TIMEPIECE | 千年承諾 ( JAETEN )

ตอนที่ 7 : 06

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 189
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 25 ครั้ง
    15 ต.ค. 62










TIMEPIECE

 

千年承諾

 

 



.

.

 . 

 

 

 

 

 

06

 

 

ปีศาจ

 

 

 

 

 



 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

            แม้ซู่เหยียนเหอจะออกติดตามอมนุษย์ตนนั้นไปในทันทีแต่กระนั้นความเร็วมนุษย์เช่นเขาก็ยังเชื่องช้าเกินไป ปีศาจจิ้งจอกตัวนั้นว่องไวกว่าเขามากนัก เพียงพริบตาเดียวมันก็พาตัวเองวิ่งทะยานหายลับไปในแนวไผ่สูง ไม่หลงเหลือทิ้งไว้แม้แต่เงาให้ตามต่อ แต่นักปราบปีศาจหนุ่มหาได้ล้มเลิกความตั้งใจเพียงเท่านั้นไม่ สายตามุ่งมั่นของเขายังคงจดจ้องมองตรงไปด้านหน้าเช่นเดิม ไม่ลดความเร็วฝีเท้าลงแม้เพียงนิด ครั้นพาตัวเองเข้าสู่แนวแมกไม้สูงชะลูดได้แล้วซู่เหยียนเหอก็สะบัดแขนขวาของตนออกไปจนสุดพร้อมเปล่งวาจา  


 

 

  ม่านฟ้ามารสยบ! สิ้นคำที่เอื้อนเอ่ยสุดปลายแขนของคุณชายซู่พลันปรากฏริ้วแสงสีฟ้าขึ้น เป็นประกายแสงที่สว่างเรืองรองเสียจนชุบย้อมต้นไผ่สูงละลิ่วรอบกายให้เจือไปด้วยสีฟ้า นักปราบปีศาจหนุ่มยกยิ้มพึงใจกับสิ่งทีเห็นแล้วเอ่ยปากออกคำสั่ง “ หาตัวให้เจอ ” ประกายแสงวิ่งทะยานออกจากสองปลายนิ้วของเขาไปตามคำสั่งอย่างว่าง่าย มันลัดเลาะไปตามแนวไผ่ด้วยความเร็ว เพียงชั่วครู่เดียวเท่านั้นริ้วแสงสีฟ้าก็นำหน้าคุณชายหกตระกูลซู่ออกไปไกลหลายช่วงตัว


 

เส้นแสงเส้นเล็กสีฟ้าระเรื่อที่กำลังนำทางเขาอยู่นี้ คือ ด้ายอาคม จากเคล็ดวิชา ม่านฟ้ามารสยบ หนึ่งในเคล็ดวิชาลับที่สืบทอดกันเฉพาะในลูกหลานตระกูลซู่ แต่เดิมด้ายอาคมชนิดนี้ถูกคิดค้นขึ้นเพื่อใช้พันธนาการปีศาจให้ติดตรึงอยู่กับที่เพียงเท่านั้น แต่คุณชายซู่เหยียนเหอผู้นี้กลับสามารถใช้ม่านฟ้ามารสยบมาพลิกแพลงใช้ในวิถีที่ต่างออกไปได้


ที่เป็นเช่นนั้นก็เพราะด้ายอาคมของเหยียนเหอแตกต่างจากด้ายอาคมในเคล็ดวิชาเดิมกว่าสี่ในสิบส่วน ด้ายแสงของเขาถือกำเนิดจากการผสานลมปราณของตนเองเข้ากับเคล็ดวิชาดั้งเดิม เหยียนเหอคิดค้นและฝึกปรือการผสานปราณจนสำเร็จเป็นเคล็ดวิชาใหม่ที่ทำให้เขาสามารถควบคุมด้ายอาคมของตนเองได้ดั่งใจนึก

 

 



 

“ ตรึง ” เมื่อเห็นริ้วแสงหยุดเคลื่อนไหว นักปราบปีศาจหนุ่มก็เอ่ยคำผูกมัด แสงสีฟ้าจางลงพร้อมๆกับเสียงร้องโอดโอยที่ดังขึ้นทำลายความสงบเงียบ ไม่ผิดแน่เป็นม่านฟ้าของเขาที่จับกุมอมนุษย์ตนนั้นเอาไว้ได้สำเร็จ

 


 

“ เลิกดิ้นเสียเถอะ ยิ่งเจ้าดิ้นมันก็มีแต่จะยิ่งรัดแน่นขึ้นเท่านั้น ”

