ตอนที่ 5 : ตอนที่ 4

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 332
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 2 ครั้ง
    6 พ.ค. 61

ตอนที่ 4

 

พระพายแทบทำอะไรไม่ถูกพูดอะไรไม่ออกขึ้นมาชั่วขณะยามเธอได้จ้องหน้าชายหนุ่มคนที่เคยส่งยิ้มกว้างให้เมื่อซักครู่และเป็นคนที่กำลังเดินเข้ามาหาประจันหน้ากับเธอตรงๆในเวลานี้

                “คุณรู้จักชื่อฉันนี้ได้ยังไง”

                พยัคฆ์พลยังไม่ตอบอะไรหญิงสาวออกไป เขามองใบหน้าตื่นตะลึงนั้นด้วยรอยยิ้มกว้าง ก่อนเขาจะก้มตัวชะโงกหน้าเขามาหาและกระซิบประโยคแผ่วเบาที่ได้ยินเพียงลำพังสองคน

                “อยากรู้คุณก็ลองตามสืบดูซิ”

            “นี่คุณ” พระพายโพลงออกมาสุดเสียงกับคำพูดยั่วยุของเขาได้แค่นั้น มือเรียวก็กำหมัดแน่น ก่อนจะเงื้อมฟาดเข้าใส่อีกฝ่าย

ทว่ากับความเร็วแค่นี้พยัคฆ์พลสามารถเอื้อมมือขึ้นมาคว้ารับหมัดเล็กไว้ได้อย่างสบายๆ พร้อมกันนั้นเขาก็ใช้แรงและทักษะที่เหนือกว่ารวบข้อมือเล็กทั้งสองไว้ด้วยมือคนละข้าง ก่อนจะพลิกตัวหมุนร่างเล็กนั่นเข้ามาอยู่ในอ้อมกอด ออกแรงรัดน้อยๆร่างเล็กก็แทบขยับกายไม่ได้แล้ว

“พระพาย”

เฟื่องลดาที่เห็นการกระทำนั้นของชายหนุ่มถึงกับต้องตั้งท่าจะวิ่งถลาเข้าไปช่วยเพื่อนรัก แต่กระนั้นหญิงสาวก็ต้องชะงัก เมื่อถูกมือหนาใหญ่ของอาเกาเอื้อมมาคว้ารั้งข้อมือเล็กฉุดดึงเธอไว้เสียก่อน

“นะ...นาย”

“ถ้ายังอยากรักษาชีวิตคุณและคู่ขาของคุณเอาไว้ อย่าได้คิดเข้าไปขวางเจ้านายผมจะดีกว่า” และคำพูดนี้ก็ทำให้คนที่กำลังจะแว้ดด่าเขาต้องหุบปากเงียบ จ้องมองดวงหน้าเคร่งขรึมปกคลุมไปด้วยไรหนวดและผมยาวรกรุงรังนั้นด้วยแววตาเกรี้ยวโกรธ

“อารมณ์ร้อนจังเลยนะครับคุณนักข่าว ทำแบบนี้ถ้าเกิดโดนหน้าผมเข้าแล้วคุณจะรับผิดชอบยังไงละ” เสียงเขากล่าวอย่างอารมณ์ดีดวงหน้านั้นหรือก็แต้มยิ้มแพรวพราวเสียจนพระพายหมั่นไส้ ยิ่งได้เห็นดวงหน้าเขาใกล้และคำพูดขัดหูนั่นหญิงสาวก็แทบจะระงับอารมณ์โมโหไม่ไหว

“คะ... คุณ คิดจะทำอะไรนะ” พระพายถึงกับต้องละล่ำละลักถามเสียงสั่นเมื่อเห็นว่าจู่คนที่กำลังตรึงกอดเธอไว้ ตั้งทาจะโน้มดวงหน้าเข้ามา ก่อนหญิงสาวจะหลับตาปี๋ก้มหน้าย่นคอเมื่อรู้สึกว่าปลายจมูกโด่งและริมฝีปากแดงนั่นกำลังประชิดเข้ามา

“แล้วคุณคิดว่าผมจะทำอะไรดีละ” เขากระซิบเสียงแหบพร่าชิดริมใบหูเล็ก และนั่นทำเอาหญิงสาวถึงกับต้องร้องแหวเสียงดังพยายามขืนตัวขืนดวงหน้าหนีสุดฤทธิ์

“อย่านะ อีตาบ้าหยุดทำบ้าๆนะ”

