงด้วย ปัญหาข้อนี้ผมว่าคุณมองมันไม่ออกนะ”

          “ขะ ขอโทษครับคุณขาล”

          “สิ่งที่ผมต้องการจากคุณ และพวกคุณทั้งหมดในห้องนี้เกี่ยวกับการประชุมเรื่องนี้ไม่ใช่การขอโทษ แต่เป็นการมองปัญหาและการหาวิธีรับมือกับปัญหาให้ออกมากกว่า ผมเลือกพวกคุณแต่ละคนเข้ามาบริหารที่นี่ก็เพราะเห็นว่าพวกคุณแต่ละคนมีความสามารถ ถ้ากับปัญหาแค่นี้พวกคุณยังหาทางแก้หรือมองไม่ตกการประชุมบอร์อดบริหารครั้งหน้าผมคงต้องพิจารณาที่การเปลี่ยนถ่ายบุคลากรและการปรับโรงสร้างใหม่แล้ว”   พยัคฆ์พลจบประโยค จากนั้นก็ไล่สายตามองไปยังผู้ร่วมประชุมแต่ละคน “ดังนั้นผมจึงอยากให้ทุกคนเข้าใจด้วยว่า ถึงผมจะไม่ได้อยู่คุมกิจการที่เมืองไทยแต่ก็ใช่ว่าผมจะไม่มีคนคอยส่งรายการผลการดำเนินการให้ หวังว่าทุกคนจะเข้าใจที่ผมพูดนะ”

          “ครับ/ค่ะ คุณขาล”

          เสียงตอบรับที่ดังลั่นไปทั่วทั้งห้องประชุมสั่งให้พยัคฆ์พลพยักหน้า ชายหนุ่มถอนหายใจก่อนจะยื่นไอแพดในมือส่งให้คนสนิทอย่างธาวิน

          “ธาวิน เสร็จจากการประชุมแล้วรวบรวมไฟล์รายงานการประชุมจากแต่ละแผนกส่งให้ฉัน ถ้าผู้บริหารแผนกไหนไม่มีรายงานส่งให้แจ้งรายชื่อกับฉันมาด้วย”

          “ครับคุณขาล”

          ได้ยินคนสนิทรับคำเสียงเรียบแค่นั้น พยัคฆ์พลก็ลุกขึ้นจากเก้าอี้และเดินปรี่ออกจากห้องประชุมในทันที ชายหนุ่มก้มมองดูนาฬิกาที่ข้อมือก่อนจะอมยิ้มน้อยๆเหนือริมฝีปาก

 

เพราะกำลังจดจ่ออยู่กับการสรุปข่าวและบทสัมภาษณ์งานให้เทวาฤทธิ์ดังนั้นตอนที่พยัคฆ์พลเดินเข้ามาในห้องทำงานพระพายจึงยังไม่ทันได้สนใจ หญิงสาวนั่งขัดสมาธิอยู่บนพื้นกระเบื้องห้องทำงานกำลังกัดนิ้วโป้งจ้องมองหน้าจอแม๊คบุ๊คและไฟล์สรุปเนื้อหาที่เต็มไปด้วยตัวหนังสือและรูปภาพซึ่งกำลังทำเธอตาลาย

ท่าทีจริงจังทว่าดูเหมือนเด็กไปในตัวของพระพายทำเอาคนที่เพิ่งเข้ามาอดยิ้มขันอย่างเอ็นดูไม่ได้ พยัคฆ์พลลากฝีเท้าอย่างแผ่วเบา ขณะพาตัวเองไปนั่งอยู่บนโซฟาด้านหลังหญิงสาว เขานั่งเท้าคางมองเธอราวกับกำลังมองสิงมหรรศจรรย์ที่โผล่เข้ามาในชีวิต

พระพายเอื้อมมือไปหยิบแก้วชาเขียวมาดูดก่อนจะวางแก้วกลับไว้ แล้ววกมือไปหยิบคุ้กกี้มากินแต่พอตั้งท่าจะควานหาคุ้กกี้ชิ้นทีสอง ความว่างเปล่าที่สัมผัสได้ก็ทำเอาหญิงสาวขมวดคิ้วยุ่งก่อนจะรีบมองหาจานขนมที่ว่านั่น

“เอาเพิ่มไหม เดี๋ยวผมสั่งแม่บ้านให้”

คำถามของคนตัวโตทำเอาเจ้าของร่างบางสะดุ้ง คุ้กกี้ที่กำลังเคี้ยวอยู่เต็มกระพุ้งแก้มเกิดติดคอจนต้องควานหาแก้วน้ำจ้าละวันยังดีที่พยัคฆ์พลมือไวและส่งน้ำมาให้ทันก่อนเวลา

พระพายคว้าแก้วจากมือเขามาดื่มน้ำเข้าไปสองอึกใหญ่ พอคุกกี้ชิ้นนั้นถูกกลืนหายลงไปในลำคอแล้วหญิงสาวก็รีบตวัดสายตาหันมามองยังตัวต้นเหตุตาเขียวทั้งๆที่ยังไอโขลก

“ฉันเกือบตายก็เพราะคุณแล้วเห็นไหม?” เธอแหวใส่เขาเสียงดุขณะใช้มือทุบอก

พยัคฆ์พลเลิกคิ้วก่อนจะเถียงเธอกลับ “ผมไปทำอะไรคุณตอนไหนกัน มีแต่คุณนั่นแหละกินไม่ระวังเอง ดีขนาดไหนแล้วที่ผมเข้ามาทันไม่งั้นขนมคงติดคอคุณจนตายกลายเป็นผีเฝ้าห้องนี้ไปแล้ว”

“ถ้าฉันเป็นผีนะ ฉันจะมาบีบคอคุณคนแรก!

