ตอนที่ 10 : ตอนที่ 9 50%

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 188
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 2 ครั้ง
    21 ก.ย. 61

ตอนที่ 9

 

 




หลังจากนั่งฟังเรื่องราวของพยัคฆ์พลทั้งยังถกเถียงกับเขาที่เริ่มพล่ามลามปามไปเรื่องอื่นๆและถูกเธอฟาดด้วยสมุดโน๊ตไปไม่ต่ำกว่าสามที พระพายที่เหมือนจะรู้สึกว่าการสัมภาษณ์ครั้งนี้ไม่ได้มีอะไรคืบหน้าไปจากก่อนหน้านี้เลยซักนิดก็จัดการประชดเขาด้วยการผุดลุกและตั้งท่าจะเดินออกจากสวนสาธารณะเพื่อไปเรียกแท็กซี่กลับทันที เดือดร้อนพ่อคนช่างแกล้งถึงกับต้องรีบผุดลุกก่อนจะวิ่งถลาไปคว้าตัวหญิงสาวเอาไว้ และกว่าพยัคฆ์พลง้อเธอให้หายโมโหได้เขาก็ต้องงัดสารพัดวิธีมาใช้และเป็นครั้งแรกที่เสืออย่างเขาต้องยอมสยบให้ผู้หญิงเพียงคนเดียวแบบนี้

 

     (^・ェ・^) (พี่เสือ) : “พรุ่งนี้คุณจะแวะไปที่สำนักงานก่อนจะมาหาผมที่บริษัทไหม?”

        (น้องหนู) : “ฉันต้องเข้าไปส่งงานให้พี่ริชชี่ก่อนคุณถามทำไม?”

        (^・ェ・^) (พี่เสือ) : “งั้นก็รอผมที่สำนักงานนั่นละ เดี๋ยวพรุ่งนี้ก่อนเที่ยงผมจะแวะไปรับคุณที่สำนักงานแล้วค่อยเข้าบริษัทพร้อมกัน J 

(น้องหนู) : “ฉันไม่รอ!!! LL

(^・ェ・^) (พี่เสือ) : “แต่ผมจะไป!!

(น้องหนู) : DD

(^・ェ・^) (พี่เสือ) : JJJ

พยัคฆ์พลมองอีโมติคอนและข้อความที่ถูกส่งมาจากโปรแกรมสนทนาบนหน้าจอโทรศัพท์มือถือแล้วก็อดยิ้มออกมาอย่างอารมณ์ดีไม่ได้ เขาเลื่อนดูข้อความและบทสนทนาสั้นๆนั้นอีกเป็นรอบที่สองกว่าจะตัดสินใจวางโทรศัพท์ลงได้ แล้วเดินผิวปากเข้าไปในห้องน้ำ

ชายหนุ่มยืนนิ่งอยู่หน้ากระจกเงาบานใหญ่ขณะเอียงคอมองไรหนวดเขียวครึ้มที่เริ่มขึ้นตรงแนวคาง ทว่าเมื่อมองกระจกแล้วกวาดสายตาไล่ไปตามลำคอกระดูกไหปล้าหร้ากระทั่งมาหยุดนิ่งตรงแผงอกเปล่าเปลือย ความคิดบางอย่างที่ผุดขึ้นมาในหัวส่งผลให้ชายหนุ่มเลื่อนปลายนิ้วลงมาสัมผัสตรงกลางแผงอกยังจุดที่หัวใจกำลังเต้นอยู่ และเป็นจุดเดียวกับที่โดนปลายนิ้วเล็กๆของพระพายกดจิ้มเมื่อตอนกลางวัน

“ฉันไม่มีวันตกหลุมรักผู้ชายอย่างคุณหรอก คุณซะอีกระวังตัวกับหัวใจตัวเองไว้เถอะอย่าเผลอมาตกหลุมรักฉันเข้าละแล้วจะหาว่าฉันไม่เตือน”

