TIMEPIECE | 千年承諾 ( JAETEN )

ตอนที่ 2 : 01

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 778
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 85 ครั้ง
    23 ก.ค. 62













TIMEPIECE

 

千年承諾




.

.

.


 

 

 

01

 

พบพา

 

 

 




 

 

 

 

 

 


 

     ย่างเข้าเดือนสามของปี มวลหมู่พฤกษานานาพรรณล้วนแล้วแต่ตื่นขึ้นจากการหลับใหล เสียงนกร้องดังแว่วทั่วผืนฟ้าต้นไม้ใหญ่น้อยหวนกลับมามาชูช่อผลิดอกออกใบอีกครั้ง สีเขียวชอุ่มแต่งแต้มทั่วทั้งแผ่นดินฮั่น ฤดูหนาวอันยาวหนาวเคลื่อนกายจากไป ก่อนแสงแรกแห่งรุ่งอรุณชักนำวสัตน์ฤดูเข้ามาสับเปลี่ยนหมุนเวียนในที่สุด

 

 

            เช่นเดียวกับทั่วแคว้นแดนดิน อดีตเมืองหลวงเก่าอย่างเฮ่าจิง ก็ได้รับคำทักทายจากวสันต์ฤดูแล้วเช่นกัน สีสันแห่งพรรณไม้แต่งแต้มไปทั่วดูสวยงามสมกับเป็นฤดูกาลแห่งการกำเนิดใหม่ของสรรพสิ่ง ภายในเมืองผู้คนต่างออกมาจับจ่ายใช้สอยอย่างคับคั่งหลังจากต้องทนอุดอู้อยู่ในบ้านท่ามกลางอากาศหนาวเหน็บยามเหมันต์มาเป็นเวลานาน 


          เสียงหัวเราะและเสียงพูดคุยถามไถ่ดังเรื่อยตลอดสองข้างทาง เด็กน้อยในชุดผ้าโปร่งวิ่งไปตามทิศทางที่ตนเองจำได้อย่างแม่นยำ ลัดเลาะผ่านอาคารบ้านเรือนและโรงเตี๊ยม ตัดตรงสู่ทางลัดหลังตลาดหลางหลินก่อนจะหยุดยืนมองชายหนุ่มที่กำลังง่วนอยู่กับการตอกตะปูติดป้ายไม้ขนาดยาวสามศอกที่สลักเสลาเป็นลวดลายตัวอักษรคำว่า ‘ ร้านยาหลีเฉียน ’  ที่เหนือบานประตูเข้าออกของร้านอยู่ด้วยสายตาสนอกสนใจ

 

 




“ อ้าว! เสี่ยวหมิง มาแต่เช้าเชียว.. ” มิทันที่เด็กชายจะได้เอื้อนเอ่ยคำทักทายใดๆออกไป ชายหนุ่มร่างสูงที่ค่อนไปทางผอมเพรียวเสียมากกว่าที่จะดูแข็งแรงและอาจหาญเฉกเช่นชายหนุ่มรุ่นราวคราวเดียวกันก็เป็นฝ่ายเอ่ยขึ้นเสียก่อน


 


“ พี่หยวนชิง ท่านยายอยู่ไหมครับ? ”  เสี่ยวหมิงชะเง้อคอมองตามแผ่นหลังของชายหนุ่มเจ้าของนามหยวนชิงที่เดินลับเข้าไปในร้านพร้อมกับคำถาม ไม่มีคำตอบใดๆกลับมานอกเสียจากหยวนชิงที่เดินออกมาพร้อมกับรอยยิ้มเป็นมิตรและขนมเชื่อมสีสันฉูดฉาด

 


 

“ ท่านยายเหรออยู่ข้างในน่ะ เจ้ามีธุระอันใดรึ? ” เด็กน้อยเสี่ยวหมิงดูจะสนอกสนใจเจ้าขนมสีสวยในมือของชายหนุ่มคนนั้นเสียยิ่งกว่าคำตอบใดๆ เมื่อเห็นคู่สนทนาไม่ตอบคำถามไขข้อข้องใจเสียที ทายาทรุ่นต่อไปแห่งร้านยาหลีเฉียนผู้ซึ่งอดรนทนรอมิไหวจึงใช้นิ้วชี้ดีดไปที่กลางหน้าผากของเจ้าหนูจำไมด้วยความหมั่นไส้ระคนเอ็นดู

 


 

โอ้ย! พี่หยวนชิง พี่ทำร้ายข้าทำไมกันเนี่ย ข้าเจ็บนะ ” เสี่ยวหมิงยกมือลูบหน้าผากตัวเองป้อยๆ ขมวดขมุ่นคิ้วมองคู่กรณีอย่างถือโทษ

