TIMEPIECE | 千年承諾 ( JAETEN )

ตอนที่ 3 : 02

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 409
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 52 ครั้ง
    1 ส.ค. 62

 










TIMEPIECE

 

千年承諾




.

.

.

 

 

 

02

 

ตำนาน

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 



 

สายลมพัดแผ่ว แสงจันทร์นวลตา ราตรีกาลได้คลืบคลานมาเยือนยังเมืองเฮ่าจิงแล้ว..


เฮ่าจิงยามค่ำคืนไร้ซึ่งผู้คน ไม่ว่าจะปรายตามองไปทางใดก็ไม่มีแม้แต่เงาปรากฏให้เห็น ท้องถนนที่เคยคับคั่งกลับกลายเป็นเงียบเหงา ร้านรวงโรงเตี๊ยมยามดึกก็ปิดร้านไปจนหมดตั้งแต่ยามก่อนแล้ว  


ยามนี้ความเงียบปกคลุมไปทั่ว แม้จะเงี่ยหูฟังอย่างไรก็ปราศจากซึ่งเสียงพูดคุยหัวร่อต่อกระซิกของหนุ่มสาว จะเหลือก็แต่เพียงเสียงกรีดกรายของใบไม้ยามต้องลมและเสียงร่ำรำพันของจิ้งหรีดเรไรที่ร้องเพรียกหาพวกพ้องให้ได้ยินเท่านั้น

 



แม้ในยามนี้เงามืดแห่งราตรีกาลจะทาบทับอาคารบ้านเรือนในตัวเมืองไปจนหมดสิ้น แต่กระนั้นท่ามกลางความมืดมิดยามค่ำคืนยังคงมีแสงสว่างที่ไม่ถูกความมืดกลืนหายไป 

ดวงแสงสีเหลืองดวงเล็กกระจายตัวส่องแสงตามบ้านเรือนในตัวเมือง ส่องสว่างสีเหลืองเรืองระเรื่อ บ้างแจ่มชัด บ้างจางอ่อน บ้างวูบไหวตามแรงลมราวกับมันกำลังเต้นระบำอยู่ท่ามกลางความมืด


ดวงแสงเหล่านั้นก่อกำเนิดจากเทียนประทีปจำนวนมากที่ชาวเมืองจุดไว้สร้างแสงสว่างในยามค่ำคืน เป็นดวงไฟที่ยืนยงเผาไหม้สร้างแสงสว่างอยู่อย่างมิรู้จักหลับใหล และยังคงอยู่แม้ในยามที่ชาวเมืองเฮ่าจิงพากันโบยบินสู่ห้วงนิทรารมย์ แหวกว่ายเที่ยวไปในปุยเมฆแห่งความฝันจนหมดสิ้น  

 


 

เวลาล่วงเลยเข้ายามสามแล้ว แต่กระนั้นนายน้อยแห่งร้านยาหลีเฉียนยังคงมิหลับใหล หลีหยวนชิงนั่งอยู่หลังโต๊ะไม้แกะลายสลักปรานีต ดวงหน้างดงามนั้นฉายแววจริงจัง กวาดสายตามุ่งมั่นมองอ่านม้วนสารที่ตนถืออยู่ในมือ

 

บนโต๊ะไม้สีเข้มตัวนั้นเต็มไปด้วยของกองระเกะระกะ ทั้งม้วนผ้าบันทึกสารและไม้ไผ่จารึก บันทึกในอดีตกาลที่ถูกรื้อค้นออกมาอ่านยามวิกาล หากแม้นมองผ่านเพียงปรายตาก็คงไม่พ้นจะคิดว่าหลีหยวนชิงผู้นี้คงกำลังหาตำราอ่านเพื่อบรรเทาอาการนอนไม่หลับอยู่ แต่หากพินิจมองดวงตากลมที่สะท้อนเอาความสงสัยและมุ่นมั่นดวงนั้นดูอย่างตั้งใจ ก็จะพบว่าแท้จริงแล้วสิ่งที่ชายหนุ่มกำลังทำอยู่ต่างหากเล่า คือเหตุผลอันแท้จริงที่ดึกดื่นป่านนี้แล้วเขาถึงยังยอมไม่เข้าสู่ห้วงนิทราเสียที

 

          ภาพม้วนสารเก่าขาดกำลังถูกคลี่เปิดอย่างเบามือ และแววตาสนอกสนใจที่จดจ้องยังตัวอักษรที่ตวัดวาดอยู่บนม้วนผ้าไหมม้วนนั้น ทำให้หญิงชราผู้ลอบมองอยู่แย้มยิ้มเอ็นดู หลีเชี่ยนหลายสาวเท้าไปหยุดยืนอยู่ใกล้หลานชายของตนอย่างเงียบเชียบ ก่อนจะวางมือลงบนหลังมือของหลานรักอย่างเบามือ สัมผัสปลอบประโลมนั้นเรียกให้หยวนชิงยกยิ้มอ่อนโยนยามเงยหน้าขึ้นสบตากับนาง

 


“ เจ้าควรกินอะไรเสียหน่อยนะหลานรัก ”  ผู้เป็นยายเอ่ยเตือนด้วยน้ำเสียงเป็นห่วง แววตาตำหนิที่นางทอดมองมานั้นมิได้น่าเกรงกลัวหรือดูต้องการตำหนิแต่อย่างใด กลับกันจะมีก็แต่เพียงความห่วงใยเท่านั้นที่ถูกถ่ายทอดออกมา


จะไม่ให้เป็นห่วงได้อย่างไรกัน นับตั้งแต่กลับมาจากวัดซิ่นชิงหลงในสภาพเปียกปอนและหนาวสั่น ครั้นพอจัดแจงชำระร่างกาย เปลี่ยนเสื้อผ้าเป็นชุดใหม่จนเสร็จสิ้น หลานชายเพียงคนเดียวของนางก็ตรงดิ่งมาที่นี่โดยไม่สนใจสิ่งใดอื่น


หลีหยวนชิงเดินตรงดิ่งมายังห้องสมุดประจำตระกูลที่ร้อยวันพันปีไม่มีวี่แววว่าเขาจะใส่ใจเหยียบย่างเข้ามาแล้วขลุกตัวอยู่ที่นี่ตั้งแต่ตอนนั้น พอนั่งลงกับโต๊ะและกองม้วนสารคัมภีร์ได้ หลานชายตัวดีของนางก็ไม่ขยับกายเคลื่อนจากห้องนี้ไปไหนเลยนับจากนั้น ไม่แม้แต่ออกไปร่วมโต๊ะทานอาหารเย็นเสียด้วยซ้ำไป ครั้นพอให้บ่าวไพร่มาเรียกก็ไม่แม้แต่จะสนใจ บอกปัดซ้ำๆแต่ว่าตนยังไม่หิว จนถึงตอนนี้เวลาก็ล่วงเลยผ่านมาสามสี่ชั่วยามเห็นจะได้แล้ว เช่นนี้แล้วจะให้ผู้เป็นยายเช่นนางนิ่งเฉยได้อย่างไรกัน

