TIMEPIECE | 千年承諾 ( JAETEN )

ตอนที่ 6 : 05

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 264
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 20 ครั้ง
    22 ก.ย. 62








 


TIMEPIECE

 

千年承諾

 

 


.

.

 . 

 

 

 

 

 

05

 

 

เมืองไร้น้ำตา

 

 

 

 




 

 

 

 

 

 





 

                        รอนแรมมาไกลจากบ้านมาเป็นเวลาค่อนสัปดาห์ จากฉางอานเมืองหลวงอันแสนศิวิไลซ์ เตร็ดเตร่ตระเวนตัดผ่านเมืองใหญ่น้อยมากหลาย อาศัยหลับนอนตามโรงเตี๊ยมข้างทางหรือกระทั่งใต้ร่มเงาไม้ในป่าใหญ่ จะลำบากยากเข็ญเพียงใดคุณชายหกแห่งตระกูลซู่ก็อดทนผ่านพ้นมาแล้วทั้งนั้น แต่กระนั้นความลำบากที่ได้ประสบพบเจอตามรายทางก็หาใช่จุดมุ่งหมายของการเดินทางไม่


ภารกิจแห่งตระกูลซู่ หรือแท้จริงแล้วคือ ภารกิจปราบปีศาจที่ลูกหลานผู้สืบสานสกุล ล้วนแล้วแต่ต้องสืบทอดประหนึ่งประเพณีประจำตระกูล ออกเดินทางเพื่อปราบปีศาจเจ็ดตนตามหนทางที่ตนเองได้รับมอบหมาย ผนึกพวกมันเหล่านั้นลงในม้วนผ้ายันต์อาคม แล้วจึงนำกลับมาเซ่นสังเวยดวงวิญญาณบรรพบุรุษเพื่อยืนยันว่าตนนั้นพร้อมแล้วสำหรับการรับมอบและสานต่อภาระแห่งวงศ์ตระกูลต่อไป นี่ต่างหากคือจุดประสงค์ที่แท้จริงของการเดินทางนี้



 

เราพักกันเสียหน่อยดีไหม เผียนอ้าย พูดพลางโน้มตัวกระซิบข้างหูของสหายคู่ใจ ตบเบาๆบริเวณลำคอของอาชาสีขาวปลอดก่อนจะเหวี่ยงตัวลงจากหลังม้า ซู่เหยียนเหอกำรวบสายบังเหียนไว้ด้วยมือขวาก่อนจะสาวเท้าเดินโดยมิเริ่มออกแรงจูงให้สหายคู่ใจเดินมาพร้อมกัน

 



ไร้น้ำตา.. ” แหงนคอมองป้ายหินสลักที่แขวนอยู่บนประตูสูงพลางขมวดคิ้ว ลมหอบใหญ่พัดผ่านเข้ามาโอบอุ้มฝุ่นทรายจนปลิวว่อนระคายตา เห็นท่าไม่ดีคุณชายหกสกุลซู่จึงเร่งจูงม้าขาวเข้าไปหลบหลังซุ้มประตูเมือง แขนซ้ายเขายกขึ้นป้องกันดวงตาโดยสัญชาตญาณ ขณะที่มืออีกข้างลูบลำคอของเจ้าม้าขาวเพื่อนยากเป็นการปลอบประโลม ผ่านไปครู่ใหญ่ๆกว่าที่พายุทรายขนาดย่อยจะพัดผ่านไป ซู่เหยียนเหอปัดฝุ่นทรายที่ติดตามเนื้อตัวออกแล้วเริ่มเดินทางต่อ ม้วนเก็บความสงสัยที่มีต่อสายลมไร้ที่มาเอาไว้ในใจ บางสิ่งผิดปกติกำลังรอคอยเขาอยู่ภายในเมืองนี้มิใช่ใครอื่นแต่เป็นสัญชาตญาณที่กระซิบกระซาบเตือนภัยเขาอยู่ ระวังเถิด จงระวัง .. เมืองไร้น้ำตา




 

ลึกเข้ามาในตัวเมือง อาคารบ้านเรือนสองข้างทางดูแล้วไม่มีสิ่งใดผิดปกติหรือเป็นที่น่าสงสัย นักปราบปีศาจหนุ่มจูงอาชาขาวเยื้องย่างพลางสอดส่องไปทั่วอาณาบริเวณสองข้างทาง สอดส่ายสายตามองอย่างแนบเนียนและพินิจเคราะห์ตามที่ได้รับการสั่งสอนอบรมมาในตระกูล


หากดูเผินๆคงมิพบสิ่งใดผิดแปลกหรือเป็นที่น่าสงสัย แต่ถ้าได้ลองจ้องมองเข้าไปในดวงตาของชาวเมืองทั้งหลายที่เต็มไปด้วยท่าทีลุกลี้ลุกลนเหล่านั้นก็จะพบกับความกังวลและหวาดกลัวที่ซุกซ่อนเอาไว้ เหยียนเหอมิอาจรับรู้ได้ว่าชาวเมืองไร้น้ำตากำลังหวาดกลัวสิ่งใดอยู่ แต่สิ่งที่เขาผู้นี้มั่นใจยิ่งนักก็คือ มีบางสิ่งผิดแผกกำลังเกิดขึ้นกับเมืองๆนี้อยู่อย่างแน่นอน และไม่ว่าจะด้วยเหตุผลใดๆก็ตาม สิ่งที่เกิดขึ้นคงไม่ใช่เรื่องน่ายินดีเลยแม้แต่น้อย




 

          กริ๊ง..