 

 


“ ข้าคุยกับเจ้า แต่เจ้าคุยกับขนม แล้วเจ้าจะให้ข้าทำอย่างไรเล่า? ” คนเป็นพี่ตอบด้วยสีหน้ายิ้มแย้ม รอยยิ้มของหยวนชิงทำให้เสี่ยวหมิงระลึกถึงคำกล่าวที่ว่า ผู้คนตระกูลหลีนั้นมีรอยยิ้มที่ถอดพิมพ์เดียวกันมา และดูเหมือนว่าคำกล่าวนั้นจะเป็นจริงเสียด้วย เพราะนอกเหนือจากหลีหยวนชิงคนนี้แล้ว เสี่ยวหมิงก็มักจะเห็นรอยยิ้มแบบเดียวกันจากหญิงชราเจ้าของนาม หลีเชี่ยนหลาย หญิงชราผู้เป็นที่เคราพรักของเด็กๆ พลันนึกถึงท่านยายเชี่ยนหลายเสี่ยวหมิงก็พบหนทางต่อกรกับบุคคลตนหน้าในทันที

 

 


“ ข้าจะฟ้องท่านยาย! ท่านคอยดูเถอะ ท่านยายจะต้องลงโทษพี่หยวนชิงแน่ ”  คำว่าท่านยายมีผลกับคุณชายหลีมากพอดี จากที่ยิ้มเยาะกลายเป็นทำหน้าไม่ถูกไปชั่วขณะ แต่ก็เพียงชั่วขณะเท่านั้น หลีหยวนชิงรีบปรับสีหน้าเป็นขึงขังข่มคนอายุน้อยกว่าด้วยหวังว่าเด็กน้อยจอมซนจะรู้มิเท่าทัน ว่ากันตามตรงแล้วต่างฝ่ายต่างดูไม่มีทีท่าจะยอมก่อนเลยแม้แต่น้อย สายตาที่จ้องเขม็งมองกันและกันนั้น ดูช่างน่าขบขันและหมั่นเขี้ยวเป็นยิ่งนักโดยเฉพาะในสายตาของผู้เป็นยายที่เฝ้ามองอยู่นานแล้ว

 


 

“ พวกเจ้าสองคนนี่จริงๆเลย กี่ปีต่อกี่ปีก็ยังกัดกันอยู่เหมือนเดิม ในที่สุดหญิงชราผู้มีใบหน้าเปื้อนยิ้มก็ก้าวเดินออกจากมุมที่ตนเองยืนอยู่ ผมสีดอกเลารวบเกล้าเป็นทรงรับกันดีกับดอกไม้และปิ่นที่ประดับประดาอยู่บนศรีษะ รอยยิ้มสว่างใส อีกทั้งดวงตาและผิวขาวอมชมพูอย่างที่สืบต่อกันในตระกูลยังมิแปรเปลี่ยน หากมองโดยผิวเผินแล้ว หญิงชราคนนี้ ดูเป็นหญิงชราที่มีสุขภาพร่างกายแข็งแรงสมบูรณ์ดีราวกับว่ากาลเวลาก็มิอาจลดหย่อนความงามของนางลงได้ ยกเว้นเสียแต่ไม้เท้าค้ำยันที่อยู่ในมือขวาของนาง ไม้เท้าที่บ่งบอกว่าตัวนางเองนั้นก็มิอาจหนีพ้นวัฏจักรสังขารของปถุชนคนธรรมดาไปได้เช่นกัน

 

 


“ ท่านยาย  ”  หยวนชิงเอ่ยเสียงอ่อน ชายหนุ่มรีบผละจากอริตัวน้อยแล้วกุลีกุจอสาวเท้าไปประคองญาติผู้ใหญ่ที่เหลือเพียงคนเดียวของตนด้วยความเป็นห่วง

 


 

“ อาหยวน เจ้านี่ก็เหลือเกินนะ.. อายุอานามก็ปาเข้าไปเท่าไหร่แล้ว ยังมิวายเล่นเป็นเด็กไปได้ ” พอเห็นว่าท่านยายเข้าข้างเข้าหน่อยเสี่ยวหมิงก็ได้ใจ เด็กน้อยแลบลิ้นปลิ้นตาเยาะเย้ยผู้เป็นหลานชายแท้ๆของแม่เฒ่าหลีโดยมิทันนึกระวังว่าหญิงชราจะมองเห็นท่าทีเหล่านั้นเช่นกัน

 

 


