ตอนที่ 8 : ตอนที่ 7 100%

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 277
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 6 ครั้ง
    10 ส.ค. 61

ตอนที่ 7

 

 

 

          “แต่หนูไม่อยากไปนี่พี่”

          “แค่ไปนั่งดื่มกับฟังเพลงนิดๆหน่อยๆเอง ไม่ได้อยู่ดึกหรอกน่า”

            “แต่...”

            “ไม่มีตงไม่มีแต่อะไรทั้งนั้นเว้ย ตกลงไปกันหมดทุกคนนี่แหละยังซะก็อยู่ทีมงานเดียวกันแล้วนี่”

            นพรัตน์เอ่ยจบประเด็น ทำเอาคนที่พยายามจะปฏิเสธอย่างพระพายได้แต่อ้าปากหวอ หญิงสาวทำหน้ายุ่งอย่างไม่สบอารมณ์ พอไม่รู้จะไประบายกับใครท้ายสุดพระพายจึงตัดสินใจระบายอารมณ์ทั้งหมดไปกับการตั้งอกตั้งใจกินเนื้อตรงหน้าชนิดไม่สนใจใคร กระทั่งเฟื่องลดาเองยังถูกแย่งเนื้อไปต่อหน้าต่อตา

 

            แม้จะทำใจมาบ้างแล้ว แต่พอเอาเข้าจริงการกลั้นใจเดินเข้าไปในเดอะโฮลี่คลับของพยัคฆ์พลก็ไม่ใช่เรื่องง่ายเลยซักนิดสำหรับพระพาย แม้พยัคฆ์พลจะไม่ได้ตามมาขู่อาฆาตหรือหาเรื่องเธอชนิดตามติดเป็นเงา แต่การถูกก่อกวนห่างๆจากเขาในระยะสองสามวันมานี่ก็ทำเอาเธอแทบประสาทกิน อันที่จริงไม่ใช่ว่าพระพายจะไม่ชอบผู้ชาย เธอเองก็เคยมีความรู้สึกชอบใครซักคนมาบ้าง เพียงแต่ผู้ชายที่เข้ามาในชีวิตเธอส่วนใหญ่ก็มักจะมาในสถานะพี่น้องหรือไม่ก็เพื่อนร่วมงานเท่านั้นและเพราะความสนิทสนมที่เธอกับเขาคนนั้นมีให้กันมากเกินไปนั่นจึงทำให้ทั้งคู่ก้าวข้าวผ่านความรู้สึกเหล่านั้นไปแล้วที่สำคัญอีกอย่างคือพระพายคิดว่าตัวเธอยังมีภาระที่ต้องรับผิดชอบอีกเยอะไหนจะดูแลแม่และยายไหนจะต้องหาเงินไว้สำหรับทำตามความฝันของตัวเองเพราะแบบนั้นถึงทำให้เธอยังไม่พร้อมที่จะมีใครเข้ามาในหัวใจ กระทั่งต้องมาเจอกับการจู่โจมของพยัคฆ์พลชนิดที่ทำเอาเธอถึงขั้นขยาดผู้ชายไปเลยทีเดียว

            “ใครอยากดื่มอะไรสั่งได้ตามสบายเลยนะครับ วันนี้ผมเป็นเจ้ามือเอง” สิ้นเสียงเอ่ยของอติเทพทุกคนในกลุ่มต่างพากันปรบมืออย่างดีอกดีใจ จากนั้นแต่ละคนก็เริ่มแยกย้ายไปนั่งยังโต๊ะที่พนักงานจัดให้ “คุณพระพายอยากดื่มอะไรเป็นพิเศษไหมครับ”

            คำถามของชายหนุ่ม เรียกให้พระพายที่เดินนำหน้าอติเทพอยู่เพียงไม่กี่ก้าวถึงกับชะงัก หญิงสาวหันมาเลิกคิ้วมองเขาก่อนจะยิ้มพร้อมกับส่ายหน้า

            “ไม่ละคะ ฉันไม่ใช่คคนเรื่องมากอะไรขนาดนั้นพวกพี่ๆเขากินอะไรฉันกินได้หมด” พระพายตอบอีกฝ่าย ก่อนจะหมุนตัวกลับแล้วเดินไปนั่งข้างๆเฟื่องลดาโดยไม่สนใจเลยซักนิดว่าอติเทพจะมีสีหน้าท่าทีเช่นไร

           

            “แม่หนูตะเภาของฉันมาที่นี่”

            พยัคฆ์พลทวนคำพูดของธาวินที่เดินเข้ามาบอก ก่อนจะกดยิ้มเหนือมุมปากอย่างพึงพอใจ แต่ทว่าคำพูดที่ตามมานั้นกลับทำให้สีหน้าของชายหนุ่มเปลี่ยนไปถนัดตา

            “ครับ แต่มากับนายอติเทพ”

            “แกบอกว่าเธอมากับนายอติเทพงั้นเหรอ?”