 

 

“ ข้ายังไม่หิว ท่านยาย ”  เป็นอีกครั้งที่หยวนชิงกล่าวปฏิเสธ แม้ทายาทตระกูลหลีจะกล่าวด้วยน้ำเสียงสุภาพกิริยาท่าทีซึ่งหากเป็นเวลาปกติแม่เฒ่าหลีคงมิถือสาเอาความกับหลานชายหัวรั้นของตน แต่ดูเหมือนว่าคราวนี้หญิงชราดูจะไม่พึงพอใจกับสิ่งที่เห็นนัก ด้วยดวงตากลมของผู้อ่อนวัยกว่ายังคงจับจ้องและกวาดมองตัวอักษรที่เรียงร้อยอยู่บนม้วนสารเก่าแก่อย่างตั้งอกตั้งใจ ไม่แม้แต่จะเงยหน้าขึ้นมองยามตอบโต้บทสนทนากับนางเสียด้วยซ้ำ 

 


“ เจ้ากำลังอ่านอะไรอยู่งั้นรึทำไมถึงได้ดูสนอกสนใจนัก” หญิงชราเอ่ยขึ้นอีกครั้ง ก่อนจะทรุดตัวลงนั่งข้างๆหลานชายของตนที่กำลังวางม้วนสารในมือลง

 


“ ข้า.. กำลังสืบค้นเรื่องประวัติวัดซิ่นชิงหลง”  แม่เฒ่าหลีเลิกคิ้วด้วยความประหลาดใจกับคำตอบที่ตนได้รับ

 


นี่เทวดาหรือปีศาจตนไหนเข้าสิงเจ้ากัน ” หยวนชิงหันกลับมาส่ายหน้าน้อยๆ เมื่อได้ยินคำตอบของผู้เป็นยาย แต่ยังมิทันจะกล่าวขัดอะไรแม่เฒ่าหลีก็ถามต่อขึ้นก่อน

 


“ วัดซิ่นชิงหลง? เป็นเรื่องของวัดนี้แน่รึที่ทำให้เจ้าไม่ยอมกินข้าวกินปลาอ่านแต่ตำราคัมภีร์ ” เมื่อเห็นว่าหลานชายคนเดียวของนางกำลังพยักหน้ายืนยันในคำนั้น หญิงชราจึงแค่นหัวเราะ

 

“ วัดเดียวกับวัดในนิทาน ที่ครั้งเจ้ายังเด็กข้าเล่าให้ฟังเป็นนิทานก่อนนอนทีไรเจ้าก็บอกว่าเหลวไหลน่ะรึ” ฝ่ายหยวนชิงเมื่อได้ยินประโยคนั้นก็ซบหน้าตัวเองลงกับฝ่ามือด้วยความละอาย ด้วยยอมรับว่าสิ่งที่ท่านยายของเขากล่าวนั้นเป็นเรื่องจริง ชายหนุ่มได้แต่นึกตำหนิตัวเองในใจที่ทำเรื่องเช่นนั้นลงไปในอดีต

 



เป็นเรื่องจริงที่เขาในวัยเยาว์ทำเช่นนั้น ปิดหูปิดตาไม่รับฟัง ทั้งยังเอาแต่โต้เถียงว่านิทานวัดซิ่นชิงหลงเป็นเรื่องเหลวไหล ตีตราว่าเรื่องราวที่เกี่ยวข้องกับวัดโบราณแห่งนั้นเป็นเรื่องโกหกมดเท็จ ย้ำใส่ใจไว้ว่าตนจะไม่หลงเชื่อนิทานหลอกเด็กเช่นนั้น มิหนำซ้ำยังดื้อด้านปฏิเสธที่จะฟังแทบทุกครั้งที่หญิงชราตรงหน้าพยายามจะเล่าเสียอีก

 


     ยิ่งคิดยิ่งอับอายใจด้วยในยามนี้เรื่องราวช่างต่างออกไปจากที่เป็นมา..

นับตั้งแต่กลับมาจากวัดโบราณที่แฝงตัวอยู่ท่ามกลางแมกไม้เขียวชอุ่มและซ่อนเร้นสระน้ำปริศนาเอาไว้แห่งนั้น หยวนชิงก็รู้สึกราวกับว่ามีบางสิ่งบางอย่างกำลังรบกวนใจเขาอยู่ตลอดเวลา บางสิ่งที่ชวนให้นึกสงสัย บางสิ่งที่ยังไม่ชัดเจนนักว่าคือสิ่งใด และไม่ว่าจะทำเช่นไร ความรู้สึกนั้นก็ยังคงติดค้างฝังแน่นอยู่ในหัวจิตหัวใจของเขาโดยไม่มีวี่แววจะถูกลบเลือนหายไปเสียที



แม้จะไม่ชัดว่าอะไรที่รบกวนใจเขาอยู่ แต่หยวนชิงก็แน่ใจเหลือเกินว่าสิ่งที่กำลังรบกวนจิตใจของเขาอยู่นั้นไม่อาจจะเป็นเรื่องใดไปได้อีกนอกเสียจากเรื่องราวที่เกี่ยวข้องกับวัดซิ่นชิงหลงที่เขาพึ่งจากมา.. 



ด้วยเหตุนั้นเองเขาจึงเริ่มค้นหา ลงลึกขุดคุ้ยและรื้อฟื้นเรื่องราวของวัดโบราณพันปีแห่งนั้นผ่านม้วนสารและบรรดาจารึกคัมภีร์เก่าเก็บในห้องสมุดตระกูลด้วยตนเอง ต่อให้ไม่แน่ใจว่าเขาต้องรู้เรื่องใดเพื่อเป็นปลดเปลื้องเอาสงสัยที่รบกวนจิตใจเขาอยู่ออก แต่เขารู้ดีว่า หากจะหาสิ่งนั้นให้พบเขาจะต้องเริ่มต้นจากที่ใด เช่นนั้นเองเขาจึงไม่ขยับกายออกจากห้องสมุดแห่งนี้เลยเป็นเวลาหลายชั่วยาม

 

 

แต่อนิจจา.. เขากลับไม่พบสิ่งที่ตนตามหาแม้เพียงนิด ซ้ำร้ายยังได้รับคำถามใหม่เพิ่มพูนขึ้นจากเดิมอีกเป็นเท่าตัว จากที่เคยแค่สงสัยใคร่รู้ กลับกลายเป็นว่าในยามนี้หลีหยวนชิงเต็มไปคำถามที่ต้องการคำตอบ ทว่าจะพยายามหาคำตอบสักเพียงไหน ก็ไม่มีม้วนสาร หรือจารึกคัมภีร์ใดที่สามารถให้คำตอบเขาได้เลย