“ ปล่อยข้าเดี๋ยวนี้ ” อมนุษย์ตนนั้นออกปากสั่ง น้ำเสียงกราดเกรี้ยวของมันไร้ซึ่งท่าทีอ้อนวอน เหยียนเหอร้องหึ อยู่ในใจก่อนจะสาวด้ายอาคมเข้าหาตัวจนจิ้งจอกตัวน้อยในร่างมนุษย์ที่มีทั้งหูและหางร้องครวญ

 


 

“ กว่าจะจับเจ้าได้ก็สิ้นเปลืองลมปราณข้าไปไม่น้อย เหตุใดข้าจะต้องทำเช่นนั้นด้วยเล่า ”

“ ปล่อย ” แม้จะได้ฟังคำของมือปราบปีศาจแต่กระนั้นอมนุษย์ตรงหน้าก็ยังคงย้ำคำเดิม สายตาดื้อรั้นและใบหน้าที่เชิดขึ้นอย่างถือดีทำให้คุณชายหกนึกพึงใจอยู่ไม่น้อย เจ้าปีศาจน้อยตนนี้ช่างดื้อด้านดีเสียจริง หากเก็บเอาไว้เป็นเพื่อนสนทนายามเดินทางคงช่วยคลายเหงาได้ไม่เลว

 

 


“ ข้าไม่ปล่อย ” เหยียนเหอว่าพลางตีหน้านิ่ง

“ นี่เจ้า!

“ ข้าทำไมหรือ? ”

“ สามหาวนัก ”

“ สามหาว? ”

“ ใช่ เจ้ามันสามหาวนัก กล้าดียังไงมาจับข้า ” 

“ เจ้าเป็นปีศาจ ข้าเป็นนักปราบปีศาจ ข้าจับเจ้าเช่นนี้ผิดตรงที่ใดกัน? ” นักปราบปีศาจถามทั้งกระชับด้ายอาคมในมือให้แน่นขึ้นจนอมนุษย์ตัวน้อยแสดงท่าทีเจ็บปวด

 

“ ผิดที่ข้าไม่ใช่ปีศาจที่เจ้ากำลังตามหาน่ะสิ เจ้านักปราบปีศาจโง่! ” ซู่เหยียนเหอรับฟังคำนั้นด้วยท่าทีฉงน

 

 

 

“ ข้าไม่เข้าใจ ” คุณชายหกตระกูลซู่เอ่ยอย่างตรงไปตรงมา เขาย่อกายลงประจันหน้ากับร่างเล็กที่กำลังนั่งอยู่กับพื้น นัยน์ตาคมจับจ้องไปที่ใบหน้าดื้อรั้นของอมนุษย์ที่ตนพึ่งจับได้โดยไม่ละสายตา

 


 

“ ข้าไม่ใช่ปีศาจตนที่ทำให้ชาวเมืองกลายเป็นฝุ่นทราย ” ปีศาจจิ้งจอกตนนั้นว่า

“ ข้าจะรู้ได้อย่างไรว่าไม่ใช่เจ้า ” คุณชายซู่ถามกลับ ครั้นพอสิ้นคำถามอมนุษย์ตรงหน้าก็พ่นลมหายใจยาว ราวกับว่าคำถามที่คุณชายหกถามนั้นชวนให้หนักใจนัก

 

 


“ ตระกูลเจ้าไม่ได้สั่งสอนมาเลยรึ? ” ถ้อยคำตำหนินั้นทำให้ซู่เหยียนเหอนิ่งงัน

“ โง่เง่าเสียจริง ” ปีศาจจิ้งจอกว่าอีกครั้ง ดวงตากลมโตของมันจับจ้องมาที่ชายตรงหน้าอย่างไม่กลัวเกรง

“ อิทธิฤทธิ์ของเราเหล่าจิ้งจอกไม่มีข้อไหนที่จะทำให้มนุษย์สลายเป็นฝุ่นทรายได้ เท่านี้ก็ยังไม่รู้รึ ”

 


 

“ โง่ ” จิ้งจอกขาวส่ายหน้าอย่างระอา “ โง่มาก ” “ น่าละอาย ” “ ช่างน่าละอายจริงๆ ” ปีศาจตนนั้นพึมพำไม่หยุด จนซู่เหยียนเหอที่มักจะนิ่งเฉยกับคำดูหมิ่นเริ่มมีน้ำโห