“ เสี่ยวหมิง ยายหาได้เข้าข้างเจ้า มิต้องดีใจไป ” ว่าพลางยกไม้ค้ำเคาะหัวเจ้าตัวดีเป็นการสั่งสอน รอยยิ้มและเสียงหัวเราะล่องลอยโอบล้อมรอบคนทั้งสามเสียงหัวเราะพัดพามวลหมู่ความสุขลอยฟุ้งไปในอากาศ สายลมพัดผ่านแผ่วเบาหอบเอาอุ่นกริ่นไอดินลอยแตะจมูกพร้อมๆกับเสียงเรียกที่ดังแว่วมาแต่ไกล

 

 


หยวนชิง” ชายหนุ่มรุ่นราวคราวเดียวกับคุณชายหลีวิ่งมาตามทางเดียวกับที่เสี่ยวหมิงใช้ก่อนหน้า ส่วนสูงที่ไม่มากนักทำให้ชุดฉีจูสีเหลืองอ่อนที่เขาสวมใส่ดูรุ่มร่ามกว่าที่ควร แต่ถึงกระนั้นอาภรณ์รุ่มร่ามก็ดูมิได้สร้างความลำบากให้กับตู้ชิ่งสูมากอย่างที่หยวนชิงคิดหากเทียบจากความเร็วที่อีกฝ่ายวิ่งเข้าหา

 

 


“ มีอะไรรึชิ่งสูทำไมเจ้าวิ่งกระหืดกระหอบมาเช่นนี้เล่า? ” อดถามออกไปด้วยน้ำเสียงเป็นห่วงไม่ได้ ยามได้เห็นดวงหน้าขาวเกลี้ยงของชิ่งสูระเรือสีเลือด อีกทั้งจังหวะหอบหายใจที่ชวนให้หวั่นใจว่าเกิดเรื่องไม่ดีอะไรขึ้นในตัวเมืองหรือเปล่า แต่แล้วความกังวลของหลีหยวนชิงก็มลายหายไปทันทีที่หญิงชราเอ่ยปากพูด

 

 


 “ คุณชายตู้น่ะหรือจะมีอะไร ข้าว่าเขาก็มาชวนเจ้าไปวันซิ่นชิงหลงอย่างที่คนอื่นๆเขาไปกันน่ะสิ ” เชี่ยนหลายกล่าวพร้อมรอยยิ้มก่อนที่จะปล่อยให้เสี่ยวหมิงพาตัวเองกลับเข้าไปในร้าน ก่อนจะพ้นขอบประตู หญิงชราก็มิวายที่จะหันกลับมาส่งยิ้มอนุญาตที่ไร้ซึ่งคำขอให้เขาอีกครั้ง หยวนชิงผู้เป็นหลานได้แต่พยักหน้ารับแล้วส่งยิ้มแบบเดียวกันกลับไปแทนคำพูด

 


 

“ ตกลงเจ้ามีเรื่องอะไรกันแน่ ”  ลับหลังผู้เป็นยาย ทายาทตระกูลหลีก็หันกลับมาถามเพื่อนรักของตน

 

 


“ โธ่ หยวนชิง วันนี้เป็นวันแรกของวสันต์ฤดู ใครๆเขาก็ไปวัดซิ่นชิงหลงกันทั้งนั้น ”ชิ่งสูเขย่าแขนเพื่อนรักของตนอย่างเว้าวอน ก่อนจะพูดต่อ

 

 

“ เจ้าเองก็น่าจะรู้นี่ วันนี้เป็นเพียงวันเดียวที่เขาอนุญาตให้เข้าไปที่นั่น ได้ เจ้าไปกับข้าเถอะ หยวนชิงรับฟังประโยคถัดมาพลางครุ่นคิด

 

 



        ‘ วัดซิ่นชิงหลงวัดที่ได้รับการขนานนามว่าดวงหทัยแห่งมังกร วัดโบราณที่มีอายุอานามย่างเข้าพันปีพอดิบพอดีในปีนี้ แต่กระนั้นกลับมีตัวตนเลือนรางเสียจนไม่ได้รับการดูแลและถูกปล่อยปละละเลยจากเมืองหลวง แม้จะถูกละเลยเพียงใด วัดซิ่นชิงหลงก็ยังคงเก็บรักษาความสวยงามเอาไว้ได้ดั่งเช่นวันแรกที่สร้างเสร็จสมบูรณ์มิมีผิดเพี้ยน มีเรื่องเล่าแปลกประหลาดที่กล่าวถึงศาสนสถานแห่งนี้มากมายนับไม่ถ้วน ทว่าในเวลาเร่งรีบเช่นนี้ หยวนชิงเองก็นึกออกเพียงเรื่องเดียวเท่านั้น 