หยวนชิงอยากรู้นักว่าศาสนาโบราณที่แสนสวยงามและดูอุดมไปด้วยความลับแห่งนั้นก่อกำเนิดขึ้นมาได้อย่างไร สถานที่แห่งนี้นั้นมีความเป็นมาแบบไหน เหตุไหนเลยจึงถูกละเลยจากทางการได้ทั้งที่เป็นวัดโบราณอายุเกือบจะพันปี แล้วไหนจะยังมีเรื่องราวของเขตหวงห้ามที่เขาพึ่งไปเยือนมานั่นอีก เหตุใดจึงมีบึงน้ำกว้างใหญ่ซ่อนอยู่ภายในอาณาเขตวัดหลังป่าไผ่กว้างใหญ่สุดลูกหูลูกตาเช่นนั้นได้ แล้วเหตุใดเล่าจึงได้ห้ามมิให้ใครเยื้องย่างเข้าไป และหากห้ามมิให้เข้าจริงแล้วไซร้ ใยจึงมีบุรุษผู้นั้นอยู่ที่นั่น 

 


จิตใจคุณชายหลีในยามนี้ ล้วนแต่เต็มไปด้วยคำถามที่เกี่ยวข้องกับวัดในนิทานที่เขาเคยปฏิเสธจะฟัง... และเขาใฝ่หาคำตอบเหล่านั้นเสียเหลือเกิน คำตอบที่อาจเกี่ยวโยงกับ วัด หรือ ใครคนนั้นที่บังเอิญได้พานพบ

 

 

“ อะไรกันหลานข้า เขินอายจนต้องหนีหน้ายายเลยงั้นรึ? ” หลีเชี่ยนหลายเอ่ยขึ้นเมื่อเห็นว่าหลานชายของตนเอาแต่ซ่อนใบหน้ากับฝ่ามือและไม่ยอมเงยกลับมาสบสายตาตนเสียที

 


“ ยายไม่พูดถึงเรื่องในอดีตแล้วก็ได้อาหยวน ” มือที่เหี่ยวย่นตามวันเวลาเอื้อมดึงฝ่ามือของผู้เป็นหลานออก ยื้อยุดอยู่ประเดี๋ยวเดียวก็ได้เห็นดวงหน้าค่อนหวานนั้นมองตอบมา เห็นดังนั้นแม่เฒ่าหลีจึงคลี่ยิ้ม

 


“ ไหนเจ้าลองบอกยายมาสิอาหยวน ทำไมจู่ๆถึงใคร่รู้เรื่องวัดนี้นัก ” ผู้เป็นหลานพยักหน้ารับเมื่อได้ยินคำขอนั้น ดวงตากลมเสมองโต๊ะที่มีของวางระเกะระกะก่อนจะเริ่มเปิดปาก

 


“ ตั้งแต่กลับมาเมื่อเย็น ข้าก็เริ่มสงสัยเกี่ยวกับความเป็นมาของวัดแห่งนี้ขอรับท่านยาย แต่พอได้อ่านบันทึกเหล่านี้ ข้ากลับพบว่าแทบไม่มีเล่มใดเลยที่บันทึกเกี่ยวกับวัดแห่งนี้ หรือเล่มใดที่มีก็ไม่มีการกล่าวถึงนอกเหนือไปจากว่าสถานที่แห่งนั้นตั้งอยู่ที่เมืองเฮ่าจิง เป็นวัดบูชาเทพมังกรอายุเกือบพันปี ” หยวนชิงเว้นไปชั่วอึดใจก่อนจะต่อด้วยน้ำเสียงอ่อน

 


“ นอกจากประโยคพวกนี้แล้ว ข้าก็ไม่พบสิ่งอื่นใดเลย..” ประโยคสุดท้ายหลีคนหลานว่าพร้อมหันกลับมาหาคู่สนทนา ดวงตากลมที่ถอดพิมพ์เดียวกันมาช้อนมองผู้เป็นยายด้วยสายตาที่ฉายแววอ่อนล้าจนหญิงชรานึกเวทนา


 

“ หากเจ้าอยากรู้เรื่องวัดแห่งนี้.. เสียทีเจ้าจะมองหาผิดที่แล้วล่ะหลานข้า” เชี่ยนหลายพูดแล้วแย้มยิ้ม ขณะที่คู่สนทนาต่างวัยของนางขยับเข้ามานั่งใกล้ ตามที่นางกวักมือ

 


“ ข้าหาผิดที่งั้นหรือ? ”

 

“ อือ ผิดไปมากเลยล่ะอาหยวน ”

 

 

“ ถ้าหากข้าหาผิดที่.. แล้วเช่นนั้นข้าควรจะไปสืบหาจากแห่งหนใดกันเล่า? ” หลีคนหลานถอนหายใจอย่างจนปัญญา แม่เฒ่าหลีที่ได้ยินดังนั้นจึงเอ่ยเย้า

 


“ ลองนึกดูสิอาหยวน เจ้าต้องไปหาจากที่ไหน ” 

“ ท่านไม่คิดจะบอกใบ้ข้าแม้สักนิดเลยรึ ” หยวนชิงว่า



“ ข้าก็กำลังบอกใบ้เจ้าอยู่นะหลานข้า ” ดวงตากลมโตเสมองพื้นอย่างครุ่นคิดหลังได้รับฟังประโยคนั้น เพียงครู่เดียวเท่านั้นหลีหยวนชิงก็ไขปริศนาออก ดวงตากลมโตเงยขึ้นมองหญิงชราผู้ซึ่งแย้มยิ้มกลับมา

 


“ เข้าใจแล้วล่ะสิ เด็กน้อยของยาย ” นางกล่าวด้วยน้ำเสียงกลั้วหัวเราะ แม้นในยามนี้หลานชายคนเดียวของนางจะก้าวย่างเข้าสู่วัยยี่สิบ แต่ในสายตาของหญิงชราผู้ที่เฝ้าเลี้ยงดูฟูมฟักหลีหยวนชิงมาตั้งแต่ครั้งที่เขายังเป็นเด็กชายตัวน้อยนั้น หลานชายของนางยังมิได้แปรเปลี่ยนไปจากเดิมเลยแม้สักนิด

 

 


        ยังคงเป็นเด็กชายตัวน้อยผู้ซึ่งเต็มไปด้วยความสงสัยใคร่รู้และความซุกซนมิเสื่อมคลาย เฉกเช่นดวงตากลมโตที่ยังคงสดใสและเปล่งประกายดั่งดวงดารารายบนผืนฟ้า

 



 