พยัคฆ์พลยิ้มกับคำขู่นั้นก่อนจะเอื้อมมือไปเชยคางมนดึงใบหน้าเล็กให้แหงนมาสบตากับเขา “ผมยินดีเป็นผู้ชายคนแรกของคุณ”

ประโยคคำพูดสองแง่สองง่ามของเขาทำเอาคนที่เคยปากเก่งเมื่อครู่ถึงกับใบหน้าเห่อร้อน พระพายรีบสะบัดหน้าปัดมือเขาออกห่าง จากนั้นก็รีบผุดลุกขึ้นยืน

ท่าทีตั้งหน้าตั้งตาเก็บแม็กบุ๊คและเอกสารอย่างลนลานของพระพายยิ่งทำให้ต่อมความอยากแกล้งของพยัคฆ์พลทำงานมากขึ้น เขาเท้าคางมองซีกหน้าเล็กๆที่ตอนนี้กำลังแดงก่ำเหมือนลูกมะเขือเทศสุกแล้วก็อดไม่ได้ที่จะยื่นนิ้วไปจิ้ม ผิวแก้มนุ่มๆที่ปลายนิ้วได้สัมผัสให้ความรู้สึกดีแก่พยัคฆ์อย่างบอกไม่ถูก ยิ่งพอเห็นคนตัวเล็กสะดุ้งโหยงก่อนจะหันมามองเขาตาโตรอยยิ้มเหนือริมฝีปากของพยัคฆ์พลก็ยิ่งขยายกว้างมากขึ้น

ตอนแรกที่เข้ามาในห้องและเห็นหญิงสาวเอาแต่ทำงานโดยไม่สนใจเขา พยัคฆ์พลก็แค่นึกสนุกอยากแกล้งให้เธอตกใจเล่นเท่านั้น แต่ไม่คิดเลยว่าพอได้แกล้งและได้เห็นกิริยาในอีกหลายๆแบบของพระพายความสนุกที่เกิดขึ้นกลับทำให้เขายิ่งอยากหยอกเย้าเธอมากขึ้น โดยเฉพาะท่าทีเขินอายของหญิงสาวตอนที่สบตากับเขานั้นทำให้พยัคฆ์พลค่อนข้างจะมั่นใจว่าพระพายไม่ใช่ผุ้หญิงที่มีรสนิยมแปลกๆอย่างที่ตนเองเคยเข้าใจ ดังนั้นเพื่อหาทางพิสูจณ์ความคิดตนเองเขาจึงลองแกล้งเธออีกครั้ง และครั้งนี้ก็เหมือนจะยิ่งตอกย้ำความคิดของเขาให้หนักแน่นมากขึ้น

“ทำบ้าอะไรของคุณเนี่ยคุณพยัคฆ์พล” พระพายยกมือลูบแก้มโวยเสียงหลง เพราะเป็นครั้งแรกในชีวิตที่โดนผู้ชายลวนลามอย่างใกล้ชิดและเปิดเผยขนาดนี้ รู้สึกว่าผิวแก้มของเธอกำลังเห่อร้อนด้วยกระไอความโกรธและความอายที่ไหลมากระจุกตัวกันที่เดียว

“ขาล”

“หะ...คุณว่าอะไรนะ”

“ผมอยากให้คุณเรียกผมว่าขาล แทนเรียกชื่อเต็มนั่น”

พยัคฆ์ฑลตอบเธอเสียงเรียบ แววตาขี้เล่นของเขาเปลี่ยนเป็นสงบนิ่งและล้ำลึก พระพายจ้องตอบนัยน์ตาพราวระยับคู่นั้นนิ่ง รู้สึกได้ลางๆว่าจังหวะการเต้นของหัวใจเธอมันเริ่มแกว่งแปลกๆ

“ละแล้วมันเกี่ยวอะไรกันกับเรื่องนี้ละ”

“ก็ผมอยากให้คุณเรียกแบบนี้จนกว่างานสัมภาษณ์ของเราทั้งคู่จะจบลง” เขายิ้มตาหยีจนเห็นลักยิ้มบุ๋มตรงแก้ม และขยับเข้ามาใกล้มากขึ้นเมื่อเห็นเธอยังเอาแต่นิ่ง

พระพายขยับหนีการไล่ต้อนของเขาจนแทบจะตกโซฟาและเป็นพยัคฆ์พลที่มือไวคว้าตัวเธอไว้ได้ทันก่อนที่ร่างเล็กๆจะตีลังกาลงไปนอนแหมะบนพื้น

“ว่าไง” เข้าย้ำพร้อมยื่นหน้าเข้ามาใกล้

“ได้ๆ ฉันจะเรียกคุณว่าขาลตามที่คุณต้องการก็ได้” พระพายลนลานตอบเขาเสียงเร็วรัวจากนั้นก็กลั้นใจผลักชายหนุ่มออกห่างตัว

พยัคฆ์พลยืดตัวกลับมานั่งหลังตรงจากนั้นก็ลุกขึ้นยืน เขาเอื้อมมือไปหาหญิงสาวก่อนจะชวนเธอด้วยรอยยิ้ม

“ไปทานข้าวเที่ยงกันผมหิวแล้ว”

