ตอนที่ 6 : ตอนที่ 5 (100%)

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 532
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 5 ครั้ง
    19 ก.ค. 61

ตอนที่ 5

 

 

 “จะบ้าเหรอคะพี่ ให้หนูไปทำสกู๊ปข่าวประวัตินายพยัคฆ์พลเพื่อลงนิตยสารของเดอะนิวส์เนี่ยนะคะ”

เสียงสบถห้วนหยาบอย่างไม่สบอารมณ์ของพระพายนั้น ทำเอาเทวาฤทธิ์ที่นั่งอยู่อีกฝากโต๊ะนั้นผงะอย่างตกใจ ไม่คิดว่าการที่เขาบอกข่าวสำคัญที่เพิ่งได้รับการสั่งการมาจากบอร์ดผู้บริหารและคิดว่ามันจะกลายเป็นเรื่องง่ายๆนั้นจะกลายเป็นเรื่องแสนยุ่งยากไปอีก

เมื่อคืนหลังจากถูกผู้ชายตัวใหญ่เหมือนหุ่นยักษ์คนของพยัคฆ์พลพามาส่งที่ห้องพักพอคนพวกนั้นก็กลับไปแล้ว พระพายก็รีบกลับมารื้อค้นเอกสารข้อมูลทุกที่เคยได้รับจากต้นกล้ารวมทั้งใช้เวลาเกือบค่อนคืนเพื่อหารายละเอียดเกี่ยวกับผู้ชายที่ชื่อพยัคฆ์พลคนนั้นแต่ข้อมูลส่วนใหญ่ที่ได้มามันกลับน้อยนิดเสียจนพระพายไม่อาจรู้รายละเอียดเกี่ยวกับตัวเขาเลย

หลังจากที่ทนอยู่ในสภาพเหมือนหนูโดนยาเพราะมัวแต่เครียดเรื่องของพยัคฆ์พลมาทั้งคืนและกำลังจะบ้าเพราะเรื่องงานที่ได้รับมอบหมายใหม่พังเละไม่เป็นท่าขึ้นมาอีก จึงทำให้พระพายไม่มีเวลาไปฉุดคิดถึงเรื่องอื่นเลย อย่างเหตุการณ์ที่ที่ว่า นอกจาพี่ริชชี่จะไม่โกรธเธอแล้วยังขอให้เธอช่วยงานสำคัญเรื่องใหม่ ซึ่งงานที่ว่าก็ดันเป็นการไปตามขอสัมภาษณ์ทำข่าวคนที่เธออยากได้ข้อมูลคนนั้นอีกด้วย

“ใช่ ในแวดวงธุรกิจของฮ่องกงน่ะ ใครๆเขาก็รู้กันว่าหยางเฟยเป็นกลุ่มการค้าที่มีทั้งอำนาจและอิทธิพลขนาดไหนจนไม่มีใครกล้าที่จะเข้าไปขุดคุ้ยหรือละลาบละล้วงเรื่องของพวกเขาได้ ดังนั้นประวัติส่วนตัวและรายละเอียดทุกอย่างเกี่ยวกับเขาจึงเป็นที่สนใจของใครต่อใครกันทั้งนั้น มีนักข่าวจากที่ไหนไม่รู้ต่อที่ไหนบ้างเคยเข้าไปขอสัมภาษณ์ทำสกู๊ปข่าวเขาแต่ก็โดนปฏิเสธทุกราย”

“แล้วพี่คิดว่าถ้าหนูไปหนูจะไม่โดนเขาไล่ตะเพิดออกมาเหมือนคนอื่นๆเหรอค่ะ อีกอย่างเมื่อวานหนูก็ไปก่อเรื่องไว้กับเขาซะขนาดนั้นเขาคงจะให้หนูสัมภาษณ์หรอกนะคะ”

“ให้สัมภาษณ์ซิ ทำไมจะไม่ให้ล่ะ”

คำตอบของเทวาฤทธิ์ทำเอาพระพายร้องเสียงหลง หญิงสาวรีบหันมาจ้องหน้า ก่อนจะทวนคำถามซ้ำด้วยความไม่แน่ใจ “เอ๋ เมื่อกี้พี่ว่าอะไรนะคะ หนูฟังไม่ถนัด ใครจะให้สัมภาษณ์กันคะ”

คำถามพร้อมสีหน้าแปลกใจของพระพายเรียกรอยยิ้มจากเทวาฤทธิ์ เขามองเธอด้วยแววตาเป็นประกายครู่หนึ่งก่อนจะเอ่ยตอบข้อกังขาทุกอย่างออกไปอย่างอารมณ์ดี

“ก็คุณพยัคฆ์พลไง เมื่อช่วงเช้าพี่เพิ่งได้รับการติดต่อจากคุณไตรรัตน์บอกว่าจู่ๆคุณพยัคฆ์พลเขาก็ติดต่อเข้ามาพร้อมยื่นข้อเสนอว่าจะยอมให้เดอะนิวส์ของเราสัมภาษณ์เขาได้เป็นกรณีพิเศษถ้าพระพายเป็นคนทำงานนี้”

“อีตานั่นนะเหรอคะ”

