TIMEPIECE | 千年承諾 ( JAETEN )

ตอนที่ 5 : 04

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 262
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 29 ครั้ง
    25 ส.ค. 62









TIMEPIECE

 

千年承諾

 

 


.

.

 

 

 


 

 

04

 

เทียบเชิญ และ การเดินทาง






 


 

 

 

 

 

สายลมหอบพัดกลิ่นดอกท้อลอยละล่องไกลออกไปทางทิศตะวันตกเฉียงใต้ของเมืองเฮ่าจิง ลอดผ่านซุ้มประตูเมืองและกำแพงสูงใหญ่แข็งแรง ผ่านลำน้ำเหลืองหนึ่งในสายโลหิตสำคัญที่คอยทะนุบำรุงผู้คนมากมายทั่วทั้งแผ่นดินฮั่น สายลมปริศนาหอบเอากลิ่นหอมจางลอยผ่านหนทางยาวไกลกว่าสามร้อยลีมาถึงเมืองหลวงฉางอานอันห่างไกล เมืองหลวงอันยิ่งใหญ่แห่งแผ่นดินฮั่นที่ซึ่งผู้คนมากมายล้วนแล้วแต่มีวิถีชีวิตที่แตกต่างจากผู้คนเมืองเฮ่าจิง

 

 

 

 

         ฉางอานในยามนี้ยิ่งใหญ่กว่าเมื่อร้อยกว่าปีก่อนครั้งที่ทั่วทั้งแผ่นดินฮั่นยังคงอยู่ภายใต้การกดขี่ของราชวงศ์ฉิน นับตั้งแต่ฉ้อป้าอ๋องพิชิตเมืองเสียนหยางและเผาทำลายพระราชวังอาฝางกงจนมอดไหม้เป็นเถ้าธุลีดิน เมืองฉางอานก็ถูกสร้างขึ้นให้ยิ่งใหญ่และเกรียงไกรยิ่งกว่าเดิมบนเศษซากเถ้าธุลีแห่งเมืองเสียนหยางเก่า ทั้งยังมีองค์ปฐมกษัตริย์แห่งราชวงศ์ฮั่นผู้ปรีชาสามารถคอยทำนุบำรุงอุ้มชู ฉางอานแห่งนี้จึงได้รับการกล่าวขานว่าเป็นเมืองหลวงที่ยิ่งใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งเท่าที่เคยมีมา

 


 

         จากวันนั้นตราบจนวันนี้ เวลาก็ได้ผ่านล่วงเลยมานับร้อยปีแล้ว กาลเวลาเปลี่ยนผ่านดั่งคลื่นที่สาดซัด เฉกเช่นภูผาตระหง่านที่ถูกทะเลกัดกร่อน ความเจริญรุ่งเรืองในอดีตที่จักรพรรดิองค์ก่อนๆแห่งราชวงศ์ฮั่นเพียรสรรค์สร้างและทำนุบำรุงค่อยๆเลือนหายไปอย่างช้าๆตามกาลเวลาที่ล่วงเลยผ่านเช่นกัน


เนื่องด้วยการละเลยหน้าที่การงานขององค์ฮ่องเต้ ผู้ซึ่งมิได้มีพระทัยฝักใฝ่สนใจกิจการบ้านเมืองดั่งเช่นที่สืบทอดต่อกันมา ความบกพร่องต่อหน้าที่นั้นโหมกระพือข่าวลือให้แพร่สะพัดไปทั่วแผ่นดิน ข่าวลือที่ทำให้ฉางอานดูหม่นหมองกว่าที่ควรเป็น ข่าวลือที่กล่าวขานว่า ฉางอานกำลังจะตายลงในมิช้า.. ข่าวลือที่ว่าแผ่นดินฮั่นกำลังจะแตกออกเป็นเสี่ยงๆในเวลาอีกไม่กี่ปี


 

          แต่ถึงกระนั้นถ้าหากลองพินิจมองดูตามท้องถนนหรืออาคารบ้านเรือนที่เรียงรายตามสองข้างทางแล้วนั้น ผู้คนในเมืองฉางอานก็ยังคงมีรอยยิ้มและเสียงหัวเราะกันเหมือนอย่างที่เป็นมา เฉกเช่นเดียวกับที่ยังคงมีสาวงามเดินเยื้องย่างให้พบเห็นได้ทั่วไปในเมืองหลวงแห่งนี้

          อาจจะเป็นเพราะปถุชนคนเดินดินเหล่านี้ล้วนแต่เข้าใจดีว่าชีวิตยังคงดำเนินต่อไปตามครรลองของมัน ไร้ประโยชน์อันใดที่จะแสดงความเศร้าเสียใจให้กับอนาคตที่ยังมิเกิดขึ้นในวันนี้พรุ่งนี้ อาจจะฟังดูเข้มแข็งดั่งเช่นผู้คนที่มิได้หวั่นกลัวต่อภยันอันตรายใดๆ แต่ในยามที่ได้มองลึกเข้าไปในดวงตาของผู้คนเหล่านั้น สุดท้ายคงไม่พบจะได้เห็นความกังวลและเศร้าหมองที่แฝงไว้ในเบื้องลึกเข้าอยู่ดี

 


 

 

 

         สายลมที่ผัดพาเอาความหอมหวานของดอกท้อที่เบ่งบานผิดฤดูกาลมาไกลจากเมืองเฮ่าจิงหาได้หยุดเพียงแค่พบพานและเฝ้ามองฝูงชนในเมืองฉางอาน มันหอบเอากลีบดอกท้อสีอ่อนที่ลอยละล่องมากับมันข้ามผ่านเขตพระราชวังเว่ยหยางที่ประดับประดาด้วยงานฝีมือที่แสนวิจิตรและสวยงามไปทางใต้


         ก่อนที่กลีบดอกท้อสีนวลซึ่งหลุดปลิวมาไกลแสนไกลจากบ้านเกิดจะค่อยๆทิ้งตัวลงบนฝ่ามือของชายชราผู้ที่อยู่ริมบานหน้าต่างทรงกลมของศาลาริมสระบัวอย่างนิ่มนวล ชายชราผู้ซึ่งยืนสงบนิ่งราวกับว่าเขากำลังรอคอยการมาถึงของสายลมปริศนาที่จะพัดพานำทางหมายเรียกโชคชะตามาส่งข่าวแก่เขาอยู่นานแล้ว

 

 

 