พระพายย่นจมูกใส่เขาจากนั้นก็ปัดมือชายหนุ่มทิ้ง ท่าทีผุดลุกขึ้นจากโซฟาก่อนจะกระแทกไหล่ใส่ท่อนแขนเขาอย่างหัวเสียของหญิงสาวทำเอาพยัคฆ์พลต้องส่ายหน้าอย่างขำขัน แม้จะมีท่าทีไม่เต็มอกเต็มใจกระนั้นพระพายก็ยังยอมตามเขาออกไปทานอาหารกลางวันจนได้




********************



“ถ้าคุณไม่พาแวะนี่ ผมไม่มีทางรู้เลยนะเนี่ยว่าร้านนี้จะเด็ดขนาดนี้”

พระพายได้แต่มองคนตรงหน้าที่กำลังตักส้มตำเข้าปากทียกมือปาดเหงื่อทีด้วยสีหน้าเหลือเชื่อ ไม่คิดเลยว่าการที่เธออยากแกล้งพยัคฆ์พลโดยการตัดสินใจเลือกพาเขามากินข้าวที่ร้านส้มตำไก่ย่างริมทางแบบนี้แทนที่จะเป็นร้านอาหารหรูๆอย่างที่เขาเสนอจะกลายเป็นว่า นอกจากพ่อเจ้าประคุณจะไม่มีท่าทีอิดออดแล้วพยัคฆ์พลยังจัดการสั่งอาหารพร้อมกับสวาปามทุกอย่างได้อย่างคล่องแคล่วผิดจากบุคลิกผู้บริหารหนุ่มสุดเนี้ยบอย่างสุดโต่งขนาดนี้

“ฉันก็เพิ่งรู้เหมือนกันแหละว่าคุณจะชอบส้มตำขนาดนี้”

พระพายบอกเขาก่อนจะยกน้ำขึ้นดื่มแล้วแสร้งเบือนหน้าหนีปีกไก่ย่างที่ชายหนุ่มยื่นส่งมาให้

“กินนี่บ้างซิ อร่อยนะ” เขาว่าพร้อมกับพยักเพยิดให้เธอกัดไก่ชิ้นนั้น พระพายส่ายหน้าพยายามปฏิเสธ

“ไม่เอาฉันกินเองได้”

“จะกินดีๆหรือจะให้ผมป้อนด้วยปาก”

ได้ยินเขาขู่เท่านั้นแหละคนกลัวตายก็รีบอ้าปากงับเนื้อไก่ชิ้นนั้นทันที ท่าทีกินทีย่นจมูกใส่เขาอย่างไม่ชอบใจทีของพระพายเรียกให้พยัคฆ์พลยิ้มกว้าง เพราะหลังจากได้ชิมไก่ย่างรสเด็ดไปหนึ่งคำแม่หนูตะเภาจอมดื้อที่เคยทำท่าทีเมินเฉยต่ออาหารรสเด็ดตรงหน้าก็จัดการละเลงอาหารทุกอย่างลงท้องราวกับพายุทอนาโดในทันที

“คุณซัดทุกอย่างเรียบเป็นหน้ากลองแบบนี้ แล้วยังมาบอกผมว่าไม่หิวอีกมันน่าเชื่อไม่ละเนี่ย”

เสียงของพยัคฆ์พลที่เอ่ยแซวขึ้นมา เรียกให้คนที่กำลังนั่งแทะปีกไก่จานที่สามอย่างเมามันส์ถึงกับชะงักมือ พระพายเหลือตาขึ้นมองเขาในขณะที่ปากยังคงคาบปีกไก่ย่างเอาไว้ไม่ยอมปล่อย

“แล้วใครใช้ให้คุณทิ้งฉันไว้ในห้องทำงานคนเดียวตั้งสองชั่วโมงเต็มเล่า”

พระพายเถียงเขาหลังจากจัดการไก่ชิ้นสุดท้ายจนเหลือแค่กระดูก เธอดูดนิ้วโป้งทีนึงก่อนจะหยิบกระดาษทิชชู่มาเช็ดมือแล้วยกน้ำขึ้นดื่มอึกใหญ่

“ก็ผมบอกไปแล้วไงว่ามีประชุมด่วน”

“ยังไงก็ช่างเถอะที่ฉันตกลงยอมรับข้อเสนอนี้ก็เพราะคุณบังคับมา แต่ในเมื่อฉันยอมทำขนาดนี้แล้วคุณยังหาเรื่องบิดพลิ้วแบบนี้ฉันว่ามันไม่แฟร์เลยซักนิดนะ”

“ก็อย่างที่ผมบอกไงว่าไม่มีความจริงใจโลกธุรกิจหรอก ถ้าคุณไม่เจ้าเล่ห์หรือมีเล่ห์เหลี่ยมไม่พอสุดท้ายคนที่ถูกเอาเปรียบก็จะกลายเป็นคุณซะเอง”

พยัคฆ์พลยกมือประสานรองใต้คางตอบเธออย่างไม่สะทกสะท้าน

“นี่คุณ”

“ผมแค่เปรยให้ฟังคุณจะโมโหไปทำไมเนี่ย” เขาบอกพร้อมกับยิ้มขณะเอื้อมมือมาหยิกแก้มนุ่ม แต่ถูกหญิงสาวปัดออกจากนั้นจึงจบปัญหาด้วยการหันไปตะโกนบอกป้าเจ้าของร้านเสียงใส “ป้าครับคิดตังค์ด้วยครับ”

เจ้าของร้านส้มตำเป็นหญิงวัยกลางคนอายุราวๆสี่สิบพอได้ยินเสียงพยัคฆ์พลตะโกนบอกก็รีบขานรับในทันที หลังจากนั่งจ้องหน้ากันไม่ถึงห้านาทีในที่สุดป้าเจ้าของร้านก็เดินมาคิดเงินพร้อมกับกล่าวทักทายพระพาย