“ใช่จ๊ะ ก็อย่างที่พี่พูดนั่นแหละ พี่ไม่รู้ว่าเมื่อคืนเราบังเอิญไปแผลงฤทธิ์อะไรไว้ ผู้ชายคนนั้นถึงได้ติดใจเราขนาดเอ่ยปากเองแบบนี้ แต่รู้อะไรไหมนี่เป็นเรื่องดีมากสำหรับเราเลยนะรู้ไหม คิดดูนะถ้าเกิดว่าเดอะนิวส์ของเราเป็นสำนักข่าวเดียวที่ได้สัมภาษณ์เขาเรตติ้งของดอะนิวส์เราจะพุ่งขึ้นขนาดไหน”

“พี่ก็เลยจะให้หนูเข้าไปช่วยล้วงคอเสือว่างั้นเถอะ”

เสียงแหวเถียงของพระพายไม่เบานัก ส่งผลให้เทวาฤทธิ์ต้องถอนหายใจหนักๆออกมาพยายามกล่าวชักจูงหว่านล้อมรุ่นน้องคนสนิทอย่างใจเย็นมากที่สุด

“ก็ประมาณนั้นแหละ พระพายก็รู้นี่ว่าตอนนี้ทางสำนักข่าวของเรากำลังเจอปัญหาเรตติ้งความนิยมต่ำกว่ามาตรฐานมาได้ซักพักแล้ว ตรงกันข้ามกับนิวส์สตาร์ที่นับวันเรตติ้งจะยิ่งเพิ่มสูงขึ้น ถ้าเราไม่ทำอะไรซักอย่างดีไม่ดีฝ่ายข่าวของเราอาจจะถูกยุบทั้งแผนกเลยก็ได้ เพราะอย่างนั้นถึงเราจะไม่อยากทำยังไงเราก็ต้องทำนะพระพาย”

“แต่พี่คะ... “ พระพายพยายามจะแย้ง แต่เสียงทั้งหมดที่มีก็ต้องถูกกลืนหายลงไปในลำคอเพราะแววตาอ้อนวอนของพี่ริชชี่ที่ส่งมาให้ พร้อมกันนั้นคำพูดท้าทายที่พยัคฆ์พลทิ้งท้ายไว้ให้ก็ดังขึ้นมาในหัวของพระพาย

ผมจะรอนะกับคำพูดที่คุณท้าผมไว้นะ เพราะผมเองก็อยากรู้จนชักจะอดใจรอไม่ไหวแล้วว่าคุณจะหาทางจัดการกับผมยังไง หรือไม่ก็ พยามเข้าใกล้ผมให้มากกว่านี้ แล้วเราค่อยมาดูกันคุณนักข่าว ว่าเกมนี้ใครมันจะล่าใครกันแน่

 นี่ใช่ไหมวิธีที่เขาจะใช้ล่าเธออย่างที่บอกนะ ให้เธอไปทำงานตามขอสัมภาษณ์ประวัติเขานี่มันเท่ากับส่งเธอไปตาย ส่งหนูไปให้เสือกินชัดๆไม่ใช่เหรอ ทั้งผู้บริหารทั้งพี่ริชชี่พวกเขาคิดจะทำอะไรของเขากันถึงได้มาขอให้เธอทำเรื่องบ้าๆเรื่องนี้ ถึงแม้ว่าเธอเองก็อยากจะได้ข้อมูลของเขาเหมือนกันก็เถอะ

“เถอะนะพระพาย ถือว่าพี่ขอร้องละ นี่เป็นเรื่องสำคัญจริงๆถือว่าช่วยพี่ซักครั้งนะ นี่เป็นเรื่องสำคัญไม่ใช่แค่เพื่อสำนักข่าว แต่เพื่อทุกคนในฝ่ายเราด้วยนะ”

ราวกับรู้ว่าเธอจะแย้งจะเถียงออกมา จู่ๆพี่ริชชี่ก็เอ่ยประโยคที่เหมือนจะทำให้พระพายหนักใจมากขึ้นเป็นเท่าตัว และมันก็ทำให้หญิงสาวเครียดเพราะไม่รู้ว่าควรจะหาทางออกเช่นไร

“พี่ไม่เคยขอร้องเราซักครั้งนะพระพาย แต่ครั้งนี้พี่อยากจะขอ ช่วยพี่ซักครั้ง ได้ไหม... ”

“...”

พระพายไม่ตอบอะไรคนที่เป็นทั้งหัวหน้าและพี่ที่เคารพออกไป หญิงสาวเอาแต่ขบเม้มริมฝีปากอิ่มแน่นอย่างต้องการใช้ความคิดและตัดสินใจกับปัญหาที่กำลังเผชิญ เดินหน้าเธอก็ตายให้ถอยกลับเธอก็ไม่อยากทำ งานครั้งนี้นอกจากเพื่อช่วยผู้มีพระคุณแล้วนั่นยังเป็นทางเลือกเดียวที่จะทำให้เธอได้เข้าใกล้พยัคฆ์พลและอาจจะทำให้เธอรู้ในสิ่งที่เธอกำลังสงสัยอยู่ถ้าพลาดจากงานตรงนี้แล้วเธอยังจะหาโอกาสไหนอีก?