“ ข้าช่างโง่เขลานัก.. ”  เมื่อเข้าใจสิ่งที่ผู้เป็นยายต้องการจะบอก หลีหยวนชิงก็เอ่ยปากตำหนิตัวเอง แทนที่จะรู้สึกเป็นอื่นคำกล่าวนั้นมีแต่จะยิ่งทำให้หญิงชรานึกเอ็นดูเขามากขึ้นกว่าเดิม

 



“ อย่าตำหนิตัวเองไปเลยหลานข้า.. เจ้ามานอนหนุนตักยายแล้วฟังนิทานที่ปฏิเสธจะฟังมาตลอดเสียทีดีกว่าแม่เฒ่าหลีว่าพลางเลื่อนมือลูบเส้นผมของหลานชายที่เอนตัวนอนหนุนตักของนางอย่างว่าง่าย ลูบไล้กลุ่มผมที่นางคอยสางให้แต่เล็กอย่างเบามือแล้วหลับตาลง สดับฟังเสียงรีดเรไรและสายลมพัดพลิ้วนอกหน้าต่างแล้วเริ่มเอ่ยปากเล่าเรื่องราวที่นางรู้จักดี ..

 







“ อาหยวน หากเจ้าอยากรู้เกี่ยวกับวัดแห่งนี้.. เราสองคงต้องย้อนกลับไป..” 

 

“ กลับไปเล่านิทานเรื่องนั้น..  ”

 

 “ นิทานที่บอกเล่าตำนานแห่งวัดซิ่นชิงหลง ”

 

 





 

“ เนิ่นนานมาแล้วหยวนชิง.. นานแสนนานราวหนึ่งพันปีก่อน 

เมื่อครั้งที่เฮ่าจิงยังคงเป็นเมืองหลวงแห่งอาณาจักรโจว.. 

ในคราที่ฮ่องเต้ได้รับการยกย่องเป็นโอรสแห่งสวรรค์.. และ มังกรฟ้ายังคงมีลมหายใจ..   

 

 




 

“  ตำนาน นิทานกล่าวขานเล่าว่า..

 ยังมีวัดแห่งหนึ่ง นามนั้นคือวัดซิ่นชิงหลง.. วัดซึ่งเป็นที่สถิตย์แห่ง ดวงหทัยมังกร 

 

 

 

 




 

 

 

 

 

 

 


 


 

 

            “ หทัยมังกร? ” หยวนชิงจ้องมองใบหน้าท่านยายที่ตนเคารพรักด้วยแววตาสงสัย แต่กระนั้นหลีเชี่ยนหลายก็หาได้ตอบคำถามหลานรักของตนไม่ นางเพียงแต่ยกมือผ่ายผอมขึ้นปิดปากหลานชายตัวโตแล้วแย้มยิ้ม


 

“ ยังมิทันได้เริ่มเรื่องเจ้าก็ถามมากเสียแล้ว เจ้าจะฟังข้าเล่าต่อ หรือจะตั้งคำถามแล้วให้ข้าตอบกันล่ะอาหยวน?ถ้าเด็กน้อยของยายยังเอาแต่ถามอยู่อย่างนี้ เห็นทีข้าคงจะต้องหยุดเล่าเสียแล้วกระมัง ”  ความเมตตาที่ส่งผ่านรอยยิ้มและฉายชัดผ่านทางแววตาทำให้หยวนชิงรู้สึกอุ่นใจ

 

ทุกครั้งที่เขาเห็นรอยยิ้มนี้ หลีหยวนชิงก็อดคิดไม่ได้ว่าตนจะตอบแทนสวรรค์เบื้องบนอย่างไรดี เขาต้องทำเช่นไรหรือจะมีของสิ่งไหนที่จะตอบแทนความเมตตากรุณาของสวรรค์ชั้นฟ้าที่มีให้แก่ตัวเขาในอดีตได้ ความเมตตาจากเบื้องบนที่มิพรากเอาหญิงชราผู้แสนใจดีคนนี้ไปจากเขาในเปลวเพลิงเดียวกับที่นำพาสมาชิกครอบครัวคนอื่น ๆ จากไปเมื่อสิบปีสี่ก่อน


ท่านยายเชี่ยนหลาย ครอบครัวคนสุดท้ายและคนเดียวที่ยังหลงเหลืออยู่ ผู้มีพระคุณที่คอยเลี้ยงดู ปกป้องเขาจนเติบใหญ่ หากในครั้งนั้นทวยเทพเบื้องบนพรากเอาท่านยายของเขาไปด้วยอีกคน หลีหยวนชิงเองก็มิอาจคาดเดาได้เลยว่าในวันนี้ตัวเขานั้นจะเป็นเช่นไร

 



“ เจ้าน่ะ.. คิดอะไรอยู่งั้นรึหยวนชิง ”  หญิงชราเอ่ยถามเมื่อเห็นว่าหลานชายของนางยังคงนิ่งเงียบ แม้นางจะกระแอมไอไปแล้วสองสามทีแต่เด็กหนุ่มที่ใช้ตักนางหนุนนอนต่างหมอนนั้นก็ยังนิ่งเฉยมิแปรเปลี่ยน

 



เชี่ยนหลายมิอาจล่วงรู้ได้ว่าสิ่งใดกันที่ทำให้หลานชายของนางนิ่งไปเช่นนี้ เช่นเดียวกับที่มิอาจรู้ได้ว่าสิ่งใดกำลังกวนใจหลานรักของนางจนไม่เป็นอันกินอันนอนต้องสืบค้นหาตำราอ่าน หญิงชรารู้แต่เพียงว่า มีสิ่งที่นางทำได้ และจะทำเสมอเพื่อเด็กน้อยของนาง แม่เฒ่าหลีสาบานตนไว้เมื่อนานมาแล้วว่านางจะอยู่เคียงข้าคอยปลอบประโลมผู้ที่เป็นทั้งสายเลือดคนสุดท้ายและความหวังเดียวของตระกูลหลีผู้นี้ ให้ก้าวต่อไปในวันข้างหน้าได้อย่างมั่นคง 

โอบอุ้ม และ ประคองกอดดั่งเช่นที่สายลมคอยโอบอุ้มแผ่นผาและท้องทะเลโอบกอดผืนแผ่นดิน นางจะอยู่ตรงนี้และจะอยู่ตราบวันสุดท้ายของลมหายใจ อยู่เพื่อหยวนชิง และอยู่… เพื่อเติมเต็มการหมุนวนของโชคชะตา


 


“ ข้า.. ข้ากำลังคิดว่าจะขอบคุณทวยเทพเบื้องบนอย่างไรดีที่พวกเขามิพรากท่านยายไปจากข้าหยวนชิงเอ่ยขึ้นในที่สุด ชายหนุ่มตอบคำถามของผู้เป็นยายด้วยความสัตย์จริง ขณะที่ดวงตากลมโตจ้องมองดวงตาพิมพ์เดียวกันซึ่งสะท้อนเงาของตนเองอยู่ในนั้นด้วยความรักและเคารพ