จากสาวเท้าเดินเชื่องช้าพลันเปลี่ยนเป็นชะงักงัน ใบหน้าครุ่นคิดแปรเปลี่ยนเป็นเขร่งขรึมในทันใด ซู่เหยียนเหอเงี่ยหูฟังเสียงที่ได้ยินอีกครั้ง หวังในใจว่าจะเป็นหูของเขาเองที่แว่วไป เพราะถ้าหากไม่ใช่โสตประสาทของเขาที่ผิดเพี้ยนก็คงเป็นเหล่าผู้คนชาวเมืองไร้น้ำตาแห่งนี้เสียเองที่กำลังตกอยู่ในสถานการณ์น่าเป็นหวั่นวิตก


 

มือหนายกกระดิ่งหยกสีขาวขุ่นที่ตนร้อยไว้ข้างเอวต่างหยกประจำตัวขึ้นมาจ้องมอง เสียงใสของกระดิ่งหยกดังขึ้นอีกครั้งราวกับจะย้ำเตือน 

 



          กริ๊ง..


กระดิ่งขานมาร หนึ่งในของวิเศษประจำตระกูลซู่ กระดิ่งหยกขาวที่ไร้ซึ่งตุ้มตีภายในคอยก่อกำเนิดเสียง แม้จะไร้ตุ้มตีคอยตีกระทบแต่กระนั้นกระดิ่งวิเศษนี้ก็ยังสามารถส่งเสียงได้ และเป็นเสียงที่จะมีแต่เพียงสายเลือดตระกูลซู่เท่านั้นที่ได้ยิน


ซู่เหยียนเหอได้ยินเสียงนั้นแจ่มชัด เสียงเสนาะหูที่เป็นดั่งเสียงกล่าวแจ้งการมาเยือนของลางร้าย แม้ว่าครั้งนี้จะไม่ใช่ครั้งแรกที่คุณชายสกุลซู่ได้ยินเสียงของเจ้ากระดิ่งขานมารใบนี้ แต่กระนั้นแล้วเขาก็ยังอดหวั่นใจกับสิ่งที่จะตามมาไม่ได้


 

แม้จะพกมันติดตัวไม่เคยห่าง แต่ซู่เหยียนเหอก็หาได้หลงใหลในความงามและเสียงอันไพเราะของมันดั่งเช่นคนอื่นๆ อันที่จริงแล้วเขาติดจะเกลียดชังกระดิ่งหยกขาวอันนี้เสียด้วยซ้ำไป ไม่เคยมีครั้งใดเลยที่ท้วงทำนองแสนไพเราะประหนึ่งเสียงปักษาสวรรค์ของเจ้ากระดิ่งหยกจะนำพามาซึ่งความสุขและความยินดี กลับกันแล้วในทุกครั้งที่เขาได้ยินเสียงใสระรื่นหูของมัน ไม่ใกล้ไม่ไกลกันนั้นก็มักจะมีปีศาจออกอาละวาดผู้คนล้มตายเสียทุกครั้งไป

 


แต่แม้จะเกลียดชังกระดิ่งหยกไร้เสียงใบนี้มากเพียงใด.. ชายหนุ่มก็มิอาจทิ้งขว้างมันไปได้ สาเหตุนั้นหาใช่เพราะขึ้นชื่อว่าเป็นหนึ่งในของวิเศษประจำตระกูล ผู้สืบสายเลือดนักปราบปีศาจปลายแถวอย่างเขาหาได้สนใจคำอวดอ้างเล่านั้นไม่..



 

ที่มิอาจทิ้งขว้างได้นั้น แท้จริงแล้วเป็นเพราะสิ่งๆนี้.. เป็นของดูต่างหน้าเพียงชิ้นเดียวที่ซู่เหยียนเหอได้รับมาจากคนสำคัญของเขา กระดิ่งขานมาร กระดิ่งลมเนื้อหยกขาวที่แสนจะสวยงามและบ่งบอกถึงความปราณีตบรรจงของผู้สรรค์สร้าง ของมีค่าเพียงชิ้นเดียวที่หลงเหลืออยู่ของคนผู้นั้น

 


 

ละสายตาจากกระดิ่งใบน้อยในมือพร้อมกับสลัดทิ้งความคิดฟุ้งซ่าน เสียงเสนาะหูของกระดิ่งลมไร้เสียงยังคงดังต่อเนื่องอีกสองสามครา ก่อนที่จะเลือนหายไปกับความเงียบงันและฝุ่นทรายที่ล่องลอยในอากาศ ราวกับว่าบรรพชนสกุลซู่ต้องการช่วยยืนยันว่าสิ่งที่ซู่เหยียนเหอได้คาดการณ์ไว้นั้นมิได้ผิดเพี้ยน เสียงกระดิ่งลมที่ดังขึ้นเพื่อเตือนว่าเขากำลังก้าวย่างอยู่ในอาณาเขตของปีศาจตนไหนสักตน..