ไปเรียกคุณชายหกมา.. ชายชราในชุดฉีจูสีขาวจดจ้องกลีบดอกท้อนั้นอยู่ชั่วครู่ก่อนจะหันไปสั่งเด็กรับใช้ที่ยืนรออยู่นอกศาลาด้วยประโยคสั้นๆ ดวงตาลึกล้ำของชายชราเฝ้ามองผู้ด้อยศักดิ์กว่าจนเห็นอีกฝ่ายกุลีกุจอพ้นประตูไป เขาก็กลับมาจดจ้องกลีบดอกไม้บอบบางในมืออีกครั้ง



 

ถึงเวลาแล้วอย่างนั้นหรือ..   เขาพึมพำกับตนเองด้วยน้ำเสียงแผ่วเบาพลางวาดนิ้วคลึงไปตามกลีบดอกท้ออย่างเบามือ

 

 

 

 




 

 

 

 

 

 




 

 

         รอเพียงไม่นานเด็กรับใช้คนเดิมก็เดินกลับมาพร้อมก็บุรุษร่างสูงอีกคน เสียงถกเถียงเล็กๆน้อยๆของคนทั้งคู่เรียกความสนใจจากผู้สูงวัยกว่าให้หันกลับไปมอง

 


 

เจ้าออกไปก่อน   พอชายชราโบกมือน้อยๆเป็นเชิงให้รับรู้เด็กรับใช้หนุ่มผู้ที่ไม่น่ามีอายุอานามเกินกว่าสิบสองปีก็เดินออกไปอย่างว่าง่ายทิ้งให้บุรุษสองวัยยืนประจันหน้ากัน


มองผ่านๆชายชราคนนี้ไม่แตกต่างจากจากพ่อเฒ่าแม่เฒ่าทั่วไป ยกเว้นเสียแต่ว่าเส้นผมสีดอกเลาของเขาถูกรวบขึ้นและสวมทับด้วยเกี้ยวที่แสดงถึงยศถาบรรดาศักดิ์ ทั้งยังมีตราหยกที่ร้อยห้อยเอาไว้กับเอว สองสิ่งที่เป็นดั่งเครื่องบ่งบอกว่าแท้จริงแล้วชายชราคนนี้หาใช่คนธรรมดาดั่งเช่นรูปลักษณ์ของเขา 


เช่นกันกับชายหนุ่มผู้ซึ่งเยาว์วัยกว่า เขามิได้แต่งตัวแตกต่างจากชายชรามากนัก เพียงเกี้ยวประดับผมที่มีขนาดเล็กกว่าและสีผมที่ยังคงเป็นสีดำสนิทดั่งน้ำหมึกชั้นดีเท่านั้นที่ทำให้พวกเขาดูแตกต่างกัน หากเปรียบเทียบเพียงใบหน้า เขาทั้งสองมีเค้าโครงที่คล้ายคลึงกันเสียจนหากใครผ่านมาเห็นเข้า คงไม่พ้นจะคิดว่าเป็นพ่อลูกกันเสียมากกว่าที่จะคาดเดาถึงสถานะอันแท้จริงได้ถูกต้อง

 

 

 

เรียกข้ามามีอะไรหรือขอรับท่านตา? ”  เป็นฝ่ายชายหนุ่มที่เริ่มบทสนทนาขึ้นก่อน เขายกมือทั้งสองขึ้นประสานกันแล้วค่อมตัวลงเล็กน้อยเพื่อแสดงความเคารพในทีขณะที่เอื้อนเอ่ยคำถามออกไป นัยน์ตาสีดำขลับที่มองตรงไปยังผู้สูงวัยแฝงไว้ด้วยความใคร่รู้

 

 

 

ปีนี้เจ้าอายุเท่าไหร่กันแล้ว เหยียนเหอ ? ” ชายชราผู้เป็นตายกมือขึ้นลูบเคราของตนอย่างใช้ความคิด สายตาของเขาหันกลับไปทอดมองสระบัวกว้างด้านนอกศาลาอีกครั้ง การกระทำแบบนั้นมิได้ทำให้ผู้ฟังเจ้าของนามเหยียนเหอรู้สึกขัดเคืองใจอะไร ชายหนุ่มเพียงแต่เคลื่อนกายไปยืนข้างๆของผู้อาวุโสของตระกูลแล้วตอบคำถามเท่านั้น

 

 

 

ยี่สิบสองย่างยี่สิบสามขอรับ   พลันเหลือบไปเห็นกลีบดอกไม้ที่ดูแสนจะบอบบางในมือของท่านผู้เฒ่า เหยียนเหอก็จดจ้องมันด้วยท่าทีสนใจ แม้จะสนใจแต่เขาก็ไม่ได้ถามไถ่อะไรออกไปเพราะรู้ดีว่าถ้าไม่ใช่เรื่องที่เกี่ยวข้องกับตัวเขาท่านตาของเขาก็ไม่คิดแม้แต่จะบอกใบ้ให้รู้อยู่ดี

 

 

 

 

ถึงเวลาแล้ว..  ผู้เป็นตาปริปากออกมาในที่สุด แต่กระนั้นคำตอบของท่านตาก็มิได้ทำให้เหยียนเหอเข้าใจสิ่งที่เกิดขึ้นเพิ่มขึ้นเลย รังแต่จะสร้างความสงสัยให้เพิ่มพูนยิ่งขึ้นกว่าเดิมเสียด้วยซ้ำไป

 

 


 

เวลาอะไรหรือขอรับท่านตา? ”

 


 

เวลาที่เจ้าต้องออกเดินทางน่ะสิ    ยามนี้นัยน์ตาดำขลับเฉกเช่นราตรีกาลของเหยียนเหอมีแต่ความสงสัยที่ฉาบฉายอยู่ในนั้น คิ้วเรียวของเขาขมวดมุ่นด้วยความไม่เข้าใจ ไม่บ่อยนักที่ท่านตาของพวกเขาคุณชายทั้งหกจะพูดจามีลับลมคมในดั่งเช่นคราวนี้

 

 


 

 

 

เจ้าจะต้องออกเดินทางดั่งเช่นที่พี่ๆของเจ้าเคยทำ ออกเดินทางเพื่อพิสูจน์สายเลือดนักปราบปีศาจในกายเจ้า 

 

ออกเดินเพื่อสืบทอดและพิสูจน์ตัวตนดั่งเช่นที่ซู่คนอื่นพึงกระทำ..  ภารกิจแห่งตระกูลซู่

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

ร่างสูงผินหน้ามองสิ่งก่อสร้างที่ตนเรียกว่าบ้านมานานกว่าสิบปีด้วยสายตาอาลัยอาวรณ์ แม้จะรู้ดีว่าอีกไม่นานตัวเขาก็จะได้เดินทางกลับมายังที่นี่อีกครั้ง แต่กระนั้นความรู้สึกโหวงเหวงและว่างเปล่าราวก็ไม่ได้ลดลงเลยแม้แต่น้อย 