“อ้าวนังหนูไม่เห็นหน้าตั้งหลายวันนึกว่าจะไม่มาอุดหนุนป้าซะแล้ว”

“ส้มตำร้านป้ารสเด็ดขนาดนี้หนูไม่มาได้ไง” พระพายตอบรับคำทักทายนั้นก่อนจะชูนิ้วโป้งทั้งสองข้างให้อีกฝ่ายเพื่อการันตีคุณภาพ

“ปากหวานนะเรา ว่าแต่วันนี้มากับแฟนเหรอเนี่ยปรกติป้าเห็นเรามาแต่กับนังหนูผมสั้นอีกคนนั่น” ท้ายคำถามนั้นป้าเจ้าของร้านอดที่จะหันมามองพยัคฆ์พลด้วยตาเป็นประกายก่อนจะแซวยิ้มๆ “แฟนหล่อนะเรา”

          “ป้าค่ะคือเขาไม่ใช่...” ยังไม่ทันที่พระพายจะได้อ้าปากอธิบายอะไรออกไปพยัคฆ์พลที่เหมือนจะรอโอกาสนี้อยู่แล้วรีบตอบเสียงดังทันที ในขณะที่หญิงสาวได้แต่นั่งอ้าปากเหวอด้วยความตกใจกับคำตอบของเขา

“ขอบคุณที่ชมครับ แล้วทั้งหมดนี่ราคาเท่าไหร่ครับ”

คำถามของพยัคฆ์พลเรียกให้ป้าเจ้าของร้านยิ้มกว้าง ก่อนจะกวาดตามองจานอาหารตรงหน้าพร้อมกับคิดเงิน

“ทั้งหมดสี่ร้อยห้าสิบบาทพอดีจ้า”

สิ้นเสียงพูดของป้าเจ้าของร้านพยัคฆ์พลก็รีบจัดการควักกระเป๋าเงินก่อนจะหยิบธนบัตรใบละห้าร้อยออกมาแล้วยื่นให้อีกฝ่ายพร้อมกับยิ้มตาหยีเอ่บชมอีกฝ่าย “ไม่ต้องทอนนะครับ ส้มตำร้านป้ารสเด็ดจริงๆไว้วันหลังผมจะพาแฟนมากินอีกนะครับ”

“ได้ซิพ่อหนุ่มจะมาอีกวันไหนก็บอกละป้าจะได้จัดโต๊ะรอ นานๆทีมีคนหล่อๆเข้าร้านซักที”

จากนั้นพระพายก็ได้ยินเสียงหัวเราะขบขันอย่างอารมณ์ดีระหว่างพยัคฆ์พลและป้าเจ้าของร้านส้มตำที่ดูเหมือนจะพูดจาถูกคอกันดีซะเหลือเกิน

“นี่คุณทำไมไม่บอกป้าแกละว่าคุณกับฉันเราไม่ได้เป็นแฟนกัน”

พระพายถามคนข้างกายทันทีที่ทั้งคู่กลับขึ้นมาอยู่บนรถ คนถูกถามชะงักมือที่กำลังคาดเข็มขัดนิรภัยครู่หนึ่งจากนั้นก็เลิกคิ้วแล้วตอบเธอด้วยรอยยิ้ม

“จะปฏิเสธอไปทำไมตอนนี้ยังไม่เป็นอีกหน่อยเดี๋ยวก็เป็น”

“ใครบอกว่าฉันจะเป็นแฟนคุณ”

“ผมไง จะใครละ”

ได้ยินเขาตอบแค่นั้นพระพายก็รู้ซึ้งในทันทีว่าไอ้คำว่าหน้าด้านดูแล้วมันคงจะน้อยไปด้วยซ้ำถ้าจะใช้กับผู้ชายคนนี้ เพราะนอกจากจะไม่ยอมฟังอะไรแล้วพยัคฆ์พลยังเป็นคนที่ยึดเอาความคิดตัวเองเป็นใหญ่ที่สุด  ปรกติแล้วพระพายคิดว่าเอเป็นคนรับมือคนเก่งนะแต่กับผู้ชายคนนี้เธอไม่ไหวจริงๆ พระพุทธพระธรรมพระสงฆ์ช่วยเถอะทำไมเธอถึงได้ซวยอะไรเบอร์นี้ ไปหาเรื่องใครไม่หาเรื่อง ดันมาเรื่องกับคนโรคจิตซินะชีวิตมันถึงได้ซวยแบบนี้!!

 

หลังจบมื้อเที่ยงแสนวุ่นวายพยัคฆ์พลไม่ได้พาพระพายกลับมาที่บริษัท แต่เขาเลือกที่จะพาเธอขับรถอ้อมกรุงเทพฝ่ามหากาฬไฟแดงและรถติดสารพัดก่อนจะมาหยุดนิ่งอยู่ที่สวนสาธารณขนาดใหญ่ริมแม่น้ำเจ้าพระยาซึ่งอยู่คนละฝั่งกันเลยกับที่ๆทั้งคู่มา

พระพายมองคนตัวสูงที่ตอนนี้นอนราบไปกับพื้นหญ้าใช้สองมือรองต่างหมอนโดยไม่สนใจว่าเสื้อเชิ้ตราคาแพงยับของเขาจะเปื้อนเศษดินรึเปล่าแล้วก็ต้องหน้าเคร่ง