พยัคฆ์พลเห็นท่าทีนี้ของหญิงสาวแล้วก็ต้องหลุดเสียงขบขันออกมา ก่อนคนชอบแกล้งจะยอมคลายมือหนาที่เคยตรึงรั้งข้อมือบางทั้งสองไว้แล้วปล่อยให้หญิงสาวเป็นอิสระอย่างจำยอม ทั้งๆที่ในใจนั้นเขาอยากจะแกล้งแนบชิดกับเธอให้มากกว่านี้ ให้เธอรู้ซึ้งซักนิดว่าผู้ชายอย่างเขาน่ะ มีดีกว่าแม่สาวคู่ขาของเธอเป็นไหนๆ

“พระพาย” ครั้นเห็นเพื่อนรักเป็นอิสระ และหลุดพ้นจากการกอดกุมของพยัคฆ์พล เฟื่องลดาก็รีบสะบัดข้อมือที่เคยถูกตรึงรั้งไว้ให้หลุดจากมือหนาใหญ่ ก่อนจะเดินหุนหันเข้ามากอดเพื่อนรักเอาไว้ด้วยความเป็นห่วง มองซีกหน้ามนเล็กนั่นที่กำลังจับจ้องดวงหน้าคมคร้ามของชายหนุ่มตรงหน้าด้วยแววตาเกรี้ยวกราดพร้อมขบกรามแน่น ปรกติเธอไม่เคยเห็นพระพายมองผู้ชายคนไหนด้วยสายตาแบบนี้มาก่อน แต่กับคนตรงหน้านี้แววบางอย่างทั้งในคำพูดที่ทั้งคู่ถกเถียงกันและดวงหน้าทั้งสองที่จับจ้องกันนั้น มันดูคลุมเครือราวกับทั้งคู่เคยรู้จักกันมาก่อน

“คุณมัน...” พระพายเค้นเสียงเรียกชายหนุ่มเสียงแข็ง หมายจะตวาดด่าเขา แต่ก็ต้องกลืนคำเหล่านั้นลงคอ เมื่อจู่ๆอีกฝ่ายก็หันไปเรียกคนสนิทเสียงเข้ม

“ธาวิน”

“ครับคุณขาล”  ธาวินขานรับเสียงเรียกของผู้เป็นนายได้เท่านั้น ชายหนุ่มก็รีบเดินพาร่างสูงโปร่งเข้ามาหาพยัคฆ์พล ก่อนเขาจะต้องหน้าเหวออ้าปากค้างกับคำสั่งใหม่ที่ได้รับจากผู้เป็นนาย

“ให้คนของเราซักสองสามคนไปส่งคุณนักข่าวนี่ให้ถึงบ้านอย่างปลอดภัย ถ้ามีอะไรเกิดขึ้นหรือนอกเหนือจากที่ฉันสั่ง แกเตรียมรับผิดชอบได้เลย”

“คุณขาล” ไม่ใช่แค่ธาวินเท่านั้นที่อึ้งกับคำพูดนี้ ทว่าทั้งอาเกาและเหมยลี่ต่างร้องอุทานออกมาเสียงหลงด้วยความตกใจ มองหน้าผู้เป็นนายสลับกับมองดวงหน้าตื่นตะลึงของหญิงสาวร่างเล็กสองคนตรงหน้า

“แต่ว่า...”

“ไม่มีแต่อะไรทั้งนั้น ทำตามที่ฉันบอกก็พอ”

“ครับ” สะบัดเสียงตอบอย่างไม่เต็มใจนัก ธาวินก็เดินเลี่ยงไปหาคนของพวกเขาที่ยืนรออยู่ห่างๆ กำชับคำสั่งของผู้เป็นนายนั้น ไม่นานนักดวงหน้าของชายในชุดสูทสีดำสองคนก็พยักหน้ารับแล้วเดินเข้ามาหาหญิงสาวร่างเล็กทั้งสอง ก่อนจะผายมือเชิญทั้งคู่ให้เดินไปยังรถของพวกเขาที่จอดไว้

“เชิญครับคุณผู้หญิง”

