ตอนที่ 7 : ตอนที่6 100%

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 211
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 2 ครั้ง
    28 ก.ค. 61

ตอนที่ 6

 

 

ทันทีที่ออกมาจากร้านกาแฟและลากเฟื่องลดาให้ตรงดิ่งกลับมายังห้องพักด้วยสีหน้าบึ้งตึงเกรี้ยวโกรธ ครั้นถึงห้องพักหญิงสาวก็เดินปึงปังพาร่างเล็กบอบบางนั่งลงบนโซฟาตรงส่วนของมุมนั่งเล่นของห้อง ก่อนจะทิ้งร่างนอนราบไปกับเบาะหนานุ่มนั่น ส่วนริมฝีปากอิ่มสีชมพูก็เอาแต่ก่นด่าผู้ชายที่ชื่อพยัคฆ์พลไม่หาย ท่ามกลางสีหน้าเห็นอกเห็นใจของเฟื่องลดาที่ส่งมาให้

ทั้งข้อเสนอบ้าบอที่เขาเสนอมา และประโยคท้าทายที่เขาทิ้งไว้ให้ก่อนออกมาจากร้านกาแฟนั้นยังคงเด่นชัดอยู่ในห้วงความคิดของพระพายไม่ไปไหน ไม่ใช่ว่าเธอไม่คิดกับสิ่งที่เขาพูด โดยเฉพาะกับประโยครั้งท้ายนั่น เขาพูดถูกทุกอย่าง งานชิ้นนี้สำคัญกับเธอมาก มันคืออนาคต คือสิ่งที่เธอรัก ในสายตาคนอื่นงานนักข่าวหรือช่างภาพที่เธอทำมันอาจไม่ใช่งานที่สบายนัก แต่เพราะความหลงใหลกับตัวหนังสือและการต่อสู้เพื่อความเป็นธรรมที่อยากจะนำเสนอข้อเท็จจริงทุกอย่างให้ผู้คนได้รับรู้มันคือความภูมิใจและความสุขของเธอ ที่สำคัญคือเธอรับปากพี่ริชชี่ไปแล้วว่าจะช่วยเรื่องนี้และเพราะคำสัญญานั่นทั้งความรู้สึกผิดก่อนหน้าที่ยังติดค้างในใจ ทำให้เธอไม่อาจที่จะทิ้งงานนี้อย่างที่พยัคฆ์พลว่าไว้จริงๆ แต่จะให้เธอทำอย่างไรเล่า ตอบรับข้อเสนอบ้าบอของเขางั้นหรือ ถ้าเป็นอย่างนั้นพระพายก็คิดว่าเธอคงทำไม่ได้แน่ๆ เพราะถ้าเธอเลือกทำอย่างนั้นจริงๆมันก็เท่ากับว่าเธอกำลังจะฆ่าตัวตายชัดๆ

ทว่า ใน ช่วงขณะที่หญิงสาวกำลังตกอยู่ในวังวนของความวิตกกังวลและการตัดสินใจที่ตีกันยุ่งเหยิงพัลวันนั้น เสียงโทรศัพท์ที่อยู่ในกระเป๋าสะพายแบบหนังสีน้ำตาลก็ดังขึ้น เรียกสติหญิงสาวให้กลับมาอยู่กับปัจจุบัน เมื่อนั้นมือเรียวจึงเอื้อมไปหยิบคว้ากระเป๋าใบเล็กนั้นมาไว้บนตัก ใช้เวลารื้อค้นอยู่ชั่วครู่โทรศัพท์มือถือรุ่นใหม่ยี่ห้อดังก็มาอยู่ในมือ แต่แล้วหมายเลขโทรศัพท์ไม่คุ้นเคยและแสนจะแปลกตาที่กำลังโชว์หราอยู่บนหน้าจอก็ทำให้หัวคิ้วมนและดวงหน้าของหญิงสาวย่นยุ่งอย่างแปลกใจ ใครโทรมา เบอร์แปลกๆไม่คุ้นตาเอาซะเลย

"สวัสดีคะ..."  หญิงสาวกดเสียงหวานใสลงไปในโทรศัพท์แววคำถามและสงสัยเต็มอยู่ในน้ำเสียงนั้น ทว่ายังไม่ทันที่พระพายจะได้ถามว่าเขาที่อยู่อีกปลายสายนั้นเป็นใคร หญิงสาวก็ต้องกลืนคำพูดเหล่านั้นลงคอเมื่อเสียงทุ้มรื่นหูที่ดังลอดออกมามันทำให้เธอชะงักค้าง

"ทิ้งลูกค้าไว้แล้วเดินหนีออกไปทั้งอย่างนั้นมันไม่ใจร้ายไปหน่อยเหรอที่รัก"

น้ำเสียงทุ้มเข้มติดยียวนที่ดังลอดออกมาจากโทรศัพท์นั้น ทำเอาหญิงสาวอ้าปากค้าง ก่อนจะรีบรั้งมือที่เคยถือโทรศัพท์แนบหูกลับออกมาดู นัยน์ตากลมสวยเบิกโตยามมองดูหมายเลขที่โทรเข้าและตัวเลขเวลาที่กำลังโชว์สถานะการใช้สาย เสียงแบบนี้ คำพูดกวนประสาทแบบนี้ มัน... 