คำพูดพร้อมสีหน้าเย้ยหยันของหญิงสาวที่ผุดขึ้นมาทำเอาพยัคฆ์พลนิ่งอึ้งไปชั่วขณะ อาการคันยุบยิบและเจ็บแปลบๆตรงหัวใจส่งผลให้ชายหนุ่มขมวดคิ้วยุ่งก่อนจะส่ายหน้าและหัวเราะให้กับความคิดบ้าๆเหล่านั้น เขานะเหรอจะไปหลงรักแม่หนูตะเภาเข้าให้ เป็นไปไม่ได้หรอกถึงพระพายจะมีเสน่ห์ดึงดูดเขาแค่ไหนทว่ามันก็เท่านั้น เธอไม่ใช่ผู้หญิงในแบบที่เขาปรารถนา และเขาเองก็ไม่มีหัวใจไว้สำหรับรักใคร จะมีก็แต่เขาเท่านั้นละที่จะทำให้เธอตกหลุมรักซะเองอีกอย่างเขาไม่เชื่อหรอกว่าเสน่ห์ของเขาจะไม่มีผลอะไรต่อเธอเลยแม้แต่น้อย เพราะสำหรับเขาแล้วขึ้นชื่อว่าผู้หญิงอย่างไรเสียก็เป็นผู้หญิงวันยังค่ำไม่ว่าจะสวยดุขนาดไหนก็คงต่างกันหรอกเพราะฉะนั้นพระพายเองก็คงไม่ต่างกันกับผู้หญิงคนอื่นๆที่เคยผ่านเข้ามาในชีวิตเขานักเพราะต่อให้พยายามทำใจแข็งซักแค่ไหนแค่ถูกเอาอกเอาใจ พร้อมป้อนคำหวานให้บ่อยๆซักหน่อยร้อยทั้งร้อยก็ไม่มีใครใจแข็งได้นานสุดท้ายก็ต้องยอมสยบให้ผู้ชายอย่างเขาวันยังค่ำ และเมื่อถึงตอนนั้นเขานี่แหละที่จะทำให้เธอรู้ซึ้งเองว่าใครกันแน่คือผู้ชนะ แค่คิดถึงตรงนี้พยัคฆ์พลก็รู้สึกว่าเขาแทบจะอดทนรอให้ถึงวันเวลาเหล่านั้นไม่ไหวแล้ว เขาอยากจะรู้นักว่าพระพายจะทำสีหน้ายังไงตอนที่รู้ใจตนเองว่าหลงรักเขาไปแล้ว และเธอจะทำหน้ายังไงเมื่อรู้ว่ากำลังถูกเขาปั่นหัวเล่น!

เมื่อวานหลังออกมาจากสวนสาธารณะแล้วพยัคฆ์พลไม่ได้ขับรถมาส่งเธอที่สำนักงานในทันทีตรงกันข้ามเขากลับพาเธอขับรถวนรอบกรุงเทพอีกรอบจากนั้นก็พาเธอไปกินข้าวเย็นที่ร้านอาหารริมแม่น้ำเจ้าพระยาดังนั้นกว่าจะกลับถึงห้องก็เป็นเวลาเกือบห้าทุ่มครึ่งแล้ว

ดังนั้นจึงไม่แปลกเลยที่วันนี้สีหน้าของพระพายจะดูห่อเหี่ยวอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อนจนเฟื่องลดาอดที่จะเอ่ยแซวไม่ได้

          “นี่ตกลงว่าแกไปสัมภาษณ์คุณพยัคฆ์พล หรือว่าโดนเขาลากไปทารุณกรรมมากันแน่ว่ะพระพายสภาพแกถึงได้เหมือนผีตายซากขนาดนี้”

          “แกลองมารับมือกับคนโรคจิตอย่างเขาแบบฉันดูไหมละ แล้วจะรู้ว่าทำไมฉันถึงมีสภาพแบบนี้” พระพายบ่นพร้อมกับยกมือชี้หน้าตัวเอง จากนั้นก็หยิบกาแฟขึ้นมาดื่มอีกอึกใหญ่

          “ไม่ละฉันยังรักชีวิตอยู่” เฟื่องลดาไหวไหล่ก่อนจะยิ้มหน้าบานเป็นจานเชิง “อีกอย่างนะการทำงานกับคุณอติเทพดีออกจะตาย นอกจากเขาจะไม่เรื่องมากแล้วยังมีของกินมาเลี้ยงแทบจะทุกมื้อด้วย”