 





 

 

ช่วยด้วยใครก็ได้ช่วยข้าที จวิ้นเอ๋อร์! จวิ้นเอ๋อร์

 เจ้าจะตายไม่ได้นะ.. ใครก็ได้ ใครก็ได้ช่วยน้องชายข้าที!!   ”

 

เพียงอึดใจเสียงร้องหาความช่วยเหลือก็ดังขึ้นจากทางทิศตะวันออก
นักปราบปีศาจหนุ่มเร่งฝีเท้าเดินไปตามเสียงร้องโดยมิรอช้า

 

 

 








 

 

 









 

ช่วยด้วยใครก็ได้ช่วยข้าที จวิ้นเอ๋อร์! จวิ้นเอ๋อร์ เจ้าจะตายไม่ได้นะ.. ใครก็ได้ ใครก็ได้ช่วยน้องชายข้าที!!   ”


นักปราบปีศาจหนุ่มเร่งฝีเท้าเดินไปตามเสียงร้องโดยมิรอช้า ออกแรงกึ่งลากกึ่งจูงให้เจ้าม้าขาวเดินตามตนมาโดยง่าย แม้ว่าเจ้าอาชาคู่ใจจะดูไม่ยินยอมเสียไหร่ กว่าจะเข้าถึงสถานที่เกิดเหตุ ฝูงชนก็โอบรอบยืนมูงดูกันเสียเต็มไปหมด ซู่เหยียนเหอตัดสินใจฝากม้าไว้กับเด็กโรงน้ำชาใกล้ๆกันนั้นก่อนจะค่อยๆแทรกตัวเข้าไปตามฝูงชนที่ยืนมุงอยู่รายรอบ



ได้โปรดเถอะ.. ท่านน้า ท่านอา ใครก็ได้ ได้โปรดเห็นใจพวกข้าด้วย ได้โปรดช่วยเหลือน้องชายข้าที เสียงคร่ำครวญยังคงดังมาเป็นระลอก ที่สุดคุณชายซู่ก็ผ่าฝูงชนชาวเมืองเข้าไปถึงต้นเสียงได้ในที่สุด ภาพตรงหน้าทำให้เขาขมวดขมุ่นคิ้ว สตรีนางหนึ่งกำลังกอดประคองร่างซีดเซียวของเด็กหนุ่มที่ดูอ่อนวัยกว่าไว้ในอ้อมแขน นางร่ำไห้สะอึกสะอื้นจนน่าเห็นใจ แต่กระนั้นแล้วก็หาได้มีชาวเมืองคนใดให้ความช่วยเหลือพวกเขาไม่ ซ้ำร้ายบางคนยังเอาก้อนหินข้างทางปาใส่พวกเขาสองพี่น้องเสียอีก

 


เกิดอะไรขึ้น แม่นาง? ”  ซู่เหยียนเหออดรนทนมองต่อไปได้อีกไม่นาน เขาก้าวเท้าออกไปหาสองพี่น้องซึ่งอยู่ตรงลานกว้างกลางวงล้อมของฝูงชนชาวเมืองที่มองมาด้วยสายตาตกตะลึงระคนหวาดกลัว ครั้นพอถึงที่ก็เอ่ยปากถามแม่นางน้อยที่กำลังร่ำไห้ด้วยน้ำเสียงเป็นมิตร ท่ามกลางเสียงก่นด่าและซุบซิบนินทาของรั้วล้อมมนุษย์


 

ทะ.. ท่านเป็นใครกัน? คนนอกงั้นหรือ?.. ถึงได้มิรู้เรื่องอาเพศที่เกิดขึ้นภายในเมืองของเรา หญิงสาวหน้าตามอมแมมเปรอะเปื้อนด้วยน้ำตาตอบกลับเสียงสั่น นางหันหน้ามองซ้ายทีขวาทีด้วยท่าทางหวาดกลัวเป็นระยะๆ


 

ถูกแล้วแม่นาง.. ข้าผ่านเข้ามา พอได้ยินเสียงเจ้าขอความช่วยเหลือถึงได้มาอยู่ ณ ตรงน.. ” มิทันพูดได้จนจบประโยคซู่เหยียนเหอก็ต้องหันไปรับก้อนหินที่ถูกชาวเมืองปามาเสียก่อน ก้อนหินขรุขระถูกหยุดเอาไว้ในกำมือ คุณชายนักปราบปีสาจปรายสายตาคมไปยังทิศทางที่เป็นจุดเริ่มต้นของการขว้างปาก่อนเอ่ยด้วยน้ำเสียงราบเรียบ


 

เหตุใดพวกท่านถึงได้ใจร้ายใจดำกันถึงเพียงนี้.. นางอยู่กับคนเจ็บ แทนที่พวกท่านจะช่วยเหลือกลับลงมือทำร้ายพวกเขาเสียอีก ” คุณชายหกแห่งตระกูลซู่ว่า เขากวาดสายตาเฉียบคมไปรอบๆวงล้อมดังเช่นผู้ตรวจการตรวจหาคนกระทำความผิด 


เสียงซุบซิบเซ็งแซ่ดังขึ้นเพียงชั่วขณะก่อนที่ใครสักคนหนึ่งจะตะโกนขึ้นมาว่า ทำไมเราจะต้องไปช่วยมัน ปีศาจเลือกมันเป็นเครื่องสังเวยแล้ว ก็ปล่อยมันตายๆไปเสียเถอะ! ”  ซู่เหยียนเหอเลิกคิ้วยามได้สดับรับฟังถ้อยคำเหล่านั้น ใช่ๆถ้ามันไม่ตายพวกเราก็ต้องตาย! ” ชาวเมืองคนอื่นๆพากันตะโกนกู่ร้องสนับสนุน จนท้ายที่สุดแล้วสายเลือดตระกูลซู่ก็มิอาจทนรับฟังความใจจืดใจดำของเหล่าชาวเมืองอีกต่อไป


 

ดี..ดี ถ้าเป็นเช่นนั้น.. ข้าคนนี้นี่แหละที่จะเป็นคนช่วยเหลือพวกเขาเอง พูดทิ้งท้ายก่อนจะผิวปากเรียกอาชาคู่ใจ เจ้าม้าขาวส่งเสียงร้องรับเสียงเรียกก่อนจะวิ่งควบแหวกฝูงชนเข้ามาหาผู้เป็นนาย ร่างซีดเซียวของผู้เป็นน้องถูกพาดขึ้นคอม้า ก่อนเหยียนเหอจะกระโดดขึ้นควบม้าโดยไม่สนใจซึ่งเสียงด่าทอและการขว้างปาก้อนหิน เขารั้งตัวหญิงสาวขึ้นมานั่งซ้อนหลังก่อนจะควบม้าออกไปจนฝุ่นตลบอบอวลทั่วลานดิน