"นี่คุณ" อุทานเรียกเขาออกมาด้วยน้ำเสียงแผ่วเบาได้เท่านั้น พระพายที่ตั้งสติได้ว่ากำลังเกิดอะไรก็รีบรั้งมือยกโทรศัพท์ขึ้นแนบหูอีกครั้ง ก่อนจะผุดลุกออกจากโซฟาเดินเลี่ยงไปยังระเบียงหลังห้อง ทั้งๆที่ในอกยังตื่นตะลึงกับการโผล่มาก่อกวนของเขาไม่หาย ที่เขาโผล่มาแบบนี้ เขาคิดจะไล่ตอนเธอให้จนมุมทุกทางจริงๆใช่ไหม

"คุณ...รู้จักเบอร์โทรฉันได้ยังไง?" เธอพยายามถามเขาเสียงแผ่วเบาและเรียบนิ่ง

 "กามเทพท่านส่งมาให้"

"ไอ้..." ทว่าคำตอบที่ได้จากอีกฝ่าย พลันทำให้เสียงหวานใสที่เอ่ยถามอย่างสุภาพ จำต้องเปลี่ยนเป็นเสียงตวาดด่าออกมาในที่สุด และส่งผลให้พระพายแทบจะปามันทิ้งลงจากคอนโดให้ได้ ถ้าหากเธอไม่ถูกเสียงทุ้มนั้นปรามไว้เสียก่อน

"ผมขอเตือนไว้ก่อนนะ ว่าคุณอย่าได้คิดจะปาโทรศัพท์ทิ้งหรือกดวางสายเป็นอันขาด เพราะถ้าคุณทำแบบนั้นจริงๆละก็ แทนที่จะได้ยินแค่เสียงผม คุณอาจจะได้เห็นผมไปโผล่ที่ห้องคุณแทนก็ได้"

"คุณมัน..." พระพายเค้นเสียงเรียกชื่อเขาได้เพียงเท่านั้น หญิงสาวก็ต้องหยุดพูดก่อนจะคิดวิเคราะห์ในคำพูดนั้น
เดี๋ยวนะ... เมื่อกี้ถ้าได้ยินไม่ผิด พระพายคิดว่าเธอได้ยินเขาบอกว่า ถ้าหากเธอวางสายเขาตอนนี้ จากที่เคยได้ยินแค่เสียง เธออาจะเห็นเขามาโผล่ที่ห้อง งั้นก็แสดงว่า... ราวกับสิ่งที่กำลังคิดจะตอกย้ำความจริงอะไรบางอย่าง พระพายจึงรีบโพลงถามชายหนุ่มออกไปด้วยน้ำเสียงหวั่นๆ ขณะเดินมาชิดขอบระเบียงแล้วชะโงกตัวชะโงกหน้ามองลงไปยังลานจอดรถหน้าคอนโด และด้วยความที่หลังห้องพักคือฝั่งด้านหน้าของตึกและห้องของเธอก็อยู่เกือบๆชั้นบนสุด เวลาชะโงกหน้าออกมาจากระเบียงจึงทำให้เธอเห็นความเคลื่อนไหวทุกอย่างด้านหน้าได้อย่างชัดเจน 

"อย่าบอกนะว่าคุณ..." เสียงใสๆละล่ำลักถามอย่างตื่นตระหนก ก่อนเธอจะใช้สายตามองร่างสูงโปร่งในชุดสูทสีดำที่กำลังยืนพิงสะโพกกับกระโปรงรถด้านหน้า แหงนดวงหน้าแต้มยิ้มพร้อมโบกมือทักทายส่งมาให้ เท่านั้นแหละคนที่เคยทำเก่งเมื่อซักครู่แทบจะเข่าทรุดในทันใด

"อยากขึ้นไปหาจัง" เสียงกล่าวนั้นอารมณ์ดีดวงหน้าคนพูดก็แต้มยิ้มกว้าง แต่คนฟังนั้นแทบจะแผดเสียงกรี๊ดออกมา

"ฝันไปเถอะ บอกฉันมาเดี๋ยวนี้เลยนะว่าคุณรู้จักที่อยู่รู้จักเบอร์โทรฉันได้ยังไง?"

"ก็ผมเป็นใครละครับ ลืมไปแล้วเหรอว่าผมเคยบอกอะไรไป คุณนี่ความจำสั้นจังน๊า"

"คุณนี่มัน" เสียงเธอแหวกลับไม่เบานัก ทำเอาคนที่พูดคำนี้และกำลังยืนเอนหลังพิงสะโพกกับรถยนต์ที่จอดอยู่ด้านหน้าคอนโดถึงกับต้องชักโทรศัพท์ออกห่าง ตีสีหน้าเหยเก๋ครู่หนึ่งขณะใช้นิ้วแคะหูไปมาก่อนจะแนบโทรศัพท์กลับ

"เอาน่าๆอย่าเพิ่งโมโหเลย" เสียงทุ้มนั้นบ่นอ้อมแอ้มน่าหมั่นไส้เสียจนพระพายต้องแย้งกลับ

"เลิกล้อเล่นได้แล้วตอบฉันมา ว่าคุณโทรหาฉันทำไม"

"คิดถึงอยากได้ยินเสียงก็เลยโทรหา" แล้วคำตอบของเขาก็ทำเธอพูดอะไรไม่ออกทำอะไรไม่ถูก ได้แต่อ้าปากพะงาบๆเรียกเขาออกมาเสียงดุเท่านั้น

"คุณมัน..."