 

การเดินทางครั้งนี้คือสิ่งที่เชื้อสายสกุลซู่ทุกคนต่างก็เฝ้าฝันและรอคอยการมาถึงของมัน ออกผจญภัยทั่วใต้หล้า เผชิญบทพิสูจญ์สายเลือดแห่งนักปราบปีศาจ ภารกิจที่ส่งทอดและสืบต่อกันมายาวนานนับสี่ร้อยปีดั่งเช่นสายเลือดนักปราบปีศาจของพวกเขา


อีกนัยหนึ่งแล้วหากบุตรชายซึ่งสืบเชื้อสายสกุลซู่คนใดได้รับมอบหมายให้ออกเดินทางผจญภัย นั่นหมายความว่า พวกเขาเหล่านั้นพร้อมแล้วที่จะรับหน้าที่รับผิดชอบดูเเลและสืบสานตระกูลซู่ต่อไปในภายภาคหน้า 

 


 

ในวัยเยาว์ซู่เหยียนเหอ หรือ คุณชายหกแห่งตระกูลซู่ ก็มีความฝันเฉกเช่นลูกหลานสกุลคนอื่นๆ เด็กชายตัวน้อยดวงตาเป็นประกายยามเห็นพี่ใหญ่กับพี่สองเริ่มจับดาบเป็นครั้งแรก วาดฝันถึงวันที่ตนจะได้เรียนรู้วิทยายุทธอย่างเช่นพี่ชายของตน เด็กน้อยเฝ้าฝันรอคอยให้ถึงวันเดือนของตนเมื่อยามที่เห็นพี่ใหญ่กับพี่คนรองของเขาออกเดินทางจากบ้านไป ดั่งเช่นเด็กเล็กที่ปรารถนาจะเติบโตและพิสูจน์ให้ใต้หล้ารับรู้ว่าตนนั้นเก่งกาจมิแพ้เชื้อสายสกุลซู่คนไหน

 

            แต่ในเวลานี้ซู่เหยียนเหอกลับหลงลืมความปรารถนาในวันวานเสียจนหมด ความรู้สึกเกรงกลัวมิสมชายชาติทหารขัดกันกับหลักคำสอนที่สืบต่อกันมาในตระกูลเกิดขึ้นภายในตัวเขาอย่างไม่น่าให้อภัย หลักคำสอนที่คอยพร่ำย้ำให้กล้าหาญและมิหวั่นเกรงต่อสิ่งใด คำสอนที่เรียนรู้ท่องจำมาตั้งแต่ครั้งเยาว์วัย ในตอนนี้ทั้งหมดนั้นกำลังถูกบั่นทอนลงด้วยลางสังหรณ์และความกลัวอันไร้สาเหตุ

 

 


 

 

 


 

แม้จะรู้ดีว่าตนนั้นกำลังถูกความหวาดกลัวครอบงำ

แต่กระนั้น.. ซู่เหยียนเหอเองก็มิอาจเข้าใจได้ว่าตนเองกำลังเกรงกลัวหรือหวั่นใจกับสิ่งใดกัน

 

 

 

 



 

 

ทิศเหนือคือเส้นทางของเจ้า    ชั่วยามแห่งการสนทนากับผู้เฒ่าซู่ยังคงตราตรึงอยู่ในห้วงความคิด เช่นเดียวคุณชายคนอื่นๆ เหยียนเหอเองก็ได้รับมอบหมายเส้นทางดั่งเช่นพี่ๆของเขา

 

 

ทิศเหนืองั้นหรือ..   ชายหนุ่มเอ่ยพึมพำ ชุดฉีจูสีขาวนวลของเขาโบกพัดไปตามกระแสลม สายลมไร้ที่มาที่พัดพาเอากลิ่นดอกท้อเข้ามาในฆานประสาท กลิ่นหอมอ่อนๆที่ชวนให้รำลึกถึงความหลัง วันวานในอดีตที่เขาเองก็เกือบหลงเลือนมันไปแล้วเช่นกัน

 

 

 

 

 

 

 

 

 











 

หากเราได้พบกันอีกคงจะดีไม่น้อย..    ใบหน้าที่ถอดแบบกันมาในตระกูลซู่แย้มยิ้มเศร้าพลางขยับมือลูบศรีษะทุยของซู่เหยียนเหอในวัยเยาว์อย่างรักใคร่ คุณชายคนรองผู้ที่แบกสัมภาระขึ้นหลังและอยู่ในสภาพที่เตรียมพร้อมแล้วที่จะออกเดินทางอย่างไร้กำหนดกลับย่อตัวลงสนทนากับน้องชายต่างมารดา ในมืออีกข้างหนึ่งของเขากุมบังเหียนที่เรียงร้อยเข้ากับอาชาสีน้ำตาลก่ำซึ่งกำลังเล็มหญ้าพลางพ่นลมหายใจเป็นจังหวะอยู่ด้านหลังของเขา

 

 

 

พี่รอง.. ท่านจะไปไหนหรือขอรับ? ’  เด็กชายตัวน้อยผู้เต็มไปด้วยความสงสัยใคร่รู้เอ่ยถามเมื่อเห็นว่าพี่รองและพี่ใหญ่ของบ้านเตรียมข้าวของอีกทั้งยังนำม้าชั้นดีออกมาจากคอกม้า ในความทรงจำของซู่เหยียนเหอวัยหกปี ไม่มีวันไหนหรือช่วงเวลาใดในความทรงจำของเขาที่ไม่มีภาพของพี่รองอยู่เลย


 

ซู่เหยียนซี พี่รอง หรือบุตรชายคนที่สองแห่งสกุลซู่ พี่ชายผู้ไม่ได้อบอุ่นและร้อนแรงดั่งดวงอาทิตย์ แต่สงบนิ่งและสว่างไสวเช่นดวงจันทร์ คุณชายรองซึ่งเป็นดั่งดวงจันทราที่ส่องสว่างและงดงามยามราตรีแห่งตระกูลซู่


พี่รองของเขาอาจจะไม่ได้เก่งกาจอาจหาญดั่งเช่นพี่ใหญ่ผู้เป็นเสาหลักค้ำจุนตระกูล แต่สำหรับเหยียนเหอแล้ว ลูกชายคนรองผู้มักจะถูกมองข้ามโดยบิดาและผู้อาวุโสแห่งตระกูลบ่อยๆผู้นี้ กลับเป็นชายที่ควรค่าแก่การเคารพรักและนับถืออย่างเป็นที่สุด เหตุด้วยหากกล่าวถึงชีวิตความเป็นอยู่ของลูกชายเพียงคนเดียวของฮูหยินคนที่สี่อย่างเขาแล้วนั้นก็คงจะมีเพียงซู่เหยียนซีคนเดียวเท่านั้นในบรรดาพี่น้องทั้งหกที่สนใจใยดีเด็กน้อยผู้แสนอาภัพคนนี้