            “ครับคุณขาล” ธาวินตอบผู้เป็นนายเสียงเบา รู้สึกหายใจอึดอัดอย่างบอกไม่ถูกตอนที่เห็นสีหน้าที่เริ่มจะเปลี่ยนเป็นบึ้งตึงต่างจากตอนแรกที่ได้ยินเขาบอกว่าแม่นักข่าวสาวคนนั้นเข้ามาที่คลับ “คนของผมที่ตามสืบข้อมูลของเธอรายงานมาว่าเธอได้รับมอบหมายให้เป็นช่างภาพร่วมกับทีมงานที่ทำหน้าที่ถ่ายแบบให้กับนายอติเทพครับ”

          หลังฟังคำบอกเล่าของคนสนิทจบพยัคฆ์พลไม่เอ่ยอะไรออกมาอีก ชายหนุ่มทำเพียงนั่งเงียบเขายกมือขึ้นลูบริมฝีปากอย่างใช้ความคิด  ก่อนจะลุดพรวดขึ้นจากโซฟาแบบไม่มีปี่ไม่มีขลุ่ยทำเอาธาวินและอาเกาที่ไม่ทันได้ตั้งตัวถึงกับผงะด้วยความตกใจ ครั้นพอจะเอ่ยถามก็เห็นว่าผู้เป็นนายเดินดุ่มๆออกจากห้องรับรองไปแล้ว

            “คุณขาลละ” เหมยลี่ที่เพิ่งจะเดินสวนเข้ามาถามเพื่อนสนิททั้งสองคนที่กำลังนั่งหน้าเวหออยู่ในห้อง ก่อนจะเห็นธาวินยกมือขึ้นชี้นิ้วบอก

            “ออกไปแล้ว”

            “ไปไหน?”

            หญิงสาวซักด้วยความอยากรู้ ทว่าสิ่งที่ได้รับกลับมากลับเป็นสีหน้ายุ่งยากใจของคนทั้งคู่แทน

           

            ภาพที่เห็นอยู่ตรงหน้าทำเอาพยัคฆ์พลอดที่เลิกคิ้วด้วยความแปลกใจไม่ได้ ตรงชั้นล่างของคลับในโซนฝั่งปีกซ้ายที่จัดเป็นส่วนรับรองกลุ่มนักข่าวและช่างภาพของเดอะนิวส์รวมตัวกันอยู่ที่นั่นเมื่อนับรวมๆจากการคาดคะเนแล้วพยัคฆ์พลคิดว่าทั้งหมดที่นั่งอยู่ตรงนั้นมีราวๆสิบคนและหนึ่งในสิบกว่าคนนั้นก็ยังรวมอติเทพอยู่ด้วย ผู้ชายคนนั้นอยู่ในชุดเสื้อเชิ้ตสีขาวปลดกระดุมเม็ดบนราวๆสองสามเม็ดสวมทับด้วยสูทสีน้ำเงินเข้มสีเดียวกับกางเกง ข้างกายของเขามีสาวสวยท่าทางจัดจ้านคนหนึ่งคลอเคลียไม่ห่าง ทว่าสายตาของผู้ชายคนนั้นกลับไม่ได้มองอยู่ที่แม่สาวทรงสะบึมคนนั้นแม้แต่น้อย แต่กลับมองเลยไปยัง...

            จู่ๆหัวคิ้วของพยัคฆ์พลก็ขมวดยุ่งขึ้นมาเมื่อเขาลองลากสายตาไปตามอติเทพแล้วก็พบว่าคนที่อีกฝ่ายมองอยู่นั้น คือหญิงสาวร่างเล็กบางในชุดเชิ้ตยีนส์สีน้ำเงินเข้มและกางเกงยีนส์รัดรูปสีดำเผยให้เห็นสัดส่วนโค้งเว้าน่ามองเรือนผมสีดำยาวสลวยนั้นถูกรวบมัดไว้ด้านหลังปอยผมกลุ่มหนึ่งที่ถูกปล่อยทิ้งตัวไว้ด้านหน้าคลอเคลียอยู่กับผิวแก้มขาวๆขับให้ใบหน้าจิ้มลิ้มนั้นดูสวยสะดุดตาไม่น้อย เธอกำลังนั่งพูดคุยกับเพื่อนร่วมงานคนอื่นๆด้วยรอยยิ้มสนุกสนาน คราต่อมาพยัคฆ์ก็เห็นผู้ชายคนหนึ่งลุกขึ้นจากเก้าอี้แล้วเดินอ้อมมาด้านหลังหญิงสาวก่อนจะยกมือขึ้นมาจับไหล่เธอไว้ พร้อมกับพยายามคาดคั้นให้พระพายยกแก้วเหล้าใสนมือขึ้นดื่ม หญิงสาวตวัดสายตาหันไปมองอีกฝ่าย พยัคฆ์พลไม่รู้ว่าเธอพูดอะไรไปบ้าง แต่หลังจากพระพายทำปากขมุบขมิบครู่ต่อมาผู้ชายคนนั้นก็รีบลดมือที่กุมไหล่เธอไว้แล้วเดินกลับไปนั่งยังเก้าอี้ของตัวเองท่ามกลางเสียงหัวเราะขบขันของคนอื่นๆ