 

 


“ หยุดด่าว่าข้าเสียทีเจ้าตัวน้อย ปีศาจ มาร มีกี่พันกี่หมื่นข้าต้องจำได้ทั้งหมดเลยหรือไร? ” เหยียนเหอว่าตามสัตย์จริง ใช่ว่าไม่มีการอบรมสอนสั่งกันมา แต่เป็นเพราะมารและปีศาจมีมากมายกว่าพันกว่าหมื่นชนิดใครเล่าจะสามารถจดจำได้อย่างแม่นยำครบถ้วน ถึงจะเป็นความผิดเขาเสียหกส่วนแต่อีกสี่ส่วนก็หาใช่เรื่องที่จะโทษเขาได้

 


 

“ เหอะ ไหนว่าพงศ์พันธ์มนุษย์ดีเลิศนักหนา.. สุดท้ายก็ไม่ได้ความ ” ซู่เหยียนเหอมุ่นคิ้วเมื่อได้ยินคำนั้น นัยน์ตาคมพินิจมองปีศาจจิ้งจอกตรงหน้า รูปกายภายนอกแม้ดูคล้ายมนุษย์นักแต่กระนั้นพวงหางสีขาวนวลที่ไพล่พาดอยู่บริเวณหน้าขาก็คอยย้ำเตือนว่าสิ่งมีชีวิตตรงหน้าหาใช่มนุษย์เดินดินคนธรรมดา

 


 

“ ข้ายังไม่เคยยกยอตนเองเช่นนั้นเลย ”

“ มนุษย์หน้าไหนก็เหมือนกันทั้งนั้น ” พวงหางสีขาวนวลสะบัดไกวยามเอ่ยคำตำหนิ “ สุดท้ายก็ดีแต่เยินยอตัวเองว่าดีเลิศประเสริฐศรีและฉลาดยิ่งกว่าผู้อื่นไปวันๆ.. ” 

 


“ เจ้ากล่าวราวกับว่ารู้จักพวกเราดีนัก ” คำตอบของคำถามนั้นทำให้ซู่เหยียนเหอประหลาดใจอีกครั้ง



 

“ ข้าอยู่มานานกว่าสี่ร้อยปี.. ” ปีศาจตัวน้อยยืดอกอมยิ้มพูดราวกับว่าภูมิใจในอายุขัยของตนเหลือคณา “ เจ้าคิดว่าในช่วงเวลาอันแสนยาวนานนั้นข้าจะมิเรียนรู้สิ่งที่พวกเจ้าทำเลยหรือไรกัน ” ฝ่ายนักปราบปีศาจที่รับฟังเมื่อเห็นท่าทีเห็นนั้นก็ลอบอมยิ้มกับตนเองก่อนจะเอ่ยปาก



 

 

 

“ แต่สี่ร้อยปีของเจ้าไม่ได้มีข้าอยู่ในนั้น ” เหยียนเหอแย้มยิ้ม

 


 

“ เหตุใดเล่าจึงรีบตัดสินว่าข้าเหมือนมนุษย์คนอื่นๆที่เจ้าพานพบมา..

ดวงตาดื้อรั้นของปีศาจจิ้งจอกขาววาววับเมื่อได้ยินประโยคนั้น..

 

 

 

 

 



 

 

 

 

 

 

 

 




 

“ หทัยมังกร.. คำสาปพลัดพรากเจ็ดชาติ สองสิ่งนี้ต้องเกี่ยวข้องกันเป็นแน่ ” หลีหยวนชิงพึมพำกับตนเองแล้วกวาดสายตามองทิวทัศน์ตรงหน้า ด้วยยังไม่ถึงเวลาแห่งการหลับไหลยามค่ำของเฮ่าจิงจึงยังคราคร่ำไปด้วยผู้คน ร้านรวงแม้จะบางตาลงแต่ก็คงมีให้เลือกจับจ่าย ทั้งแสงจากตะเกียงและโคมตามบ้านเรือนก็ช่วยขับให้ท้องถนนในยามนี้ดูงดงามมีชีวิตชีวา ทายาทร้านยาหลีเฉียนยังคงเดินเท้าต่อไปอย่างไร้จุดหมาย ขยับกายเอื่อยช้าเฝ้ามองความเคลื่อนไหวของผู้คนพลางครุ่นคิดเรื่องที่ยังค้างคาอยู่ในใจสลับกันไป

 

 

 