เสียงเข้มดุของชายร่างใหญ่ที่เดินเข้ามาหา เรียกให้พระพายกับเฟื่องลดาต้องมองหน้ากันไปมาสลับกับมองหน้าพยัคฆ์พลด้วยสีหน้าตื่นๆและแปลกใจได้เท่านั้น หญิงสาวทั้งสองก็ถูกชายฉกรรจ์คู่นั้นเชื้อเชิญให้แกมบังคับด้วยสายตาให้เดินตามไป แต่ยังไม่ทันที่พวกเธอจะได้เดินผละห่างจากจุดเดิมที่เคยอยู่นั้น พยัคฆ์พลก็เอื้อมมือหนามาคว้าข้อมือเล็กบางของพระพายเอาไว้เสียก่อน ฉุดดึงเบาๆร่างเล็กก็ถลาเข้ามาชิด เมื่อนั้นชายหนุ่มจึงก้มตัวชะโงกหน้าเข้าหา จ้องประสานดวงตากับหญิงสาวด้วยรอยยิ้มเกลื่อนเต็มดวงหน้า

ผมจะรอนะกับคำพูดที่คุณท้าผมไว้นะ เพราะผมเองก็อยากรู้จนชักจะอดใจรอไม่ไหวแล้วว่าคุณจะหาทางจัดการกับผมยังไงพยัคฆ์พลเว้นจังหวะในการพูด พร้อมกับจ้องหน้าหญิงสาว ครั้นเห็นเธอจ้องกลับด้วยแววตาตื่นตะลึง ชายหนุ่มจึงกดยิ้มก่อนจะเอื้อมมือหนาขึ้นมาเชยคางมน

หรือไม่ก็ พยามเข้าใกล้ผมให้มากกว่านี้ แล้วเราค่อยมาดูกันคุณนักข่าว ว่าเกมนี้ใครมันจะล่าใครกันแน่

 สุ่มเสียงเย้ยหยันท้าทายและนิ้วหัวแม่มือเรียวที่กำลังลากเกลี่ยริมฝีปากอิ่มอย่างต้องการสื่อความหมายในคำพูดของเขาทำเอาพระพายยิ่งโมโหหนักเป็นเท่าตัว สองแก้มนวลเริ่มแดงปลั่งเพราะความร้อนจากร่างกาย และร่างเล็กบางที่กำลังสั่นเทาเพราะความโกรธและโมโหที่กำลังก่อตัวขึ้น

 ราวกับถูกมนต์สะกดยามเขาได้มองริมฝีปากอิ่มสีชมพูระเรื่อตรงหน้า พยัคฆ์พลรู้สึกว่าเขาอยากเหลือเกิน อยากที่จะแนบริมฝีปากตนเองกับกลีบปากสวยนี่เหลือคณา แต่ทว่ามันก็เป็นได้เพียงความคิดและความรู้สึกเท่านั้น เมื่อคนที่กำลังโดนเขาแกล้งกำลังขบกรามแน่น พร้อมกับยกมือเรียวขึ้นปัดมือเขาออกห่างอย่างนึกรังเกียจ นัยน์ตากลมสวยจ้องตอบชายหนุ่มด้วยแววเกรี้ยวโกรธที่โดนเขาท้าทายซึ่งๆหน้า

“ฉันจะเอาคืนคุณแน่ จะกระชากหน้ากากคุณออกอย่างไม่เหลือชิ้นดีเลยคอยดู แล้วก็...” เธอหยุดพูดไปครู่หนึ่งก่อนจะสูดหายใจเข้าปอดลึกๆ บีบกำมือเรียวเล็กแน่นอย่างพยายามระงับอารมณ์โกรธอารมณ์โมโหทั้งหมดทั้งมวลที่เผชิญก่อนจะกล่าวต่อ

“ฉันไม่รู้ว่าคุณไปรู้เรื่องอะไรมา แต่ฉันไม่ยอมให้เรื่องนี้จบง่ายๆแน่คุณคิดผิดแล้วละที่มาท้าคนอย่างฉัน” สะบัดเสียงห้วนใส่เขาได้เท่านั้น พระพายก็ต้องถูกชายสองคนเมื่อก่อนหน้าเดินมาประชิดตัว พร้อมกับกันเธอออกห่างจากพยัคฆ์พล แล้วเดินคุมตัวเธอกับเฟื่องลดาไปที่รถของพวกเขา ก่อนทั้งคู่จะถูกพาออกไปจากเดอะโฮลี่คลับด้วยรถยนต์ติดฟิล์มกระจกหนาทึบของพยัคฆ์พลด้วยท่าทีไม่เต็มใจนัก

“คุณขาล ทำไมถึงทำแบบนี้ครับ รู้ทั้งรู้ว่าผู้หญิงคนนี้เธออันตรายแล้วทำไม” ทันทีที่รถยนต์ของพวกเขาเคลื่อนตัวออกไปส่งคู่รักนักข่าวสาวสองคนนั้นจนลับสายตาแล้ว ธาวินถึงกับต้องรีบถลาเข้ามาหาผู้เป็นนาย ก่อนจะเริ่มกล่าวประโยคซักถามติดกังวลนั้นออกมา