 


“ เด็กน้อยเอ๋ย..”  แม่เฒ่าหลีว่าแล้วยื่นมือไปบีบจมูกเด็กน้อยที่ตอนนี้เติบโตเป็นหนุ่มน้อยรูปงามด้วยความเอ็นดู “ อันที่จริงยายคงจะได้อยู่กับเจ้าไปอีกนานหยวนชิง..” เจ้าของนามยิ้มรับก่อนจะหัวเราะน้อย ๆ เมื่อได้ยินประโยคถัดไป

 


 “แต่สำหรับคืนนี้คงอีกไม่นานแล้วล่ะ ฉะนั้นตอนนี้เจ้าควรเปิดตาและเปิดหูรับฟังเรื่องราวที่ข้าจะเล่าได้แล้ว ก่อนที่เวลาจะล่วงเลยไปมากกว่านี้ ”  แม่เฒ่าหลีพูดพลางยกมือขึ้นดึงปิ่นประดับผมที่เกี่ยวม้วนอยู่บนเส้นผมสีดอกเลาของนางมาถือไว้ จดจ้องปิ่นในมือของนางด้วยสายตาที่หยวนชิงมิอาจเข้าใจ แล้วเริ่มเล่าตำนานที่ผู้เป็นหลานใคร่รู้ขึ้นด้วยน้ำเสียงเนิบนาบ

 

 


“ เนิ่นนานกว่าพันปีมาแล้ว.. เมื่อครั้งที่เมืองเฮ่าจิงของเรายังคงเป็นเมืองหลวง นานแสนนานจนข้าเองก็มิอาจจดจำได้แล้วว่าเรื่องราวเหล่านี้เกิดขึ้นในยุคสมัยของฮ่องเต้องค์ใด ” 


 

“ แต่กระนั้นยังมีบางสิ่งที่ข้ายังคงจดจำได้แม่นยำ.. หลานรัก เจ้าพอจะเดาได้หรือไม่ว่าสิ่งนั้นคือสิ่งใด?  ”  เมื่อเห็นว่าหลานชายของตนเพียงแต่ส่ายหน้าน้อยๆแทนคำตอบ นางจึงวาดปิ่นปักผมที่อยู่ในมือไปมาในอากาศ ตวัดวาดคล้ายว่าจะขีดเขียนตัวอักษรที่ไร้ซึ่งน้ำหมึก และก็เป็นจริงเช่นนั้น หยวนชิงเพ่งมองอย่างตั้งใจจึงรู้ได้ในที่สุดว่าผู้เป็นยายต้องการที่จะสื่อถึงสิ่งใด

 


“ หัวใจ? ” นางแย้มยิ้มกับคำตอบนั้น 


“ ใช่แล้วอาหยวน.. กล่าวกันว่าฮ่องเต้คือโอรสแห่งสวรรค์ผู้ที่ถือครองอำนาจเด็ดขาดในการปกครองและปกป้องดูแลบ้านเมือง แต่กระนั้นแล้วในการเลือกฮ่องเต้เมื่อครั้งอดีตก็ยังมีปัญหา "  


" แม้องค์ปฐมกษัตริย์จะตรากฎเรื่องการสืบทอดบังลังก์อย่างเป็นที่แน่ชัดแล้ว แต่ในบางครากฎหมายเหล่านั้นก็ยังมิหนักแน่นมากพอ .. ”  หลีเชี่ยนหลายเว้นจังหวะหายใจ หญิงชราเหม่อมองออกไปบนฟากฟ้ายามราตรีด้วยสีหน้าครุ่นคิด จดจ้องอยู่แบบนั้น นานพอที่จะมองเห็นการเคลื่อนไหวของก้อนเมฆ ก่อนที่นางจะเอื้อนเอ่ยประโยคต่อไป

 



“ ในยุคที่ความเชื่อเรื่องเทพเจ้าและสวรรค์นรกยังคงเข้มแข็ง ปีศาจและมารร้ายยังคงกร้ำกรายในจิตใจของผู้คนได้อย่างอิสระ นอกเหนือจากอำนาจมากมีแห่งเมืองฟ้าแดนสวรรค์แล้วไซร้ คนธรรมดาเช่นพวกเรายังคงอยู่ใต้การปกครองของบุรุษอีกผู้หนึ่งเช่นกัน บุรุษผู้ซึ่งมีอำนาจสั่งเป็นตายมิแตกต่างจากสวรรค์เบื้องบน บุรุษที่ได้รับยกย่องว่าเป็นโอรสแห่งสวรรค์ บุรุษที่ขึ้นชื่อว่าเป็น.. กษัตริย์ 

 



 “ แต่เพราะมนุษย์เป็นสิ่งมีชีวิตที่โง่เขลานักอาหยวน พวกเราจึงลืมเลือนสิ่งต่าง ๆ อย่างง่ายดาย.. " 


" เพียงไม่นานนักเราก็เริ่มที่จะลืมเลือนความเชื่อซึ่งถูกสั่งสอนและปลูกฝังมาไปจนหมดสิ้น..ราษฎรเริ่มแข็งข้อต่ออำนาจกฎหมาย ลุกฮือขึ้นมาสร้างความวุ่นวายครั้งแล้วครั้งเล่า ครั้นจะปราบปรามด้วยกำลัง ก็คงมิต่างกับการเข่นฆ่าเลือดเนื้อเชื้อไขของตัวเอง ซ้ำร้ายการนองเลือดของคนหนึ่งคนย่อมตามมาด้วยความอาฆาตของผู้ที่รักในบุคคลนั้น และความอาฆาตเหล่านั้นอาจจะก่อตัวเป็นสงครามวนเวียนต่อไปได้อีก เช่นนั้นเองบรรดาปฐมวงศ์แห่งราชวงศ์โจวจึงได้ตัดสินใจทำบางสิ่ง..