"น่ารักที่สุด"

"กับผีนะซิ เลิกบ้าแล้วตอบฉันมาดีๆคุณพยัคฆ์พลน้ำเสียงหวานใสที่เริ่มเค้นดุเรียกให้ปลายสายนั้นหลุดขำ ก่อนเขาจะรีบปรับเสียงให้ดูเรียบนิ่งเพื่อไม่ให้หญิงสาวจับสังเกตได้

โทรมาย้ำเรื่องข้อเสนอ เผื่อคุณจะตัดสินใจอะไรได้เร็วขึ้น

“...” คำพูดของเขาทำเอาพระพายนิ่งค้าง พลันความสับสนเมื่อก่อนหน้าก็เริ่มโหมกระหน่ำซัดเข้าหาเธออีกรอบ ข้อเสนอ ตัดสินใจ ใช่ แล้วเธอควรจะเลือกทางไหนล่ะ ถ้าเลือกข้อเสนอเขาก็เท่ากับพาตัวเองไปตาย แต่ถ้าไม่... ก็ยังตายอยู่ดี 

ยิ่งคิดพระพายก็ยิ่งรู้สึกว่าเธอยิ่งหาทางออกให้กับตัวเองไม่ได้ และเหมือนคนที่ยื่นข้อเสนอและกำลังรอคำตอบนั้น ก็พอจะรู้ด้วยว่าเธอกำลังอยู่ในสภาวะสับสนเพียงใด ฟังได้จากเสียงขบขันในลำคอของเขาที่ดังลอดมา

“คิดให้ดีนะพระพาย ตัวเลือกคุณมีไม่มากนัก และข้อเสนอที่ผมยื่นให้ก็เหมือนจะเป็นทางเลือกเดียวที่คุณจะสามารถเข้าถึงตัวผมได้”

“ฉันไม่สน” หญิงสาวสวนเขาออกไปทันวัน และนั่นยิ่งทำให้พยัคฆ์พลต้องยื่นคำขู่ใหม่มาให้

“แน่ใจเหรอว่าไม่สน อื้ม...” เขาทำเสียงเหมือนกำลังครุ่นคิด ก่อนประโยคที่ตามมาจะทำให้พระพายชาวาบไปทั้งตัว “คุณเทวาฤทธิ์ อ้อไม่ใช่ต้องเรียกว่าริชชี่ซินะ แล้วก็เพื่อนสาวคู่ขาของคุณคนนั้นคุณเฟื่องลดา ผมว่างานบรรณาธิการนักข่าวดูจะไม่ค่อยเหมาะกับพวกเขาซักเท่าไหร่นะ พวกเขาควรจะเปลี่ยนงานใหม่ดีไหม หรือคุณคิดว่าไงละ”

“นี่คุณ... คิดจะใช้พวกเขาขู่ฉันเหรอ”

พยัคฆ์พลยิ้มกับคำถามของหญิงสาว ก่อนจะกล่าวปฏิเสธด้วยน้ำเสียงหวานเลี่ยน “ไม่ได้ขู่ ใครจะไปกล้าขู่ที่คุณได้ละ ผมแค่เปรยให้คุณฟังเฉยๆ ว่าผมทำอะไรได้บ้าง”

“คุณพยัคฆ์พล” เธอเค้นเสียงเรียกชื่อเขาด้วยน้ำเสียงห้วนสั้นหยาบกระด้าง ทว่าพยัคฆ์พลกลับยิ้มกว้างอย่างมีความสุข

“จุ๊ จุ๊ จุ๊ อย่าเรียกชื่อผมเสียงดุแบบนั้นซิ ไม่น่ารักเลยน๊าเดี๋ยวก็ทำโทษซะหนิ”

“...”

“ตกลงว่าไง หาทางออกหรือตัดสินใจได้รึยังครับ ผมรอคำตอบคุณอยู่นะ หรือว่าต้องให้ผมลงมือเตือนซะก่อน คุณถึงจะเลือกได้”

ท่าทียืนพิงสะโพกกับกระโปรงรถ ไล่สายตามองมือและเล็บตรงหน้าอย่างสบายอารมณ์ของเขานั้น ฉุดรั้งความเกรี้ยวโกรธให้อกหญิงสาวให้ลุกฮือขึ้นมา ไม่อยากจะคิดเลยว่ากะอีแค่คำขู่บ้าๆของเธอนั่นเขาจะจำมันได้ขึ้นใจ และกลับมาเอาคืนเธอได้เจ็บแสบเข้าไส้ขนาดนี้

แม้ไม่อยากจะเลือกทางเลือกนี้นัก หากคำขู่ของเขาก็ทำให้พระพายไม่กล้าที่จะฝืนเลือกทางอื่นได้ หญิงสาวกัดฟันแน่นยามต้องชั่งใจยอมทำในสิ่งที่ไม่อยากทำ อดทนซักครั้งยอมทิ้งศักดิ์ศรีทิ้งคำสาบานที่เคยให้ไว้กับตัวเองอย่างน้อยก็ไม่ทำให้พี่ริชชี่กับเฟื่องลดาเดือดร้อนหรือถ้าจะดีกว่านั้นเธอก็อาจจะได้รู้ว่าเขาไปรู้จักนามสกุลเดิมเธอมาจากใคร พระพายคิดอย่างพยายามปลอบใจตนเอง ก่อนจะตั้งสติแล้วเอ่ยตอบชายหนุ่มออกไป