 

 

 

ข้าต้องออกเดินทางน่ะสิ.. และในวันข้างหน้าเมื่อเจ้าเติบใหญ่เจ้าเองก็ต้องออกเดินทางเช่นกันเสี่ยวเหอ   เหยียนซีตอบอีกครั้งก่อนจะอมยิ้มเอ็นดูในความสงสัยใคร่รู้ของน้องชายตัวน้อย ชายหนุ่มวัยยี่สิบปีอยู่ในชุดผ้าสีฟ้าอ่อนขลิบขอบด้วยสีครามอย่างที่เขามักสวมใส่ จะต่างก็ตรงที่เกี้ยวบนศีรษะนั้นดูแปลกตากว่าทุกที

 

 

 

ท่านพี่จะไปที่ไหนกัน? ท่านพาข้าไปด้วยได้ไหม? ’ ครั้นได้ยินคำว่าเดินทางเด็กน้อยก็รีบระร่ำถาม สองแขนยกขึ้นกอดรั้งขาของผู้เป็นพี่เอาไว้แน่น เหยียนเหอไม่อยากให้พี่ชายคนรองจากบ้านไปไกลเลย


ใช่ว่าซู่เหยียนซีจะไม่เคยออกเดินทางไปต่างบ้านต่างเมือง แต่กระนั้นในครั้งนี้คุณชายหกตระกูลซู่ก็ยังไม่อยากให้พี่ชายของเขาจากไปไหน ด้วยเหลือบไปเห็นสัมภาระมากมายด้านหลัง เด็กน้อยจึงพอจะรับรู้ได้ว่าระยะเวลาเดินทางคงมิใช่เพียงสามวันห้าวันอย่างที่เคยผ่านมาเป็นแน่

 

 

 

ไม่ได้หรอกเสี่ยวเหอ ไม่ใช่ครั้งนี้ คุณชายรองปฏิเสธด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล สองมือของเขาค่อยๆแกะวงแขนที่พันธนาการขาของตนเอาไว้อย่างเบามือ รู้ดีว่าน้องชายของเขายังเยาว์นัก เด็กน้อยคนนี้ยังไม่พร้อมสำหรับการเดินทางนี้ แม้ในใจอยากจะพาน้องเล็กของบ้านติดสอยห้อยตามไปด้วยอยู่ลึกๆก็ตาม

 

 

 

ทำไมล่ะขอรับ? ท่านจะทิ้งข้าไว้คนเดียวหรือ? ไหนท่านเคยสัญญาเอาไว้ว่าจะคอยอยู่ดูแลช่วยเหลือข้ามิใช่หรือ? ’ ในแววตาของเด็กน้อยเจือไว้ด้วยความผิดหวัง หาใช่เพราะถูกปฏิเสธมิให้เข้าร่วมการเดินทาง แต่เป็นเพราะเด็กน้อยรับรู้ได้ถึงเสียงโห่ร้องยินดีของความหวาดกลัวและโดดเดี่ยวที่เคยถูกบุรุษตรงหน้าช่วยขับไล่ออกไปดังแว่วเข้ามาในความคิด เพียงแค่คิดว่าในวันต่อๆไปจะไม่มีพี่ชายใจดีที่คอยปกป้องดูแลเขาอีกแล้วน้ำตาก็รื้นขึ้นมาด้วยความกังวล


 

 

 

ร้องไห้ทำไมกันเจ้าเด็กโง่..  แย่จริง ถ้าท่านพ่อมาเห็นเข้านะ เจ้าต้องถูกลงโทษแน่ๆ ลูกผู้ชายตระกูลซู่ไม่เสียน้ำตาให้กับเรื่องเล็กน้อยอย่างนี้หรอกนะ   เมื่อกล่าวจนจบประโยคคุณชายรองก็คลี่ยิ้ม ขณะที่ผู้เป็นน้องรีบยกมือขึ้นป้ายปัดกำจัดหยาดน้ำใสที่คลอหน่วยอยู่ในดวงตาราวกับว่ากลัวคำพูดของเขานักหนา


 

 

 

ข้าไม่ได้ร้องไห้.. ตะ.. แต่ถ้าไม่มีท่าน ใครจะคอยช่วยปกป้องข้า? ท่านก็รู้ ใครๆก็เกลียดข้ากันทั้งนั้น พี่สี่ พี่ห้า แม่รอง แม่สาม แม้แต่ท่านตา ..ไม่มีใครรักข้าเลย..  ซู่เหยียนเหอพูดด้วยน้ำเสียงแผ่ว เหยียนซีเองก็รู้ดีว่าสิ่งที่น้องชายของตนพูดนั้นล้วนแล้วแต่เป็นความจริงทั้งนั้น เหยียนเหอเติบโตอยู่ภายใต้เงาปีกของเขามาตลอดนับตั้งแต่ฮูหยินสี่ตายจากไป ในบ้านตระกูลซู่อันยิ่งใหญ่และมากล้นไปด้วยผู้คน กลับมีเพียงเขาและแม่นมเท่านั้นที่สนใจในความเป็นอยู่ของน้องชายคนเล็กคนนี้


 

           ใช่ว่าท่านพ่อของพวกเขาใจจืดใจดำ หรือจงใจปล่อยปละละเลยลูกคนสุดท้องคนนี้ให้ตกระกำลำบาก แต่ท่านพ่อของพวกเขาเองก็มีงานยุ่งอยู่ตลอดแม้แต่เวลาดูแลตนเองยังแทบจะไม่มี นับประสาอะไรกับการใส่ใจเรื่องยิบย่อยของบรรดาผู้หญิงในบ้าน


 

ซู่จ้าวเสียน บิดาของพวกเขาเป็นชายชาติทหารที่มากด้วยความสามารถ แม้ตระกูลซู่จะไม่ได้รับราชกาลโดยตรงแต่หากจะยกย่องด้วยคำว่าชายชาติทหารก็คงไม่ผิด ด้วยความที่ถูกเรียกเข้าไปเป็นที่ปรึกษาในพระราชวังอยู่หลายครั้ง เพราะนอกจากจะเก่งกาจและขึ้นชื่อในด้านการปราบปีศาจแล้ว อีกหนึ่งสิ่งที่ไม่เป็นสองรองใครในตระกูลซู่ก็คือความช่ำชองด้านกลยุทธ์การศึกสงคราม