 

 

“ บรรพชนทั้งหลายร่วมสร้างพิธีศักดิ์สิทธิ์ พิธีที่จะเชื่อมทั้งโลกมนุษย์และสวรรค์เข้าด้วยกัน พิธีที่จะเปิดทวารแห่งสวรรค์ เพื่อพิธีนั้นแท่นบูชาและเสาแกะสลักสูงใหญ่มากมายถูกสร้างขึ้น ทั้งหมดถูกตระเตรียมเพื่อการอัญเชิญเทพเจ้ามังกรจากสวรรค์ชั้นฟ้าลงมายังโลกมนุษย์..”  หญิงชราปรือตาลง ดวงหน้านั้นฉาบฉายด้วยความเศร้าหมอง ราวกับว่านางกำลังกล่าวถึงความผิดพลาดที่ไม่ควรเกิดขึ้น ราวกับเรื่องราวที่นางเอื้อนเอ่ยนั้น คือรอยด่างพร้อยที่ไม่มีวันเลือนหายไป

 


“ ชาวเมืองเฮ่าจิงในอดีต.. พวกเขาใช้เวลายาวนานถึงเจ็ดวันเจ็ดคืนเพื่อจัดเตรียมเครื่องสักการะ ของเซ่นไหว้ทั้งหมดตามคำสั่งขององค์หวงตี้ และในที่สุดหลังผ่านพ้นเจ็ดวันเจ็ดคืนแห่งความเหนื่อยยากและรีบเร่ง  และแล้ว.. พิธีอัญเชิญก็ได้เริ่มต้นขึ้น..    แม่เฒ่าหลีเหลือบตามองหลานชายของตนเพียงเล็กน้อยก่อนจะกล่าวต่อด้วยน้ำเสียงที่แปลกประหลาด น้ำเสียงนุ่มนวลแต่กลับฟังดูล้มเปี่ยมไปด้วยพลังในคราวเดียวกัน น้ำเสียงที่ให้ความรู้สึกเคลิบเคลิ้ม ราวกับจะฉุดดึงให้หยวนชิงหลุดลอยเข้าไปอยู่ในเรื่องเล่าโบราณเรื่องนี้เต็มที


 

“ คืนนั้นเป็นคืนข้างขึ้นที่ไร้ซึ่งสายลมและเมฆฝน ดวงจันทรายังคงลอยเด่นเหนือน่านฟ้าราชวังหลวง ปลอบประโลมสาดแสงนวลละออลงมายังผืนแผ่นดินด้านล่าง ดั่งเช่นที่สวรรค์ผู้มีเมตตาแก่มวลมนุษย์ผู้แสนต้อยต่ำ เวลายังคงแปรผันดังเช่นที่เป็นมา จากยามสามล่วงเลยย่ำเข้ายามสี่ " 


" เวลานั้นไร้ซึ่งสรรพเสียงใด ๆ อย่างน่าประหลาด ไม่มีแม้แต่เสียงซุบซิบนินทาของนางกำนัน กล่าวกันว่าแม้เข็มร่วงเพียงหนึ่งเล่มคงได้ยินกันทั่ว จะมีก็แต่เสียงหนึ่งเดียวเท่านั้นที่ดังก้องทั่วทั้งอาณาบริเวณ เสียงนั้นคือสวดบูชา คำกล่าวเยินยอและอ้อนวอนสวรรค์ชั้นฟ้าที่ดังต่อเนื่องยาวนานเป็นเวลากว่าสามชั่วยาม ร่างทรงในชุดผ้าไหมสีขาวร่ายรำวาดเขียนถ้อยคำอัญเชิญด้วยร่างกายครั้งแล้วครั้งเล่า.. จนในที่สุด.. ดูเหมือนว่าสวรรค์จะเห็นใจ.. พวกเขาตอบรับคำสวดอ้อนวอนนั้น .. 


 

“ บัดนั้นท้องฟ้าราตรีทะมึนมืดเสียยิ่งกว่าครั้งไหน ๆ ดำสนิทก่อนจะแปรเปลี่ยนเป็นสีแดงเข้มยามถูกอาบไล้ด้วยแสงจันทรา จากดวงจันทราที่แปรเปลี่ยนเป็นสีแดงก่ำดั่งโลหิตแทนสีเหลืองนวล สีชาดจากดวงจันทร์นั้นชุบย้อมทั่วท้องนภา ดั่งเช่นแผ่นฟ้ากว้างใหญ่นั้นเป็นเพียงผืนผ้าใบที่ถูกอาบชะโลมด้วยสีแห่งโลหิต.. แสงสีเลือดนั้นอาบชโลมลงมายังผืนแผ่นดินด้วยเช่นกัน และ ทันทีที่สีโลหิตอาบย้อมทั่วลานพิธี บัดนั้น..ทวารแห่งสวรรค์ก็เปิดออก..

 


“ กล่าวกันว่าเทพเจ้ามังกรนั้นมีขนาดใหญ่โตมโหฬาร แม้เพียงแค่ส่วนหัวก็ใหญ่เสียยิ่งกว่าหลังคาท้องพระโรงของพระราชวัง เกล็ดสีทองขององค์เทพเหลืองอร่ามดั่งแสงสีทองของดวงสุริยันในเช้าวันใหม่ ส่องสว่างเสียยิ่งกว่าดวงดาวที่เปล่งประกายที่สุดยามราตรี ขณะที่นัยน์ตานั้นมีสีแดงเข้ม ดวงตาขนาดใหญ่ยักษ์สีแดงก่ำพ่องอำไพเฉกเช่นเม็ดโกเมนอัญมณีสีเลือดขนาดมหึมา..  


          พอเล่ามาถึงตรงนี้ หลีเชี่ยนหลายก็เงียบเสียงลงเสียเฉยๆ หญิงชราเงยหน้ากวาดสายตามองผ่านบานหน้าต่างทรงกลม มองตรงไปยังท้องฟ้ายามราตรีที่อยู่ไกลแสนไกลอีกครั้งด้วยสายตาที่แฝงไว้ด้วยความเจ็บปวด หลีคนหลานได้แต่นึกสงสัย เหตุใดกันท่านยายของเขาจึงเหม่อมองออกไปไกลแสนไกลด้วยสายตาแบบนั้น


 


ความรู้สึกแบบไหนกันที่ถูกผนึกฝังเอาไว้ภายในหัวใจของหญิงชราคนนี้

 

 

แม้เขาจะถูกเชี่ยนหลายเลี้ยงดูมาตั้งแต่จำความได้ แต่ก็มิบ่อยนักที่หยวนชิงจะได้ยินญาติผู้ใหญ่ที่เหลืออยู่เพียงคนเดียวของตนคนนี้เล่าเรื่องในวันวานให้เขารับฟัง แม้เรื่องที่ตนกำลังรับฟังอยู่นั้นจะน่าสนใจและอาจจะเป็นปลดปล่อยเขาจากสิ่งที่กวนใจเขาอยู่ในขณะนี้ลงได้ แต่ใบหน้าเศร้าหมองของท่านยายก็เป็นอีกสิ่งหนึ่งที่เขามิสามารถละทิ้งได้เช่นกัน

 


“ ท่านยาย.. ท่านเป็นอะไรหรือ? ”  อาการเหม่อของหญิงชราสร้างความกังวลใจจนหยวนชิงอดรนทนไม่ได้อีกต่อไป ชายหนุ่มเอื้อนเอ่ยเสียงแผ่ว เอื้อมมือของตนรั้งมือผ่ายผอมของผู้เป็นยายมากอบกุมไว้

 

 