“ คุณชาย คุณชายผู้งดงาม ” แม้ไม่แน่ใจนักว่าคำเรียกนั้นหมายถึงตน แต่หยวนชิงก็หันกายไปตามทิศต้นเสียง เพิงไม้ขนาดย่อมตั้งอยู่ใกล้ต้นหลิวดอกที่เชิงสะพานปรากฎขึ้นในสายตา หากไม่ได้ยินเสียงเรียกหยวนชิงคิดว่าตนเองคงเป็นอีกคนที่เดินผ่านเพิงไม้แห่งนี้ไปโดยไม่ทันสังเกตเห็นเป็นแน่


 

 

เนื่องด้วยทำเลที่แยกจากร้านรวงอื่นๆจนยากแก่การสังเกตเห็นอีกทั้งในเพิงนี้ยังไร้ซึ่งโคมจุดให้แสงสว่าง มีเพียงแต่เทียนเล่มเล็กจุดไว้สองเล่มแค่พอให้เห็นรางๆในระยะใกล้เท่านั้น จึงหาใช่เรื่องแปลกหากจะถูกมองข้ามไป ทว่าเมื่อได้ลองมองเห็นแล้วนั้น เพิงไม้แห่งนี้กลับดูดึงดูดใจอย่างน่าประหลาด ดึงดูดเสียจนเขาลืมเรื่องที่ครุ่นคิดอยู่ก่อนหน้านี้ไปจนหมดสิ้น

 


 

“ คุณชาย ท่านนั่นแหละหาใช่ใครอื่น เชิญมาทางนี้ก่อนเถิด ” แม่เฒ่าเจ้าของร้านว่าพลางกวักมือให้เขาเดินเข้าไปหา หยวนชิงเดินตามไปอย่างว่าง่ายราวกับต้องมนตร์ หลงลืมไปเสียถนัดว่าตนหยิบเงินติดตัวจากบ้านมาเพียงไม่มากเท่านั้น


 

 

“ คุณชาย มาถึงแล้วก็เชิญท่านเลือกดูเสียหน่อยเถิด ป้ายไม้สลักร้านข้ามีแต่ของงามๆทั้งนั้น ” แม่เฒ่าคนนั้นแย้มยิ้ม นางผายมือให้หยวนชิงเลือกชมป้ายไม้แกะสลักละเอียดงดงามจำนวนหนึ่งที่วางเรียงอยู่บนแผง หยวนชิงกวาดสายตาไล่มองแผ่นแม้ชิ้นเล็กชิ้นแล้วชิ้นเล่า ไม้สลักผูกประดับด้วยพู่พวกนี้งดงามยิ่งนัก แต่แม้จะงดงามเพียงใด สำหรับหยวนชิงก็ยังคงไม่มีชิ้นไหนถูกใจเขาเสียจนไม่อาจละสายตาได้เลย


 

 

“ ว่าอย่างไรคุณชาย มีชิ้นไหนถูกใจท่านหรือไม่? ”  หยวนชิงส่ายหน้าพลางปฏิเสธอย่างสุภาพ

“ ป้ายสลักพวกนี้งดงามยิ่งนักท่านยาย เสียดายที่ข้าไม่มีชะตาต้องกับชิ้นใดเลย ”

“ งั้นหรอกหรือ ” หญิงชราว่าก่อนจะล้วงหยิบบางสิ่งออกมาจากสาบเสื้อ “ เช่นนั้นแล้วชิ้นนี้เล่าคุณชายน้อย ลองดูเสียหน่อยเถิด ” ไม้สลักชิ้นเล็กถูกหยิบยื่นมาให้หลังแม่เฒ่าเจ้าของร้านเอ่ยถ้อยคำ


 

 

หยวนชิงจำใจยื่นมือไปรับมาถือไว้ตามที่อีกฝ่ายปรารถนา ทายาทร้านยาสัมผัสได้ถึงความรู้สึกเย็นเยียบในมือ สัมผัสแสนประหลาดที่ชวนให้หยวนชิงนึกสงสัย ครั้นพอจับจ้องมองดูก็เห็นเป็นป้ายไม้สลักประดับด้วยหยกชิ้นเล็กนอนนิ่งอยู่ในฝ่ามือของตน แม้รอยสลักจะหยาบกระด้างไม่งดงามดั่งเช่นชิ้นอื่นๆ แต่กระนั้นลวดลายมังกรเหยียบเมฆที่ถูกสลักไว้กลับติดตราตรึงใจเขาเสียยิ่งกว่าลวดลายอื่นเป็นไหนๆ