“นี่คุณกะจะปั่นหัวฉันเล่นใช่ไหม” พระพายถามเขาพร้อมกับกอดอก น้ำเสียงเธอคงจะบ่งบอกว่าไม่สบอารมณ์นักเพราะทันทีที่ได้ยินเสียงนั้นพยัคฆ์พลก็ผงกหัวขึ้นจากพื้นหญ้าก่อนจะหันมาตระแคงมองเธอ

“ผมจะปั่นหัวคุณเล่นทำไม คุณบอกเองไม่ใช่เหรอว่าอยากได้บทสัมภาษณ์ผม ผมก็พาตัวเองมาให้คุณซักแล้วไง”

“แต่ที่เราตกลงกันไว้คือที่บริษัทคุณไม่ใช่รึไง แล้วนี่คุณพาฉันมาทำบ้าอะไรที่นี่รู้ไหมกว่าจะขับรถจากนี่กลับไปที่บริษัทคุณแล้วต่อรถไปที่สำนักงานฉันมันกินเวลาตั้งเท่าไหร่”

“ผมไปตกลงกับคุณตั้งแต่เมื่อไหร่” เขาย้อน

“ก็ตอนที่...” พระพายกะจะเถียงเขาแต่พอนึกขึ้นได้ว่าตอนที่ตกลงกับเขาเรื่องที่เธอจะทำหน้าที่รวบรวมบทสัมภาษณ์ด้วยตนเองทั้งคู่ไม่ได้ตกลงเลยไว้หญิงสาวก็รีบหุบปากเงียบ ยิ่งเห็นสายตากับสีหน้าล้อเลียนของเขาตอนที่มองเธอพระพายก็อึดอัดจนแทบอยากจะพ่นไฟเหมือนก๊อตซิลล่าขึ้นมาซะให้ได้

พยัคฆ์พลมองท่าทีอึดอัดกระฟัดกระเฟียดของหญิงสาวแล้วก็ยิ้ม จากนั้นชายหนุ่มก็ทิ้งตัวเอนกายนอนราบไปกับพื้นใช้สองแขนแกร่งสานรองใต้ศีรษะต่างหมอน เปลือกตาหนานั้นหลับพริ้มอย่างสบายอารมณ์ยามรับสายลมเย็นๆที่พัดผ่าน

ทั้งคู่นั่งรับลมอยู่ตรงนั้นนานเท่าไหร่ไม่ทราบได้ หากตลอดเวลานั้นไม่มีคำพูดใดๆเอ่ยจากปากของแต่ละฝ่ายมีเพียงเสียงสายลมแผ่วๆที่พัดกระทบผืนน้ำและเสียงอื้ออึงของผู้คนที่นานๆครั้งจะเดินผ่านมา และมันก็คงจะนานมากพอที่พระพายจะได้มองเก็บรายละเอียดทุกอย่างของคนข้างกายเธอในขณะนี้

ครั้นได้มองสำรวจดวงหน้าของพยัคฆ์พลใกล้ๆจึงทำให้พระพายได้รู้ว่าผู้ชายตรงหน้าเธอคนนี้เป็นเช่นไร แม้จะได้ชื่อว่าเป็นลูกผสมของสองชาติพันธ์ที่แตกต่างซึ่งหากสายเลือดฝั่งพ่อที่ผสมผสานอยู่ในตัวเขาก็ไม่ได้กลืนกินรูปลักษณ์เขาไปหมดสิ้นเหมือนอย่างหนุ่มลูกครึ่งหลายๆคนที่พระพายเคยเห็น พยัคฆ์พลเป็นลูกครึ่งไทยจีนที่มีตาสองชั้นนัยน์ตาสีดำเข้มของเขานั้นดูคมกล้าอย่างบุรุษไทย เรือนผมสีดำสนิทราวแพรไหมนั้นรับขับกับดวงหน้าคมคร้ามหล่อเหลาได้รูปเสียยิ่งกว่าอะไร

 ภาพที่เห็นอยู่ตรงหน้านั้นคล้ายจะสะกดตรึงสายตาของพระพายเอาไว้ หญิงสาวนั่งเหยียดขาราบไปกับพื้นรวบสองมือบางมาวางไว้ที่หน้าตัก เอียงดวงหน้ามองคนที่กำลังหลับตาพริ้มอย่างผ่อนคลายนั้นด้วยความรู้สึกบางอย่าง ท่าทีแสนผ่อนคลายและดวงหน้าที่แต้มยิ้มละมุนนั้นทำให้เธออดคิดไม่ได้ว่าเขาช่างดูไร้พิษภัยและเป็นผู้ชายที่น่ามองเสียยิ่งกว่าใครราวกับไม่ใช่ผู้ชายตัวร้ายเต็มไปด้วยพิษสงที่เอาแต่กลั่นแกล้งเธอคนก่อนหน้านี้แม้แต่น้อย

น่ามองเสียยิ่งกว่าใคร จู่ๆคำนี้ก็มาสะดุดเอาความรู้สึกก่อนหน้ามลายหายไปหมดสิ้น พระพายรีบส่ายหน้าหวือคล้ายจะขับไล่ความคิดพิลึกพิลั่นนั่นแทบจะทันที นึกก่นด่าตัวเองนักและคิดว่าเธอต้องบ้าไปแล้วแน่ๆที่รู้สึกแบบนั้นออกมาได้

พยัคฆ์พลหรี่สายตาเหลือบมองหญิงสาวครู่หนึ่ง ใบหน้ามนที่กำลังขึ้นสีระเรื่อและอาการส่ายหน้าหวือของเธอนั้นเรียกรอยยิ้มจากริมฝีปากเขาได้อย่างง่ายดาย