 


 

เมื่อถึงที่พักแล้วเจ้าจะต้องเล่าสิ่งที่เกิดขึ้นให้ข้าฟัง.. เข้าใจหรือไม่? ” ทายาทตระกูลซู่ชะลอม้าลงเมื่อเห็นว่าพวกตนทิ้งระยะห่างจากพวกชาวเมืองได้มากพอควร เบนหน้าไปเอ่ยประโยคเชิงสั่งกับแม่นางน้อยที่ตนพึ่งช่วยชีวิตมา ก่อนที่ตัวเขาจะเหวี่ยงตัวลงจากอาชาคู่ใจ คู่สนทนามองเขาด้วยสีหน้างุนงงระคนตกใจ แต่กระนั้นแล้วนางก็ยังมีสติพอที่จะพยักหน้าตอบตกลงกับประโยคคำสั่งของชายหนุ่มในชุดสีเทาขลิบคราม

 


แม่นาง เจ้าพอจะรู้ที่ไหนที่ปลอดภัยสำหรับซ่อนตัวบ้างหรือไม่? ”

รู้เจ้าค่ะ.. มีวัดร้างแถวชานเมืองอยู่วันหนึ่ง ไม่มีใครย่างกายเข้าไปที่นั่นกันหรอก หากเป็นที่นั่น ในเวลาเช่นนี้คงเหมาะสำหรับการซ่อนตัวมากกว่าที่ไหนๆเป็นแน่.. ”  หญิงสาวว่าพลางหลุบตาลงต่ำ วัดร้างที่มีชื่อเดียวกับเมืองๆนี้.. วัดไร้น้ำตา 


 

นำทางไปเถิดแม่นาง.. ในเวลานี้เรามิได้มีทางเลือกมากมายนัก เมื่อเห็นว่าผู้มีบุญคุณของตนเห็นชอบด้วย นางจึงพยักหน้าตอบรับก่อนจะนำทางทั้งขณะออกเดินทางต่อภายใต้ความเงียบ ไม่นานเกินชั่วก้านธูปสามมนุษย์หนึ่งอาชาก็มาถึงจุดหมายปลายทาง ณ วัดร้าง



 

ที่นี่งั้นรึ? ” เป็นนักปราบปีศาจหนุ่มที่ชิงพูดขึ้นก่อนที่หญิงสาวคนนำทางจะทันได้เอ่ยสิ่งใด ดวงตารีเรียวมองตรงไปยังซากปรักหักพังเก่าโทรมตรงหน้าพลางครุ่นคิด แม้จะดูวังเวงและเก่าโทรมไปบ้าง แต่กระนั้นแล้วพวกเขาสามคนก็ไม่มีที่ไหนให้ไปได้อีกในตอนนี้ การช่วยชีวิตคนสำคัญเกินกว่าที่จะยอมเสียเวลาไปกับการหาแหล่งพำนักพักพิงใหม่ ซู่เหยียนเหอยกร่างซีดเซียวของเด็กหนุ่มอีกคนลงจากหลังม้า พยุงร่างนั้นไว้ขณะที่ส่งบังเหียนม้าขาวให้กับสาวเจ้าผู้เป็นพี่



 

“ มืดเสียจริง ” บ่นพึมพำยามย่างเท้าเข้าไปในห้องมืด หยากไย่และรากไม้กอปรกันเป็นเรือนแหปกคลุมไปทั่ว แม้จะดูน่ากลัวแต่ก็เป็นศิลปะที่ธรรมชาติรังสรรค์ขึ้นมา เสียงนกกระพือปีกโบยบินหนีอีกทั้งเสียงวิ่งของสัตว์ตัวเล็กๆค่อยๆหายเงียบไปคล้ายรับรู้ถึงการมาถึงของแขกไม่ได้รับเชิญทั้งสาม


 

น้องชายข้าเป็นอย่างไรบ้างเจ้าคะ? ” เมื่อคุณชายซู่จัดการพาชายหนุ่มคนป่วยเข้ามาด้านในของวัดไร้น้ำตาได้เป็นอันสำเร็จหญิงสาวผู้ตามเข้ามาทีหลังก็เปิดปากถาม นางทรุดตัวลงกับพื้น จับจ้องใบหน้าซีดเซียวและกอบกุมมือสั่นเทาของผู้เป็นน้องเอาไว้แน่น


 

ชีพจรอ่อนแรง เหงื่อออกมากผิดปกติ.. ลมปราณเดินติดขัด ”  ริมฝีปากหนาเอ่ยเอื้อนถ้อยคำหลังจากที่ตนได้ลองตรวจสอบขั้นพื้นฐานดูแล้ว แม้อาการภายนอกอาจจะดูไม่ได้หนักหนาหรือสาหัส แต่ลึกๆลงไปภายในใจของนักปราบปีศาจหนุ่ม เขาสังหรณ์ว่าอาการป่วยของชายหนุ่มตรงหน้าจะมิใช่เพียงอาการป่วยธรรมดา


 

คุณชายท่านนี้ ท่านช่วยเขาได้หรือไหม? ถือว่าข้าขอร้องเถอะนะเจ้าคะ.. ได้โปรดเมตตาช่วยเหลือน้องชายข้าที หญิงสาวชันตัวขึ้นคุกเข่า ประสานสองมือยื่นมาด้านหน้า ดวงตาเคล้าคลอไปด้วยหยาดน้ำตาและความวิงวอน