“ฉันมีเหตุผลของฉันก็แล้วกัน”

“แต่ว่า...” การ์ดหนุ่มพยายามแย้ง เมื่อเห็นว่าผู้เป็นนายยังคงดึงดันที่จะยุ่งเกี่ยวกับคนอันตรายอย่างแม่สาวตีฉิ่งคนนั้น

“กับผู้หญิงตัวเล็กๆแค่นี้ พวกแกคิดเหรอว่าฉันจะรับมือไม่ได้”

“...” คราวนี้คนที่พยายามแย้งต้องหุบปากเงียบ ก่อนจะหันไปมองเพื่อนสนิทด้วยแววตาหนักใจ เมื่อนั้นคนที่ติดนิสัยกังวลและระแวดระวังภัยกว่าใครอย่างอาเกาจึงเอ่ยขึ้นบ้าง

 “ถึงเธอจะเป็นแค่ผู้หญิงตัวเล็กๆ แต่ไอ้สิ่งที่เธอใช้เป็นเครื่องมือต่อกรกับเรานะมันไม่เล็กนะครับ พวกนักข่าวน่ะร้ายแค่ไหนคุณขาลก็น่าจะรู้ สื่อทุกอย่างอยู่ในมือพวกเขา การจะตีแผ่ประโคมสาดสีกล่าวหาหรือแม้กระทั่งเปิดเผยข้อมูลของเราให้ออกมาดำมืดหรือขาวสะอาดยังไง คนพวกนี้ทำได้สบายอยู่แล้ว ยิ่งกับพวกที่เสพข่าวโดยไม่เคยกลั่นกรองแล้ว ทุกอย่างก็จะยิ่งลามปามใหญ่โตเหมือนไฟลามทุ่ง ผมเกรงว่าทุกอย่างของเราจะพังก็เพราะผู้หญิงตัวเล็กๆคนนี้นี่แหละ”

“ถึงเธอจะอันตรายยังไงฉันก็ปล่อยเธอไปไม่ได้อยู่ดี”

“คุณขาล”

พยัคฆ์พลมองคนสนิทที่เอ่ยอ้างเหตุผลยาวเหยียดด้วย แววตาเหนื่อยใจก่อนจะถอนหายใจออกมาอย่างเหนื่อยอ่อน ทุกอย่างที่คนสนิทเขาพุดมานั้นถูกทั้งหมด ผู้หญิงคนนี้เธอมีเครื่องมือที่พร้อมจะทำลายเขาได้ทุกเมื่ออย่างที่อาเกาพูดจริงๆ แต่ถึงอย่างนั้นเขากลับไม่ได้หยี่ระสักนิด ตรงกันข้ามเขากับรู้สึกสนุกเสียมากกว่า กับคนอย่างพยัคฆ์พลแล้วแค่นักข่าวตัวเล็กๆแค่คนเดียวมีหรือเขาจะรับมือไม่ได้ เธออยากแผงฤทธิ์สู้กับเขาก็ทำไปซิ เขาสนซะเมื่อไหร่ ยิ่งร้ายนะเขายิ่งชอบนักแหละ เพราะอะไรที่ยิ่งร้ายและยิ่งอันตรายแถมยังปราบพยศยากแบบนี้ มันท้าทายและดึงดูดเขานัก

“พวกแกเลิกห่วงซักทีเถอะน่า ยังไงฉันก็ไม่เปลี่ยนใจหรอก”

“แต่คุณขาลครับ...”

“ฉันเป็นใครพวกแกลืมไปแล้รึไง”

“...” ครั้นเจอประโยครั้งท้ายนี้ สองหนุ่มที่พยายามจะท้วงเถียงถึงกับต้องหุบปากเงียบ มองหน้าผู้เป็นนายด้วยแววตาและสีหน้าหนักใจอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน ด้วยรู้ดีว่าครั้งนี้พวกเขาคงไม่มีทางเปลี่ยนใจพยัคฆ์พลได้ และทางเดียวที่ทำได้ ก็คงต้องยอมทำตามความต้องการของนาย แล้วคอยป้องกันเขาอยู่ห่างๆเท่านั้นพอ...