หากถามถึงผลงานที่เป็นที่เลื่องชื่อ ก็คงไม่พ้นจะเป็นกลวิธีเดินทัพที่ตระกูลซู่คิดค้น กลการศึกที่สามารถปราบเอาพวกชนเผ่าเร่ร่อนที่เข้ามารุกรานอยู่เป็นนิตย์ให้สยบราบคาบลงจนได้ เป็นสงครามในครั้งนั้นเองที่ทำให้ความเก่งกาจ และผลงานของผู้นำตระกูลซู่รุ่นนี้เป็นที่รำลือจนถึงพระกรรณขององค์ฮ่องเต้ในที่สุด ด้วยความสามารถที่ต้องพระทัยบิดาของเขาจึงต้องเทียวเข้าเทียวออกวังหลวงเพื่อรับใช้ใกล้ชิดพระองค์อยู่เสมอจวบจนถึงปัจจุบันแม้จะแปรเปลี่ยนเป็นรัชสมัยของฮ่องเต้องค์ใหม่แล้วก็ตามที


 

          น่าเศร้าที่หน้าที่การงานอีกทั้งเกียรติยศชื่อเสียงที่ท่านพ่อของพวกเขาเพียรหามาด้วยความเหน็ดเหนื่อย กลับก่อให้เกิดการแก่งแย่งชิงดีชิงเด่นกันเองระหว่างฮูหยินทั้งสามผู้ซึ่งเป็นมารดาแห่งทายาททั้งหกแห่งตระกูลซู่ การใส่ร้ายป้ายสีและอิจฉาริษยามีให้เห็นผ่านตาอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน


 

          จนในบางครั้งเหยียนซีเองก็อดที่จะยินดีไม่ได้ที่ตนเกิดมาในเรือนใหญ่ เป็นบุตรคนที่สองของฮูหยินใหญ่แห่งตระกูลซู่ ด้วยความที่มีแม่เป็นถึงฮูหยินใหญ่จึงไม่มีฮูหยินรองคนไหนกล้าที่จะรังแกหรือวางตนข่มเหงเขา ขณะที่น้องชายคนสุดท้ายอย่างเหยียนเหอนั้นต่างออกไป เด็กน้อยเกิดเป็นลูกของฮูหยินคนเล็กแถมยังไร้ซึ่งมารดาปกป้องจึงหนีไม่พ้นที่จะโดนกลั่นแกล้งและกดขี่อยู่เสมอ น้องชายคนนี้ช่างอาภัพนัก เหยียนซีรำพึงในใจ

 

 


เพราะเหตุนั้น ถึงเวลาแล้วที่เจ้าจะได้เรียนรู้การปกป้องตัวเองเสียทีอย่างไรเล่า   หลังจากเงียบไปนานอึดใจ คุณชายรองก็เผยยิ้มออกมาในที่สุด ปลายนิ้วเรียวเกลี่ยปอยผมที่ร่วงรุ่ยลงมาของน้องชายด้วยความเอ็นดูก่อนจะกล่าวต่อ 

 

 

 

อย่ายอมให้เจ้าสี่กับเจ้าห้ารังแกเจ้าได้ง่ายๆ เจ้าต้องเรียนรู้ที่จะต่อกรและรับมือกับคนเหล่านั้น.. อีกอย่างนะเหยียนเหอ ถึงไม่มีข้า เจ้าก็ยังมีพี่สาม เป็นเรื่องน่าประหลาดที่พวกเขาคุณชายใหญ่คุณชายรองคุณชายสาม รวมถึงฮูหยินใหญ่ตระกูลซู่หาได้จงเกลียดจงชังผู้ที่มาทีหลังอย่างฮูหยินสี่และเด็กน้อยเหยียนเหอไม่ ซ้ำยังเอ็นดูเด็กน้อยไร้แม่ผู้นี้เสียด้วยซ้ำไป

 


         เหยียนซีเชื่อว่าหากมารดาของพวกเขายังคงแข็งแรงดี นางคงเป็นผู้ออกโรงกางปีกปกป้องเด็กน้อยคนนี้เป็นแน่ แต่เพราะอาการป่วยของมารดาของเขาเองก็ไม่สู้ดีนัก หน้าที่เหล่านั้นจึงตกมาอยู่ที่คุณชายคนโตทั้งสามคนอย่างพวกเขาแทน


โดยเฉพาะตัวเขาเอง และ เหยียนจื้อ คุณชายสามตระกูลซู่ผู้เป็นน้อง เมื่อนึกถึงน้องชายอีกคน เหยียนซีก็อดที่จะยิ้มไม่ได้ ยิ่งได้เห็นสีหน้าหวั่นใจของน้องเล็กยามที่เขาพูดถึงอีกฝ่าย ยิ่งทำให้คุณชายรองแย้มยิ้มกว้างขึ้นกว่าเดิมอีกเท่าตัว

 

 


เห็นน้องสามตีหน้าขรึมก็มิได้แปลว่าเขาจะเลือดเย็น โกรธเกลียดน้องในไส้ของตัวเองได้ลงคอหรอกนะเสี่ยวเหอ   ซู่เหยียนซีว่าพลางก้มลงเก็บใบไผ่ถูกพัดพามาร่วงหล่นตรงหน้า ชายหนุ่มส่งใบไผ่รีเรียวให้น้องชายคนเล็กของตนรับไว้ คุณชายน้อยรับสิ่งที่พี่ชายของตนมอบให้ด้วยสีหน้าที่ดูจะไม่เห็นด้วยกับสิ่งที่อีกฝ่ายพูด

 

 


น้องสามอาจจะไม่ใช่คนเก่งกล้าอย่างพี่ใหญ่ หรืออ่อนโยนเช่นข้า แต่สติปัญญาของน้องสามนั้นเหนือชั้นกว่าพวกข้าสองคนนัก และหากเจ้าต้องการความช่วยเหลือแล้วล่ะก็.. เหยียนจื้อไม่ปฏิเสธเจ้าหรอก   ประโยคที่แฝงความยกย่องนับถือเอาไว้ทำให้เด็กน้อยที่เป็นผู้ฟังตาโต จริงอยู่ที่คุณชายสามแห่งสกุลซู่ทั้งเย็นชาและเงียบขรึม แต่เรื่องสติปัญญาและความรอบรู้นั้น ไม่มีใครเลยในหกพี่น้องสามารถเทียบเท่ากับเขาได้  เหล่าอาจารย์ที่ได้รับมอบหมายให้อบรมสั่งสอน ต่างก็ชมเป็นเสียงเดียวกันว่าคุณชายสามนั้นรอบรู้และมีสติปัญญาเฉียบแหลมที่สุด

 

 