“ ข้า.. ไม่เป็นไรหรอกหลานรัก ”  หญิงชราผินหน้ากลับมามองผู้ฟังในที่สุด ยิ้มอย่างเช่นที่ชอบทำแล้วกล่าวต่อ “ ข้าเล่าถึงตรงไหนแล้ว?..อ้อ ถึงตอนที่เทพเจ้ามังกรออกมาแล้วสิ ” แม้นหลีเชี่ยนหลายจะยิ้มให้เขาแล้ว แต่กระนั้นรอยยิ้มที่เจือด้วยความหม่นหมองนั่นกลับมิได้ช่วยทำให้หยวนชิงรู้สึกสบายใจขึ้นเลยแม้แต่น้อย

 



“ ยายเล่าไปหรือยัง ว่าเทพมังกรนั้นพูดได้… ”  หลีหยวนชิงส่ายหน้า

 

 


“ ใช่แล้วหลานรัก.. เทพเจ้ามังกรนั้นพูดได้ ตำนานบอกเล่าต่อกันมาว่าสุรเสียงขององค์เทพนั้นดังก้องกังวานเป็นสิบๆลี้ ถ้อยคำนั้นเป็นที่จดจำและจารึกไว้นับพันปี เทพเจ้ามังกรนั้นพูดได้..

 

 




 

“ และ ประโยคแรกที่เทพมังกรเอ่ยออกมา.. คือประโยคที่กล่าวว่า..  ข้าต้องการหัวใจ

 

 

 


 

 

 


 

 

 

 


 

 

 

 

 

“ ข้าต้องการหัวใจ 

 

 

 

“ หัวใจ? ” หยวนชิงทวนคำอย่างนึกฉงน ยิ่งได้เห็นหญิงชราพยักหน้าน้อยๆ เป็นเชิงย้ำเตือนว่าตัวเขานั้นไม่ได้หูฝาด หยวนชิงก็ยิ่งประหลาดใจ คิ้วเรียวขมวดมุ่นอย่างครุ่นคิด เพราะเหตุใดกันเล่า เขาถามตัวเองในใจ เทพเจ้ามังกรผู้ยิ่งใหญ่จากแดนสวรรค์ถึงได้เพรียกหาหัวใจ

 


“ ในตอนนั้น..  ”  มิทันที่จะได้คิดสิ่งอื่นใดต่อ ดวงตากลมก็จำต้องเหลือบมองใบหน้าคุ้นเคยของผู้ที่กำลังขับขานลำเนาอดีตอีกครั้ง เมื่อได้ยินเสียงของหญิงชราเริ่มเอื้อนเอ่ยวาจา เสียงเล่าขานที่แสนนุ่มนวลและเรียบลื่น เสียงคุ้นหูที่ทำให้หยวนชิงตัดสินใจละทิ้งความสงสัยคลางแคลงใจเอาไว้ แล้วสดับฟังคำของผู้รู้ต่ออย่างตั้งใจ  

 


“ .. คงมิมีมนุษย์คนอื่นใดคนใดแล้วที่จะหาญกล้าเทียบเท่าองค์กษัตริย์ เป็นพระองค์ที่ตรัสตอบเทพมังกรท่ามกลางความเงียบที่ดูเหมือนอนันตกาล ถ้อยคำเหล่านั้นล้วนแล้วแต่ถูกจารึกเอาไว้เช่นกัน แกะสลักบันทึกเอาไว้บนศิลาที่ฐานรูปปั้นเทพมังกร ณ วัดซิ่นชิงหลง ในครานั้นกษัตริย์ผู้ซึ่งล้มเปี่ยมไปด้วยสติปัญญาและพระปรีชาสามารถ พระองค์ทรงตรัสตอบไปว่า

 


“....ท่านเทพมังกร มิว่าท่านต้องการหัวใจของมนุษย์เดินดินคนใดในแผ่นดินข้า ขอเพียงเอ่ยปากข้าก็จะพาตัวมาถวาย แม้นจะยากเย็นแสนเข็ญข้าก็จะนำมา เชิญท่านเลือกเอาเถิด.. เพื่อตอบแทนความเมตตาการุณย์ที่ท่านมอบให้พวกข้าแล้วไซร้ อาณาจักรโจวของเรายินดีน้อมรับพระบัญชา..” 

 

 


“  สิ้นวาจาแห่งโอรสสวรรค์ ร่างกายใหญ่โตของเทพเจ้ามังกรก็สั่นไหวและปรากฎรอยปริแตก เพียงไม่นานนัก รอยปริแตกเหล่านั้นก็ทำลายร่างมหึมาของเทพเจ้ามังกรจนสลายกลายเป็นผุยผง.. ก่อเกิดละอองแสงสีทองแตกกระจายไปทั่วผืนฟ้า ดั่งเช่นดวงจันทราทั้งดวงได้แตกดับลง เรืองรองและเปล่งประกายราวกับหิ่งห้อยนับล้านตัวโบยบินออกมาหยอกล้อแสงดาราพราย..”  อาจเป็นเพราะความบังเอิญหรือฟ้าดลบันดาลหยวนชิงก็มิอาจล่วงรู้ได้   ครั้นเมื่อท่านยายของเขากล่าวถึงหิ่งห้อย หิ่งห้อยตัวน้อยตัวหนึ่งก็บินผ่านเข้ามาทางบานหน้าต่างทรงกลมที่เปิดอ้าอยู่


 

แสงสีเหลืองดวงเล็กบินอ้อยอิ่งราวกับว่ากำลังรอจังหวะที่ท่านยายของเขาจะเรียกหามัน หญิงชราเองเมื่อเห็นดังนั้นก็ผ่อนลมหายใจแผ่ว นางวาดมือออกไปช้า ๆ กลางอากาศ เพียงเท่านั้นเจ้าหิ่งห้อยตัวน้อย ก็เข้ามาบินวนเวียนรอบฝ่ามือผ่ายผอมของนางพร้อม ๆ กันกับที่หลีเชี่ยนหลายเริ่มเล่าเรื่องต่อ..

 


“ ..ละอองสีเหลืองทองระยิบระยับเหล่านั้นร่วงโรยจากฟากฟ้าลงสู่พื้นพสุธา กระจัดกระจายตามใบไม้ใบหญ้าและฝุ่นดิน ทันใดนั้นเอง.. ปรากฎสายลมปริศนาพัดแผ่วเข้ามายังลานพิธี สายลมที่หอบเอาละอองธุลีสีเลืองทองให้ลอยละล่องไปในทิศทางเดียวกัน สายลมปริศนาที่นำพามวลละอองเหล่านั้นมารวมตัวกัน ณ จุดกึ่งกลางของลานพิธี.. หมุนวนและกอปรกันเป็นร่างเนื้อมนุษย์ในที่สุด.. 