 

‘ อาณาเขตศาลมังกรสั่งฟ้านามแห่งเขตหวงห้ามแห่งวัดซิ่นชิงหลง อาณาที่ไม่อนุญาตให้ปถุชนคนธรรมดาย่างกรายเข้าไปแม้แต่คนเดียว อาณาเขตศาลมังกรสั่งฟ้าอันเลื่องลือแห่งเมืองเฮ่าจิงที่อุดมไปด้วยความลึกลับ ผู้คนจากทั่วสารทิศล้วนแล้วแต่สงสัยใคร่รู้ในความลับของสถานที่ที่น้อยคนนักจะได้เข้าไปแห่งนี้กันทั้งนั้น

 



 

“ มีสิ่งใดให้เจ้าสนใจขนาดนั้นเชียวรึ วัดโบราณแห่งนี้น่ะ.. ”  หยวนชิงแม้จะกระจ่างแจ้งในใจว่าสหายของตนต้องการสิ่งได้ แต่ก็ยังทำทีตีสีหน้าครุ่นคิด 

 

 

“ หลีหยวนชิง! เจ้าอย่ามาทำไขสือ เจ้ารู้ดีว่าข้าหมายถึงที่ใด ” ตู้ชิ่งสูว่า

 

“ แล้วมันคือที่ใดกันเล่า? ” ยิ่งเห็นท่าทีหงุดหงิดของสหายตัวน้อยมากเท่าไหร่ หยวนชิงก็ยิ่งแย้มยิ้ม



 

“ หลีหยวนชิง เจ้าจะไปกับข้าดีๆ หรือจะให้ข้าเรียกทหารมาลากตัวเจ้าไป” ท้ายที่สุดคุณชายตู้ก็อดรนทนต่อไปไม่ไหว วาจาเด็ดขาดถูกยกขึ้นมาขู่ แม้ตระกูลตู้จะมิใช่ตระกูลกษัตริย์แต่ก็เป็นตระกูลที่รับผิดชอบดูแลเมืองเฮ่าจิงให้กับราชวงศ์มาเป็นระยะเวลานานกว่าสามชั่วอายุคน จึงมิแปลกหากจะมีกำลังทหารย่อยๆเป็นของตัวเอง ครั้นหลีหยวนชิงก็จะยั่วยุอีกฝ่ายต่อ ก็มิวายเป็นการหาเรื่องใส่ตน

 


 

“ ก็ได้ ก็ได้.. ในเมื่อคุณชายตู้ออกคำสั่งขนาดนี้แล้วข้าน้อยคงมิอาจขัด”  ชิ่งสูได้ยินคำของคุณชายตระกูลหลีแล้วก็ยิ้มกว้าง คุณชายผู้สูงศักดิ์ผิวปากเสียงแหลม ไม่นานนักก็มีม้าชั้นดีสองตัววิ่งมาหาก่อนที่ชายหนุ่มทั้งสองคนจะขึ้นควบทะยานไปยังจุดหมายปลายทาง ณ วัดซิ่นชิงหลง..

 

 

 




 

 

 

 

 




 

 

 

        เพียงไม่ถึงชั่วยามทั้งสองก็มาถึงวัดโบราณ..

หลีหยวนชิงลงจากหลังม้าในทันที ร่างระหงผูกบังเหียนติดเอาไว้กับต้นไผ่ข้างทางอย่างลวกๆ พลางนึกในใจว่าวัดแห่งนี้ช่างสงบร่มเย็นนัก 


คุณชายหลีปรายตามองธรรมชาติรอบข้าง พลางเคลื่อนกายเดินสำรวจแนวไผ่สูงชะลูดใกล้ตัว ภาพมวลหมู่แมกไม้ที่อุดมสมบูรณ์ตรงหน้า ช่างเป็นภาพที่งามตาจนยากที่จะเชื่อได้ว่าสถานที่แห่งนี้นั้นอยู่ห่างจากตัวเมืองเพียงขี่ม้าชั่วอึดใจเท่านั้น


สายลมผัดแผ่ว เสียงกระพรวนแว่วมาตามเป็นจังหวะ หลีหยวนชิงละสายตาจากธรรมชาติรอบกายเมื่อคุณชายตู้เดินตามมาสมทบ ทั้งสองเริ่มก้าวเท้าเดินตามพื้นหินที่ปูลาดเป็นทางเดินยาวไปจนถึงอารามวัด หนทางข้างหน้าคับคั่งไปด้วยผู้คน ฝูงชนผู้เปี่ยมไปด้วยความศรัทธาและความสงสัยต่างพากันมาที่นี่อย่างที่ชิ่งสูกล่าวเอาไว้มิมีผิด