            “ฉันบอกแกแล้วใช่ไหมไอ้เอกว่าอย่าไปยุ่งกับพระพายมัน”

            “โหยพี่รัตน์พี่ควรจะเชียร์ผมซิไม่ใช่มาตัดรอนความหวังผมแบบนี้”

            “ถึงพี่รัตน์ไม่ตัดรอนแก แกก็ไม่มีหวังหรอกไอ้เอก จริงไหมวะพระพาย” เจ้แหม่มหนึ่งในสมาชิกของกลุ่มที่มาด้วยกันเอ่ยขึ้น พร้อมกับเลิกคิ้วถามพระพายที่กำลังนั่งมองแขกโต๊ะอื่นๆ

            “ใช่พี่”  พระพายรับพร้อมกับยกแก้วขึ้นดื่ม ท่ามกลางเสียงโห่ร้องและเสียงหัวเราะขบขันของคนอื่นๆที่คาดเดาเหตุการณ์ไว้ล่วงหน้าแล้ว

            “พระพายมันไม่ชอบผู้ชายแกรู้ไว้ด้วย” นพรัตน์ตะโกนย้ำใส่หน้าเอกรัตน์ที่ตอนนี้ทำหน้าบูดไปแล้ว

            “ไม่ใช่ไม่ชอบผู้ชายพี่ แต่อย่างไอ้เอกนะมันไม่ใช่สเปกหนู”

พระพายเถียง เธอกับเอกรัตน์เป็นเพื่อร่วมรุ่นร่วมมหาลัยเดียวกัน หลังเรียนจบพระพายก็ลอยเคว้งคว้างเป็นคนตกงานช่วยแม่ทำขนมขายอยู่ที่บ้านนานเกือบๆสองปีจนในที่สุดก็ได้งานนักข่าวสายบันเทิงและธุรกิจที่เดอะนิวส์ทำ ซึ่งสวนทางกันโดยสิ้นเชิงกับสายงานที่เธอชอบคือแผนกอาชยากรรม หลังเข้าทำงานได้เดือนกว่านั่นละพระพายถึงได้รู้ว่าเอกรัตน์ก็มาทำงานเป็นช่างภาพอยู่ที่นี่เหมือนกันแถมยังเป็นแผนกเดียวกันด้วย

เพราะเอกรัตน์เป็นคนค่อนข้างอัธยาศัยดีซ้ำยังพูดจาทีเล่นทีจริงอยู่บ่อยๆ พระพายจึงคิดเสมอว่าที่ชายหนุ่มแวะเข้ามาพูดหยอดคำหวานใส่เธอนั้นเป็นแค่การหยอกเล่นเหมือนช่วงมหาลัยที่เขาชอบแวะเวียนไปแซวเพื่อนผู้หญิงในคณะบ่อยๆ ซึ่งถ้าเธอฉลาดและหายซื่อบื้อซักหน่อย พระพายก็คงจะรู้และสังเกตเห็นแล้วว่าไอ้ที่เอกรัตน์ทำมาทั้งหมดนั่นคือเรื่องจริง จนสุดท้ายชายหนุ่มหมดปัญญาจะเอาชนะใจเธอแล้ว จากที่เคยจะจีบเธอแบบจริงๆจังๆมันก็เลยเลยตามเลยกลายเป็นการหยอกเหย้ากันเล่นแบบเพื่อนฝูงอย่างทุกวันนี้ไปแล้ว

            “ถ้าหล่อๆอย่างฉันยังไม่ใช่สเปกแกแล้วผู้ชายแบบไหนวะที่แกชอบนะ”

            คราวนี้ทุกคนในกลุ่มต่างพร้อมใจกันเงียบแล้วหันมามองพระพายเป็นตาเดียว ไม่เว้นแต่อติเทพที่ถึงกับวางแก้วเหล้าในมือแล้วหันมาจ้องเธอบ้าง ซึ่งนั่นทำเอาคนที่กลายเป็นเป้าสายตาใครต่อใครถึงกับสะดุ้ง

            “ทำไมต้องพากันมองหนูแบบนั้นด้วยละ”

          “ก็พวกฉันแปลกใจไง ถ้าแกไม่ได้เป็นพวกประเภทหญิงรักหญิงอย่างที่พวกฉันเข้าใจ แล้วผู้ชายแบบไหนกันวะที่แกชอบ”

            “นั่นซิครับ ผู้ชายแบบไหนเหรครับที่คุณพระพายชอบ”

            คำถามรั้งท้ายของอติเทพทำเอาพระพายผงะ  หญิงสาวกวาดสายตามองชายหนุ่มก็เห็นว่าเขากำลังจ้องมองเธอด้วยสีหน้าอยากรู้