“พระพาย”

 เสียงเรียกของเทวาฤทธิ์คล้ายจะดึงสติของพระพายกลับมา หญิงสาวหันหน้ากลับมามองรุ่นพี่ที่เคารพอย่างชั่งใจ ก่อนจะถอนหายใจหนักๆออกมาหนึ่งครั้ง เอาว่ะเป็นไงเป็นกัน ในเมื่อถูกขอร้องให้ช่วยขนาดนี้แล้ว เธอก็จะขอองสักตั้ง อย่างน้อยนี่ก็ไม่ใช่เพื่อเรื่องของเธอคนเดียวแต่มันยังเป็นการช่วยทุกคนในฝ่ายถึงจะรู้ว่านี่เป็นเหยื่อที่เขาใช้ล่อให้เธอติดกับแต่ยังไงซะเธอก็ไม่มีทางเลือกอื่นแล้วเป็นตายังไงเธอต้องลองดูกับมันซักตั้ง ว่าแต่...สิ่งที่เธอตัดสินใจทำลงไปครั้งนี้มันคงไม่ทำให้เธอโดนเสือขย้ำตายเอาหรอกนะ...

“ตกลงหนูจะช่วยค่ะ”

คำตอบแสนหนักแน่น และแววตาเด็ดเดี่ยวของพระพายที่แสดงออกมา เรียกให้ริชชี่กดยิ้มกว้างเต็มดวงหน้า ก่อนสาวประเภทสองจะลุกเดินพาร่างหนาของตนเข้ามาหาหญิงสาวแล้วสวมกอดร่างเล็กนั้นอย่างต้องการจะขอบคุณ

“ขอบคุณนะพระพาย ขอบคุณที่ช่วยพี่”

“พี่เป็นผู้มีพระคุณของหนู ถ้านี่มันจะช่วยพี่ได้หนูก็จะทำ” พระพายตอบรุ่นพี่ตรงหน้าเสียงหนักแน่น จ้องหน้าเคร่งขรึมของพี่ริชชี่ที่เพิ่งดันไหล่คลายเธอออกจากอ้อมแขน และนั่นทำให้เทวาฤทธิ์ต้องยิ้มกว้างพร้อมถอยหายใจออกมาอย่างโล่งอก ทว่าแววตาที่ยังเต็มไปด้วยความกังวลที่มองสบมายังเธอนั้นกลับทำให้พระพายรู้สึกวิตก ก็เธอรับปากทำงานไปแล้ว แล้วทำไมพี่ริชชี่ยังทำหน้าเป็นทุกข์แบบนั้นละ

“มีเรื่องอะไรอีกรึเปล่าคะพี่ริชชี่”

“ก็นิดหน่อยนะจ๊ะ” แม้อีกฝ่ายจะตอบว่านิดหน่อย ทว่าในความรู้สึกของพระพายแล้ว เธอกลับสัมผัสได้ถึงความยุ่งยาใจบางอย่าง บางอย่างที่เกี่ยวกับเธอโดยตรงแน่ๆ

“เกี่ยวกับหนูรึเปล่าคะ”

ทันทีที่จบคำถาม เสียงถอนหายใจเฮือกใหญ่ของเทวาฤทธิ์ก็ดังตามมาพร้อมๆกับคำตอบที่ทำให้พระพายอึ้งไม่ต่างจากตอนที่ได้ยินเรื่องตามสัมภาษณ์ข่าวพยัคฆ์พล

“คือ... นอกจากเราจะต้องทำหน้าที่หลักในการตามสัมภาษณ์ประวัติคุณพยัคฆ์พลแล้ว เรายังต้องทำหน้าที่เสริมเป็นช่างภาพช่วยนพรัตน์เขาในงานถ่ายแบบพร้อมสัมภาษณ์คุณอติเทพที่จะลงในนิตยสารของสำนักพิมพ์เราช่วงต้นเดือนหน้านี้คู่กับพิมพ์พิลาสด้วย”

“ให้หนูไปเป็นช่างภาพทำงานร่วมทีมกับยัยพิมพ์พิลาศ ไม่ค่ะพี่หนูไม่ทำเด็ดขาด หัวเด็ดตีนขาดยังไงหนูก็ไม่ทำพี่ก็รู้ว่าหนูกับยัยนั่นถูกกันซะที่ไหน ขืนให้ทำงานร่วมกันมีหวังพี่ได้จัดงานศพให้ใครคนใดคนหนึ่งก่อนพอดี แค่เรื่องตามสัมภาษณ์นายพยัคฆ์พลนั่นหนูจะทำได้หรือเปล่าก็ยังไม่รู้เลย”

“ได้อยู่แล้วพระพายของพี่นะเก่งอยู่แล้ว เรื่องแค่นี้พี่เชื่อว่าเราทำได้ ไม่ใช่ว่าพี่ไม่รู้นะว่าเรากับแม่แพทนะเป็นไม้เบื่อไม้เมากัน แต่งานนี้มันก็สำคัญจริงๆสำคัญพอๆกับเรื่องคุณพยัคฆ์พลเขา อีกอย่างพี่ก็ไม่ใช่คนคัดเลือกทีมงานเอง ทางฝั่งผู้บริหารเขาเป็นคนคัดเลือกรายชื่อแล้วก็ระบุคนที่จะร่วมทีมมาเอง เพราะอย่างนั้นถึงพี่อยากจะขัดอยากจะช่วยพี่ก็ช่วยอะไรเราไม่ได้”

“แต่ว่าพี่ริชชี่คะ” คำตอบของเทวาฤทธิ์ทำเอาพระพายถึงกับร้องโอดครวญ หญิงสาวแทบอยากจะทิ้งตัวลงไปนั่งกับพื้นแล้วร้องไห้ออกมาให้มันรู้แล้วรู้รอด แค่เรื่องตามสัมภาษณ์นายพยัคฆ์พลอะไรนั่นเธอก็ว่าแย่มากพออยู่แล้ว นี่เธอยังต้องไปทำงานร่วมทีมกับพิมพ์พิลาศอีก ชีวิตของผู้หญิงที่ชื่อพระพายคงได้จบเห่ก็คราวนี้ละมั้ง