 

 


“ ข้าว่าเราไปกราบไหว้เทพเจ้ามังกรกันก่อนจะดีกว่า ” 

 

“ เจ้านึกกลัวขึ้นมาหรือยังไงกัน? ”หยวนชิงเอ่ยเยาะเมื่อเห็นท่าทีลุกลี้ลุกลนผิดปกติของอีกฝ่าย คุณชายตู้ชิ่งสูผู้ถูกเยาะเย้ยจึงได้แต่มองค้อนตอบโต้กลับไปก่อนจะออกเดินนำโดยไม่สนใจผู้ที่ถูกทิ้งไว้ภายหลังอีก เหตุนั้นคุณชายหลีจึงได้แต่ส่ายหน้าด้วยความระอาใจ 

 

 

 


         เดินทอดน่องชมทิวทัศน์สองข้างทางได้เพียงชั่วครู่ทั้งสองก็มาถึงศาลเทพเจ้ามังกร ผู้คนมากมายกำลังแสดงความเคารพนบนอบต่อรูปปั้นมังกรทอง หยวนชิงและชิ่งสูเองก็ทำตามขนบธรรมเนียมนั้น ครั้นพอคำนับแล้วเสร็จเป็นที่เรียบร้อยหยวนชิงก็ถอยออกมาพินิจมองรูปปั้นตรงหน้า

 

 

สีทองอร่ามตาน่าชม รูปปั้นเทพเจ้ามังกร ขนาดยาวยี่สิบศอกที่ทอดตัวยาวตามแนวศาลรับแสงแดดที่สะท้อนสีทองของรูปปั้นระยิบระยับ เกล็ดแต่ละเกล็ดแม้จะดูด้วยระยะห่างก็ยังสามารถรับรู้ได้ถึงความประณีตบรรจงในการแกะสลักและประดับตกแต่ง โดยรวมแล้วทั้งตัวของรูปปั้นเทพเจ้ามังกรนั้นล้วนแต่เกิดจากการปั้นแต่งและแกะสลักเสียสิ้น จะยกเว้นเสียแต่นัยน์ตาของรูปปั้นนั้นที่แตกต่างออกไป 


วัตถุกลมเกลี้ยงสีแดงถูกฝังลงไปในตำแหน่งนั้นแทนการแกะสลักดั่งเช่นส่วนอื่นๆ สีของมันมิใช่แดงสดใสแต่ก็มิได้มืดทึมทึบด้วยเช่นกัน สีแดงอันน่าฉงนนั้นช่างดูดึงดูดและคุ้นเคย ยิ่งจับจ้องเนิ่นนานเท่าไหร่หยวนชิงยิ่งรู้สึกได้ถึงแรงดึงดูดอันน่าประหลาดใจมากขึ้นเท่านั้น

 


 

“ มาทางนี้เถอะหยวนชิง ”  ชิ่งสูเมื่อเห็นเพื่อนของตนนิ่งเงียบไปนานจึงเอ่ยเรียก ชายเสื้อสีเหลืองไหวน้อยๆยามชายหนุ่มโบกมือไปมาเพื่อปลุกอีกฝ่ายที่มัวแต่ตกอยู่ในภวังค์ของตน

 

 


“ จะ.. เจ้าว่าอะไรนะชิ่งสู ” 

 

 


“ ข้าบอกว่าให้ตามมา..  ”  ฟังจากน้ำเสียงก็พอจะคาดการณ์ได้ว่าชิ่งสูคงเริ่มมีน้ำโหขึ้นมาบ้างแล้ว ถ้าขืนตนยังไม่ทำตามที่อีกฝ่ายว่าคราวนี้คงมิวายโดนทหารมาลากตัวไปจริงๆแน่ เมื่อคิดได้ดังนั้นหยวนชิงจึงเลือกที่จะเก็บปากเก็บคำแล้วเดินตามสหายของตนไปแต่โดยดี

 


 

“ เรากำลังจะไปไหนกัน? ” หยวนชิงถามขึ้นเมื่อมองข้างทางเริ่มมีแต่ป่าไผ่กับคนเป็นกลุ่มย่อยๆที่แยกย้ายกันเดิน ชิ่งสูหันกลับมายิ้มขำพลางเอ่ยไขข้อข้องใจ

 

 

“ ไปสู่อาณาเขตหวงห้ามของวัดซิ่นชิงหลงไงล่ะอาหยวน ”  

 


 