 


 

“ จากที่แม่เฒ่าอย่างข้าเห็น ดูท่านจะถูกใจอยู่ไม่น้อยนะคุณชาย ”

“ ข้า.. ” แม้อยากจะยอมรับว่าเป็นจริงดั่งเช่นที่หญิงชราเจ้าของร้านว่า แต่ด้วยระลึกได้ว่าตนนั้นพกเงินติดตัวมาเพียงไม่มาก หยวนชิงจึงได้แต่กลืนคำพูดที่เหลือกลับลงไปในลำคอ ท่าทางลำบากใจเช่นนั้นเรียกรอยยิ้มแปลกตาให้ฉาบฉายบนใบหน้าของแม่เฒ่าที่เฝ้ามองอยู่


 

“ หากท่านต้องชะตากับของชิ้นนั้นท่านก็รับไปเถิด ” นางว่า

“ แต่ข้า..

“ ข้าหมายความตามนั้น ” หญิงชราว่า นางเอื้อมมือมากุมมือของหยวนชิง ออกแรงบีบน้อยๆคล้ายจะยืนยันว่านางตั้งใจจริงตามที่บอก “ รับไปเถิด ข้าไม่คิดท่านแม้แต่เหวินเดียว ” นางย้ำอีกครั้ง


“ แต่ท่านยาย.. ” ไม่ทันที่จะได้โต้แย้ง หญิงชราก็วาดมือผ่านหน้าหยวนชิงไปอย่างรวดเร็ว ประกายตาที่เคยสุกใสของคุณชายน้อยแห่งร้านยาหลีเฉียนพลันเปลี่ยนเป็นหม่นหมองและเหม่อลอยในบัดดล ร่างทั้งร่างนิ่งงันไปดั่งต้องมนตร์

 


“ รับของสิ่งนี้ไว้หลีหยวนชิง ” น้ำเสียงที่เคยแหบแห้งแปรเปลี่ยนเป็นหวานใสระรื่นหู ขณะที่หยวนชิงรับเอาไม้สลักลายมังกรไปเก็บไว้กับตัวตามคำพูดนั้นอย่างว่าง่าย ก่อนจะหันกายเดินออกจากเพิงไม้ลึกลับใต้ต้นหลิวดอกแห่งนั้นไปเมื่อได้ยินประโยคสุดท้ายจากแม่เฒ่าที่รูปลักษณ์ค่อยๆแปรเปลี่ยนจากหญิงชราสวมใส่เสื้อผ้าเก่าซอมซ่อไปเป็นหญิงงามอ่อนวัยในชุดเครื่องทรงประณีตงดงาม



 

“ รับเอาไว้แล้วไปเสียเถิด..

 

 

 

 

 

 

 

 

 


 

 

 

 

            หยวนชิงได้สติรู้ตัวอีกครั้งก็ตอนที่พาตนเองมาถึงสะพานอิ่วยี่แล้ว ชายหนุ่มรู้สึกราวกับว่าตัวเองฝันไป ทุกอย่างที่เกืดขึ้นก่อนหน้านี้ช่างดูพร่าเลือนเหลือเกิน หยวนชิงไม่แน่ใจเสียด้วยซ้ำว่าเหตุการณ์เมื่อครู่นี้ได้เกิดขึ้นกับตัวเขาจริงหรือไม่


ด้วยในตอนนี้ แม้แต่ใบหน้าของหญิงชราเจ้าของร้านที่เขาได้พบพาเขาก็ไม่อาจจดจำได้เสียแล้ว แต่แม้จะเหมือนภาพฝันที่เลือนรางสักเพียงใด ไม้สลักรูปมังกรที่ยังคงอยู่ในมือของเขาตอนนี้ก็เป็นสิ่งยืนยันได้ว่าชั่วยามใต้เพิงไม้แห่งนั้นเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นจริงหาใช่เขาคิดฝันไปเพียงลำพัง


 

เพราะมัวแต่ถกเถียงอยู่กับตนเองหยวนชิงจึงไม่ทันได้มองเด็กน้อยสองสามคนที่กำลังวิ่งสวนทางขึ้นมาบนสะพาน ครั้นพอเห็นเจ้าตัวน้อยแสนซนทั้งหลายก็เข้ามาใกล้เสียเกินกว่าที่จะเคลื่อนตัวหลบได้พ้นในก้าวเดียว หยวนชิงเอี้ยวตัวหลบจนร่างทั้งร่างเซถลาหมิ่นเหม่จะชนเข้ากับราวสะพาน คุณชายร้านขายยาหลับตารอรับความเจ็บปวดที่จะเกิดขึ้นจากแรงปะทะอย่างจนใจ แต่แล้วก็ต้องแปลกใจเมื่อตนไม่รู้สึกเจ็บปวดดั่งที่คาดคิดไว้