“เอาน่าๆอย่าเครียดไปเลยอย่างน้อยๆงานสองงานนี้พี่ไม่ปล่อยให้เราทำคนเดียวหรอก พี่เตรียมคนช่วยเราไว้แล้ว”

          “ใครเหรอคะพี่ริชชี่” แม้ปากของเทวาฤทธิ์จะบอกอย่างนั้น ทว่ารอยยิ้มที่เริ่มฉายบนริมฝีปากหนานั่นกลับทำให้พระพายรู้สึกกลัว หวังว่าผู้ช่วยที่ว่านั่นคงจะไม่ใช่...

          “จะใครซะอีกล่ะก็ยัยเฟื่องไง พี่รู้ว่าเราสองคนขาดกันไม่ได้พี่ก็เลยขอทางผู้ใหญ่ให้เฟื่องเข้ามาช่วยงานเราด้วยอีกคน เป็นไงล่ะ คราวนี้พระพายของพี่ก็จะได้ทำงานได้สบายขึ้นด้วยว่าไหม”

          สบายหรือตายกันแน่ พระพายแทบอยากจะโพลงคำนี้ใส่เทวาฤทธิ์ซะเหลือเกิน แต่ก็ทำไม่ได้เพราะยังรู้สึกเกรงใจรุ่นพี่ที่เคารพคนนี้อยู่ ดังนั้นสิ่งที่เธอแสดงออกได้จึงเป็นเพียงสีหน้าและแววตาที่แสนจะหมดอาลัยในชีวิต

 

 “แกช่วยหาอะไรมาฟาดหัวแล้วทำให้ฉันล้มลงไปนอนตายตรงนี้ได้ไหมเฟื่อง ฉันจะได้หลุดพ้นจากไอ้เรื่องบ้าๆนี่

พระพายกล่าวด้วยน้ำเสียงเลื่อนลอย ขณะหญิงสาวเอนกายทิ้งตัวพิงกับพนักเก้าอี้ของร้านกาแฟภายในห้างสรรพสินค้าชื่อดัง โดยมีเฟื่องลดานั่งกอดอกส่งสายตาเห็นอกเห็นใจมาให้

หลังจากฟังข่าวที่ทำให้เธอช็อกสะท้านราวกับโดนทิ้งลงบ่อจระเข้และใช้เวลาที่เหลือในการทำงานนั่งซึมกะทือเหมือนคนสติหลุดจนกระทั่งถึงเวลาเลิกงาน พระพายก็ถูกเฟื่องลดากู่ลู่กู่ถังลากให้เข้ามาที่ห้างสรรพสินค้าใกล้ๆ ก่อนทั้งคู่จะเข้ามานั่งยังร้านกาแฟเล็กๆร้านนี้ในสภาพอย่างที่เห็น

ถ้าไม่กลัวว่าแม่พิมพ์กับยายแก้วจะร้องไห้จนน้ำตาเป็นสายเลือดแล้วละก็ ฉันก็จะทำแบบนั้นให้แกอยู่หรอกนะพระพาย

“...” พระพายมองเฟื่องลดาด้วยแววตาละห้อย ก่อนจะถอนหายใจออกมาอย่างเหนื่อยหน่าย กลอกตาระอายามเมื่อนึกไปถึงดวงหน้าของหญิงสูงวัยทั้งสอง คนที่เลี้ยงดูเธอมาด้วยความรักความห่วงใยเท่าชีวิต แม่และยายที่แสนดีของเธอ ทุกอย่างคงจะไม่เป็นแบบนี้ถ้าไม่เกิดเรื่องบ้าๆนั่นเมื่อสิบสี่ปีก่อน

 “เฮ้อหญิงสาวถอนหายใจเสียงดังออกมา ก่อนจะหลับตาพยายามขับไล่เรื่องบ้าๆที่กำลังกวนใจออกไปจากความคิด แต่แล้วร่างบางก็ต้องสะดุ้งจนสุดตัว และแทบจะกระโดดลุกออกจากเก้าอี้ เมื่อน้ำเสียงทุ้มเข้มของใครบางคนกระซิบเข้าที่ข้างหู

ถอนหายใจเสียงดังแบบนี้ เพราะกำลังคิดถึงผมอยู่รึเปล่าน๊า

เฮ้ยสุ่มเสียงหยอกเหย้าและดวงหน้าคมคร้ามของพยัคฆ์พลที่กำลังโน้มเข้าหาอีกทั้งริมฝีปากเขาที่แทบจะแนบชิดกับแก้มนุ่มนั้น ทำเอาพระพายต้องขืนตัวเด้งลุกออกจากเก้าอี้มาอยู่ในท่ายืนแทบจะทันที นัยน์ตาหญิงสาวเบิกโตกับดวงหน้าแต้มยิ้มของผู้มาใหม่ ก่อนจะเห็นเขาทิ้งกายลงนั่งบนเก้าอี้ที่คนสนิทลากมาให้อย่างถือวิสาสะ

คะ...คุณ มาที่นี่ได้ยังไงเนี่ย พระพายละล่ำละลักถามชายหนุ่มเสียงสูงเพราะยังตกใจกับการปรากฏตัวของเขาไม่หาย