"แอบมองผมแบบนี้อย่าบอกนะว่าคุณตกหลุมรักผมเข้าแล้ว”

เสียงทุ้มเข้มที่ดังขึ้น คล้ายจะฉุดเรียกสติของพระพาย หญิงสาวรีบตวัดดวงหน้าหันมามองคนข้างกายด้วยใบหน้าตื่นๆ และทันได้เห็นกับอาการส่งยิ้มกว้างจนตาหยีของเขา

“ฝันไปเถอะ อย่าหวังเลยว่าฉันจะตกหลุมรักผู้ชายเจ้าเล่ห์แบบคุณ”

“จริงเหรอ” เขาย้อน ก่อนจะพลิกตัวลุกขึ้นมามองหน้าเธอ “ทำให้ได้ละ ผมน่ะไม่ใช่แค่เจ้าเล่ห์นะแต่ยังอันตรายว่าที่คุณคิดไว้ซะอีกเกิดคุณตกหลุมรักผมขึ้นมาจริงๆระวังจะเสียใจไม่รู้ตัว”

พระพายยิ้มหวานให้กับพูดของเขา ก่อนจะเอียงคอตอบเขาด้วยคำพูดล้อเลียนที่เจ็บแสบไม่แพ้กัน

“ฉันไม่มีวันตกหลุมรักผู้ชายอย่างคุณหรอก คุณซะอีกระวังตัวกับหัวใจตัวเองไว้เถอะอย่าเผลอมาตกหลุมรักฉันเข้าละแล้วจะหาว่าฉันไม่เตือน”

ไม่พูดเปล่าเท่านั้นแต่พระพายยังจงใจจิ้มนิ้วเข้าที่หัวใจของชายหนุ่มด้วยคำพูดของเธอคล้ายจะสะกิดต่อมบางอย่างของพยัคฆ์พล เขายกขึ้นมาลูบหน้าอกตรงตำแหน่งที่โดนพระพายจิ้มซึ่งมันเป็นตำแหน่งเดียวกับที่หัวใจของเขากำลังเต้นอยู่ นัยน์ตาคมกล้าของชายหนุ่มสงบนิ่งขณะเหลือบมองซีกหน้าหวานละมุนของหญิงสาวที่ตอนนี้กำลังก้มหน้ารื้อเครื่องบันทึกเสียงและสมุดโน๊ตออกจากกระเป๋าสะพาย

 

พยัคฆ์พลมองใบหน้าจริงจังนั้นครู่หนึ่ง ไม่นานหลังจากนั้นชายหนุ่มก็แหงนหน้ามองฟ้าก่อนจะปล่อยเสียงหัวเราะอย่างอารมณ์ดีออกมา เขาเอื้อมมือหนาขึ้นไปแตะแก้มหญิงสาวก่อนจะดึงผิวแก้มนุ่มนั้นเบาๆอย่างหมั่นเขี้ยว

“โอ้ย นี่คุณ” พระพายร้องเสียงหลงออกมาด้วยความตกใจ รีบยกมือขึ้นมาตะครุบผิวแก้มไว้ ตกใจที่จู่ๆพยัคฆ์พลก็เกิดบ้าขึ้นมาอีกแล้ว “เกิดบ้าอะไรขึ้นอีกเนี่ย”

“ผมไม่ได้บ้าผมแค่มีความสุข”

คำพูดของเขา ทำเอาคนฟังหน้าเหรอหราแล้วจ้องหน้าเขาด้วยแววตาไม่ชอบใจ

“เลิกเล่นได้แล้วคุณขาล ตกลงคุณจะยอมให้ฉันสัมภาษณ์ไหม ถ้าคุณไม่ยอมเล่าแถมยังกวนประสาทฉันอยู่แบบนี้ล่ะก็เห็นทีฉันต้องขอตัวก่อนล่ะ”

ไม่พูดเปล่าเท่านั้นแต่พระพายยังตั้งท่าจะผุดลุกเดินหนีไปต่อหน้าเขาจริงๆ เดือนร้อนคนขี้แกล้งต้องรีบคว้าข้อมือบางเอาไว้ ก่อนจะออกแรงฉุดรั้งให้หญิงสาวกลับลงมานั่งเคียงข้างเขาเหมือนเดิม

"โอเคๆผมยอมแล้ว คุณนี่ทำไมเป็นคนใจร้อนแบบนี้เนี่ย" เขากล่าวพร้อมยกสองมือขึ้นคล้ายจะยอมจำนนต่อเธอแล้ว

“งั้นก็เริ่มที่ประวัติส่วนตัวของคุณเป็นหัวข้อแรกก็แล้วกัน” พระพายบอกเขาก่อนจะเงยหน้าขึ้น

คนเอาแต่ใจเจ้าอำนาจเหลือบสายตามองดูหญิงสาวครู่หนึ่ง ครั้นเห็นเธอยอมนั่งนิ่งๆอยู่ข้างกายเขาไม่คิดจะหนีไปไหนอีก เมื่อนั้นชายหนุ่มจึงเผยรอยยิ้มละมุนอ่อนโยนออกมา  พยัคฆ์พลเหลือบมองพระพายอยู่ครู่เดียว ชายหนุ่มก็วกดวงหน้ากลับมาแหงนมองท้องฟ้ายามเย็นด้วยแววตาเลื่อนลอย เขาหลับตาแล้วถอนหายใจครู่หนึ่ง จากนั้นจึงเริ่มเปิดริมฝีปากเอ่ยเล่าเรื่องราวของตนเองออกมา