 

สัมผัสของราวสะพานนั้นอบอุ่นและชวนปลอบประโลมใจอย่างไม่น่าเป็นไปได้ หลีหยวนชิงลืมตาขึ้นในทันใด ดวงตากลมโตสบเข้ากับดวงตาอีกคู่ที่มองมาอย่างห่วงหาอาวรณ์ เพียงเท่านั้นคุณชายน้อยก็รู้ตัวว่าความอบอุ่นที่เขากำลังแนบอิงอยู่นั้นหาใช่ราวสะพานอิ่วยี่ไม่ แต่เป็นแผงอกแกร่งของใครบางคนที่เขาพึ่งได้พบพานมาเมื่อไม่นานมานี้ต่างหาก เป็น ไจ้เสวียน คนนั้นที่เขาได้พบ ณ อาณาเขตหวงห้ามแห่งวัดซิ่นชิงหลง

 


“ ทะ ท่าน.. ” หยวนชิงระลักระล่ำพลางขยับกายออกห่างเจ้าของอ้อมแขนที่โอบรัดรอบเอวของเขาเอาไว้

“ ระวังหน่อย ” ร่างสูงในอาภรณ์สีขาวปราม “ เจ้าขยับตัวไปมาเช่นนี้เดี๋ยวก็ได้เจ็บตัวจริงๆเสียหรอก ” เมื่อเห็นคนในวงแขนฟังคำแล้วปฏิบัติตามอย่างว่าง่าย มือหนาที่โอบประคอบรอบเอวออกแรงส่งให้หลีหยวนชิงกลับมายืนได้ด้วยตนเองแล้วจึงปล่อยมือออก  


 

“ ขอบคุณท่านที่ช่วยเหลือ ” หยวนชิงว่าพลางโค้งคำนับ หัวใจภายในเต้นระส่ำเสียจนเกินควบคุม เช่นเดียวกับความสงสัยที่ตีรวนอยู่ภายในหัว มีคำถามมากมายที่เขาอยากถามมีถ้อยคำมากมายที่อยากเอ่ย แต่ในยามนี้หลีหยวนชิงกลับพูดได้เพียงแต่คำขอบคุณ


 

“ หนี้เก่ายังไม่ทันได้ชดใช้ ข้าก็เป็นหนี้บุญคุณท่านอีกครั้งเสียแล้ว ” อีกฝ่ายเมื่อได้ฟังก็ส่ายหน้า “ บุญคุณอะไรกัน ” ไจ้เสวียนว่า “ แค่เพียงเจ้ารู้ระวังตัวมากกว่านี้ก็เพียงพอแล้ว ข้าไม่อาจตามไปช่วยเจ้าได้ทุกครั้งหรอกนะ ” แม้น้ำเสียงทุ้มนุ่มนั้นคล้ายจะสื่อความนัยว่าห่วงใยมากกว่าจะตำหนิ แต่ถึงอย่างนั้นหยวนชิงกลับอดรู้สึกไม่ได้ว่าตนนั้นคอยแต่จะสร้างความยุ่งยากให้อีกฝ่ายอยู่เรื่อย พึ่งได้เจอกันแท้ๆแต่เขาก็ต้องให้ไจ้เสวียนผู้นี้ช่วยเอาไว้ถึงสองครั้งสองคราแล้ว



 

“ ข้าจะระวังให้มากขึ้น ครั้งนี้ลำบากท่านแล้ว ” หลีหยวนชิงตอบกลับพร้อมรอยยิ้มจาง ไม่กล้าแม้แต่จะสบนัยน์ตาคมที่ทอดมองมา และไม่กล้ายิ่งกว่าที่จะเอ่ยปากถามสิ่งที่ค้างคาอยู่ในใจ



 