ก็...พยัคฆ์พลทำท่าครุ่นคิดกับคำพูดที่จะตอบหญิงสาว ก่อนเขาจะหันมาส่งยิ้มหวานฉ่ำให้เธอ

นั่งรถมาจากคอนโดมาลงที่ลานจอดรถ แล้วก็เพิ่งเดินเข้ามาเนี่ยแหละ เท่านั้นแหละ พระพายถึงกับตะเบ็งเสียงด่าเขาดังลั่นเพราะคำตอบแสนยียวนกวนประสาทนี่

นั่นมันใช่คำตอบรึไงห่ะ

ก็คุณถาม ว่าผมมาที่นี่ได้ยังไง ผมก็ตอบอธิบายไปตามตรงแล้วนี่ผมพูดผิดตรงไหน ยังจะมาด่าผมอีก

คุณมัน...มัน...ราวกับจะกล่าวอะไรไม่ออกพูดอะไรไม่ถูกกับสีหน้าและคำตอบที่แสนจะตีมึนของชายหนุ่ม หญิงสาวถึงกับหลับตาแล้วขบกรามแน่นอย่างต้องการจะระงับอารมณ์โมโหที่กำลังเดือดปุดๆเหมือนน้ำร้อนในกา และพระพายคิดว่าถ้าเธอเป็นน้ำร้อนจริงๆ เธอก็อยากจะเทตัวเองราดใส่หน้าผู้ชายตรงหน้าคนนี้ซะจริงๆ อย่างน้อยมันคงจะแก้ไอ้นิสัยหน้าด้านหน้ามึนเขาได้บ้าง

หลังจากได้รับโทรศัพท์รายงานเรื่องข้อเสนอที่เขายื่นไปให้ว่าสัมฤทธิ์ผลแล้ว พยัคฆ์พลก็ได้รับแจ้งจากคนของเขาที่ถูกสั่งให้ตามจับตาดูเธอรายงายมาบอกว่า หญิงสาวเพิ่งออกจากตึกของเดอะนิวส์ และกำลังตรงมายังห้างสรรพสินค้าแห่งนี้ ดังนั้นคนที่กำลังอารมณ์โหวงๆเพราะเอาแต่คิดถึงสาวเจ้าตั้งแต่เมื่อวันก่อนก็รีบสั่งให้คนสนิทขับรถตรงดิ่งพาเขามาที่ห้างแห่งนี้ทันที และเพียงชั่วขณะที่ได้ดวงหน้ามนกำลังงอเง้าชักสีหน้าบอกบุญไม่รับเท่านั้น อารมณ์หงุดหงิดในอกของพยัคฆ์พลเมื่อก่อนหน้าก็แทบจะมลายหายเป็นปลิดทิ้งเหมือนมันจะถูกเติมเต็มและแทนที่ด้วยความรู้สึกอิ่มเอมบางอย่างซึ่งเขาเองก็ไม่รู้ว่ามันคืออะไร รู้แค่ว่าแค่เห็นดวงหน้านี้เขาก็รู้สึกอารมณ์ดีขึ้นมาอย่างบอกไม่ถูกแล้ว

และท่าทียืนกัดฟันกรอดตัวสั่นเทาเพราะกำลังโมโหของพระพายที่เขาได้เห็นในตอนนี้นั้น ทำเอาพยัคฆ์พลถึงกับหลุดขำออกมาในลำคอ ก่อนชายหนุ่มจะกดยิ้มกว้างแล้วจ้องหน้ามองตาเธอด้วยแววตาพราวระยับ

คิดถึง ก็เลยมาหา

“...”

คำตอบพร้อมสีหน้าตีมึนของเขาเมื่อก่อนหน้า พระพายคิดว่ามันทำให้เธออึ้งมากพอแล้ว แต่เมื่อได้ฟังคำตอบที่เพิ่งจะตามาเมื่อซักครู่หญิงสาวถึงกับอ้าปากเหวออึ้งมากกว่าเดิมเป็นสิบเท่า รู้ซึ้งเลยว่าอาการแผดเสียงกรีดร้องตัวสั่นเทาเต้นเร่าๆเหมือนเจ้าเข้าแบบที่พวกนางร้ายในละครทำนะมันเป็นเพราะอะไร ทำไมนะเหรอ ก็เพราะตอนนี้เธอคิดว่าเธออยากจะทำแบบนั้นขึ้นมาบ้างแล้ว แบบที่ยืนกรี๊ดเสียงแหลมสูงแล้วกระทืบเท้ายกมือชี้หน้าด่าไอ้คนหน้าด้านตรงหน้านี้ แต่เธอก็ทำไม่ได้ เธอไม่ใช่คนประเภทนั้นและไม่คิดจะทำท่าทีอย่างนั้นด้วย เพราะอย่างนี้สิ่งเดียวที่เธอทำได้คือกัดฟันถลึงตา จ้องหน้าเขาด้วยแววตาอาฆาตเท่านั้น!