“ เจ้าคิดดีแล้วหรือชิ่งสู? ”  หยวนชิงเอ่ยถามชายหนุ่มในชุดฉีจูสีเหลืองอ่อนอีกครา แม้จะรู้ดีว่าคนอย่างตู้ชิ่งสูนั้น เมื่อคิดจะทำอะไรแล้วก็ย่อมต้องทำให้ได้ตามที่คิดเอาไว้ แต่ถึงกระนั้นเขาก็ยังใคร่ที่จะถาม เพราะหากมองดูรอบกายแล้วพวกเขาทั้งสองกำลังถูกปิดล้อมและไล่ต้อนด้วยความเปล่าเปลี่ยวและวังเวงมากกว่าที่จะเป็นฝ่ายวิ่งไล่ความลับที่แฝงเร้นกายอยู่ที่อีกด้านหนึ่งของป่าไผ่แห่งนี้

 

 


“ ข้าคิดดีแล้ว หากเจ้าจะไม่ตามมาก็มิเป็นไร ข้าไปคนเดียวก็ได้ พอได้ยินคำพูดดังนั้นหยวนชิงก็หมดคำพูด ชายหนุ่มจำใจเดินตามสหายของตนไปอย่างจำนนทางเลือก อันที่จริงก็ใช่ว่าจะเลือกไม่ได้ เพียงแต่หลีหยวนชิงคิดว่าหากไปด้วยกันสองคน อย่างน้อยคงจะดีกว่าปล่อยเพื่อนรักไปผจญอันตรายเพียงลำพัง

 


หามีใครรู้แน่ชัดว่าอะไรกันแน่ที่รอคอยอยู่ในป่าไผ่แห่งนี้ และมันคงไม่เป็นการดีแน่ หากหลีหยวนชิงผู้นี้จะปล่อยคนที่ได้ขึ้นชื่อว่าสหายรักของตนไปผจญกับสิ่งเหล่านั้นเพียงลำพัง เหตุนั้นเองหยวนชิงจึงได้แต่ออกเดินตามชิ่งสูไปในที่สุด

 


 

       ทางที่ชิ่งสูนำมาดูจะเป็นทางที่ไม่ค่อยมีผู้ใดเลือกนัก สังเกตจากร่องรอยการย่างเดินซึ่งหลงเหลือทิ้งไว้ ณ ผืนดินยามนี้เขาทั้งสองเข้ามาสู่ป่าไผ่ที่ขวางกันอาณาเขตหวงห้ามของวัดซิ่นชิงหลงอย่างเต็มตัวแล้ว


ไกลออกมาจากลานวัด ไกลจากผู้คนซึ่งบูชารูปปั้นมังกรทอง ไร้ซึ่งเสียงพูดคุย หรือการนับลูกประคำดั่งเช่นที่ได้ยินมาตลอด ในที่แห่งนี้มีเพียงทิวไผ่สูงเสียดฟ้าที่ขึ้นรกชัฏรายทางกับกลิ่นหอมของธูปบูชาที่ดูเหมือนจะยิ่งทบทวีความรุนแรงขึ้นทุกขณะ หยวนชิงเองไม่รู้แน่ชัดว่าตัวเองเดินมาไกลสักเท่าไหร่ รู้เพียงแต่ว่าเมื่อหันกลับไปมอง ตัวเขาได้กลายเป็นฝ่ายนำทางแทนตู้ชิ่งสูเสียแล้ว

 

 



“ เจ้าไหวหรือเปล่าชิ่งสู? ” หันกลับไปถามทั้งที่ตนเองก็มิได้เหลือเรี่ยวแรงมากสักเท่าไหร่ สำหรับทายาทเจ้าของร้านยาอย่างเขา ป่าไผ่แห่งนี้ราวกับเป็นเขาวงกตที่หาวันสิ้นสุดมิได้ ยิ่งเดินลึกเข้าไปมากเท่าไหร่สรรพเสียงรอบข้างยิ่งเงียบงันลงไปเท่านั้น บัดนี้แม้กระทั่งเสียงนก เสียงหรีดเรไรก็ไม่มีให้ได้ยินอีกต่อไป

 

 


“ ข้ายังไหว เราเดินต่ออีกหน่อยเถิด หากยังมิพบสิ่งใดเห็นทีว่าเราคงต้องยอมแพ้และกลับกันเสียที”  หยวนชิงพยักหน้ารับคำเพื่อน สีหน้าตัวต้นคิดดูมิสู้ดีเท่าไหร่นัก เหตุนั้นทายาทตระกูลหลีจึงตัดสินใจชะลอความเร็วลงและหันกลับมาประคองสหายของตนแทน เดินต่อไปจนเริ่มที่จะถอดใจทั้งสองก็ยังไม่พบสิ่งอื่นใดนอกเหนือไปจากแนวไผ่เลย แถมยิ่งเดินยิ่งเหมือนโดนริบเอาเรี่ยวแรงที่มีอยู่ไปเรื่อยๆ