 


ข้ามิใช่หมอหรอกนะแม่นาง.. ” เหยียนเหอว่า ถอนหายใจหนักหน่วงเช่นคนหนักใจ “ แต่ข้าจะพยายามช่วยให้ได้มากที่สุดเท่าที่ข้าจะทำได้ ” ชายหนุ่มพูดพลางส่งภาษากายให้คู่สนทนาเลิกคำนับขอบคุณเขา แต่เจ้าเองก็ต้องให้ความช่วยเหลือข้า แม่นางน้อย หญิงสาวผงกหัวรับคำโดยไม่เสียเวลาคิด สีหน้าน่าเวทนาเลือนหายไปแทนที่ด้วยใบแช่มชื่นเมื่อได้ฟังคุณชายตรงหน้าออกปากว่าจะช่วยเหลือ


                  ท่านต้องการสิ่งใด ได้โปรดบอกข้ามาเถิดคุณชาย เราสองพี่น้องเป็นหนี้บุญคุณท่านแล้ว สายตามุ่งมั่นของนางที่มองตรงมาทำให้ซู่เหยียนเหอคลี่ยิ้ม คิดในใจว่า ช่างดีเสียจริง เพียงเท่านี้ก็ไม่ต้องเสียเวลาเสียเงินเสียทองเข้าโรงเตี๊ยมสืบข่าว

 


ข้าไม่ได้ต้องการสิ่งใด เพียงแค่อยากให้เจ้าเล่าเรื่องที่เกิดขึ้นให้ข้าฟังทีเถิดแม่นาง.. เกิดอะไรขึ้นกับเมืองไร้น้ำตาแห่งนี้ นักปราบปีศาจหนุ่มว่า สายตาแน่วแน่จริงจัง ฝ่ายหญิงสาวผู้ซึ่งน้องชายประสบเคราะห์พอได้ฟังคำก็พลันหลุบตาลงต่ำ สีหน้าสลดใจยิ่งแล้วเริ่มบอกเล่าเรื่องราวในเมืองของนาง



 

 

 

 

เหตุอาเพศเหล่านี้เริ่มต้นขึ้นเมื่อราวอาทิตย์ก่อนเจ้าค่ะ...  ”



เริ่มต้นจากพายุทรายที่ไร้ซึ่งที่มาพัดผ่านเข้ามาในตัวเมือง..

แม่นางน้อยเอ่ยปากเล่าด้วยน้ำเสียงเศร้าสลด

 










 

 

 

 









 

 

 

เมืองไร้น้ำตาช่างอาภัพนักหากเทียบกับเมืองเฮ่าจิงที่ห่างออกไป เมืองหลวงเก่าในยามนี้ช่างสงบเงียบ แต่ที่เห็นว่าจะไม่ยอมสงบเช่นส่วนอื่นๆก็คงจะมีแต่สองยายหลานในบ้านตระกูลหลีเท่านั้น


 

            “ ท่านยาย อย่าได้อมพะนำอยู่เลย เล่าให้ข้าฟังหน่อยเถิด เห็นแก่หลานรักของท่านคนนี้มิได้หรือ ”

            “ ท่านยาย เล่าให้ข้าฟังเถอะนะ แล้ววันนี้ข้าจะไม่มากวนใจท่านอีกเลย ”

            “ ท่านยายอย่าใจร้ายนักเลย ข้าพยายามแกะตัวอักษรพวกนั้นจนจะเสียตาทั้งสองข้างอยู่แล้ว ”

            “ ท่านยาย เหตุใดท่านถึงใจร้ายนัก ไม่คิดจะช่วยข้าจริงๆหรือ ”

            “ ท่านยาย ”

            “ ท่านยาย ”

           


            และอีกมากมายถ้อยคำรบเร้าทำให้แม่เฒ่าหลีปวดเศียรเวียนเกล้า แม้จะลงมือตัดจบบทสนทนาในห้องหนังสือ เดินหนีมาไกลถึงสวนสระบัวแห่งนี้แล้วแต่ก็ยังดูเหมือนจะไม่พ้น หลานชายที่รักของนางเดินตามตอแยกระเซ้าถามราวกับวิญญาณห้อยติดมาตลอดทาง แม่เฒ่าหลีเหนื่อยใจยิ่งนัก ยิ่งเมื่อสบเข้ากับดวงตากลมที่มองมายังตน หญิงชราก็อดไม่ได้ที่จะถอนหายใจเฮือกใหญ่ออกมาให้อีกฝ่ายรับรู้


 

ช่างดื้อดึงเสียจริง เจ้าเด็กคนนี้ นางว่าในใจพลางทรุดตัวลงนั่งที่ม้าหิน หยวนชิงยังคงอยู่ใกล้พร้อมพร่ำขอเรื่องเดิมไม่หยุด หลีเชี่ยนหลายสองมือยกถ้วยชาที่ยังคงอุ่นของตนขึ้นจิบ กลิ่นหอมอบอวลของใบชาลอยฟุ้งชวนให้ผ่อนคลายยิ่งนัก แต่กระนั้นก็ยังไม่อาจช่วยให้หลีเชี่ยนหลายสงบใจลงได้อย่างที่ต้องการ