เหมยลี่ได้แต่ยืนมองภาพที่พยัคฆ์พลยืนคุยกับธาวินและอาเกาด้วยความรู้สึกหวาดหวั่นที่กำลังก่อตัวขึ้นในใจ ที่ผ่านมาเธอรู้ว่ามีผู้หญิงผ่านเข้ามาในชีวิตพยัคฆ์พลแข่งกับเธอมากมายขนาดไหน แต่เธอก็ไม่เคยหยี่ระหรือหวั่นเกรง ด้วยเพราะเธอรู้ดีว่าพวกผู้หญิงเหล่านั้นผ่านเข้ามาในชีวิตเขาก็แค่เพียงความสัมพันธ์ชั่วครั้งชั่วคราว ส่วนใครที่คิดจะยืดเยื้อให้มากกว่านั้นเธอก็สามรถจัดการได้ไม่ยากและเธอก็เชื่อว่าเธอทำอย่างนั้นได้สบาย แต่กับผู้หญิงเมื่อซักครู่นี้ คนที่พยัคฆ์พลรั้งกอดและต่อล้อต่อเถียงด้วยรอยยิ้มนั้น กลับทำให้ทุกอย่างที่เธอเคยเชื่อมั่นสั่นคลอนไปหมด ผู้หญิงคนแรก ที่เธอเห็นเขามองด้วยแววตาที่สื่อความหมายและรอยยิ้มกว้างเต็มดวงหน้า เป็นรอยยิ้มที่ออกมาจากความรู้สึกจากใจจริงๆของเขาหาใช่รอยยิ้มเสแร้งเหมือนทุกครั้งไม่ และเป็นผู้หญิงคนนั้นที่กำลังทำให้เธอสัมผัสได้ถึงความกลัว อย่างที่ไม่เคยกลัวมาก่อน

 

หลังจากเห็นว่าคนของเขาไปส่งหญิงสาวถึงที่พักแล้ว พยัคฆ์พลก็รีบปลีกตัวออกมาจากเดอะโฮลี่คลับทันที แล้วสิ่งแรกที่ชายหนุ่มเลือกทำเมื่อมาถึงห้องพักนั่นก็คือ การต่อสายโทรศัพท์ถึงภาคีวุฒิในทันที ร่างสูงยืนนิ่งอยู่ริมระเบียงหลังห้องมองภาพแสงสีในยามค่ำคืนของกรุ่งเทพฯด้วยแววตาเรียบนิ่ง เขารอจนกระทั่งได้ยินเสียงตอบรับจากปลายสายในตอนนั้นเองริมฝีปากของชายหนุ่มจึงระบายยิ้มอ่อนโยนออกมา

“ว่ายังไงไอ้ขาล โทรหาฉันกลางดึกแบบนี้ถ้าไม่มีเรื่องด่วนละก็ฉันตามไปถลกหนังแกถึงที่แน่”

“โธ่เฮียแค่ผมโทรหาแค่นี้ทำไมต้องทำเสียงหงุดหงิดด้วยครับ”

“เอ่อจะไม่ให้ฉํนหงุดหงิดได้ยังไงนี่มันกี่โมงกี่ยามแล้วหัดดูเวลาซะบ้างคนเขาจะหลับจะนอน”

“แน่ใจนะครับว่านอนไม่ใช่กำลังทำอย่างอื่นอยู่”

“ไอ้ขาล!”  เสียงขู่คำรามที่ดังลอดมาจากปลายสายเรียกให้พยัคฆ์พลฉีกยิ้ม ก่อนจะถอนหายใจหนักๆออกมาครู่หนึ่ง

“ตกลงเรื่องที่แกมาจัดการมันหนักขนาดนั้นเลยรึไงถึงได้ถอนหายใจเสียงดังซะขนาดนั้น” แม้คำถามจากปลายสายจะดูห้วนๆแต่ทว่าพยัคฆ์พลก็ยังจับความห่วงใยที่เจืออยู่ในน้ำเสียงของผู้เป็นพี่ชายได้ ถึงปากจะเอาแต่ด่าเขาปาวๆแต่ถึงกระนั้นพยัคฆ์พลก็รู้ดีว่านอกจากพ่อกับแม่แล้วคนที่ห่วงใยเขามากกว่าใครยังคงเป็นภาคีวุฒิเสมอ

“นิดหน่อยครับ ก็แค่อีกฝ่ายไม่ยอมทำตามที่ผมขอดีๆ” เขาตอบคำถามพี่ชายอย่างอารมณ์ดี ก่อนจะทำหน้าบูดเมื่อนึกไปถึงท่าทีของนายอติเทพเมื่อไม่กี่ชั่วโมงก่อน

ซึ่งคำตอบที่ได้จากน้องชายนั้นทำเอาภาคีวุฒิเองก็ถึงกับต้องถอนหายใจ

“แล้วนี่แกจะจัดการยังไง”