 

 



             จนกระทั่งความคิดล้มเลิกการเดินทางครอบครองการตัดสินใจทั้งหมด ในตอนนั้น หยวนชิงถึงได้เห็นแสงวิบวับของอะไรบางอย่าง ชายหนุ่มเอ่ยปากให้ชิ่งสูนั่งรอที่ตรงนี้ ส่วนตนนั้นจะขอลองเดินตามแสงระยิบระยับนั่นไปดูเสียหน่อย ไม่ทันไรหยวนชิงก็เริ่มก้าวเดิน ไม่ฟังคำทัดท้านของคนที่ถูกสั่งให้รอแม้สักนิด จากการย่างเท้าแปรเปลี่ยนเป็นวิ่ง วิ่งทั้งๆที่เมื่อครู่เขายังรู้สึกว่าตนแทบไม่มีเรี่ยวแรงเหลือแล้วแม้เพียงนิด


เสียงร้องเรียกของชิ่งสูจะค่อยๆห่างไกลออกไป แต่กระนั้นหยวนชิงก็ยังคงวิ่ง วิ่งจนกระทั่งพ้นเขตป่าไผ่โดยมิทันรู้ตัว ร้ายกว่านั้น ความเร่งรีบที่ไร้ซึ่งเหตุผลทำให้หยวนชิงไม่ทันระวัง ลืมมองดูว่าผืนแผ่นดินที่ตนคิดว่าจะได้วางฝีเท้าก้าวต่อไปนั้นหาได้มีไม่





 

 

            ตู้ม!

                    .

                    .

                    .

 




 

             ร่างทั้งร่างล่วงหล่นลงในสระน้ำกว้างใหญ่ที่มีเกาะเล็กๆที่รายล้อมด้วยต้นท้อและโบตั๋นอยู่ตรงกลาง ความหนาวเย็นของกระแสน้ำเย็นเยียบแล่นเข้าจู่โจมร่างของหยวนชิงในทันทีที่ร่างของเขาสัมผัสกับผิวน้ำเรียบรื่น อาภรณ์ตัดเย็บจากผ้าทอชั้นดีที่สวมใส่แปรเปลี่ยนเป็นตุ้มถ่วงพันธนาการที่หนักอึ้งยามอุ้มน้ำ หยวนชิงที่รู้สึกตัวพยายามตะกุยตะกายเข้าหาฝั่ง แต่การกระทำนั้นรั้งแต่จะยิ่งส่งผลให้ตัวเขาถูกกระแสธาราพัดพาออกไปห่างไกลจากริมฝั่งผาตัดมากยิ่งขึ้นเท่านั้น

 

 


“ ชะ.. ช่วยด้วย! ”  หยวนชิงร้องหาความช่วยเหลือ ฟองอากาศผุดพรายจากปากยามเอื้อนเอ่ย สติที่กลับมาแจ่มชัดด้วยความหนาวเย็นกำลังเลือนหายไปด้วยเหตเดียวกัน ร่างกายของเขาหนักอึ้ง มือและเท้าปราศจากซึ่งการตอบสนอง ความเจ็บปวดยามที่รับเอาสายน้ำเข้าไปแทนอากาศทวีความรุนแรงขึ้นจนไม่อาจทานทนไหว ร่างของเขากำลังจมลงไปอย่างเชื่องช้าลึกลงไปทีละน้อย..ท่ามกลางอ้อมกอดของห้วงธาราสีคราม 

 

 


 

                ในห้วงนทีแห่งความเป็นตาย ท่ามกลางความมืดและสีฟ้าคราม แสงสว่างสีขาวพลันปรากฏขึ้น นวลแสงสีขาวนั้นใหญ่ขึ้นและใหญ่ขึ้น..จนท้ายที่สุดแสงสีขาวนวลก็ชุบย้อมและขับไล่สีฟ้าครามออกไปจนหมด


หลีหยวนชิงมองเห็นแสงนั้นใกล้เข้ามา ไม่แน่ว่าแสงสว่างสไวและความอบอุ่นนั้นอาจเป็นความเมตตาจากผู้ใดผู้หนึ่ง แสงนั้นอาจเป็นความช่วยเหลือเพียงหนึ่งเดียวในยามนี้ 

 


แต่ถึงกระนั้น.. แม้ใกล้เพียงไหนแต่ก็มิอาจไขว่คว้าแสงนั้นเอาไว้ ดวงตากลมโตปรือปิดลงอย่างไม่อาจทัดท้าน แม้ทุกสิ่งเลือนรางแต่ความรู้สึกสุดท้ายยามเฉียดเข้าใกล้ความตายนั้นช่างแจ่มชัด สัมผัสซึ่งจรดลึกไว้ในความทรงจำ กระแสอุ่นวาบที่ทาบทับรอบข้อมือและแรงฉุดกระฉากที่ฉุดดึงให้ร่างของเขาลอยพ้นจากห้วงมฤตยูสีฟ้าคราม..