“ชื่อของผมที่ทุกคนรู้จักคือ พยัคฆ์พล วรารัตน์ ส่วนชื่อเล่นคือขาล แต่นอกจากชื่อนี้แล้วผมยังมีชื่อจีนที่พ่อตั้งให้คือ หลี่ เหลาหู่ เป็นชื่อที่คนในครอบครัวและตระกูลผมเท่านั้นที่รู้ ผมเกิดวันที่ 26 กรกฎา ตอนนี้อายุ 33 ปี ครอบครัวผมหลักๆแล้วเรามีกันอยู่แค่สามคน คือพ่อ แม่ แล้วก็ผม ตั้งแต่เกิดและจำความได้ผมใช้ชีวิตอยู่ที่ฮ่องกงบ้านเกิดพ่อผมมาตลอดสามสิบสามปี จะแวะมาที่เมืองไทยบ้างเป็นบางครั้ง ส่วนใหญ่ถ้าไม่ใช่เพราะมาเยี่ยมแม่นิกับตาวัฒน์ แม่ผมไม่ค่อยให้ผมมาเมืองไทยเท่าไหร่หรอก”

          “ทำไมละ?” เสียงเล็กใสที่เอ่ยถามขึ้น และดวงหน้าจิ้มลิ้มที่ผงกขึ้นจากหน้าสมุดแล้วมองดวงหน้าเขาด้วยความสงสัยนั้นทำเอาพยัคฆ์พลเลิกคิ้วสูงครู่หนึ่ง ก่อนรอยยิ้มขำขันจะแต่งแต้มบนดวงหน้าเขา

“เพราะแม่กลัวว่าผมจะก่อเรื่องเข้าน่ะซิ” คราวนี้ดวงหน้าเล็กยิ่งขมวดยุ่งอย่างไม่เข้าใจมากขึ้น แต่คราวนี้ไม่มีคำถามตามมาเหมือนครั้งก่อนหน้า

“เมื่อก่อนผมค่อนข้างเป็นคนมุทะลุบ้าเลือดซัดทุกอย่างที่ขวางหน้า ทำอะไรตามใจตัวเองไปหน่อย คงเป็นผลพวงจากการที่ต้องขวนขวายหาทางเอาชีวิตรอดมาตั้งแต่เกิดด้วยมั้งถึงทำให้ผมเป็นแบบนั้น” พยัคฆ์พลเงียบไปครู่หนึ่ง เขากวาดสายตามองไปยังท้องฟ้าเบื้องหน้าอย่างเหม่อลอย คล้ายจะพึงระลึกความทรงจำที่เขาไม่อยากจะเอ่ย

“ชีวิตผมไม่ได้เพียบพร้อมอะไรอย่างที่คุณคิดหรอกนะ พ่อผมเป็นแค่มือขวาของผู้นำหยางเฟยไม่ใช่เจ้าของหยางเฟยตัวจริง ส่วนแม่ แม่เองก็ไม่ได้มีสายเลือดที่เกี่ยวข้องอะไรกับคนบริบูรณ์พิทักษ์หรือหยางเฟยเลย แม่เป็นลูกของคนงานในบ้านนั้นเป็นเด็กที่แม่นิรับมาอุปการะเลี้ยงดูเหมือนลูกแท้ๆเท่านั้น แต่เพราะลุงวัฒน์เกษียนตัวเองสละอำนาจทุกอย่างของหยางเฟยเพื่อมาอยู่ที่เมืองไทย ส่วนเฮียวุฒิเองพอมีเมียก็เลือกที่จะใช้ชีวิตอยู่กับครอบครัวที่เมืองไทยไม่สืบทอดทุกอย่างต่อจากพ่อ ดังนั้นพ่อผมที่เป็นมือขวาและเป็นคนเก่าแก่ของหยางเฟยเลยได้รับหน้าที่ดูแลหยางเฟยต่อจากพวกเขาแทน และนั่นก็เป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้ทุกอย่างเป็นแบบนี้”

พยัคฆ์พลรู้ดีว่าที่เขามีทุกอย่างได้ในวันนี้ก็เพราะใคร แต่ถึงกระนั้นเขาก็ไม่เคยลืมว่าทุกอย่างที่เขามีนั้น ไม่ใช่ของเขาโดยเที่ยงธรรมและเขาก็ไม่อาจจะยอมรับมันโดยบริสุทธิ์ใจได้ นอกเสียจากซุหลิงเท่านั้นที่มันเป็นของเขาจริงๆ ธุรกิจที่พ่อของเขาปลีกตัวออกมาก่อตั้งด้วยหยาดเหงื่อและสองมือของพ่อ ธุรกิจที่ผลักดันให้เขาเลือกที่จะสู้กับทุกอย่างเพื่อปกป้องมัน และแน่นอนซักวันเขาจะต้องคืนหยางเฟยให้กับเจ้าของที่แท้จริงซึ่งอาจจะเป็นใครคนใดคนหนึ่งในสามทายาทของภาคีวุฒิ

พระพายจ้องมองดวงหน้าของพยัคฆ์พลโดยไม่กระพริบตา ท้ายน้ำเสียงนั้นเขาแฝงไว้ด้วยความรู้สึกอัดอั้นที่ทับถมกันมานาน

        “ที่ฮ่องกง ผมยอมรับว่าธุรกิจที่ผมทำไม่ใช่ธุรกิจที่ขาวสะอาดนัก ที่นั่นผมต้องทำทุกวิถีทางเพื่อให้หยางเฟยมีอำนาจเพื่ออยู่รอดไม่ใช่เพื่อตัวผม แต่เพื่ออีกหลายชีวิตที่ฝากไว้กับหยางเฟย”