“ก็คงต้องดูๆไปก่อนละครับ ถ้าพูดดีด้วยก็แล้ว เตือนก็แล้ว ยังไม่ยอมถอยดีๆเห็นทีผมคงต้องเล่นอะไรหนักๆบ้างซักหน่อย”

“อะไรหนักๆที่แกว่านี่หมายความว่ายังไงวะ”

คำพูดเปรยๆของน้องชายเมื่อซักครู่ทำเอาภาคีวุฒิถึงกับร้องอุทานเสียงหลง นั่นเพราะเขารู้ดีว่าพยัคฆ์พลเป็นคนยังไง ไอ้น้องบ้าของเขาคนนี้มันเหมือนคนปรกติซะที่ไหนถ้าลองได้ลงมือทำอะไรจริงๆเข้าละก็ ถ้าอีกฝ่ายไม่ชิบหายถึงขั้นไร้หนทางไปต่อก็คงต้องนองเลือดแน่ๆ

“ทำไมเฮียต้องทำเสียงตกอกตกใจแบบนั้นด้วยละครับ”

“เออก็จะไม่ให้ฉันตกใจได้ยังไง ในเมื่อคนอย่างแกเคยเบามือซะที่ไหนอย่าลืมนะเว้ยสิบปีก่อนแกเคยก่อเรื่องเลวร้ายอะไรไว้ไม่อย่างนั้นแม่แกคงไม่ห้ามแกมาเหยียบเมืองไทยตั้งหลายปีแบบนี้หรอก”

 “ผมรู้แล้วครับเฮีย” พยัคฆ์พลตอบพี่ชายเสียงอ่อน “เพราะงั้นผมถึงอยากจะวานให้เฮียช่วยอะไรหน่อยพอจะได้ไหมครับ”

“ช่วยอะไรวะ” ทันทีที่ได้ยินเสียงตอบรับจากอีกฝ่ายพยัคฆ์พลก็อดที่จะเผยรอยยิ้มออกมาไม่ได้

“หาคนที่ไว้ใจได้สืบเรื่องบางเรื่องให้ผมหน่อย”

“เรื่องอะไรละ”

“เรื่องนายอติเทพ เท่าที่ผมรู้คือหมอนี่เพิ่งตกลงร่วมมือทำการค้ากับหลานหลง ซึ่งถ้าจะการถอนรากถอนโคนไอ้พวกนี้ไม่ให้มายุ่งเกี่ยวกับเราโดยสิ้นเชิงผมต้องมีข้อมูลทุกอย่างเกี่ยวกับพวกมันอย่างละเอียดตอนนี้ผมมีข้อมูลของไอ้หมอนี่น้อยมากเฮียน่าจะรู้นะครับว่าเพราะอะไร”

“อืม ฉันเข้าใจละงั้นเดี๋ยวฉันจะรีบจัดการให้”

“ขอบคุณครับเฮีย”

ภาพที่พยัคฆ์พลเดินคุยโทรศัพท์ไปรอบๆระเบียงหลังห้องด้วยสีหน้าเคร่งเครียดนั้น ทำเอาทั้งธาวินและอาเกาอดที่จะจ้องมองผู้เป็นนายไม่ได้ นั่นเพราะนับตั้งแต่กลับมาจากเดอะโฮลี่นี่ก็เป็นเวลาเกือบหนึ่งชั่วโมงแล้วที่พวกเขาเห็นพยัคฆ์พลปลีกตัวออกไปคุยโทรศัพท์ และถึงจะรู้ว่าปลายสายนั้นเป็นใคร แต่จากท่าทีรีบร้อนที่จะโทรหาและสีหน้าของพยัคฆ์พลที่แปลกไปนั้นทำเอาทั้งคู่รู้สึกแปลกใจ นั่นเพราะทุกครั้งที่พยัคฆ์พลคุยกับมิสเตอร์ไรอันคนนั้นชายหนุ่มมักจะมีสีหน้ายิ้มแย้มผ่อนคลายอยู่เสมอ และนี่เป็นครั้งแรกที่พวกเขาเห็นชายหนุ่มชักสีหน้าเคร่งเครียดลำบากใจออกมา ดังนั้นเรื่องที่ชายหนุ่มกำลังพูดคุยกับอีกฝ่ายจึงดึงดูดความสนใจของพวกเขาเป็นอย่างมาก เพราะถ้าเมื่อไหร่ที่เจ้านายของพวกเขาแสดงสีหน้าแบบนี้ออกมาทั้งธาวินและอาเการู้ดีกว่าใครเลยว่าย่อมต้องมีเรื่องไม่ดีตามมาแน่