“ฉัน... ” ทว่ายังไม่ทันที่ริมฝีปากอิ่มจะได้เอื้อนเอ่ยอะไรออกไป เสียงใสๆของเฟื่องลดาที่เอ่ยทักขึ้นยามเธอขยับร่างเล็กบอบบางนั้นเข้ามาหาด้วยความสงสัยกับเสียงตวาดดังลั่นห้องเมื่อก่อนหน้า ทำเอาหญิงสาวถึงกับนิ่งอึ้งทำอะไรไม่ถูก หลุดกลืนคำพูดที่ยังติดค้างลงไปในลำคอแทบจะทันที

"มีอะไรรึเปล่าพระพาย" และคำถามนี้ของเฟื่องลดาก็ทำให้พระพายรีบลดมือที่ถือโทรศัพท์ลง ก่อนจะหันมามองเพื่อนรักด้วยสีหน้าตื่นตะลึง

“เฟื่อง” เธอขานเรียกชื่ออีกฝ่ายเสียงเบา ขณะพยายามซ่อนโทรศัพท์ในมือไว้ด้านหลัง

“เมื่อกี้ มีเรื่องอะไรรึเปล่า ทำไมเสียงแกดังแถมยังดุแบบนั้น” เฟื่องลาดถามด้วยความเป็นห่วง ใช้สายตากวาดมองเพื่อนรักด้วยความสงสัย และนั่นทำให้พระพายต้องรีบส่ายหน้าหวือปฏิเสธออกมาเสียงสูง

"ไม่มีอะไรเฟื่อง" แม้อีกฝ่ายจะน่ายหน้าพร้อมบอกปัดเสียงสูง ทว่าอากับกิริยาท่าทีแปลกๆที่ได้เห็นนั้นไม่ได้ทำให้เฟื่องลดาเชื่อถือแม้แต่น้อย ก็เมื่อครู่ก่อนหน้านี้เธอยังเห็นพระพายชักสีหน้าเคร่งเครียด แหวเสียงดังอยู่เนืองๆอยู่นี่นา แล้วทำไมพอเธอถามว่าเกิดเรื่องอะไร ไอ้เพื่อนรักคนนี้กับรีบปฏิเสธเสียงสูงออกมาซะอย่างนี้

“แต่เมื่อกี้ฉันได้ยินเสียงเหมือนแกกำลังโมโหอยู่นะ”

“ใครโมโห เปล๊า เปล่าซักหน่อยฉันไม่ได้โมโหเลย”

“แน่ใจนะ...” เสียงขานรับสูงลิ่ว ทำให้เฟื่องลดาต้องจ้องหน้าเพื่อนรักตาเขม็ง ดวงตายาวรีจ้องมองดวงหน้าตื่นๆนั้นอย่างคาดคั้นเสียจนอีกฝ่ายต้องรีบหาข้ออ้างปฏิเสธออกมา

“แน่ใจซิ ฉันจะโกหกแกไปทำไม”

“ก็เสียงแกดังซะขนาดนั้น...”

“เชื่อฉันเถอะเฟื่องฉันบอกว่าไม่มีอะไรก็ไม่มีอะไรจริงๆ เข้าไปข้างในกันดีกว่าตรงนี้รู้สึกว่าบรรยากาศมันไม่มียังไงไม่รู้” พระพายพยามบอกปัดขณะเดินเลี่ยงเบี่ยงตัวและซ่อนโทรศัพท์ให้ห่างจากสายตาของเฟื่องลดาที่กำลังย่างสามขุมเข้ามาประชิดตัวให้มากที่สุดก่อนจะรีบกดวางสาย แล้วโผไปออดอ้อนเพื่อนรักเสียงหวาน โดยที่หญิงสาวนั้นหารู้ไม่ว่าทุกคำพูดและการกระทำของเธอก่อนมันอยู่ในโสตประสาทและสายตาของพยัคฆ์พลหมดแล้วทั้งสิ้น

“แต่ฉันว่า...” เฟื่องลดาแหวเสียงใส่หมายจะค้านเพื่อนสนิทออกมาได้เพียงเท่านั้น หญิงสาวก็ถูกพระพายเดินเข้ามากอดแล้วกันตัวให้กลับเข้ามาในห้องเสียแล้ว

“เขาไปข้างในเถอะนะ นะ มันดึกแล้วละครก็มาแล้วด้วย นะเฟืองนะ...”

คำตอบที่เกือบจะหลุดออกมาจากปากหญิงสาวเมื่อซักครู่นั้น ทำเอาพยัคฆ์พลแทบหยุดหายใจไปชั่วขณะ หัวใจเขาเต้นแรงอย่างบ้าคลั่งจนรู้สึกว่ามันแทบจะทะลุออกมานอกอกเสียให้ได้ แต่แล้วความหวังรำไรที่อยู่ตรงหน้าก็เหมือนจะเลือนลายไปในชั่วพริบตา เมื่อเสียงใสๆที่กล่าวขัดขึ้นมาและสัญญาณโทรศัพท์ที่ถูกตัดไปซึ่งๆหน้าราวกับจะดับพังมันไปหมดสิ้น เมื่อนั้นชายหนุ่มจึงรั้งมือที่เคยถือโทรศัพท์แนบหูกลับ เหลือบมองร่างสองร่างที่กลังเดินไล่ต้อนกันตรงระเบียงสลับกับมองโทรศัพท์ในมือด้วยสีหน้าหงุดหงิดเป็นที่สุด แล้วเขาก็ต้องช็อกอ้าปากค้างหนักเข้าไปอีก เมื่อร่างเล็กบางที่เคยเดินวนเวียนอยู่ตรงระเบียงนั้นกลับโผเข้ากอดกันกลมแน่น พร้อมๆกับที่แม่หนูตะเภาตัวน้อยของเขากำลังตั้งท่าซุกดวงหน้าเข้ากับซอกคอของอีกฝ่ายอย่างออดอ้อน แม้จะไม่ได้ยินเสียงที่ทั้งคู่คุยกัน ทว่าการกระทำนั้นมันก็ทำให้เขาเห็นชัดว่าเธอกำลังอ้อนผู้หญิงที่ชื่อเฟื่องลดา