เช่นนั้น.. หากข้าโดนรังแก.. ข้าก็ไปขอให้พี่สามช่วยได้ใช่ไหมท่านพี่? ’  ซู่เหยียนเหอเอ่ยพลางหมุนใบไผ่ใบเล็กที่พี่ชายให้มาเมื่อครู่ไปมา

 


 

ไม่หรอก..    พอได้ยินคำตอบของผู้เป็นพี่ ซู่น้อยก็หันมองคนพูดในบัดดล



 

เหยียนจื้อ จะไม่ช่วยเจ้าอย่างที่ข้าช่วยหรอกเด็กน้อยเอ๋ย.. แต่เขาจะสอนเจ้า เขาจะให้เจ้าจดจำ สอนให้เจ้ารับมือและต่อกรกับมันด้วยตนเอง  เหยียนซีว่าแล้วยกยิ้มอีกครั้ง คุณชายรองตระกูลซู่ยกมือขึ้นสัมผัสข้างแก้มของผู้เป็นน้องก่อนจะว่าต่อ  เหยียนเหอ ถึงเวลาที่ข้าต้องออกเดินทางเสียที พี่ใหญ่ขึ้นม้ารอข้านานแล้ว ได้ยินดังนั้นเหยียนเหอน้อยก็ปล่อยใบไผ่ในมือ สองมือน้อยคว้ามือของพี่ชายมากอบกำชับไว้แน่น เด็กน้อยยังคงเอ่ยขอร้องมิให้พี่ชายตัวโตจากไปไหน ถึงแม้จะรู้ดีว่ามันจะไม่ช่วยอะไรก็ตาม


 

              สายลมยังคงโบกพัดพากลิ่นหอมลอยฟุ้งไปทั่วลานกว้างในอาณาเขตของสกุลซู่ เสียงนกยังคงร้องก้องฟ้าเช่นเดียวกับเสียงฝีเท้าของอาชาที่เริ่มเยื้องย่าง เหยียนซีเกลี่ยกล่อมให้น้องเล็กคลายมือได้ในที่สุด ชายหนุ่มเหวี่ยงตัวขึ้นม้าก่อนจะตบลำคอของอาชาคู่ใจเพื่อเรียกขวัญกำลังใจ เหม่อมองท้องฟ้าสดใสแล้วก้มลงมองเด็กน้อยที่ยืนอยู่ด้านล่างอีกครั้ง

 

 



ไปกันเถอะเหยียนซี มิทันได้เอื้อนเอ่ยถ้อยคำใด เสียงของพี่ใหญ่ก็ดังขึ้นเสียก่อน ลูกชายคนรองแห่งตระกูลซู่หันกลับไปแล้วแย้มยิ้ม  เปิดโอกาสให้ซู่เหยียนเจิ้งได้สบตากับน้องคนเล็ก ก่อนที่พี่คนโตของบ้านจะกระตุกบังเหียนแล้วควบม้าออกไปนอกประตูโดยไร้ซึ่งคำลา

 



 

 

ข้าต้องไปแล้วเหยียนเหอ..

 

 

 

  ท่านพี่เหยียนซี… ’ 

 

 


 

ลาก่อนเหยียนเหอ.. หากโชคชะตาปราณี เจ้ากับข้าคงได้พบกันอีก.. น้องรัก เอ่ยตอบด้วยน้ำเสียงระรื่นขัดกับแววตาแสนโศก ในตอนนั้นซู่เหยียนเหอมิได้เข้าใจเลยแม้แต่น้อยว่าสายตาแสนเศร้าที่พี่รองใช้มองเขานั้นสื่อความหมายว่าอย่างไร แต่มาบัดนี้คุณชายหกแห่งตระกูลซู่คิดว่าเขารู้แล้วว่าอะไรคือต้นเหตุของแววตาหม่นแสงของชายที่ควบม้าจากไปในครานั้น

 

 

 


 

 

ทิศเหนือ..  ”   ซู่เหยียนเหอพึมพำในลำคอพลางลืมตาขึ้นจากภาพอดีตในวัยเยาว์ สองมือของเขากำบังเหียนแน่นราวกับมันเป็นเพียงหลักยึดเดียวที่เขามีเหลืออยู่ในเวลานี้  ไม่มีใครเอ่ยคำลาหรืออวยพรให้เขาทั้งนั้นมีเพียงตัวของเขาเองกับอาชาสีขาวคู่ใจยืนอยู่กลางลานบ้านในเวลานี้

 

 

 

นัยน์ตาคมทอดมองไปไกลแสนไกลลอดผ่านเงาโค้งของประตูบ้านตระกูลซู่ และทิวไม้ใหญ่น้อยอีกทั้งสะพานอันหมิน วาดฝันและขับไล่ความหวั่นเกรงที่มีในใจออกไปแม้ว่าความรู้สึกแปลกประหลาดเหล่านั้นยังคงอยู่ ความรู้สึกที่กล่าวขานกันว่า  ลางสังหรณ์

 

 

 

ท้ายที่สุดชายหนุ่มสูดหายใจเข้าราวกลับต้องการรวบรวมแรงใจทั้งหมดก่อนจะออกแรงควบม้าขาวให้ออกวิ่งไป ฝุ่นดินฟุ้งตลบอบอวลตามที่กีบเท้าของมันตะกุยผ่าน ฝุ่นดินม้วนตัวเป็นกลุ่มก้อนควันไล่ตามทางที่เขาควบม้าผ่านไป เสียงนกร้องขับขานดังก้องกังวานระคนด้วยเสียงลมพัดหวีดหวิว เสียงของสรรพสิ่งที่คล้ายกับว่าจะรวมตัวกันเป็นคำอวยพร

 

 

 

 

 

 



 

 

 

อาชา และ หนึ่งบุรุษยังคงมุ่งไปทางทิศเหนือ มุ่งหน้าบากบั่นไปตามเส้นทางที่ถูกฟ้าลิขิตให้ก้าวย่าง




น่าเศร้านักที่เส้นทางนั้นเป็นเส้นทางที่อาบไปด้วยหยาดน้ำตา

เส้นทางที่เป็นเส้นทางเดียวกับที่พี่ชายคนโตทั้งสองของเขาก้าวเดินไปด้วยกัน

 

แต่กลับมาแค่เพียงคนเดียว..