“มีเรื่องอะไรรึเปล่าครับคุณขาล”

เสียงทักท้วง และอาการจ้องมองเขาด้วยสายตากังวลของลูกน้องคนสนิทที่แสดงออกมานั้น ทำเอาพยัคฆ์พลที่เพิ่งเดินกลับเข้ามาในห้องถึงกับชะงัก ก่อนจะตอบปัดทั้งคู่ออกไปด้วยหน้าเรียบเฉย

“ไม่มีอะไร” น้ำเสียงราบเรียบของผู้เป็นนายที่เอ่ยตอบ เรียกให้ธาวินที่กำลังจ้องหน้าผู้เป็นนายนิ่งถึงกับมั่นใจในความสงสัยของตนเองมากขึ้น

“แต่สีหน้าคุณขาลบอกผมว่ามีนะครับ”  ธาวินตอบออกไปเสียงเรียบ ชายหนุ่มขยับตัวยืดหลังให้ตั้งตรงเตรียมพร้อมเผชิญหน้าเมื่อเห็นผู้เป็นนายมองมาด้วยสายตาคาดดุ

“ดุเหมือนว่าแกจะรู้ดีมากกว่าฉันนะธาวิน"

“ธาวินมันไม่ได้รู้ดีหรอกครับ เพียงแต่ผมกับมันอยู่กับคุณขาลมาเป็นสิบปีแล้วเวลาคุณขาลมีเรื่องไม่สบายใจถึงจะปิดยังไงพวกผมก็ดูออก”

คำตอบของอาเกาทำเอาพยัคฆ์พลทำหน้าเซ็ง ชายหนุ่มระบายลมหายใจหนักๆออกมาในตอนที่เขาทิ้งตัวนั่งลงบนโซฟาเดี่ยวตรงข้ามกับทั้งสองคน “ฉันละเบื่อพวกแกจริงๆ” เขาบ่นด้วยน้ำเสียงไม่สบอารมณ์ ซึ่งนั่นทำเอาธาวินหลุดขำยกเว้นเพียงอาเกาที่ยังคงมองหน้าผู้เป็นนายนิ่ง

“ตกลงมันเกิดเรื่องอะไรขึ้นครับ ทำไมคุณขาลถึงหน้าเครียดได้แบบนี้” เขากล่าวเสียงเรียบอย่างไม่มั่นใจนัก ขณะมองลึกเข้าไปในดวงตาของผู้เป็นนายอย่างพยายามคาดเดาความคิดของอีกฝ่าย

“เรื่องของไอ้อติเทพ”

“เรื่องของนายอติเทพ” อาเกาทวนคำพูดของผู้เป็นนายเสียงเคร่ง แต่คนที่เอ่ยประโยคถัดมาขัดเขากลับเป็นธาวิน “สรุปว่าไอ้หมอนั่นมันคิดจะเป็นศัตรูกับเราจริงๆซินะครับ”

“คงประมาณนั้นละ เพราะงั้นฉันถึงต้องหาทางจัดการกับมันให้เร็วที่สุดยังไงละ”

“แล้วนี่คุณขาลคิดจะทำยังไงกับเรื่องนี้ละครับ”

พยัคฆ์พลเหลือบมองคนสนิทครู่หนึ่ง ก่อนชายหนุ่มจะเผยรอยยิ้มแพรวพราวชนิดที่ทำให้สองหนุ่มเพื่อนรักรู้สึกหวั่นๆในอก “ก็ไม่ทำยังไง ถ้ามันอยากมีปัญหากับฉํนนักฉันก็จะสนองให้จะได้รู้ๆกันไป ว่าอะไรคือคำว่าหายนะของจริง”

“พูดเล่นใช่ไหมครับคุณขาล”

พยัคฆ์พลมองหน้าธาวินครู่หนึ่งก่อนจะส่ายหน้าปฏิเสธ “เปล่าฉันเอาจริง”

“คุณขาลจะทำแบบนั้นจริงๆเหรอครับ”

พยัคฆ์พลไม่ตอบคำถามนี้ของอาเกา ชายหนุ่มทำเพียงกดยิ้มบางเหนือริมฝีปาก ก่อนจะหันหน้ามองไปยังภาพทิวทัศน์ยามค่ำคืนของกรุงเทพฯภายนอกกระจกใสบานใหญ่ด้วยใบหน้าแต้มยิ้ม หันแผ่นหลังกว้างให้กับลูกน้องทั้งสอง นึกคำนึงไปถึงบทสนทนาระหว่างเขากับผู้เป็นพี่ชาย ถ้าลงมือแล้วไม่เอาให้มันสุดๆเลยละก็มันคงไม่ใช่สไตล์ของคนอย่างเขาแน่นอน