เพียงเท่านั้นคนที่เคยยืนยิ้มอย่างอารมณ์ดีก็ต้องเดินสะบัดหน้ากลับขึ้นไปบนรถอย่างไม่สบอารมณ์ก่อนจะสั่งให้คนสนิทขับรถกลับคอนโดที่พักแทบจะทันที ท่ามกลางสายตาสงสัยใครรู้ของอาเกาและธาวินที่แทบจะหันมามองตากันปริบๆเพราะอาการที่เปลี่ยนไปจากหน้ามือเป็นหลังมือของผู้เป็นนาย ก็เมื่อก่อนหน้านี้ตอนคุยโทรศัพท์พวกเขายังเห็นพยัคฆ์พลยืนยิ้มกว้างจนปากจะฉีกไปถึงใบหู แต่พอวางสายโทรศัพท์ไปเท่านั้นใบหน้านี้กลับดูบูดบึ้งขึ้นมาทันตาเห็น แปลกใจที่เห็นว่ากับแค่ผู้หญิงหน้าตาธรรมดาๆคนหนึ่ง กลับทำให้คนอย่างพยัคฆ์พลแสดงอารมณ์ความรู้สึกออกมาชัดเจนได้ถึงเพียงนี้ เห็นทีว่าแม่สาวคนนี้คงจะไม่ธรรมดาอย่างที่พวกเขาสบประมาทไว้เสียแล้ว

 

“สวัสดีครับผมอติเทพ ยินดีที่ได้รู้จักทุกคนนะครับ”

          เสียงทุ้มรื่นหูและริยยิ้มพราวระยับที่แต้มบนใบหน้าคมคร้ามบ่งบอกอารมณ์ขอองเขาว่าไม่ได้ต่างจากน้ำเสียงเขาแม้แต่น้อย และมันก็ทำให้ทุกคนที่อยู่ในสำนักงานถึงกับเคลิ้มฝันไปชั่วขณะ โดยเฉพาะเหล่าสาวๆไม่เว้นแม้กระทั่งเฟื่องลดาที่กำลังทำตาวิบวับเป็นประกายยามจ้องหน้าเขาคนนี้ แต่นั่นมันใช้ไม่ได้กับคนอย่างพระพาย

ถึงแม้จะอยู่ในวงการธุรกิจเป็นส่วนใหญ่แต่กระนั้นด้วยภาพลักษณ์ที่แสนจะดูดีทั้งรูปร่างหน้าตาและฐานะจึงทำให้รายชื่อของอติเทพติดโผเข้าไปอยู่ในกลุ่มคนดังในวงการบันเทิงอีกด้วย ไม่ว่าจะเป็นงานถ่ายแบบออกรายการทีวี ดังนั้นถึงจะไม่เต็มใจซักเท่าไหร่แต่เพราะถูกขอร้องจากพี่ริชชี่มาถึงขนาดนั้นเธอจึงต้องรับทำงานนี้พร้อมๆกับปัญหาชวนอึดอัดปวดหัวจาก...

“ต๊ายไม่เอยากจะเชื่อเลยนะเนี่ยว่าพี่ริชชี่จะส่งเธอมาทำงานนี้ ฉันรึก็ลุ้นอยู่ตั้งนานว่าจะเป็นใคร” เสียงทักทายแหลมสูงที่ดังจนแทบจะแสบแก้วหู ทำเอาพระพายแทบอยากจะยกนิ้วขึ้นมาอุดหูไว้แน่น และแน่นอนว่าคนที่ทักทายเธอด้วยประโยคเจ็บแสบแบบนี้คงจะไม่ใช่ใครอื่นเป็นแน่ ถ้าไม่ใช่...

“ทำไม เป็นฉันแล้วเธอมีปัญหาอะไรไม่ทราบพิมพ์พิลาศ”

พิมพ์พิลาศทำท่าทีหัวเราะพร้อมยกมือป้องปากด้วยกิริยาแสนจริตจะกร้าน “ถามได้เธอก็รู้ๆดีอยู่แล้วนี่ว่ามันเพราะอะไร”

พระพายไม่ตอบอะไรออกนอกเสียจากยกมือขึ้นกอดอกแล้วจ้องอีกฝ่ายด้วยสีหน้าไม่สบอารมณ์ ซึ่งนั่นทำให้พิมพ์พิลาศกดยิ้มก่อนจะเริ่มพูดจายั่วอารมณ์เธอมากขึ้นและนั่นก็เป็นเพราะพิมพ์พิลาศรู้ดีว่าพระพายเป็นคนนิสัยยังไง ดังนั้นการจะเริ่มประเด็นฉุดให้หญิงสาวระเบิดอารมณ์จึงไม่ใช่เรื่องยากสำหรับเธอ