            “จริงด้วยพระพายแกชอบผู้ชายแบบไหนแกก็บอกพวกพี่ๆเขาไปเลย ฉันจะได้หลุดพ้นจากข้อกล่าวหาบ้าๆนั่นกับแกซักที”

            เฟื่องลดาสำทับบ้าง เพราะเบื่อแล้วกับการที่ต้องตกเป็นข่าวบ้าๆบอๆกับพระพายมาตั้งแต่สมัยเรียนมหาลัย ทั้งๆที่พวกเธอก็บอกอยู่ปาวๆมาตลอดว่าเป็นแค่เพื่อนกันเท่านั้นแต่ก็ไม่มีใครยอมเชื่อซักคน

            “ไม่รู้” พระพายตะโกนออกมาเสียดัง “ตอนนี้ยังไม่รู้แล้วก็ยังหาไม่เจอด้วย แต่ที่แน่ๆไม่ใช่แบบแกแน่ๆไอ้เอก”

            คราวนี้ทุกคนในกลุ่มปล่อยเสียงโห่ออกมาพร้อมกันตามด้วยเสียงอื้ออึงพร้อมก่นบ่นอีกระลอกใหญ่ พระพายย่นจมูกแยกเขี้ยวใส่ทุกคนอย่างไม่พอใจก่อนจะก้มมองนาฬิกาที่ข้อมือ

            “ตายละจะตีหนึ่งแล้วเหรอเนี่ย”

            พระพายอุทานออกมาด้วยความตกใจ จากนั้นก็รีบวางแก้วเหล้าในมือแล้วหันไปชะโงกหน้าบอกพวกพี่ๆและคนอื่นๆในกลุ่ม พี่รัตน์เจ๊แหม่มจะตีหนึ่งแล้วหนูกลับก่อนนะพี่”

            “เฮ้ยอะไรกันวะพระพายจะรีบกลับไปไหน อยู่กินกันต่ออีกหน่อยซิ อีกเดี๋ยวร้านก็ปิดแล้วค่อยกลับพร้อมกัน”

            เจ๊แหม่มหรือ นาตยาเริ่มโวยวายเมื่อเห็นว่ารุ่นน้องคนสนิทในกลุ่มตั้งท่าจะชิ่งก่อนใครเพื่อน

            “ไม่ได้พี่ พรุ่งนี้มีงานด่วนแต่เช้า”

            “งานอะไรของแกวะ” นาตยาบ่นกะปอดกะแปด

            “ก็งานไปตามสัมภาษณ์นักธุรกิจจากฮ่องกงที่ชื่อนายพยัคฆ์พลนั่นยังไงละพี่”  เสียงตะโกนตอบของเอกรัตน์เรียกให้พระพาย ชูนิ้วโป้งทั้งสองข้างพร้อมกับยักคิ้วเป็นเชิงขอบคุณให้เพื่อน นาตยาทวนคำตอบของรุ่นน้องครู่หนึ่ง ก่อนจะทำสีหน้าเข้าใจว่าพยัคฆ์พลเป็นใคร

            “เออๆ งั้นก็ขับรถกลับดีๆละ ดูไอ้เฟื่องมันด้วยละนั่น”

            “ดูหนูทำไมละเจ๊” เฟื่องลดามที่ถูกพาดพิงแหวเสียงสูง ทว่านัยน์ตาปรือหวานนั้นกลับจะปิดแหล่ไม่ปิดแหล่

            “ก็ดูแกไม่ให้ออกไปดึงดาวยังไงละไอ้เฟื่อง” คราวนี้ทั้งกลุ่มหัวเราะครืน

            พระพายพยักหน้ารับคำสั่งของรุ่นพี่สาวจากนั้นก็หันไปตีแขนเฟื่องลดาแล้วดึงแก้วเหล้าออกจากมือของเพื่อสนิท

            “กลับได้แล้วไอ้เฟื่อง จะคุยกับพระอินทร์ได้อยู่แล้วยังจะยกเหล้าดื่มอีก”

พระพายก่นด่าคู่หู แต่พอเธอจะลากเฟื่องลดาออกไปก็พลันมีมือข้างหนึ่งมารั้งแขนเธอไว้เสียก่อน  พระพายมองมือหนาข้างนั้นพอลากสายตาตามไปก็พบว่าเป็นอติเทพที่รั้งเธอเธอไว้

            “ให้ผมไปส่งไหมครับ ผู้หญิงกลับกันเองสองคนแถมยังเมาด้วยแบบนี้มันอันตรายนะครับ”

            “ไม่เป็นไรคะ ฉันดื่มไปนิดเดียวเองขับรถแค่นี้สบายมาก”

            พระพายตอบเขาเสียงเรียบก่อนจะยกมือขึ้นมา ปัดมือชายหนุ่มออกจากตัวแล้วเดินพยุงเฟื่องลดาออกจากร้านไป ท่ามกลางเสียงโหยหวนของไอ้เพื่อนตัวดีที่เริ่มครวญเพลงขึ้นมาอย่างได้ที่