 

 

 

 

 

 

 

 

 

“ จงไปทางทิศเหนือ.. เหยียนเหอ  

“ แล้วเจ้าจะได้พบโชคชะตาของเจ้า ”

 

 

 

 








 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

เวลาล่วงเลยตะวันค่อนฟ้า แสงอาทิตย์สาดส่องไปทั่วอณาบริเวณ เฮ่าจิงยามสายงดงามไม่แพ้ยามใด สายลมพัดแผ่วชักนำให้พฤกษาโอนอ่อน ยอดไม้ไหวเอนไปตามแรงนำพาเฉกเช่นนางรำแห่งแดนพฤกษากำลังร่ายรำ สายลมพัดพาเข้ามาในห้องหนังสืออันเงียบสงบแห่งนี้เป็นครั้งคราว ห้องหนังสือที่ยามนี้มีร่างเพรียวเกินบุรุษของคนผู้หนึ่งกำลังวุ่นวายกับการพลิกหน้าตำราเล่มแล้วเล่มเล่า

 

 

ถึงรัก.. มิอาจเคียงคู่ ” หยวนชิงพึมพำ เขาพยายามเพ่งมองและถอดตัวอักษรออกมาจากม้วนสารเก่าแก่ที่เต็มไปด้วยตัวอักษรเลือนลางอย่างจดจ่อ ทายาทตระกูลหลีดื้อดึงที่จะอ่านข้อความเหล่านั้นให้ได้แม้ว่าตัวอักษรที่ตวัดวาดจะซีดจางเสียจนแทบจะอ่านมิได้แล้วก็ตาม 


               ความสงสัยใคร่รู้วนเวียนรอบตัวของเขามิยอมเลือนหาย ซ้ำร้ายจะยิ่งมีแต่ทบทวีเพิ่มพูนขึ้นเรื่อยๆจนน่าหนักใจ ถึงขั้นที่ว่าแม้จะได้ฟังเรื่องราวจากแม่เฒ่าตระกูลหลีไปแล้วเมื่อคืนแต่ก็กระนั้นความสงสัยอันน่าแปลกประหลาดของเขาก็หาได้เจือจางลงเลยแม้สักนิด


 

ใครว่าหยวนชิงไม่นึกแปลกใจที่ตนเองทุ่มเทความสนใจไปกับความลับและตำนานของวัดซิ่นชิงหลงมากเสียจนมิเป็นอันกินอันนอนเช่นนี้ ตัวเขาเองตอนนี้ทั้งหงุดหงิดและสงสัย พยายามเสาะหาสาเหตุว่าทำไมกันหนอ ทำไมกัน ทำไมตัวเขาถึงได้สนอกสนใจในตำนานเรื่องเล่าเก่าแก่เหล่านี้นัก


            หรือสิ่งที่เขาเป็นอยู่ในตอนนี้เกิดขึ้นเพราะตัวเขาไปโดนมนตราหรือคำสาปของเขตหวงห้ามหลังวัดซิ่นชิงหลงเข้ากัน ความคิดนี้ผุดพรายขึ้นมาในชั่วขณะหนึ่ง ณ ห้วงแห่งความคิดของหลีหยวนชิง ก่อนที่จะถูกกลบลบเลือนหายไปด้วยการรำลึกถึงบางสิ่งบางอย่าง 



หรือความสงสัยใคร่รู้ทั้งหมดที่เกิดขึ้นในเวลานี้อาจจะเป็นเพราะไจ้เสวียนคนนั้นจริงๆ.. ภาพของบุรุษลึกลับในชุดฉีฟูสีขาวนวลกับนัยน์ตาสุกสกาวราวกับว่ามีดาราเดือนนับร้อยนับพันอยู่ภายในยังคงติดตรึงอยู่ในความทรงจำ ฝังแน่นและมิเคยลบเลือน.. คล้ายกับว่าใบหน้าของชายหนุ่มผู้นั่นเป็นใบหน้าของคนที่เขาเคยพบพานมาแล้วนับครั้งไม่ถ้วน

 



 

ไม่มีทาง… ” หยวนชิงสะบัดศีรษะขับไล่ความฟุ้งซ่านและเลื่อนลอยของตน พยายามโน้มน้าวเอาความสนใจทั้งหมดของตนกลับมายังม้วนสารที่ผู้เป็นยายมอบให้ตนในตอนเช้า

 


 

เห็นทีข้าคงจะต้องเสียสละดวงตาทั้งสองข้างเพื่อการนี้เสียแล้ว.. ”  จดจ้องต่อไปได้อีกเพียงไม่นาน ก็ถอนหายใจออกมาด้วยความเหนื่อยหน่ายพลางโอดครวญเสียงเบา คุณชายหลีเอนหลังพิงเก้าอี้ไม้ละสายตาออกจากม้วนสารก่อนจะหลับตาลงอย่างจำยอมต่อความเหนื่อยล้า

 

 


ข้าไม่เข้าใจเลยจริงๆ.. จะกล่าวว่าเป็นเพราะความเลือนลางและไม่สมบูรณ์ของม้วนสารทำให้การถอดความยากลำบากยิ่งขึ้น ก็ดูเหมือนจะยังมิใช่ต้นตอที่แท้จริงของปัญหา..



อันที่จริงเป็นในส่วนของตัวอักษรที่แตกต่างจากตัวอักษรในปัจจุบันต่างหากที่ทำให้หยวนชิงต้องประสบพบเจอกับความลำบากยากเข็ญอีกเท่าทวีคูณ ม้วนสารม้วนนี้มีอายุยาวนานกว่าเก้าร้อยปีแล้วหากระบุตามประเภทของตัวอักษรที่ปรากฎอยู่ ลายเส้นที่ยังคงความโค้งมนและดูไม่เชื่อมต่อ


 

ตัวอักษรที่ใช้จารึกในม้วนสารม้วนนี้ยังคงเป็นตัวอักษรต้าจ้วน รูปแบบอักษรซึ่งเป็นรากฐานของตัวอักษรลี่ซูที่ใช้กันอยู่ในปัจจุบัน แม้จะมีความคล้ายคลึงให้เห็นอยู่บ้างแต่ก็มิได้ถอดความได้ง่ายดายเช่นเดียวกับการถอดความแปลงอักษรเสี่ยวจ้วนเป็นอักษรลี่ซู ด้วยเหตุนั้นหยวนชิงจึงต้องใช้เวลาและความคิดมากขึ้นอีกเป็นเท่าตัวยามที่ถอดความและแปลงตัวอักษรเหล่านั้น

 


 

 

ในตอนนี้ข้าอาจจะยังไม่เข้าใจ.. แต่สักวันข้าจะเข้าใจ เช่นนั้นใช่หรือไม่ท่านยาย? ” โดยไม่ต้องลืมตา หลีคนหลานผู้ซึ่งกำลังหลับตาพักผ่อนก็รับรู้ได้ถึงการมาถึงของผู้เป็นยายจากกลิ่นใบชาที่หอมกรุ่นฟุ้งกระจายไปทั่วบริเวณห้อง หญิงชราส่ายหัวน้อยๆกับประโยคทักทายที่อีกฝ่ายเอื้อนเอ่ยขึ้นดักทางสิ่งที่ตนกำลังจะกล่าว ลืมไปเลยว่าแม้ตนเองจะเยื้องย่างได้แผ่วเบาเพียงใดก็คงมีสามารถกลบกลิ่นใบชาที่ลอยฟุ้งรอบกายในยามนี้ไปได้