“ก็แหมทำงานพลาดจนติดอันดับท็อปห่วยขนาดนี้ เป็นใครเขาก็กลัวงานพลาดกันทั้งนั้นแหละยิ่งงานนี้เป็นงานสำคัญอีกด้วยถ้าพลาดมานี่ฉันละนึกสภาพเธอไม่ออกเลยจริงๆนะพระพาย”

และเหมือนจะได้ผล เพราะทันทีที่เธอพูดจบ พระพายที่เหมือนจะอดทนกับคำถากถางนี้ไม่ได้ก็แผดเสียงสวนกลับขึ้นมาในทันที

“นี่พิมพ์พิลาศ” พระพายเค้นเสียงเรียกชื่ออีกฝ่ายด้วยความไม่พอใจ และตั้งท่าจะโผเข้าหาเรื่องกับพิมพ์พิลาศ ทว่าโชคยังดีที่เฟื่องลดาอยู่ไม่ไกลจากตรงนั้นนัก พอได้ยินเสียงคำรามของพระพายและท่าทีจะโผเข้าหาอีกฝ่ายของหญิงสาวเธอจึงรีบเข้ามาดึงปรามเพื่อนรักเอาไว้เสียก่อน

        “เฮ้ย ใจเย็นๆพระพายนี่มันในห้องประชุมนะเว้ย”

          “แต่เฟื่อง ยัยนี่มันมาหาเรื่องฉันก่อนนะ” พระพายพยายามแย้งเถียงคำพูดของเฟื่องลดา แต่คำพูดของเพื่อนรักก็ทำให้เธอชะงัก

          “ฉันรู้ แต่แกต้องเย็นไว้ก่อน ท่องเอาไว้เพื่อพี่ริชชี่แกต้องไม่ก่อเรื่อง”

          “แต่ยัยนี่มัน...” หญิงสาวพยายามจะแย้ง แต่พอนึกถึงหน้าของเทวาฤทธิ์ที่ต้องคอยแบกรับปัญหาของเธอไว้ สุดท้ายพระพายจึงยอมหยุด เธอหันไปจ้องหน้าพิมพ์พิลาศก่อนจะกัดฟันแล้วหันหลังเดินหนีออกมาจากพื้นที่ตรงนั้นโดยเร็ว อย่างน้อยๆก็เพื่อที่ที่จะระงับอารมณ์ตนเองไม่ให้โผเขาไปชกหน้าอีกฝ่ายเพื่อระบายอารมณ์

แล้วนี่ก็เป็นสาเหตุที่ว่าทำไมการทำงานบ้าบอครั้งนี้พระพายถึงไม่อยากจะทำมันนักเพราะ นอกจากเรื่องที่เธอไปสัมภาษณ์ทำข่าวของพยัคฆ์พลแล้ว ไอ้การที่เธอต้องมาทำงานกับคนที่เป็นทั้งไม้เบื่อไม้เมาและคนที่เธอแสนจะไม่ชอบหน้าอย่างพิมพ์พิลาศมันทำให้เธอทั้งอึดอัดจนแทบจะบ้าตายอยู่มะรอมมะร่อแบบนี้

        ที่สำคัญไปกว่านั้นนอกจากปัญหาชวนอึดอัดปวดหัวที่ว่าแล้ว พระพายยังพบว่าวันนี้เป็นวันครบกำหนดที่พยัคฆ์พลจะมาทวงคำตอบข้อตกลงระหว่างเธอและเขาอีกด้วย ไหมละ สำหรับใครต่อใครวันนี้มันอาจจะดูเป็นวันดีเหมาะจะเอาฤกษ์เอาชัยเริ่มต้นทำอะไรใหม่ๆ แต่สำหรับพระพายแล้ว วันนี้คือวันมหาวิบัติในชีวิตเธอชัดๆ

เพราะถึงแม้พยัคฆ์พลจะไม่โผล่ตัวโผล่หน้ามาให้เห็นเหมือนวันก่อนๆ แต่กระนั้นเขาก็ยังคงส่งน้ำเสียงเข้มๆติดทะเล้นผ่านสายโทรศัพท์ตามมาเน้นย้ำเรื่องข้อเสนอตลอดวันสองวันมานี่ และมันกำลังลอยวนเวียนอยู่ในหัวเธอจนแทบจะทำเธอบ้าอยู่แบบนี้น่ะซิ

หลักจากตกปากรับคำยอมทำงานตามที่พี่ริชชี่ขอแล้ว พระพายยังได้รับแจ้งจากพี่ริชชี่ว่าทางทีมงานรายการสตาร์ซีรีย์จะเริ่มทำงานกันวันนี้ทั้งเธอและเฟื่องลดาจึงถูกย้ายตัวจากฝ่ายข่าวสังคมของต้นกล้ามายังทีมงานที่ว่านี้ทันที สำหรับพระพายแล้วไอ้เรื่องย้ายแผนกทำงานสำหรับเธอแล้วมันไม่ใช่ปัญหาหรือเรื่องหนักอกหนักใจอะไร ไม่มีคนที่คอยทำให้บรรยากาศในชีวิตเธอติดลบไปด้วยแม้กระทั่งในช่วงประชุมแผนการทำงานแบบนี้

“งั้นสรุปว่านอกจากวันอังคารกับวันพุธช่วงบ่ายโมงไปถึงสามทุ่มแล้วแต่ก็ยังไม่แน่นอนว่าจะว่างจริงตามนี้ไหม ส่วนวันอื่นๆที่เหลือในแต่ละสัปดาห์คุณอติเทพจะไม่ว่างเลยใช่ไหมครับ?”