50% ที่เหลือ





          แม้ถนนในช่วงกลางดึกของกรุงเทพจะไม่มีปัญหารถติดให้กวนใจ แต่เพราะคลับของพยัคฆ์พลที่อยู่กันคนละฝั่งกันกับคอนโดที่พักของเธอ ดังนั้นกว่าพระพายขับรถกลับมาถึงห้องพักได้ก็เเป็นเวลาเกือบจะตีหนึ่งแล้วเพราะความเหนื่อยกับอาการมึนๆในหัวเพราะต้องทนฟังเสียงครวญเพลงของไอ้เพื่อนรักที่แหกปากมาตลอดทาง พระพายกะจะทิ้งตัวนอนลงบนเตียงโดยไม่คิดจะอาบน้ำเลยแต่เพราะอากาศที่อบอ้าวของเมืองไทยหญิงสาวจึงจำต้องลากสังขารของตนเองลุกขึ้นจากเตียงเข้าไปชำระกายในห้องน้ำ ครั้นพอกลับออกมา เสียงโทรศัพท์มือถือที่ดังขึ้นอย่างต่อเนื่องก็ทำเอาหญิงสาวมุ้ยหน้า

          “ดึกขนาดนี้แล้วใครยังจะโทรมาอีกเนี่ย” พระพายบ่นอุบ แต่ก็ยังเดินไปหยิบโทรศํพท์ฌจ้ากรรมขึ้นมาเพราะคิดว่าคงเป็นเฟื่องลดาที่อาจจะโทรมาหาเพราะลืมของ แต่จะว่าไปไอ้เฟื่องมันก็นอนอยู่ห้องข้างๆเธอนี่นาจะโทรมาหาเธอทำไมให้เสียเวลาละ พระพายคิดอย่างปลงไม่ตก แต่พอเห็นเบอร์โทรแปลกๆที่โชว์บนหน้าจอหัวคิ้วหญิงสาวก็ยิ่งขมวดยุ่ง

          “สวัสดีค่ะ” พระพายกรอกเสียงรับสาย รอจนเกือบจะถึงหนึ่งนาทีก็ยังไม่มีใครตอบรับหญิงสาวจึงเอ่ยเรียกซ้ำ “สวัสดีค่ะ”

          “ครับ สวัสดีครับคุณพระพาย”

          เสียงผู้ชาย... พระพายตกใจจนต้องยกโทรศัพท์ออกห่าง ไอ้บ้าที่ไหนโทรมาวะ แถมยังรู้จักเธอด้วย พอเห็นเธอยังอ้ำอึ้งไม่พูดอะไรต่อ อีกฝ่ายจึงรีบเอ่ยซ้ำ

      “ผมอติเทพเองครับ”

          “อติเทพ” พระพายทวนชื่อเขาซ้ำ และคงเป็นเพราะเสียงของเธอไม่เบานัก อีกฝ่ายจริงรีบเอ่ยรับ

          “ครับผมเอง”

          “คุณมีเบอร์โทรฉันได้ยังไงค่ะเนี่ย”

          “ผมขอจากคุณนพรัตน์นะครับ พอดีเป็นห่วงเห็นคุณกับคุณเฟื่องกลับไปกันเองแต่สองคนกลัวว่าจะเกิดอันตรายก็เลยโทรมาสอบถามดู”

          “อ่อค่ะ” พระพายรับคำ แต่ถึงยังงั้นก็ยังรู้สึกงงกับคำพูดของเขาอยู่ดี เขาจะมาเป็นห่วงเธอกับไอ้เฟื่องทำไม?

          “แล้วนี่คุณพระพายกลับถึงห้องแล้วใช่ไหมครับ?”

          “ค่ะฉันมาถึงได้ซักพักแล้ว กำลังจะเข้านอนพอดี”

          “งั้นเหรอครับ แล้วนี่ผมโทรมารบกวนคุณรึเปล่าครับเนี่ย”

          “ค่ะ รบกวน” พระพายตอบเขาไปโดยไม่คิดอะไร แต่อีกฝ่ายถึงกับอึ้งค้าง เพราะไม่คิดว่าจะเจอคำตอบแสนจะเถรตรงชนิดไม่อ้อมค้อมจากเธอแบบนี้

          “งั้นผมไม่รบกวนคุณพระพายแล้วนะครับ”

          “ค่ะ สวัสดีค่ะ”

        พระพายรับคำเขาก่อนจะกดตัดสายโดยไม่รอฟังอีกฝ่ายบอกลาซักนิด จากนั้นหญิงสาวก็รีบคลานขึ้นเตียงก่อนจะมุดตัวเข้าไปอยู่ในกองผ้าห่มไม่สนใจเลยซักนิดว่าคำพูดหรือการกระทำของเธอจะทำให้ใครต่อใครรู้สึกยังไง