“ สิ่งนั้นคืออะไร? ” ไม่ทันที่หยวนชิงจะได้เอ่ยปากถามกลับ ไจ้เสวียนก็เอื้อมมือมารั้งข้อมือบางเสียก่อน “ ในมือเจ้า ” หยวนชิงแบมือออกโดยพลันเมื่อสัมผัสได้ถึงมือหนาที่สัมผัสแผ่วบริเวณฝ่ามือของตน ป้ายไม้สลักลายมังกรปรากฏแก่สายตา มีเพียงสิ่งนี้เท่านั้นที่หยวนชิงหยิบถือเอาไว้



 

“ ทำไมถึงอยู่ที่เจ้าได้? ” ไจ้เสวียนเปลี่ยนท่าทีไปในทันทีที่ได้เห็นป้ายไม้น้อย น้ำเสียงนั้นฟังดูแข็งกร้าวยิ่งกว่าครั้งไหนๆที่หลีหยวนชิงเคยได้ยินมา “ เจ้าได้มาจากที่ใด? ” ยังไม่ทันจะได้ตอบคำถามแรกไจ้เสวียนก็ถามซ้ำอีกครั้งด้วยใบหน้านิ่งขรึม พอได้เห็นท่าทีเช่นนั้นทายาทตระกูลหลีก็ใจเสียรีบตอบคำถามโดยพลัน



 

“ มีท่านยายแปลกๆคนหนึ่งแถวๆต้นหลิวต้นใหญ่ริมแม่น้ำให้ข้ามา.. ” เพียงเท่านั้นไจ้เสวียนก็หันกายเดินจากไป หยวนชิงตะลึงงันกับการจากไปอย่างปุบปับของบุรุษปริศนาอยู่ชั่วครู่ ครั้นพอได้สติชายหนุ่มจึงรีบเร่งฝีเท้าตามอีกฝ่ายไป

 

“ ดะ เดี๋ยวก่อน ” เมื่อใกล้พอที่จะฉุดรั้ง หยวนชิงจึงเอื้อมมือคว้าแขนคนตัวสูงเอาไว้ ไจ้เสวียนหันกลับมามองอีกฝ่ายดวงตาฉายแววสงสัย เห็นดังนั้นหยวนชิงจึงพูดต่อ “ หากมันเป็นของท่านก็เอากลับไปเถิด ” ไม่ว่าเปล่าคุณชายหลีดึงมือของอีกฝ่ายเข้าหาตัวในทันใด ด้วยหวังใจว่าจะคืนของที่ตนบังเอิญได้มาให้กับเจ้าของที่แท้จริง ทว่าไม่ทันที่จะได้ทำดั่งเช่นใจนึก หยวนชิงก็มีเรื่องให้ต้องตกใจเสียก่อน รอยแผลเป็นแปลกตาบนฝ่ามือหนาของใครคนนั้นเหมือนกันกับรอยแผลเป็นบนฝ่ามือที่เขามีติดตัวมาตั้งแต่เกิดอย่างไม่มีผิดเพี้ยน

 



“ มันเป็นของเจ้าไม่ใช่ของข้า ” ไจ้เสวียนตอบก่อนจะรีบชักมือกลับเมื่อเห็นหยวนชิงจดจ้องฝ่ามือของตนด้วยสายตาตื่นตะลึง ทว่าหยวนชิงยังคงไม่ยอมเลิกรา ฝ่ามือที่มีรอยแผลแบบเดียวกันเอื้อมมาฉุดรั้งชายเสื้อของเขาเอาไว้



 

 “ เดี๋ยวสิ ท่านไจ้เสวียน ” ดวงตาคู่นั้นเต็มไปด้วยคำถาม ไจ้เสวียนรู้ดีว่าคนที่เขารอคอยมาเกือบพันปีต้องการจะถามอะไรแต่ถึงอย่างนั้นตอนนี้ก็ยังไม่ใช่เวลาที่เหมาะสมให้เขาไขข้อข้องใจเหล่านั้น ร่างสถิตย์มังกรยังมีสิ่งอื่นสำคัญกว่าให้ไปสะสางจัดการ

 



“ อย่าพึ่งไป.. ” น้ำเสียงนั้นเจือไปด้วยความเว้าวอน จนไจ้เสวียนต้องหลุบตาลงอย่างอดกลั้น

 

“ เจ้าเก็บสิ่งนั้นไว้ให้ดีหยวนชิง หากเราพบกันคราวหน้าข้าจะตอบคำถามที่เจ้าอยากรู้ ” ไจ้เสวียนว่าพลางแกะมือน้อยที่ฉุดรั้งตนเอาไว้ออก สบดวงตาของคนที่เขาเฝ้าถวิลหาแล้วเอ่ยปากถามคำถามที่นึกกลัวมาตลอด

 

 

 







 

“ เจ้าจะรอจนกว่าเราจะพบกันอีกครั้งได้หรือไม่? ”

 

 

 

 



 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 



 

                       

ต้นหลิวเอนไหว ใบหลิวปลิวว่อน

บทสนทนาปริศนาดังแว่วมาตามสายลม..