นพรัตน์รุ่นพี่ในทีมงานอีกทั้งยังเป็นช่างภาพหลักของงานนี้และเป็นคนที่เลือกให้พระพายมาทำหน้าที่เป็นช่างภาพสำรองคอยช่วยเก็บงานให้เขาที่มีปัญหาเพราะต้องเข้าเฝือกที่ข้อมืออีกราวๆสองอาทิตย์ ใช้ด้ามปากกาเคาะริมฝีปากด้วยสีหน้าครุ่นคิดครู่หนึ่ง ก่อนจะหันไปถามชายหนุ่มข้างๆซึ่งกำลังนั่งพับแขนเสื้อมองดูตารางแผนการทำงานที่วางไว้คร่าวๆ

“ใช่ครับ เพราะปรกติแล้วผมต้องออกไปพบลูกค้าราวๆสามถึงสี่วันต่อสัปดาห์ส่วนเวลานอกเหนือจากนั้นถ้าไม่เซ็นต์แฟ้มเอกสารก็ต้องไปตรวจดูงานที่ท่าเรือต่างจังหวัด นี่ถือว่ายังโชคดีนะครับถ้าไม่เพราะคุณริชชี่ติดต่อผมไปตั้งแต่เมื่อเดือนที่แล้ว ผมคงให้เลขาจัดคิวว่างให้ไม่ทันแน่ๆ”

“แบบนี้ถ้าจะต้องถ่ายแบบกับสรุปบทสัมภาษณ์ทุกอย่างให้ทันตีพิมพ์กับออกอากาศภายในสามสัปดาห์นี่ก็ถือว่าหินมากเลยนะครับ ยิ่งตอนนี้ช่างภาพหลักอย่างผมก็เจ็บมืออยู่ด้วย”

“แต่คุณพระพายก็ทำแทนได้ไม่ใช่เหรอครับ”

 “มันไม่ง่ายแบบนั้นนะซิครับ เพราะพระพายมันมีงานหลักที่ต้องไปตามสัมภาษณ์นักธุรกิจจากฮ่องกงที่ชื่อพยัคฆ์พลอะไรนั่นด้วย เอาจริงๆยังไม่รู้เลยว่าจะมาช่วยงานตรงนี้ได้รึเปล่าก็ยังไม่รู้”

คนที่ตอบคำถามนี้ไม่ใช่พระพาย แต่ยังเป็นนพรัตน์

พระพายหันไปยิ้มแห้งๆให้กับเจ้าของคำถามก่อนหน้า จากนั้นก็หันหน้าไปมองคนอื่นๆในทีมงานซึ่งมีสีหน้าหนักใจไม่ต่างกับเธอเลยซักนิด

“แพทก็บอกไปแต่แรกแล้วว่าให้เอาคนอื่นๆ พี่รัตน์ก็ไม่เชื่อยังดึงดันจะให้ยัยพระพายมาเป็นช่างภาพรองให้ได้ เป็นไงละค่ะทีนี้จะขอช่างภาพคนใหม่ก็ไม่มีใครว่างแล้วด้วย”

“ก็คนอื่นมันทำงานไม่ถูกใจพี่เหมือนพระพายมันนี่ เอาน่ายัยแพทลองๆดูกันไปก่อนเถอะ ถึงพี่จะเจ็บมือแต่ก็ยังทำงานได้อยู่ อีกอย่างถึงพระพายมันจะมาช่วยงานเราได้ไม่เต็มร้อยแต่ถ้าเกิดปัญหาอะไรขึ้นจริงๆพี่ว่ามันก็น่าจะเจียดเวลามาช่วยเราได้บ้างละ จริงไหมพระพาย” นพรัตน์เอ่ยปรามพิมพ์พิลาศ ก่อนจะหันมาเอ่ยกับพระพายด้วยสีหน้าคาดหวัง

“แหงละ ยังไงหนูก็ไม่ทิ้งพี่หรอกน่า”

พระพายยิ้มให้กับรุ่นพี่หนุ่ม จากนั้นก็ทำทีหันไปสนใจกับเนื้อหาของการประชุมต่อ และพยายามไม่สนใจสายตาจิกกัดของพิมพ์พิลาศหรือแม้กระทั่ง ใครบางบางคนที่เริ่มมองเธอด้วยแววตาต่างไปจากเดิม

 

“เลิกงานแล้วพวกคุณจะไปไหนต่อกันเหรอครับ”  เสียงทุ้มรื่นหูจากชายหนุ่มที่กำลังเดินเข้ามาทัก ทำเอาพระพายที่กำลังเดินจูงมือดึงแขนเฟื่องลดาออกมาจากห้องประชุมของสำนักงาน ถึงกับชักสีหน้าแปลกใจกับการปรากฏตัวของเขา นั่นเพราะ หญิงสาวไม่คาดว่าจะได้รับการทักทายด้วยน้ำเสียงสนิทสนิมแบบนี้จากอติเทพทั้งๆที่ทั้งคู่เพิ่งจะพบกันเป็นครั้งแรก

วันทั้งวัน นอกจากจะต้องคอยเตรียมรับมือกับการก่อกวนและกลั่นแกล้งสารพัดอย่างจากพิมพ์พิลาศและทนนั่งฟังเฟื่องลดากล่าวชมนายอติเทพไม่ขาดปากอย่างเช่น “ทำไมเขาน่ารักอย่างนี้”,”ผู้ชายอะไรก็ไม่รู้นอกจากจะรูปหล่อน่ารักแล้วยังนิสัยดีมีมารยาทกับทุกคนอีกต่างหาก”