          อติเทพได้แต่นั่งฟังเสียงสัญญาณโทรศัพท์ที่ขาดหายไปแล้วด้วยสีหน้าตื่นตะลึง จากนั้นชายหนุ่มก็หลุดเสียงหัวเราะขบขันออกมา ให้ตายเถอะนอกจากพยัคฆ์พลแล้วเขาก็เพิ่งเคยเจอแม่สาวคนนี้แหละที่พูดจากตัดรอนเขาชนิดไม่ไว้หน้าได้ขนาดนี้ ตอนนี้เขาเริ่มเข้าใจแล้วว่าทำไมพัยคฆ์พลถึงได้สนใจในตัวผู้หญิงคนนี้ถึงขนาดระบุตัวเลยว่าต้อเป็นเธอเท่านั้นเขาถึงจะยอมให้สัมภาษณ์ แต่นี่กลับไม่ใช่ปัญหาที่อติเทพสนใจตรงกันข้ามเขากลับคิดว่าดีซะอีก เพราะถ้าผู้หญิงคนนี้สามารถดึงความสนใจจากพยัคฆ์พลได้ถึงขนาดนั้น หากเขาคิดจะล้วงเอาความลับพยัคฆ์พลมาไว้ในกำมือ การใช้เธอเป็นเครื่องมือดูจะเป็นตัวเลือกที่น่าสนใจไม่น้อย  แต่ปัญหาตอนนี้เขาจะทำยังไงเพื่อหลอกใช้เธอได้นี่ซิคือประเด็น เพราะดูเหมือนว่าพระพาย จะเป็นผู้หญิงที่ค่อนข้างเข้าถึงอยากไม่น้อย คิดได้ดังนั้นอติเทพจึงเบือนสายตาหันกลับไปมองยังกลุ่มคนที่นั่งอยู่ด้านในของคลับก่อนจะกดยิ้มชั่วร้ายเหนือมุมปาก

 

          หลังคนของเขาเข้ามารายงานว่าพระพายกับเฟื่องลดาขับรถออกจากร้านไปแล้ว พยัคฆ์พลเองก็เลือกที่จะออกจากคลับและตรงดิ่งกลับไปยังห้องพักของเขา ทันทีที่ชายหนุ่มกลับไปถึงห้องพักคนของเขาที่ถูกสั่งให้ตามดูความเคลื่อนไหวของพระพายก็โทรมารายงานว่าหญิงสาวกลับถึงห้องพักและเข้านอนไปแล้ว นั่นละถึงได้รู้สึกโล่งใจอย่างบอกไม่ถูก

          พยัคฆ์พลหายเข้าไปในห้องน้ำก่อนจะกลับออกมาใหม่ในสภาพสวมเพียงกางเกงนอนสีขาวเท่านั้น  ชายหนุ่มไม่ได้ทิ้งตัวนอนลงบนเตียงในทันทีตรงกันข้ามเขากลับเดินออกไปยังส่วนของห้องรับแขก ก่อนจะไปคว้าหยิบเอาซองเอกสารสีน้ำตาลที่เพิ่งถูกส่งเข้ามาเมื่อช่วงหัวค่ำมาเปิดดู

          ภายในนั้นมีแฟ้มประวัติและรูปถ่ายแนบอยู่หลายใบ ซึ่งส่วนใหญ่มักจะเป็นภาพที่เพิ่งถ่ายไว้เมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมานี้เอง พยัคฆ์ฑพลเลือกหยิบรุปใบหนึ่งในหลายสิบรูปนั้นขึ้นมาดู ก่อนจะกดยิ้มเหนือมุมปากเมื่อพิจารณาใบหน้าและรอยยิ้มน้อยๆของคนในรูป

          พระพาย  พิมพ์พิรัตน์ เขาอยากจะรู้นักว่านักข่าวที่เอาแต่เคยตามสืบทำข่าวของใครต่อใครไปทั่วอย่างเธอ จะรับมือยังถ้าจู่ๆวันหนึ่ง เธอจะกลายมาเป็นข่าวให้คนอื่นตามขุดคุ้ยเสียเอง แค่คิดถึงเรื่องสนุกที่กำลังจะเกิดขึ้นในไม่ช้านี้ พยัคฆ์พลพลก็รู้สึกว่ารอยยิ้มเหนือริมฝีปากของเขาเริ่มขยายกว้างขึ้นจนแทบจะทนรอไม่ไหวซะแล้ว

 

        พระพายก้มมองดูนาฬิกาที่ข้อมือแล้วก็พลันรู้สึกว่าอยากจะให้เวลาทั้งหมดในชีวิตเธอมันหยุดอยู่แค่ตรงนี้เพราะนั่นคงจะเป็นการดีไม่น้อยถ้ามันจะทำให้เธอไม่ต้องไปเจอกับคนที่ไม่อยากเจอที่สุดในชีวิตตอนนี้ แต่ก็นั่นละไม่มีใครหยุดเวลาในชีวิตตัวเองได้ทั้งนั้น เพราะสุดท้ายแล้วถึงแม้เธอจะไม่อยากไปยังไงพระพายก็ยังคงต้องก้าวเท้าเข้าไปในอาคารสำนักงานของ ซุหลิงเอ็นเตอร์ไพรส์อยู่วันยังค่ำ