“แล้วคุณรู้ได้ยังไงว่าฉันอยู่นี่”

พยัคฆ์พลเลิกคิ้วสูงครู่หนึ่งกับคำถามนี้ เขาฉีกยิ้มกว้างจนตาหยีดูเป็นยิ้มที่ทำให้ผู้หญิงทั้งหลายแหล่คงใจละลาย แต่คงไม่ใช่กับเธอ

“ตามเสียงหัวใจคุณมามั้งครับ” และคำตอบของพยัคฆ์พลทำเอาทั้งอาเกาและธาวินซึ่งนั่งอยู่ที่โต๊ะตัวถัดไปและกำลังดื่มน้ำที่บริกรนำมาเสิร์ฟถึงกับพ่นสำลักน้ำแก้วนั้นใส่หน้ากันเต็มๆ ก่อนสองหนุ่มจะหันมามองแผ่นหลังกว้างของผู้เป็นนายด้วยสีหน้าตื่นๆ ไม่รู้ว่าผีเข้าหรือสติเจ้านายพวกเขาหลุดโลกไปแล้วกันแน่ จู่ๆคนที่ไม่เคยพูดจาหวานเลี่ยนกับผู้หญิงที่ไหนอย่างพยัคฆ์พลถึงได้กล้าเอ่ยประโยคแบบนี้ออกมา และก็ประโยคนี้นี่แหละที่ทำให้คนที่ถูกบอกกำลังตัวสั่นเทาแทบจะโผเข้าไปต่อยหน้าเขาให้ได้

“อีตาบ้าเลิกพูดเรื่องบ้าๆเดี๋ยวนี้เลยนะถ้ายังไม่อยากโดนฉันต่อยนะ”

เธอแหวใส่เขาอย่างโมโหและเสียงมันคงจะไม่เบานัก ซึ่งนั่นก็ทำให้เฟื่องลดาต้องรีบเอื้อมมือมาคว้าข้อมือเล็กเธอไว้ ก่อนจะฉุดเธอนั่งลงบนเก้าอี้ข้างๆตัว เพราะร้านที่เธอนั่งเป็นร้านกาแฟแบบเปิดโล่งและตั้งอยู่ตรงส่วนกลางของห้าง เพราะฉะนั้นจึงไม่เพียงมีแค่แขกและบริกรในร้านเท่านั้นที่กำลังมองพวกเธอเป็นตาเดียวแต่นั่นยังรวมถึงผู้คนที่กำลังเดินขวักไขว่ไปมาตรงโถงทางเดินอีกด้วย

“อย่าเพิ่งแปลงร่างตอนนี้ ใจเย็นๆไว้พระพาย” เฟื่องลดาเอียงหน้าเข้าไปกระซิบชิดริมใบหูเล็ก ดวงหน้าทั้งสองนั้นดูแนบชิดสนิทสนมอากับกิริยายามที่พระพายหันหน้ากลับมามองเพื่อนรักนั้นปลายจมูกของเฟื่องลดาจึงแทบจะชนผิวแก้มของหญิงสาว และนั่นทำเอาการ์ดหนุ่มอย่างธาวินและอาเกาต้องแอบเบือนหน้าหนีอย่างนึกระอา ส่วนพยัคฆ์พลเขาแทบอยากจะลุกขึ้นแล้วเดินไปจับสองสาวแยกห่างกันซะให้ได้ นึกบ่นในใจว่าอะไรจะคลอเคลียกันได้ขัดหูขัดตาขนาดนี้

“แต่... ” พระพายพยายามจะแหวเถียงเฟื่องลดา ครั้นเห็นเพื่อนรักจ้องด้วยแววตาคาดดุ และอาการส่ายหน้าเป็นเชิงบอกปัดไม่ให้เธอโพลงพูดอะไร เมื่อนั้นหญิงสาวจึงหุบปากเงียบ มือบางทั้งสองบีบกำแน่นยามหันกลับมาสบมองดวงหน้าคมคร้ามของคนที่กำลังปั้นหน้าส่งยิ้มหวานมาให้ เธอกลั้นหายใจสูดอากาศให้เข้าไปเต็มปอดอย่างพยายามระงับอารมณ์ครุกรุ่นในอก บังคับเสียงตนเองให้ถามเขาอย่างราบเรียบและสงบนิ่งมากที่สุดทั้งๆที่ในใจนั้นกำลังสรรหาคำด่าสารพัดไว้ให้เขาแล้ว

“ตกลงจะตอบฉันดีๆได้ไหมว่าคุณมาที่นี่ทำไม” คำถามของหญิงสาวเรียกให้คนที่เคยยิ้มกว้าง ลดริมฝีปากที่หยักโค้งให้กลายเป็นรอยยิ้มเรียบๆ ก่อนเขาจะยกมือหนาขึ้นมารองประสานไว้ใต้คาง นัยน์ตามคมสีดำสนิทจ้องตอบเธอนิ่ง

“ผมเอานี่มาคืน” เขาว่าพร้อมกับยื่นบัตรนักข่าวที่แอบฉกไปจากตัวเธอเมื่อวันก่อนมาให้

“คุณเอาบัตรฉันไปตอนไหน?” เธอถามแต่กลับได้เพียงรอยยิ้มเป็นคำตอบ

“ลองทายดูซิ” ชายหนุ่มว่าพลางขยับยกมือที่กำลังยื่นบัตรนั้นขึ้น ทำเอามือเรียวซึ่งกำลังเอื้อมไปหยิบบัตรใบเล็กนั่นคืนถึงกับชะงัก “แต่ก่อนอื่นคุณต้องฟังข้อเสนอของผมก่อน”