          “แล้วที่เมืองไทย” คราวนี้พระพายไม่ได้ทำแค่ผงกหัวชะโงกหน้าจ้องมองเขาเท่านั้น แต่หญิงสาวกลับหันมาจ้องหน้าเขาตรงๆสีหน้าเธอเต็มตื้นไปด้วยคำถามยามจ้องมองเขา

          พยัคฆ์พลยิ้มให้กับหญิงสาวครู่หนึ่ง ก่อนจะเอื้อมมือไปจับปอยผมสีน้ำตาลกลุ่มหนึ่งที่ปัดเคลียแก้มนวลแล้วม้วนทัดมันไว้ที่หลังใบหูเล็กอย่างอ่อนโยนและเบามือ

          “ทุกอย่างของซุหลิงและทุกอย่างที่ผมทำที่นี่ผมกล้ารับประกันว่ามันขาวสะอาดและอยู่ในขอบเขตของกฎหมาย ผมไม่อยากให้คนที่อยู่ในความดูแลของผมต้องเสี่ยงชีวิตมากไปกว่านี้ ตอนนี้ผมเลยพยายามปรับเปลี่ยนทุกอย่างของหยางเฟยใหม่ผลักดันให้ทุกอย่างที่เราทำเปลี่ยนจากสีเทาให้กลายมาเป็นสีขาวให้ได้ ถึงมันอาจจะยากและต้องใช้เวลา แต่ถ้าทำให้ชีวิตใครต่อใครที่ฝากไว้กับผมมั่นคงขึ้นผมก็จะทำ”

          “...”

          พระพายไม่พูดอะไรออกมาหลังจากนั้น เธอเอาแต่จ้องดวงหน้าของชายหนุ่มนิ่ง สายลมที่เริ่มพัดแรงขึ้นส่งผลให้กลุ่มผมของเธอนั้นยุ่งฟูเสียจนหญิงสาวต้องเอื้อมมือขึ้นมาจัดการรวบมัดมันไว้อย่างหลวมๆ

พยัคฆ์พลชันกายลุกขึ้นนอนตระแครงยกแขนตั้งศอกใช้มือข้างหนึ่งค้ำยันดวงหน้า จ้องมองกิริยาท่าทีเหล่านั้นของหญิงสาวด้วยความรู้สึกบางอย่าง ดวงหน้าจิ้มลิ้มภายใต้กรอบผมสีน้ำตาลสั้นเคลียร์บ่านั้นอย่างพินิจพิเคราะห์ สำหรับเขาพระพายไม่ใช่คนสวยสะดุดตาขนาดที่ว่าทำให้ผู้ชายเหลียวมองจนคอเคล็ดตั้งแต่แรกเห็น รูปหน้าเธอติดไปทางจิ้มลิ้มน่ามองเสียมากกว่าทว่ากับความสวยแบบเรียบๆไม่หวือหวานี้กลับมีเสน่ห์บางอย่างที่ดึงดูดสายตาคนมองได้ นั่นคือความรู้สึกละมุนตามองอย่างไรก็ไม่ให้ความรู้สึกเบื่อหน่ายเมื่ออย่างผู้หญิงสวยเฉียบเหล่านั้น ไม่เว้นแม้แต่เขาในตอนนี้

          “ผมเคยบอกคุณไปรึยัง”

          “หืม” ประโยคคำพูดที่เปลี่ยนไปของเขา ทำเอาพระพายที่เพิ่งละมือจากการรวบมัดกลุ่มผม หันมามองหน้าเขาพร้อมกับครางอุทานในลำคออย่างแปลกใจ

          “ผมไม่ชอบผู้หญิงสวยสะกดสายตาคนมอง แต่ผมชอบผู้หญิงที่มองแล้วให้ความรู้สึกละมุนตาดูแล้วไม่มีวันเบื่อแถมยังตัวเล็กๆแบบคุณที่สุด”

“ทำไม” พระพายถามเขาด้วยสีหน้าไม่เข้าใจ

“เวลาหิ้วขึ้นเตียงแล้วมันให้ความรู้สึกคล่องตัวดี”

เขาตอบพร้อมกับยิ้มจนตาหยี เท่านั้นละพระพายรู้ซึ้งขึ้นมาในทันทีว่าไอ้การนึกอยากจะฆ่าคนให้ตายคามือมันเป็นยังไง ทำไมน่ะเหรอ เพราะตอนนี้เธอเริ่มอยากจะฆ่าผู้ชายคนนี้ให้ตายๆไปต่อหน้าซะแล้ว ไอ้ประโยคทะลึ่งตึงตังมุ่งประเด็นไปเรื่องบนเตียงอย่างเดียวพวกนี้จะได้หลุดพ้นไปจากหัวของเขาซักที เกิดมาเธอก็เพิ่งจะเคยพบเคยเห็น ผู้ชายอะไรเปลี่ยนเรื่องวกไปเรื่องอย่างว่าได้หน้าตาเฉยจริงๆ!!!




ครบ 100% แล้วนะครับ

ต้องขขออภัยที่หายไปหลายวัน นะครับ

เพราะติดง่านด่วนจริงๆ

ขอบพระคุณที่คอยติดตามผลงานของกระผมเรื่อยมานะฮับ 

ยังไงก็รบกวนทุกท่านช่วยเม้นให้กำลังใจกันด้วยนะครับ

ทุกแรงใจจากนักอ่านคือแรงผลักดันในการเขียนนิยายของนักเขียนทุกท่าน

ขอบพระคุณคร้าบบบ....


ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 10 ครั้ง

249 ความคิดเห็น