          หลังติดต่อกับพนักงานประชาสัมพันธ์ด้านหน้าและยื่นบัตรประจำตัวให้อีกฝ่ายดู พระพายก็ถูกเจ้าหน้าที่ประชาสัมพันธ์คนสวยพาขึ้นลิฟมาส่งยังชั้นที่ห้าสิบห้าซึ่งเป็นชั้นบนสุดของตึก

          ทันทีที่ประตูลิฟเปิดอออกพระพายก็ถูกพามาส่งไว้ยังประตูห้องทำงานที่ทำจากไม้เนื้อดีสีน้ำตาลเข้มส่วนประชาสัมพันธ์สาวคนั้นหลังพาเธอมาทิ้งไว้ตรงนี้แล้วก็รีบเดินพารูปร่างที่เต็มไปด้วยส่วนเว้าส่วนโค้งราวนางแบบกลับเข้าไปในลิฟโดยไม่คิดจะยืนอยู่เป็นเพื่อนเธอซักนิด  ให้ตายเถอะนอกจากพยัคฆ์พลที่ไม่เหมือนคนปรกติแล้วทุกคนที่ทำงานที่นี่ต่างก็เป็นเหมือนเขาหมดรึไงกันนะถึงได้พากันทำตัวแปลกๆแบบนี้

          พระพายบ่นขณะคิดไปถึงหน้าตากวนประสาทและสุดแสนจะเจ้าเล่ห์ของพยัคฆ์พล จากนั้นก็ส่ายหน้าทำท่าทีขนลุกขนพอง หญิงสาวเอื้อมมือผลักประตูเปิด แล้วมุดศีรษะเล็กๆเข้าไปด้านใน หลังกวาดสายตามองไปรอบๆก่อนจะขมวดคิ้วยุ่งด้วยความแปลกใจจากนั้นก็แทรกกายเข้ามายืนคว้างอยู่ภายในห้องทำงานขนาดใหญ่ตรงหน้า

          จำได้ว่าตอนที่ได้รับนัดจากพยัคฆ์พลเขาบอกเธอว่าให้เข้ามาหาเขาที่บริษํทช่วงสิบโมงเช้านี่นา นี่มันก็สิบโมงเช้าแล้วแต่ทำไมเธอไม่ยักกะเห็นใครซักคนอีกอย่างดูจากสภาพของโต๊ะทำงานที่แสนจะเรียบร้อยและรายละเอียดปลีกย่อยๆอื่นๆดูเหมือนว่าตั้งแต่เช้ามานี่นอกจากแม่บ้านที่เข้ามาทำความสะอาดแล้วดูเหมือนจะยังไม่มีใครก้าวเท้าเข้ามาในนี้เลย พระพายเป้ปากขณะเดินสำรวจไปรอบๆห้องอย่างสนใจใคร่รู้

          ห้องทำงานของพัคฆ์พลกว้างมากเมื่อเทียบกับขนาดห้องทำงานของเทวาฤธิ์หรือคนอื่นๆที่เธอเคยเข้าไปสำรวจมา  ภายในห้องถูกตกแต่งด้วยเฟอร์นิเจอร์และข้าวของโทนสีขาวดำดูลึกลับแต่ทว่ากลับมีเสน่ห์แบบแปลกๆ นอกจากผนังกระจกบานใหญ่ที่สามารถมองะลุเห็นทิวทัศน์ด้านอกแล้ว สิ่งที่ดูจะดึงดูดความสนใจของพระพายมากที่สุดดูจะเป็นภาพประดับตกแต่งด้วยลายพู่กันแบบจีนรูปพยัคฆ์สีขาวและมังกรสีดำคู่นั้น ความลงตัวของเส้นสายแต่ตัวภาพดึงความคิดและสายตาของพระพายไปจนหมดสิ้น ถึงขนาดที่ว่าพยัคฆ์พลเปิดประตูเดินเข้ามาด้านในห้องทำงานแล้วหญิงสาวก็ยังไม่ได้สติ

          “สนใจรูปนี้เหรอครับ?”

          เสียงทุ้มเข้มที่เอ่ยจากทางด้านหลัง เรียกให้พระพายสะดุ้งจนตัวลอย พอหันกลับไปก็เห็นว่าพยัคฆ์พลที่ไม่รู้เข้ามาตั้งแต่เมื่อไหร่กำลังยืนเอามือไพล่หลังมองเธอด้วยแววตาเป็นประกาย

          “ก็...” พระพายอ้ำอึ้ง ก่อนจะหลับหูหลับตาตอบออกไปตามความจริง  “สวยดี”

          “นี่เป็นรูปประจำตระกูลผม เป็นสัญลักษณ์ที่บ่งบอกถึงตัวตนของซุหลิง”

          พยัคฆ์พลพลอธิบายโดยที่หญิงสาวไม่ต้องเอ่ยถาม จากนั้นก็เดินพาพระพายไปนั่งลงบนโซฟาสีดำตัวใหญ่

          “แล้วมังกรกับเสือในรูปนี่หมายถึงอะไรงั้นเหรอ?”