“ข้อเสนอ” หญิงสาวโพลงอุทานออกมาเพราะความแปลกใจกับคำตอบของเขา ก่อนจะตะวัดสายตาหันมาจ้องเขาด้วยแววตาขวางๆ และไม่ใช่เพียงแค่เธอเท่านั้นเพราะเฟื่องลดาที่นั่งอยู่ข้างๆและกำลังกอบกุมมือเธอไว้ก็ยังหันกลับมาจ้องหน้าพยัคฆ์พลแทบจะพร้อมๆกัน

“ผมรู้นะคุณได้รับคำสั่งให้ตามขอข้อมูลของผมไปลงบทความให้กับเดอะนิวส์” เสียงเขาเรียบนิ่งยามเอ่ยกล่าว มองสบกับหญิงสาวตรงหน้านั้นด้วยแววตาและรอยยิ้มอย่างคนที่เหนือกว่า

“แหงละ ก็เป็นคุณเองไม่ใช่เหรอที่ยื่นข้อเสนอบ้าๆนั่นไปเอง”

“โอ๊ะ จริงด้วยซินะผมลืมไปได้ยังไงล่ะเนี่ย”

“อย่ามาทำเป็นเรื่องตลกนะ ฉันไม่ได้ตลกกับคุณเลยซักนิด”

“ผมไม่ได้ทำตลก ผมแค่อยากจะเตือนคุณแค่นั้นเองว่าคนอย่างผมมีอิทธิพลขนาดไหนและผมสามารถทำอะไรกับคุณได้บ้าง บัตรนี่ผมจะขอยึดไว้ก่อนละกันไว้คุณตกลงทำตามที่ผมเสนอไปเมื่อไหร่ผมค่อยคืนมันให้"

 “...”

ครั้นเห็นริมฝีปากอิ่มที่เคยส่งเสียงพูดที่และคำถกเถียงเมื่อก่อนหน้ากลับกลายเป็นเพียงอาการนิ่งเงียบกับคำพูดของเขา เมื่อนั้นพยัคฆ์พลจึงกดรอยยิ้มให้กว้างขึ้นยกนิ้วชี้ที่ประสานกันอยู่ใต้คางขึ้นเคาะกันอย่างสบายอารมณ์ ยามยื่นเหยื่อเข้าไปล่อหนู

“นอกจากเรื่องที่คุณต้องมาสัมภาษณ์ผมแล้วผมยังรู้นะว่าคุณต้องการอะไรจากผมอีก อะไรที่คุณกำลังสงสัยนั่นแต่บังเอิญว่าผมไม่ใช่ประเภทที่จะยอมให้อะไรใครง่ายๆซะด้วยซิ... ” พยัคฆ์พลเว้นจังหวะในการพูดเพื่อสังเกตท่าทีของหญิงสาว ครั้นเห็นพระพายไม่แย้งอะไรออกมานอกเสียจากขบเม้มริมฝีปาอิ่มแน่น ชายหนุ่มจึงเริ่มโปรยเหยื่อล่อต่อ

“แต่กับคนที่ทำให้ผมสนใจอย่างคุณนี่... มันก็อีกเรื่องหนึ่ง”

“คุณ...” พระพายเรียกชื่อเขาออกมาได้เพียงเท่านั้น คำพูดมากมายที่เตรียมจะถามก็ถูกกลืนหายลงไปในลำคอ เมื่อเขากล่าวขัดเธอขึ้นมาเสียก่อน

“ผมจะยอมให้คุณสัมภาษณ์เรื่องส่วนตัวของผมตามที่เดอะนิวส์และคุณต้องการ แต่มีข้อแม้ว่า...”

“ข้อแม้อะไร” เสียงอุทานของหนูที่กระโดดงับเหยื่อล่อเสียงดังนี้เรียกให้พยัคฆ์ลอบยิ้ม รู้สึกว่าหัวใจเขาเต้นแรงเพราะเรื่องสนุกตรงหน้า แล้วไหนจะดวงตาเป็นประกายของเธอที่กำลังชะโงกตัวจ้องหน้าเขาด้วยความใคร่รู้นั้นอีกเล่า มันน่าแกล้งซะจริงๆ คิดได้แค่นั้นชายหนุ่มจึงฉีกยิ้มหวานยิ้มทั้งดวงหน้าและดวงตาขณะหยัดกายลุกขึ้น เดินอ้อมมาหาร่างเล็กที่อยู่อีกฝั่งของโต๊ะ ก่อนจะวาดท่อนแขนเรียวยาวยันสองมือค้ำไว้ที่พนักเก้าอี้ด้านละข้างราวกับจะกักกันเธอไว้ไม่ให้หนี โน้มดวงหน้าคมคร้ามหล่อเหลาเข้าหาดวงหน้าเล็กอย่างชิดใกล้ ใกล้เสียจนพยัคฆ์พลเห็นแววตื่นตะลึงที่ฉายชัดในม่านตาเธอ

“ย้ายมาทำงานกับผม แล้วผมจะยอมให้คุณล้วงลึกทุกอย่าง ทั้งเรื่องชีวิตและ... ” เสียงทุ้มเข้มหนักแน่นนั้นจางหายและกลายเป็นเพียงเสียงกระซิบแผ่วเบายามเขากล่าวประโยคสุดท้ายที่หมายจะให้เธอได้ยินเพียงคนเดียว เท่านั้นแหละคนที่เคยนั่งนิ่งเบิกตาโตเมื่อครู่ถึงกับแผดเสียงสบถด่ายาวเหยียดออกมาขณะเธอใช้มือบางดันร่างกายหนาใหญ่ของเขาออกห่าง