นางจะสงบใจลงได้เช่นไรเล่า หากยังคงถูกหลานชายเพียงคนเดียวของนางรบเร้าและเว้าวอนเรื่องเดิมซ้ำๆอยู่เช่นนี้ เสียงเว้าวอนตอแยของหลีหยวนชิงยังคงดังขึ้นเป็นระยะให้ระคายใจ ด้วยในคราแรกหลีเชี่ยนหลายหมายมั่นจะให้หลานชายตัวดีสืบค้นด้วยตนเอง นางจึงอมพะนำนิ่งเฉยไม่ยอมเล่าความที่อีกฝ่ายใคร่รู้อยู่อย่างนี้ แต่ใครจะคิดเล่าว่าหลานชายของนางจะล้มเลิกความพยายามในการสืบค้นเปลี่ยนมาสวมวิญญาณเทพเซียนนักตื๊อตามตอแยไถ่ถามความจริงไม่รู้หยุดรู้หย่อนเช่นนี้


 

เมื่อถูกรบเร้ามากๆเข้าเห็นทีแม่เฒ่าหลีก็คงต้องจำยอมเปิดปาก บอกเล่าเรื่องราวเพื่อแลกเอาความสงบยามบ่ายกลับมาเป็นของตนเสียแล้ว

 


 

            “ ยายจะพูดเพียงครั้งเดียวเท่านั้นอาหยวน.. ” หลีเชี่ยนหลายสูดหายใจลึก “ จะฟังอยู่หรือไม่? ”  หยวนชิงดวงตาเปล่งประกายดั่งดวงดาวแทนคำตอบขณะที่แม่เฒ่าหลีขยับกายเพื่อให้ผู้เป็นหลานได้นั่งเคียงข้าง “ เพียงครั้งเดียวเท่านั้น.. เจ้าจดจำให้ดี ” นางว่าอีกครั้งแล้วคลี่ยิ้ม


 

 

 

 

 

“ แม้ได้พบ สบพักตร์ไม่อาจรู้

แม้นได้รู้ รู้ได้พบแล้วพลัดพราก

ถึงแม้รัก รักนั้นจำลาจาก

จงพลัดพรากเจ็ดชาติไร้คู่เคียง ”

 

 

 

น้ำเสียงเนิ่บนาบของแม่เฒ่าหลีช่างฟังดูปวดร้าวเสียเหลือเกิน..

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 





 

 

เป็นที่นี่หรือ.. ” ซู่เหยียนเหอพูดขึ้นพลางก้มมองเข็มทิศประหลาดในมือ เข็มของมันหาได้ชี้ไปยังทิศเหนือดั่งเช่นเข็มทิศทั่วไป เจ้าเข็มยาวขยับตัวไปมาบนหน้าปัดวงกลมอย่าไม่รู้เหน็ดเหนื่อย ชักจูงและชี้นำหนทางให้เขาก้าวเดิน


 

หลังจากได้ฟังคำบอกเล่าของหญิงสาวผู้นั้น ซู่เหยียนเหอก็ตัดสินใจปลอมตัวออกไปสืบหาเบาะแสภายในเมืองเพิ่มเติม เขาเตร็ดเตร่ถามไถ่ชาวเมืองทั่วท้องถนนด้วยคราบขอทานพเนจร แต่ถึงแม้จะอยู่ในรูปลักษณ์ที่แปลกตาและแตกต่างจากเดิมแล้ว แต่ก็หาได้มีผู้ใดตอบคำถามที่เขาถามไถ่เลยสักคน


ซ้ำร้ายสายตาของผู้คนเหล่านั้นล้วนแล้วแต่เต็มไปด้วยความหวาดกลัวและหวั่นวิตก ยามได้ยินถ้อยคำที่เขากล่าว แต่กระนั้นคุณชายหกตระกูลซู่ในคราบขอทานพเนจรก็หาได้ยอมแพ้ เฝ้าตระเวนถามไถ่จนเวลาล่วงเลยเข้าพลบค่ำดวงตะวันคล้อยต่ำผลุบหายไปตามทิวเขา ท้องฟ้าฉาบฉายด้วยสีนิลกาฬนักปราบปีศาจหนุ่มจากเมืองหลวงผู้นี้จึงได้เลิกรา

 


‘ มันต้องเป็นฝีมือของปีศาจแน่..  ’ เสียงบอกเล่าของหญิงสาวที่ได้ให้ความช่วยเหลือไปเมื่อยามบ่ายดังก้องอยู่ในหัว หากเป็นฝีมือของปีศาจจริงแล้วล่ะก็ เป็นที่รู้แน่ว่าเข็มทิศไอปีศาจจะไม่มีวันทำงานผิดพลาดในการนำทางผู้ถือครองมันไปสู่ที่อาศัยของเจ้าปีศาจตนนั้น 


ตามที่ร่ำเรียนมาควรจะเป็นเช่นนั้น แต่ทว่าในครั้งนี้อุปกรณ์วิเศษในมือของเขากลับนำทางวกวนไปมาจนน่าโมโห ทะลุเข้าตรอกซอกซอยและตัดผ่านหลังตลาดไร้ซึ่งผู้คนวกวนออกนอกเส้นทางไปไกลก่อนจะกลับมาหยุดนิ่งอยู่ ณ ตำแหน่งของวัดร้างแห่งเดิม แห่งเดียวกับที่เขาพาคู่พี่น้องมาหลบซ่อนตัวเอาไว้



 

เผียนอ้าย.. นี่ข้าเอง ล้วงเก็บกล่องเข็มทิศเข้าในเสื้อพลางกระซิบเบาๆยามเห็นเจ้าม้าขาวซึ่งผูกมัดไว้หลังกอไผ่ข้างวัดร้างทำท่าทีจะส่งเสียงเอะอะ ครั้นได้ยินเสียงลมหายใจครืดคราดดังในระดับปกติคุณชายหกจึงเยื้องย่างเท้าต่อไป ละทิ้งซึ่งความหงุดหงิดขุ่นเคืองใจจากการเดินวนเวียนภายในเมืองเอาไว้เบื้องหลัง แล้วจดจ่อเพ่งสมาธิทั้งหมดที่มีไปยังสิ่งที่กำลังรอการมาถึงของเขาอยู่ ณ เบื้องหน้า