 


 

ข้าจะพูดว่าเจ้าจะอยากรู้ไปทำไมกันต่างหากเล่าเด็กน้อยของยาย หญิงชราเอ่ยปากเฉไฉพร้อมๆกับวางถาดน้ำชาลงบนโต๊ะไม้ นางลงมือชงชาตามพิธีรีตรองที่ถูกสั่งสอนอบรมสืบต่อกันมาภายในตระกูล ขยับมือแช่มช้าและอ่อนช้อยตามลำดับขั้นตอนที่ควรจะเป็น ไอร้อนม้วนตัวขึ้นกลางอากาศราวกับมังกรเหินผงาดขึ้นสู่ฟ้า กรุ่นกลิ่นหอมของใบชาผู่เอ๋อร์เรียกให้ชายหนุ่มช่างสงสัยเปิดเปลือกตาขึ้นมามองดูได้อย่างไม่ยากเย็นนัก

 

 


ชาผู่เอ๋อร์.. ท่านยายไปหามาจากไหนหรือขอรับ? จะได้มาแต่ละคราข้าเห็นว่าต้องให้คนดั้นด้นไปไกลถึงยวิ๋นหนานมิใช่หรือ? ” ประคองจอกชาในมืออย่างระมัดระวัง ความร้อนของน้ำชาในจอกส่งผ่านออกมาถึงผิวนอกของจอกชาแทนคำเตือนให้ผู้ดื่มรับรู้ หยวนชิงยังมิได้ยกจอกชาขึ้นดื่มในทันที ชายหนุ่มก้มมองลงไปในจอกดินเผา มองเงาของตนเองที่สะท้อนกลับมาแล้วนิ่งงัน

 


 


มีพ่อค้าเร่ผ่านมาในเมือง วันนี้เจ้ามัวแต่ขลุกอยู่ในห้องหนังสือนี่น่ะสิ ถึงมิได้รู้เรื่องรู้ราวอันใดกับเขา หลีเชี่ยนหลายกล่าวตำหนิด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล หลานชายผู้เอาแต่ขลุกอยู่ในห้องหนังสือเงยหน้าขึ้นแย้มยิ้มกับคำติทีเล่นทีจริงนั้น แม้นจะแย้มยิ้มดั่งเช่นปกติ แต่ในจังหวะที่ผู้เป็นหลานยกจอกช้าขึ้นดื่ม หญิงชราก็สังเกตเห็นแววตาเลื่อนลอยครุ่นคิดของหยวนชิงที่อีกฝ่ายพยายามเก็บซ่อนเอาไว้ 

 


 

 

ข้าไม่น่ามอบม้วนสารม้วนนั้นให้เจ้าเลยจริงๆ.. เชี่ยนหลายถอนหายใจ สายตาเหม่อมองไปในทิศทางเดียวกับที่ผู้อ่อนวัยกว่ามองอยู่ ท้องฟ้าโปร่งสว่างจ้าด้วยแสงจากดวงตะวัน แสงตะวันที่ในบางครั้งบางคราหญิงชราก็อดคิดมิได้ว่ามันเจิดจ้าเกินไป

 

 


 

ท่านยายขอรับ.. ”  เชี่ยนหลายคลี่ยิ้มเมตตาในยามที่สบเข้ากับดวงตากลมของหลานชายคนโปรดที่ทอดมองมา

เจ้ามองยายด้วยสายตาแบบนี้ครั้งใด.. ยายได้มีเรื่องให้ได้ครุ่นคิดเสียทุกที คราวนี้อยากได้อะไรอีกล่ะหยวนชิง ”

 

 

 

 

 



 

 

 

ข้าคิดว่าท่านยายน่าจะรู้.. ว่าจริงๆแล้วบทกลอนที่เขียนเอาไว้บนม้วนสารนี้เขียนไว้ว่าอะไร..

ท่านยายบอกข้าทีได้ไหม? ใจความทั้งหมดของบทกลอนคำสาปพลัดพรากเจ็ดชาติ.. ”

 

 

 

 








 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 






 

 

 

 

#รธมปJT

 

 







 

( เอ๊ะ ดูเหมือนว่าฝั่งนู้นเขาจะออกเดินทางแล้วนะคะ )

ขอบคุณสำหรับทุกๆคอมเม้นท์และกำลังใจที่มีให้กันนะคะ มีแรงฮึ้ดเขียนขึ้นมาเลย

อาจจะช้าหน่อยแต่มาร่วมเดินทางไปด้วยกันนะคะ

ปล. ใช่ค่ะ เหยียนเหอก็คือ ซอยองโฮ (จอห์นนี่) ของพวกเรานั่นเอง

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 29 ครั้ง

84 ความคิดเห็น

  1. #68 หมูยุน (@Fahfahfi) (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 20 กันยายน 2562 / 11:54
    7 ชาติเลยหรอ.....ไจ้เสวียนTT
    #68
    0
  2. #65 WellV (@Lobidi) (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 13 กันยายน 2562 / 23:18
    ตระกูลปราบปิศาจส่งลูกหลานมาปราบใครรึเปล่านี่
    #65
    0
  3. #47 จัสมินสีชมพู (@mattika_nong) (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 26 สิงหาคม 2562 / 23:50
    งงอ่ะคะ ช่วยทำอธิบายใครเป็นใครชื่ออะไรหน่อยคะ คืออ่ายไปก็นึกไปนี่ใช่หรือเปล่า
    #47
    2
    • #47-1 piperpep (@piperpep) (จากตอนที่ 5)
      27 สิงหาคม 2562 / 14:52
      แง ขอโทษที่ไม่ได้ใส่ส่วนนี้ไว้ในบทความนะคะ ไจ้เสวียน คือ แจฮยอน และ หยวนชิง ก็คือ หย่งชิน หรือ เตนล์นั่นเองค่าา
      #47-1
  4. #46 จัสมินสีชมพู (@mattika_nong) (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 26 สิงหาคม 2562 / 23:49
    ไม่มีอํบายตัวละครหริคะ งงว่าใครเป็นใคร ชื่ออะไร
    #46
    0
  5. #44 CHRY SANTHEMUM (@patio_95) (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 25 สิงหาคม 2562 / 20:38
    ยังคงจับต้นชนปลายำม่ค่อยถูก 😭😭
    #44
    0