 

 

“ เจ้ามาที่นี่ทำไม ”

“ ท่านออกมาพบหน้าข้าด้วยตนเองได้ด้วยรึ ”

 

“ อย่าต่อคำให้มากความ มีธุระอันใด ”

“ ท่านพ่อให้ข้ามาตามท่าน ท่านพี่ ”

 

 

“ ข้าไม่กลับ ”

 

 

 

 

 

“ เทพมังกรซือเฉิง กลับสวรรค์กับข้าเถิด อย่าได้ฝืนชะตาสร้างเคราะห์กรรมอยู่ที่นี่อีกเลย ”

“ ไท่จืออย่างท่านทอดทิ้งหน้าที่เบื้องบนมานานเกินพอแล้ว ”












 

 

 

 

 



 

 

 

 

 

 

 

#รธมปJT



( รอบนี้หายไปนานเลย ยังมีคนรออยู่ไหมนะ แฮะๆ )

 

 

 

 

 

 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 25 ครั้ง

84 ความคิดเห็น

  1. #80 ข้าวปุ้น (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 4 พฤศจิกายน 2562 / 00:03

    เรายังรออยู่นะคะ ภาษาคุณสวยมากเลย

    #80
    0
  2. #79 coco1515 (@mhscoco) (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 1 พฤศจิกายน 2562 / 10:22
    หรือว่าจะโดนตามกลับก่อนจะปลดคำสาป7ครั้งได้ ม่ายยยย
    #79
    0
  3. #78 Sehuny55 (@jijane2751) (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 26 ตุลาคม 2562 / 00:14
    ทำไมดีแบบนี้คะฮืออออออ ชอบภาษามากๆเลยค่ะแล้วคือบรรยายได้สวยงามมาก แต่แอบสับสนตัวละครนิดหน่อยหรือเราอาจจะอ่านไม่แตกเอง รอตลอดนะคะ
    #78
    0
  4. #77 9011 (@9011) (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 20 ตุลาคม 2562 / 00:56
    พระเอกเหมือนลม พัดไปพัดมา
    #77
    0
  5. #76 CHRY SANTHEMUM (@patio_95) (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 19 ตุลาคม 2562 / 11:06
    อยสกรู้เรื่องราวของพวกเขสหนักกว่าเดืมม
    #76
    0
  6. #75 citronella2 (@Citronella) (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 17 ตุลาคม 2562 / 04:36
    อยากจะบอกว่าชอบภาษาไรท์มาก ๆ เลยค่ะ ติดตามเสมอเลย ^^
    #75
    0
  7. #74 ggooll (@Da_j) (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 16 ตุลาคม 2562 / 08:45
    คุณ​พระเอกค่าตัวแพงมากเลยใช่ไหมคะออกมาแป๊บเดียวเอง5555ส่วนปีศาจจิ้ง​จอกนี่ใช่แทยงมั้ยนะลุ้นมากๆว่าเรื่องราวความสัมพันธ์​ของตัวละครเป็นมายังไงแล้วจะเป็นยังไงต่่อไปรออ่านตอนต่อไปน้าาา
    #74
    0
  8. #72 หมูยุน (@Fahfahfi) (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 15 ตุลาคม 2562 / 22:38
    ระหว่างเหยียนเหอกับปีศาจจิ้งจอกขาวต้องมีอะไรบางอย่างแน่เลย ส่วนตอนของหยวนชิงกับไจ้เสวียนยังคงหน่วงเหมือนเดิม แต่ไรท์แต่งดีมากๆ บรรยายได้เห็นภาพเลย รอนะคะ สู้ๆ
    #72
    0
  9. #71 orangemamalde (@cocozyrup) (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 15 ตุลาคม 2562 / 22:04
    รอลุ้นปมมากๆ เลยค่ะ คิดถึงเรื่องนี้มากๆๆ ดีใจที่ตอนนี้มีฉากทั้งสองได้เจอกันอีก ถึงแม้จะหน่วงๆ นิดก็ตาม แง ขอบคุณสำหรับตอนนี้นะคะ
    #71
    0