ภาพของพยัคฆ์พลที่กำลังลอบยิ้มออกมาอย่างอารมณ์ดีนั้นทำเอาทั้งธาวินและอาเกาที่กำลังมองอากับกิริยาของผู้เป็นนายอย่างหนักใจครู่หนึ่ง ก่อนทั้งคู่จะหันกลับมามองหน้ากันพร้อมกับถอนหายใจเสียงยาวเนือยออกมา ก็ในเมื่อไม่มีคำตอบอะไรหลุดออกมาจากปากของผู้เป็นนายนี้แล้วละก็พวกเขาคงไม่มีทางคัดค้านอะไรพยัคฆ์พลได้แน่ และถึงจะไม่เต็มใจนักแต่สถานการณ์ที่กำลังเผชิญอยู่ตรงหน้าก็บอกพวกเขาได้เป็นอย่างดีว่า ถึงยังไงพวกเขาคงจะต้องเตรียมรับมือกับเรื่องใหญ่อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้เสียแล้ว

“อ่อยังมีอีกเรื่องที่พวกแกต้องรู้เอาไว้”

“เรื่องอะไรครับ?”

“เรื่องแม่นักข่าวของฉันคนนั้น”

“นี่ตกลงว่าคุณขาลคิดจะเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับผู้หญิงคนนั้นจริงๆเหรอครับ”

“แล้วแกคิดว่าคนอย่างฉันเคยล้อเล่นรึยังไง”

            “มันก็ใช่อยู่หรอกครับ” ธาวินบ่นเสียงอ่อน ก่อนจะหันไปเหลือบมองอาเกาที่มีสีหน้าหนักใจไม่แพ้กัน”คุณขาลก็รู้ดีนี่ครับว่าพวกนักข่าวนะอันตราย อีกย่างดูท่าแล้วแม่นักข่าวสาวคนนั้นจะพยศใช่เล่นแถมดูเหมือนเธอกับแม่นักข่าวอีกคนก็ดูจะสนิทกันหวานชื่นขนาดนั้น เรื่องจะเปลี่ยนใจแยกพวกเธอออกจากกันคงจะยากพอดู คุณขาลคิดว่าจะจัดการเธอได้เหรอครับ”

รอยยิ้มที่เคยฉายแต้มเต็มดวงหน้าคมคร้ามถึงกับต้องหลุบหายไปในพริบตา ยามพยัคฆ์พลได้สดับฟังถ้อยคำที่ธาวินเอ่ยถาม ก่อนชายหนุ่มจะหันมาเลิกคิ้วสูงแล้วจ้องกลับดวงหน้าของคนสนิทด้วยรอยยิ้มแพรวพราวเต็มไปด้วยความเจ้าเล่ห์และร้ายกาจอย่างปิดไม่มิด

“ก็จะใช้ไอ้สิ่งที่เธอมีในมือ ที่พวกนายบอกนักบอกหนาว่ามันอันตราย เป็นตัวจัดการเธอเองยังไงละ”

“คุณขาลคงจะไม่...”

“ก็ในเมื่อเธอถนัดในการใช้ข่าว ฉันก็จะใช้ข่าวนี่ละดึงเธอเข้ามาหา” พยัคฆ์พลยิ้มขณะจ้องหน้าธาวินด้วยสายตาคมกริบ

“ส่วนแกเองก็อย่าลืมด้วยละ ว่าต้องทำอะไรกับสิ่งที่ฉันสั่งไว้ก่อนหน้า...ฉันให้เวลาแกหนึ่งอาทิตย์ อาทิตย์เดียวเท่านั้น ประวัติทุกอย่างเกี่ยวกับพระพายต้องมาวางอยู่ตรงหน้าฉัน ไม่อย่างนั้นละก็... ”

เสียงนั้นเย็นเยียบและทำเอาธาวินถึงกับต้องลอบกลืนน้ำลายลงคออย่างฝืนๆกับคำสั่งรั้งท้ายของผู้เป็นนายที่กำลังชะโงกหน้าจ้องมองเขาราวกับมัจจุราช

“แกเตรียมเจอขุมนรกได้เลย”









ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 2 ครั้ง

249 ความคิดเห็น