 

                  ‘ พายุทรายที่พัดผ่านเข้ามามิใช่สิ่งที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติเป็นแน่.. พายุทรายนั่นหอบเอาอาเพศและโรคร้ายมาเยือนเมืองของเรา..  ’  เสียงบอกเล่าของหญิงสาวนางนั้นยังคงดังสะท้อนอยู่ในหัว ทุกๆย่างก้าวที่ซู่เหยียนเหอเหยียบย่างขึ้นไปตามขั้นบันไดหิน



 

‘ ผู้คนล้มตายด้วยโรคประหลาด แม้แต่หมอที่เก่งกาจที่สุดในเมืองของเราก็มิอาจหาวิธีรักษาได้.. ’  แม้นมิใช่การปราบปีศาจครั้งแรกในชีวิตของคุณชายหกตระกูลซู่ แต่ซู่เหยียนเหอก็มิอาจวางใจได้ สิ่งที่กำลังรอเขาอยู่เบื้องหลังบานประตูผุพังนั้นจะมีฤทธิ์เดชมากมายเพียงใดเขามิอาจทราบได้ ด้วยเหตุนั้นระวังระไวไว้ก่อนจึงถือเป็นเรื่องดี มือขวากำชับผืนผ้ายันต์เอาไว้แน่น ขณะที่มือซ้ายค่อยๆออกแรงดันบานประตูอย่างเบามือ

 





 

 

กริ๊ง..  เสียงกระดิ่งหยกดังขึ้นในความเงียบ

แม้จะแผ่วเบาแต่กลับดังก้องอยู่ในห้วงความคิดของนักปราบปีศาจหนุ่มผู้มีนามว่า ซู่เหยียนเหอ

 




ในท้ายที่สุด.. พวกเขาจะแห้งกรอบเป็นเพียงร่างไร้วิญญาณ

แล้วสลายหายไปกลายเป็นเพียงฝุ่นทราย.. ’

 

 






 

หลังบานประตูปรากฏร่างๆหนึ่งในชุดสีขาวนั่งอยู่ข้างๆร่างของจวิ้นเอ๋อร์ผู้เคราะห์ร้าย ร่างนั้นแบบบางราวสตรีเพศทว่ามีเครื่องหน้าดั่งบุรุษ กำลังชะโงกหน้าเอียงคอมองใบหน้าซีดไร้สีของคนป่วยไม่อย่างไม่ละสายตา หากมองจากผิวเผินแล้วร่างนั้นก็มิต่างจากมนุษย์สามัญชนทั่วไป จะมีก็แต่ใบหูและพวงหางสีขาวนวลที่โผล่พ้นเรือนผมและชายเสื้อเท่านั้นที่บ่งบอกได้ว่า สิ่งที่เขากำลังจ้องมองอยู่ในยามนี้มิใช่มนุษย์ธรรมดาแต่เป็น..

 





 

‘ ปีศาจจิ้งจอก.. ‘

 





 

กริ๊ง..








เสียงกระดิ่งหยกดังขึ้นอีกครั้งพร้อมๆกับที่ใบหูคล้ายหูของสุนัขจิ้งจอกขยับไหว

ร่างๆนั้นหันกลับมาอย่างว่องไวราวกับว่าได้ยินเสียงเรียกขานของกระดิ่งวิเศษ


 


นัยน์ตารีเรียวที่จ้องมองมาเบิกกว้าง

ประกายตานั้นสุกใสแต่คงไว้ซึ่งความโกรธเกรี้ยวปนด้วยความตกใจ

ดวงหน้าอ่อนเยาว์และแนวคิ้วขมวดขมุ่น จมูกโด่งเชิดรั้นรับกับริมฝีปากระเรื่อสี..

 

 





 

อมนุษย์ตรงหน้าช่างคุ้นตาเสียเหลือเกิน..







 

น่าแปลกที่ในเสี้ยววินาทีแห่งความหวาดหวั่น

ความรู้สึกพิลึกพิลั่นเยี่ยงนี้กลับเป็นสิ่งแรกที่แล่นเข้ามาในห้วงความคิดของนักปราบปีศาจหนุ่มสกุลซู่

 

 

 

 






 

 

กรร!

 

 

 

 

 

                        ปีศาจจิ้งจอกตรงหน้าส่งเสียงขู่ ดวงตารีเรียวของมันจ้องมาด้วยสายตาไม่ไว้วางใจ ราวกับว่าหากแม้นเขาขยับกายแม้แต่เพียงนิดเดียวอมนุษย์ตรงหน้าก็พร้อมที่จะตอบโต้ในทันทีทันใด ใบหูสีขาวของมันลู่มาด้านหน้าเช่นเดียวกับสายตาที่จดจ้องอย่าไม่ลดละ ท่าทีระแวดระวังเตรียมพร้อมป้องกันภัยนั้นบ่งบอกถึงความเฉลียวฉลาดของครึ่งมนุษย์ตรงหน้าของเขาได้อย่างแจ่มแจ้งและชัดเจน โดยมิต้องเอ่ยเอื้อนถ้อยคำใดๆ พวงหางขยับไปมาช้าๆขณะที่เสียงขู่ฟ่อดังขึ้นอีกครั้งเมื่อซู่เหยียนเหอเริ่มขยับยกเท้า