“พวกเราจะไปหาอะไรทานแถวนี้ก่อนกลับกันนะคะ” เฟื่องลดาหันมาตอบคำถามชายหนุ่มเสียงหวาน ดวงตาเป็นประกายวิบวับมองแล้วน่าขนลุกยังไงพิลึก

“งั้นก็ไปด้วยกันเลยซิครับ ผมก็กะจะพาทุกคนไปเลี้ยงข้าวเย็นพอดี” เสียงนั้นอุทานสูงก่อนเจ้าของน้ำเสียงนี้จะนิ่งไปครู่หนึ่ง ขณะหันไปจ้องดวงหน้าจิ้มลิ้มที่กำลังชักสีหน้าบูดบึ้งไม่สบอารมณ์ จากนั้นริมฝีปากหนาจึงหยักโค้งเป็นรอยยิ้มหวานพริ้มชนิดที่คนมองแทบใจละลาย

“จะดีเหรอค่ะ” เฟื่องลดาทำเสียงอ้อมแอ้ม ทว่าในใจนั้นมันเต้นโล้ดอย่างดีใจไปแล้ว และทั้งหมดทั้งมวลนี้มันก็ไม่อาจปกปิดสายตาจับผิดจากคนที่รู้จักตัวตนเธอดีกว่าใครอย่างพระพายได้ เธอรู้ว่าเฟื่องลดาหลงกลคนง่ายขนาดไหน

 “ดีซิครับถือเป็นการกระชับความสัมพันธ์ระหว่างเพื่อนร่วมงานไง” ชายหนุ่มยังคงเซ้าซี้ไม่เลิก ส่วนแม่เพื่อนรักตัวดีนั้นก็แทบจกระโจนเข้าไปอยู่ในบ่วงที่เขายื่นมาล่อ เห็นท่าไม่ดีดังนั้นพระพายจึงต้องรีบเอ่ยขัด ด้วยกลัวว่าเฟื่องลดาจะยอมโอนอ่อนไปกับถ้อยคำออดอ้อนของอเลกซ์

“แต่ฉันว่าไม่ดีกว่าค่ะ เกรงใจคุณเปล่าๆ” พระพายตอบออกไปเสียงห้วนสั้น พยายามไม่สนใจสีหน้าและแววตาละห้อยของชายหนุ่ม

“ไม่ต้องเกรงใจหรอกครับ ยังไตอนนี้อยู่ทีมเดียวกันแล้ว”

“แต่ฉันว่า”

“ฉันว่าเราไปเถอะนะพระพาย ไม่เห็นเหรอว่าทุกคนเขาไปกันหมด มีแค่แกกับฉันเท่านั้นนะที่ไม่ไป”

“เฟื่อง” พระพายหันมาจ้องหน้าเพื่อสนิทที่เขามาขัด เพราะอยากจะไปทานข้าวกับชายหนุ่มในฝันก่อนจะหันไปมองอติเททพที่กำลังส่งยิ้มหวานมาให้อีกครั้ง

“ใช่ครับ ไปด้วยกันเถอะ”

“จริงด้วยพระพาย นี่ไม่ใช่เรื่อง่ายเลยนะที่คุณอติเทพเขาจะมีเวลาไปเลี้ยงข้าวพวกเรา ถ้าไม่ใช่เพราะงานนี้”

คราวนี้ไม่ใช่แค่เฟื่องลดาที่คอยเสริมทัพแต่ยังมีเพื่อนร่วมงานคนอื่นๆด้วย

“ใช่พระพาย ไปเถอะนะนะถือว่าฉันขอละ” เฟื่องลดาพยายามอ้อนวอน เสริมทับคำพูดขออติเทพและเหล่าพี่ๆที่ทำงานอีกคน เมื่อเห็นพระพายตั้งท่าจะแย้งออกมา ไหนๆทั้งเธอพระพายและอติเทพต้องทำงานเป็นทีมเดียวกันอยู่แล้ว การไปทานข้าวกระชับความสัมพันธ์มันก็คงไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไร

“แต่แกก็รู้ไม่ใช่เหรอว่าฉัน”

“เรื่องนั้น”

“น่าพระพายไปทานข้าวด้วยกันเถอะ”

ทั้งเฟื่องละดาและเหล่าเพื่อนร่วมงานต่างช่วยกันคะยั้นคะยอพระพายกันสุดฤทธิ์ หวังให้สาวเจ้ายอมใจอ่อน และเหมือนมันชักจะได้ผลเมื่อคนที่เคยตีหน้าเคร่งก่อนหน้า เริ่มมีสีหน้าลังเลขึ้นมา

“แต่ฉันต้องรีบกลับไปเตรียมสคริปกับตารางงานเรื่องสัมภาษณ์นายพยัคฆ์พลนะ”

“ไม่ต้องห่วงหรอกน่า เดี๋ยวกินข้าวเสร็จกลับไปฉันจะช่วยแกเตรียมคริปกับหัวข้อสัมภาษณ์เอง”

เฟื่องลดาตัดบทเสียงใส และนั่นก็ทำให้พระพายแย้งอะไรไม่ได้นอกเสียจากพยักหน้ารับด้วยความจนใจ









ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 2 ครั้ง

249 ความคิดเห็น