          “ดีเน๊อะ คงมีแค่ฉันนี่ละมั้งที่เหมือนกำลังตกอยู่ในนรก” พระพายประชด จากนั้นก็เริ่มเล่าวีรกรรมและความเลวร้ายสารพัดอย่างที่พยัคฆ์พลทำไว้กับเธอเมื่อวานให้เฟื่องลดาฟังเพื่อหาที่ระบาย แต่ไม่คาดคิดว่าหลังจากฟังเธอพล่ามจบนอกจากไอ้เพื่อนรักจะไม่สงสารเธอแล้วเฟื่องลดายังปล่อยเสียงหัวเราะก๊ากใส่หน้าเธออย่างไม่เกรงใจอีกด้วย

          “โอ๊ยมันก็สมควรอยู่หรอกที่เขาจะเอาคืนแกขนาดนี้ ในเมื่อแกเองก็ไปทำกร่างกับเขาไว้เยอะซะขนาดนั้น ถึงว่าเมื่อคืนฉันยังแปลกใจอยู่เลยว่าทำไมแกกลับดึกขนาดนั้น”

          “นี่ไอ้เฟื่อง แกเป็นเพื่อนฉันรึเปล่าเนี่ยนอกจากจะไม่เห็นใจฉันแล้ว แกยังไปเข้าข้างตาบ้านั่นอีกด้วย แล้วนี่อะไรมาบอกว่าฉันไปทำกร่างใส่เขา ฉันไปทำกร่างใส่เขาตอนไหนกะอีแค่เอาความจริงไปโพลงถามเขาก็แค่นั้น”

          “แล้วที่แกไปโวยวายใส่เขาหน้าคลับเขาวันนั้นละ แกจะบอกว่าไม่ได้ทำงั้นเหรอ”

          คราวนี้แม่คนหัวดื้อถึงกับหุบปากเงียบ พระพายย่นจมูกใส่เพื่อนรักจากนั้นก็สะบัดหน้าหันกลับมาจ้องหน้าจอคอมพิวเตอร์ จัดการพรูฟข่าวที่ผ่านการตรวจทานจากเทวาฤทธิ์แล้วส่งขึ้นเว็ปไซต์เป็นอันเสร็จเรียบร้อยสำหรับงานของเธอในเช้าวันนี้ ที่เหลือก็แค่...

          “พรุ่งนี้คุณจะแวะไปที่สำนักงานก่อนจะมาหาผมที่บริษัทไหม?”

        “ฉันต้องเข้าไปส่งงานให้พี่ริชชี่ก่อนคุณถามทำไม”

        “งั้นก็รอผมที่สำนักงานนั่นละ เดี๋ยวพรุ่งนี้ก่อนเที่ยงผมจะแวะไปรับคุณที่สำนักงานแล้วค่อยเข้าบริษัทพร้อมกัน”

          พอนึกถึงพยัคฆ์พลและประโยคคำสั่งจากข้อความที่เขาส่งมาให้เธอเมื่อคืนสีหน้าของพระพายก็กลับมาห่อเหี่ยวอีกครั้ง การที่เธอต้องไปคตามง้อขอสัมภาษณ์เขาจนกว่าจะได้บทสัมภาษณ์ที่สมบูรณ์ทำเอาหญิงสาวจิตตกจนถึงขั้นก้มหน้าโขกหน้าผากลงกับโต๊ะทำงานเหมือนคนบ้า ทำเอาเฟื่องลดาและนาตยาหรือเจ๊แหม่มถึงกับร้องทักเสียงหลงด้วยความตกใจ

          “แกเป็นบ้าอะไรวะพระพาย คิดจะฆ่าตัวตายในออฟฟิสรึไงวะเนี่ย”

          “พายไม่คิดสั้นถึงขั้นให้แม่รีบใช้เงินประกันชีวิตตอนนี้หรอกเจ๊”

          “แล้วแกจะเอาหัวเขกโต๊ะทำไมเนี่ย บ้ารึเปล่า” นาตยาบ่นก่อนจะส่ายหน้าแล้วเดินออกไปชงกาแฟที่ห้องอาหาร

เฟื่องลดามองเพื่อนรักแล้วก็ส่ายหน้าบ้าง หลังจากเคลีบร์งานในส่วนของตนเองเสร็จแล้วและเพื่อเป็นการปลอบพระพายที่กำลังห่อเหี่ยวหญิงสาวจึงชวนเพื่อนรักไปช่วยนพรัตน์และทีมงานเซ็ตฉากที่จะใช้สำหรับถ่ายแบบให้กับอติเทพในวันพรุ่งนี้ แรกๆพระพายก็มีท่าทีอิดออดไม่อยากมาด้วย แต่พอคิดได้ว่าอย่างน้อยก็คงจะดีกว่าการไปนั่งจับเจ่ารอพยัคฆ์พลกลั่นแกล้งที่บริษัทเขาพระพายจึงรีบตอบรับทันทีที่      