 

 

 

เจ้างั้นรึ.. ปีศาจที่ออกอาละวาดอยู่แถวนี้   เอ่ยปากออกไปแม้ว่าจะไม่มั่นใจนักว่าฝ่ายตรงข้ามจะเข้าใจหรือไม่ คุณชายหกหันกายมายืนประจันหน้ากับปีศาจจิ้งจอกตรงๆ มองสบไปยังสายตาที่มองทอดมาพลางเพ่งพินิจ นักปราบปีศาจหนุ่มไม่เข้าใจเลยว่าเหตุใดกันเล่าใบหน้าของอมนุษย์ตนนี้ถึงได้คุ้นตายิ่งนัก ราวกับว่าเคยพบพาน ราวกับว่าเคยเห็นมาก่อน



แม้จะพยายามลบเลือนความรู้สึกพิลึกพิลั่นนี้ออกไป แต่ทว่ายิ่งพยายามมากเท่าไหร่ก็ยิ่งดูจะไม่เป็นผล แม้กายจะยึดมั่นในหน้าที่ แต่ภายในห้วงความคิดกับเตลิดไปไกลเสียจนเกินควบคุม ราวกับมีใครบางคนกระซิบแผ่วข้างใบหูให้จดจำและรำลึกถึง แต่กระนั้นแล้ว.. แม้จะขุดคุ้ยนึกย้อนกลับไปลึกเพียงใด ซู่เหยียนเหอก็พบแต่ความว่างเปล่าในห้วงความทรงจำ

 



 

ไร้ซึ่งวี่แววของเค้าหน้าเย่อหยิ่งน่าทะนุถนอมของครึ่งสัตว์เดรัจฉานที่เขากำลังจ้องมองอยู่

 



 

 

ถ้าใช่แล้วจะทำไม.. หากมิใช่แล้วจะทำไม นานทีเดียวกว่าที่จะได้ยินคำตอบออกจากปากของปีศาจน้อย แต่ครั้นพอได้ฟังก็ทำเอาคุณชายสกุลซู่ถึงกับต้องเลิกคิ้วด้วยความประหลาดใจระคนตื่นตะลึง ไม่คาดคิดมาก่อนเลยว่าในชีวิตนี้จะได้พานพบเข้ากับอมนุษย์ที่ชาญฉลาดและช่างเจรจาเยี่ยงนี้ ชายหนุ่มแย้มยิ้มมุมปาก นึกถูกใจเจ้าปีศาจเจ้าเล่ห์ตรงหน้าขึ้นมาไม่น้อย

 

 


 

ข้ามิเคยรู้มาก่อนเลยว่าปีศาจจิ้งจอกเป็นปีศาจจำพวกที่พูดได้..

 



 

 

เหอะ.. งั้นก็จงรู้เสีย.. เจ้ามนุษย์ผู้แสนโง่เขลา อมนุษย์นัยน์ตาสีดำเหลือบแดงเอ่ยพลางหยัดกายขึ้นยืนตรง  ครึ่งจิ้งจอกแย้มยิ้มกริ่มก่อนจะค่อยๆหดร่างลงท่ามกลางหมอกควันสีขาว ร่างมนุษย์สลายหายไปกลายเป็นสุนัขจิ้งจอกสีขาวราวกับหิมะท่ามกลางความตื่นตะลึงของนักปราบปีศาจหนุ่ม จิ้งจอกขาวมิรอช้า มันออกวิ่งเต็มกำลังแล้วกระโจนหนีไปผ่านบานหน้าต่างผุพัง

 




 

 

ข้าไม่ยอมให้เจ้าหนีไปได้ง่ายๆหรอก! ซู่เหยียนเหอตะโกนสุดเสียงก่อนจะกระโจนตามไป

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 














มนุษย์เดินดินอย่างพวกเจ้าก็ดีแต่เยินยอตัวเองว่าดีเลิศประเสริฐศรีและฉลาดยิ่งกว่าผู้อื่นไปวันๆ..

 

 

 

เจ้ากล่าวราวกับว่ารู้จักพวกเราดีนักหนา..

 

 

 

 

 

ข้าอยู่มานานกว่าสี่ร้อยปี.. 

เจ้าคิดว่าในช่วงเวลาอันแสนยาวนานนั้นข้าจะมิเรียนรู้สิ่งที่พวกเจ้าทำเลยหรือไรกัน..

 

 

 

 

 

 

 

 



 

 

 

 

 

 

 

#รธมปJT

 

 

( ให้เวลาคู่รองเขาหน่อยค่ะ พระเอกเราค่าตัวแพง แฮะๆ )

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 20 ครั้ง

84 ความคิดเห็น

  1. #69 หมูยุน (@Fahfahfi) (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 20 กันยายน 2562 / 12:09
    เขียนดีจนตัวเองเหมือนหลงเข้าไปในนิยายเลย รอนะคะ
    #69
    0
  2. #66 WellV (@Lobidi) (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 13 กันยายน 2562 / 23:31
    คำกลอนดีมากจริงๆ ประทับใจ
    #66
    0
  3. #60 Maya (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 11 กันยายน 2562 / 00:05

    ไรท์เขียนดีจัง​ น่าติดตามรออยู่นะคะ

    #60
    0
  4. #54 orangemamalde (@cocozyrup) (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 3 กันยายน 2562 / 02:36
    ตื่นเต้นนน รู้สึกเหมือนนิยายย้อนยุคจริงๆ อยู่เลยค่ะ สนุกมาก ไรต์บรรยายเห็นภาพทุกๆ ฉากเลย
    #54
    0