“ไอ้โรคจิตฝันไปเถอะว่าฉันจะยอม ให้ตายแล้วเกิดอีกสิบชาตินายก็ไม่มีวันได้เห็นขาอ่อนฉันหรอก ลืมไปเลยกับข้อเสนอบ้าบอคอแตกนั่นนะ ไอ้... ไอ้... โธ่เว้ย”

ราวกับไม่รู้จะหาคำไหนมาเปรียบด่าเขาได้ พระพายสบถด่าออกมาได้เพียงเท่านั้น หญิงสาวก็หันมาคว้าข้อมือเล็กของเฟื่องลดาก่อนจะออกแรงฉุดเพื่อนรักให้ลุกขึ้นแล้วเดินฉับๆออกไปจากร้านกาแฟ ทิ้งบุรุษหนุ่มทั้งสามคนนั้นไว้เบื้องหลัง ไม่แม้แต่จะหันกลับมามองคนที่กำลังยืนส่งยิ้มกว้างอย่างไม่รู้สึกรู้สาอะไรมาให้ นึกฉุนกับข้อเสนอบ้าบอที่เขายื่นมาให้ พร้อมก่นด่าพี่ริชชี่ที่บังคับให้เธอมาทำงานบ้าๆนี่ ทว่าเสียงทุ้มเข้มที่ดังไล่หลังมานั้นก็พลันทำให้เท้าเรียวชะงักไปชั่วขณะ และเรียกให้พระพายต้องหันกลับมามองยังเจ้าของน้ำเสียงนั้นด้วยแววตาเกรี้ยวโกรธ

“อยากปฏิเสธก็ปฏิเสธไปเถอะพระพาย ถ้าคุณคิดว่าจะมีวิธีอื่นที่จะทำให้ผมยอมให้คุณสัมภาษณ์ได้ ผมรู้นะว่างานนี้มันสำคัญกับคุณขนาดไหน อนาคต หน้าที่การงาน สิ่งที่คุณรัก ที่สำคัญไปกว่านั้นคุณยังมีเรื่องที่อยากจะรู้คุณคิดจะทิ้งมันไปจริงๆเหรอ ทุกอย่างมันอยู่ในมือคุณหมดแล้วนะตอนนี้ อยู่ที่ว่าคุณจะเลือกทางไหน ระหว่างคว้ามันไว้ไหม หรือปล่อยทิ้งมันไปทั้งๆที่มันอยู่แค่ตรงหน้า”

“...” ครั้นเห็นเธอเงียบคนที่ถือไพ่เหนือกว่า และเป็นต่อเธอทุกทางจึงกดยิ้มอย่างผู้มีชัย พร้อมกล่าวประโยคขู่รั้งท้ายเธอเอาไว้ ประโยคที่ทำให้หญิงสาวต้องขบเม้มริมฝีปากไว้แน่น

“สามวัน ผมให้เวลาคุณตัดสินใจแค่สามวันเท่านั้นนะที่รัก แล้วเราค่อยมาดูกันว่าคุณจะเลือกตัดสินใจยังไง และผมก็หวังว่า คุณจะเลือกทางเลือกที่ถูกนะ”

สิ้นเสียงเขาพูด ดวงหน้าจิ้มลิ้มนั้นจึงตวัดหันกลับมามองยังเจ้าของน้ำเสียงเมื่อก่อนหน้า มือบางที่กุมมือเฟื่องลดาเอาไว้นั้นบีบแน่น แน่นเสียจนเจ้าของมือนั้นต้องเอื้อมมืออีกข้างขึ้นมาแตะมือเธอไว้ ราวกับจะเตือนสติ พระพายละหันจากดวงหน้าของพยัคฆ์พลแล้วหันมามองเพื่อนสนิทข้างกายที่กำลังส่งสายตาและสีหน้าห่วงใยมาให้ ก่อนหญิงสาวจะกัดฟันสะบัดหน้าเดินนำพาเพื่อนรักออกมาจากจุดที่เคยยืนแน่นิ่งท่ามกลางสีหน้าเคร่งเครียดและอารมณ์ครุกรุ่นในใจ

ท่าทีกระฟัดกระเฟียดของหญิงสาวที่แสดงออกมาอย่างชัดแจ้งว่ารังเกียจและเคียดแค้นเขาเต็มประดานั้น ไม่ได้ทำให้พยัคฆ์พลหยี่ระแม้แต่น้อย ตอนนี้เธออยากอาละวาดอยากด่าอยากหนีเขาเท่าไหร่ก็ปล่อยเธอทำไป เพราะพยัคฆ์พลรู้ดีอยู่แล้วว่า ไม่ว่าเธอจะพยายามหลีกหนีเท่าไหร่สุดท้ายแล้วยังไงพระพายก็จะเป็นฝ่ายกลับมาหาเขาอยู่วันยังค่ำ และคำพูดที่เขาทิ้งท้ายไว้ให้นั้นมันก็คงจะช่วยเตือนสติเธอได้ไม่น้อยเช่นกัน กับคนอย่างพยัคฆ์พลซะอย่างถ้าได้ลงมือทำอะไรลงไปแล้วไม่มีอะไรผิดคาดไปจากที่เขาคิดหรอก โดยเฉพาะกับหนูตะเภาตัวเล็กจ้อยไร้อำนาจอย่างเธอ

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 5 ครั้ง

249 ความคิดเห็น