          “ไม่ไปกินข้าวกับผมจริงๆเหรอครับ”

          “ไม่ละค่ะ ฉันต้องรีบไปที่บริษัทของคุณพยัคฆ์พลเดี๋ยวจะไม่ทันเวลานัด” พระพายตอบอีกฝ่ายจากนั้นก็เห็นอติเทพทำท่าถอนหายใจ

          “ไม่เป็นไรครับ” เขาว่าก่อนจะหันมายิ้มให้เธอ “งั้นพรุ่งนี้เจอกันนะครับผมจะรอ”

          “ค่ะ”

พระพายตอบรับคำพูดของเขาก่อนจะยิ้มขณะมองอติเทพเดินปลีกตัวออกไปอีกทาง หญิงสาวก้มมองดูนาฬิกาที่ข้อมือก่อนจะถอนหายใจเมื่อพบว่าตอนนี้เป็นเวลาเที่ยงแล้ว

          หลังช่วยทีมงานคนอื่นๆเช็ตฉากและเตรียมงานจนเกือบจะเที่ยง พระพายก็รีบถือโอกาสปลีกตัวจากคนอื่นๆในสติโอ หญิงสาวเดินเอื่ยๆเฉื่อยไปตามโถงทางเดินก่อนจะมายืนนิ่งอยู่หน้าลิฟต์ ทว่าทันทีที่ประตูลิฟต์เปิดยังไม่ทันที่เธอจะได้ก้าวเท้าเข้าไปในนั้นเสียงทักทายจากคนที่อยู่อีกฝั่งของประตูลิฟต์ก็ทำเอาเธอแปลกใจเพราะไม่คิดว่าอีกฝ่ายจะเป็นอติเทพ นั่นจึงเป็นเหตุผลว่าทำไมจู่ๆเธอถึงเดินออกมาที่หน้าประตูทางเข้าตึกสำนักงานพร้อมเขาได้แบบนี้ ถ้าในสถานการณ์ปรกติการเจอกับอติเทพที่สำนักงานอาจดูเป็นเรื่องธรรมดาและไม่ใช่เรื่องแปลกอะไรสำหรับผู้บริหารที่นี่นั่นเพราะชื่อขอฃชายหนุ่มถือว่าอยู่ในอันดับต้นๆของแขกวีไอพีสำหรับเดอะนิวส์ ทว่ามันไม่ใช่กับช่างภาพต๊อกต๋อยอย่างพระพาย ประการสำคัญคือความอัธยาศัยดีและเป็นกันเองเกินปรกติที่เขาแสดงออกต่อเธอนั้นทำเอาพระพายอดที่จะแปลกใจและตั้งคำถามกับตัวเองไม่ได้ว่าเพราะอะไร นั่นเพราะตลอดเวลาที่โดยสารมาในลิตฟ์และอยู่ด้วยกันเพียงลำพังกับชายหนุ่มอติเทพจะคอยซักคอยถามและชวนเธอคุยอย่างสนิทสนมราวกับคนรู้จักมักคุ้นกันมานานจนกระทั่งทั้งคู่เดินออกมาถึงประตูทางเข้าสำนักงานนี่ละชายหนุ่มถึงยอมปลีกตัวแยกไปอีกทาง









มาแว้วววว 

ขอโทษทีหายไปหลายวันนะครับ 

เนื่องจากช่วงนี้ปอติดงานประจำที่ค่อนข้างจะยุ่งเอามากๆๆๆ

เลยทำให้หายไปพักหนึ่งเลย แต่ตอนนี้กระผมกลับมาแว้วว จะพยายามเข้ามาอัพให้ทุกอาทิตย์นะครับ

เรื่องนี้วางโครงเรื่องไว้คร่าวๆประมาณ 35 ตอน

แต่ปอจะลงแค่ถึงตอนที่ 20 เท่านั้นนะครับคงไม่ว่ากันเน้อ


ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 2 ครั้ง

249 ความคิดเห็น