          พระพายถามเขา ดูเหมือนว่าหลังจากได้ยินเขาอธิบายถึงความเป็นมาของรูปนั้นเธอก็ยิ่งรู้สึกสนใจรูปนี้มากขึ้นไปอีก

          “ผู้พิทักษ์ของซุหลิง ถ้าจะเปรียบง่ายๆก็ฌหมือนกับพ่อและผมที่มีหน้าคุ้มครองและดูแลซุหลิงจากทุกอย่างที่คิดจะทำลายเรา”

          หญิงสาวพยักหน้าก่อนจะหันสายตากลับไปมองยังภาพวาดลายพู่กันจีนนั้นอีกครั้ง

          “อยากได้กาแฟไหม หรือว่าอะไรเย็นๆ”

          เขาถาม ซึ่งนั่นเรียกให้พระพายยอมละสายตาจากภาพนั้น

          “กาแฟก็ได้”

          พยัคฆ์พลยิ้มให้เธอครู่หนึ่ง จากนั้นชายหนุ่มก็ลุกเดินไปยังโต๊ะทำงานก่อนจะยกหูโทรศัพท์แล้วต่อสายไปยังพนักงานด้านนอก

          รอไม่ถึงสองนาที กาแฟหอมกรุ่นก็ถูกยกมาเสริฟให้ทั้งคู่

          พยัคฆ์พลยกกาแฟขึ้นจิบ จากนั้นก็เอ่ยกับเธอราวกับไม่ทุกข์ร้อนอะไร

          “เดี๋ยวคุณลิสหัวข้อสัมภาษณ์ไว้รอเลยนะ อีกสิบนาทีผมต้องเข้าประชุมด่วนเดี๋ยวซักประมาณเที่ยงๆผมจะพาไปทานข้าว แล้วค่อยมาเริ่มสัมภาษณ์กัน”

          “ไหนคุณบอกว่าวันนี้ว่างไง ถ้ามีประชุมด่วนแบบนี้ทำไมไม่โทรไปบอกตั้งแต่แรก ฉันจะได้เข้ามาตอนบ่ายโน่น ไม่ต้องเสียเวลาไปเปล่าๆแบบนี้”

          พระพายโพลงถามเขา สีหน้าของหญิงสาวไม่สู้ดีนัก บ่งบอกว่าเธอเรติ่มจะมีอารมณ์โมโหขึ้นมาแล้ว

          “ผมก็ไม่คิดว่าจะมีประชุมด่วนแบบนี้”

เขาตอบหน้าละห้อย แต่พระพายไม่เชื่อ เขาอยากจะหาเรื่องปั่นหัวเธอแทบตายทำไมเธอจะไม่รู้ แต่เพราะอยู่ในที่ของเขาซ้ำยังตกเป็นเบี้ยล่างของเขาอยู่ทนโท่ดังนั้นถึงจะรู้ว่าเขาโกหกเธอก็ทำอะไรเขาไม่ได้อยู่ดี

“เอาเป็นว่าคุณนั่งเล่นรอผมอยู่ในนี้ไปก่อนนะ ซักประมาณเที่ยงหลังประชุมเสร็จแล้วเดี๋ยวผมจะพาไปทานข้าว”

“ฉันไม่ไป”

“จุ๊ จุ๊ จุ๊ อย่าทำตัวดื้อซิครับทูนหัวลืมไปแล้วรึไงว่าคุณต้องตามใจผมไม่อย่างนั้นเรื่องบทสัมภาษณ์จะเป็นอันต้องยกเลิกน๊า”

เขาแสร้งทำหน้าเศร้าขณะเอื้อมมือมาเชยคางเธอ ปลายนิ้วหัวแม่มือที่จงใจลากผ่านแนวคางมนเล็กนั่นทำเอาพระพายหัวสียจนต้องรีบปัดออก ทว่าพยัคฆ์พลกลับไม่ใยดี ขายหนุ่มยิ้มอย่างอารมณ์ให้เธอครู่หนึ่งจากนั้นก็เดินผละออกจากห้องทำงานไป ปล่อยให้พระพายนั่งขู่อาฆาตเขาด้วยแววตาเพียงลำพัง                                                                                                               

 






ขอบพระคุณที่คอยติดตามผลงานของกระผมเรื่อยมานะฮับ 

ยังไงก็รบกวนทุกท่านช่วยเม้นให้กำลังใจกันด้วยนะครับ

ทุกแรงใจจากนักอ่านคือแรงผลักดันในการเขียนนิยายของนักเขียนทุกท่าน

ขอบพระคุณคร้าบบบ....


ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 6 ครั้ง

249 ความคิดเห็น