 

 


“ ร่างนั้นมีใบหน้าราวรูปสลัก ดวงตางดงามสีแดงก่ำดั่งเช่นอัญมณีล้ำค่า จมูกได้รูปรับกันกับริมฝีปาก ใบหน้างดงามไร้ที่ติดั่งได้รับการรังสรรค์จากทวยเทพเบื้องบน แต่กระนั้น… ร่างเนื้อนั้นกลับมีร่างกายของบุรุษเพศ.. 

 

“ และยังเป็นร่างที่ไร้ซึ่งลมหายใจ.. ”  หลีเชี่ยนหลายผ่อนเสียงลงเมื่อกล่าวมาถึงตรงนี้

 


 

“ ไร้ซึ่งลมหายใจหมายความว่าอย่างไรหรือครับท่านยาย? ”  เด็กน้อยของนางเอ่ยถามอย่างที่ชอบทำเป็นนิสัย แต่นางหาไม่ตอบคำถามนั้นไม่ แม่เฒ่าหลีเพียงแต่กำมือ รวบเอาเจ้าหิ่งห้อยตัวน้อยเข้ามาไว้ระหว่างอุ้งมือทั้งสอง ก่อนจะคลายมือในระดับที่หยวนชิงจะสามารถมองเห็นการกระทำนั้นได้อย่างชัดเจน แล้วเอ่ยพึมพำ..

 

 

 



 

“ นั่นคือสาเหตุที่เทพเจ้ามังกรต้องการหัวใจยังไงล่ะหลานข้า..  

เทพเจ้ามังกรต้องการหัวใจของมนุษย์ 

หัวใจของมนุษย์ที่เป็นดั่งยาทิพย์สำหรับร่างเนื้อบนผืนพสุธาของทวยเทพ 


หัวใจหนึ่งดวงเพื่อใช้เยียวยา

และคงรักษาไว้ซึ่งร่างมนุษย์ของตน.. 

 

 



 

 

 “ เช่นนั้นเขาจึงต้องการหัวใจ..หัวใจที่กำลังเต้นอยู่..  ”

 

 



 

 

 

 

 

 

 

 

 

 




 

 

 

 

 

 

 

 



ไกลออกไปยังสถานที่แห่งหนึ่ง.. 

ภายในห้องสี่เหลี่ยมที่อัดแน่นด้วยม่านหมอกและไอควันที่ม้วนตัวอยู่ในอากาศ 

ห้องที่ไร้ซึ่งแสงอื่นใดนอกจากแสงเทียนที่ส่องสว่างในความมืดภายในห้องสี่เหลี่ยมนั้น 

 



 

“ ฝ่ายนั้นเริ่มออกเดินทางแล้ว.. ”  

เสียงทุ้มทรงอำนาจดังขึ้นอย่างไร้ที่มา เสียงนั้นดังสะท้อนไปมาในความมืด

 



 

“ พวกเขากำลังจะมา.. เขากำลังจะกลับมา..”  

เสียงทุ้มที่ไร้ซึ่งที่มาดังขึ้นอีกครั้ง คราวนี้เสียงนั้นปลุกให้ใครบางคนที่ซ่อนเร้นกายอยู่ในความมืดลืมตาตื่นขึ้น ดวงตานั้นหรี่ลงยามได้กลิ่นกำยานผสมกับกลิ่นธูปหอมลอยอบอวลในอากาศจนน่าอึดอัด

 

 

 



 

“ ถึงเวลาที่โชคชะตาจักได้หมุนวนอีกครา.. 

 

 


 

 

 

ถ้อยคำนั้นกระตุ้นให้อ่างทองเหลืองลายประณีตที่ตั้งอยู่กลางห้องสั่นไหว 

ผิวน้ำที่เคยเรียบนิ่งกระเพื่อมเป็นวงคลื่น

เพียงไม่นานผิวน้ำนั้นก็ปรากฏเป็นภาพชายหนุ่มในชุดขาวกำลังควบม้าวิ่งไปตามทาง.. 

 

 

 








 

“ ถึงเวลาที่จะได้พบกันอีกครา..  คนทรยศ 

 

 

 

 

 

 

 

 




 

 

.

.

.

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

#รธมปJT





( ขอบคุณทุกๆคอมเม้นท์เลยนะคะ )

 



 





ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 52 ครั้ง

84 ความคิดเห็น

  1. #63 WellV (@Lobidi) (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 13 กันยายน 2562 / 22:34
    สนุกมากเลยค่ะไรท์ อ่านรวดเดียวแน่ๆเรา
    #63
    0
  2. #52 summertimemagic (@PrasitaSrisupol) (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 2 กันยายน 2562 / 21:38
    โหหหห ต้องมีอะไรแน่นอน
    #52
    0
  3. #42 ManowLee. (@226142) (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 25 สิงหาคม 2562 / 09:37
    โอ้ยเกิดอะไรขึ้นในอดีต ฮื่อออ
    #42
    0
  4. #36 Sehuny55 (@jijane2751) (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 22 สิงหาคม 2562 / 23:32
    ยังไงกันแน่นะะะ
    #36
    0
  5. #31 9011 (@9011) (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 19 สิงหาคม 2562 / 22:02
    บรรยายได้สุดยอดมากค่ะ
    #31
    0
  6. #30 CHRY SANTHEMUM (@patio_95) (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 4 สิงหาคม 2562 / 09:53
    หัวใจที่ได้กผ้คือหยงชินในอดีตใช่หรือไม่ แงงงงง
    #30
    0
  7. #28 Nookser (@Nookser) (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 2 สิงหาคม 2562 / 23:26
    น้องทรยศหรอลู้ก
    #28
    0
  8. #26 SAMDUAN (@samduan) (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 1 สิงหาคม 2562 / 15:01
    ผุ้ใดคือคนทรยศฮ่องเต้หรอ ทำไมยายเหมือนคนที่อยู่ในเหตุการณ์ครั้งนั้นเลย หยวนชิงต้องเป็นตัวแปรสักตัวของความแค้นนี้ไหมนะ
    #26
    0
  9. #25 apicah (@kowstory) (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 1 สิงหาคม 2562 / 12:07
    ชอบจัง แงงงง หยวนชิงทรยศเหรอ ;-;
    #25
    0
  10. #24 citronella2 (@Citronella) (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 1 สิงหาคม 2562 / 02:46
    หยวนชิงคือคนที่ทรยศหรอ น่าติดตามมากๆๆๆๆ
    #24
    0
  11. #23 littlehunny (@sassygirl-jung) (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 1 สิงหาคม 2562 / 01:24
    ใครเป็นคนทรยศกัน หยวนชิงหรอ ใครกัน แงงงงง ไม่ขอเดาแล้วว ชอบแนวพีเรียดแบบนี้มากๆ ยิ่งเป็นแจเตนล์ด้วยแล้ว สุดยอดไปเลยค่า สู้ๆ นะคะคุณไรท์เป็นกำลังใจให้ค่ะ
    #23
    0