 

 


 

 

 

 

 

 


 

 

“ หยวนชิง! หยวนชิง! ”  เสียงคุ้นหูแว่วในโสต เรียกขานให้เจ้าของนามหยวนชิงฟื้นกลับคืน ความรู้สึกเปียกชื้นยังคงอยู่ ความหนาวเย็นทาบทับร่างเขา เช่นนั้นเองแม้แต่การปรือตามองคนที่ร้องเรียกชื่อของตนก็ยังทำได้อย่างยากลำบาก


 

 

“ หยวนชิงเจ้าฟื้นขึ้นมาเดี๋ยวนี้ ” น้ำเสียงร้อนรนนั้นเร่งเร้าอีกครั้ง แม้จะรู้สึกอ่อนแรงแต่สุดท้ายหยวนชิงจึงลืมตาตื่นขึ้นมาจนได้..

 

 



 

ทว่าน่าแปลกนัก.. ใบหน้าที่หลีหยวนชิงเห็นเป็นคนแรกกลับมิใช่เจ้าของน้ำเสียงร้อนรนเมื่อครู่..

 

 



 

 

 

นัยน์ตาคมเต็มไปด้วยความคะนึงหา.. คือสิ่งที่แรกที่เขาได้เห็นยามลืมตาขึ้น

 

ดวงตาคมที่หม่นแสงทว่าทรงอำนาจราวกับสามารถหยุดวันเวลาทั้งหมดยามที่มองลึกเข้าไปในนั้น..

 

ดวงตานั้นช่างคุ้นตาเสียเหลือเกิน..

 

 

 

 





 

“ หยวนชิง! ขอบคุณสวรรค์ เจ้าฟื้นแล้ว! ”  มิทันที่จะได้พินิจสิ่งอื่นใดต่อ อ้อมกอดของตู้ชิ่งสูก็โผเข้ามาโอบรัดร่างของเขาเสียก่อน 

 

 


“ ขะ.. ข้าไม่เป็นไร ชิ่งสู ” พูดปลอบประโลมเรียกขวัญสหายตัวน้อยพลางตบบ่าเบาๆเป็นเชิงให้คลายกอด หยวนชิงได้สบตากับใครคนนั้นอีกครั้งก็ภายหลังจากที่ชิ่งสูคลายกอดของเขาออก บุรุษตรงหน้าอยู่ในชุดสีขาว เส้นผมของเขาถูกรวบขึ้นเกล้ามวยประดับเกี้ยวเล็ก ดูแล้วคงมิพ้นเป็นคุณชายจากตระกูลไหนสักตระกูลเป็นแน่ 

 


 

“ ท่านผู้นี้คือ... ”  หยวนชิงหันกลับไปถามชิ่งสูผู้ที่ดูเหมือนจะเป็นที่พึ่งพาเดียวในยามนี้

 

 

“ เอ่อ.. ท่านผู้นี้เป็นคนที่ช่วยเจ้าขึ้นมาจากน้ำ..เขา ” ชิ่งสูว่าด้วยสีหน้าไม่พึงพอใจนัก ด้วยคนที่ตนห่วงแสนห่วงเลือกจะเมินเฉยต่อคำถามที่ตนละล่ำถาม มิหนำซ้ำสหายรักที่ไม่ห่วงใยตนเองยังดูสนใจสิ่งอื่นเสียยิ่งกว่า

 



“ ข้ามีนามว่าไจ้เสวียน.. อาการของเจ้าเป็นอย่างไรบ้างหากยังรู้สึกไม่ดีขึ้น ข้าแนะนำให้ไปพักที่เรือนของข้าก่อนดีกว่า ที่นั่นอาจพอมีเสื้อผ้าเปลี่ยนให้เจ้าคลายหนาวด้วย ”  เจ้าของนามไจ้เสวียนเอ่ยตัดบทเองเมื่อเห็นว่าชายหนุ่มตัวเล็กคนนั้นพูดชักช้ามิได้ความ ผ้าเช็ดหน้าผืนน้อยถูกยกขึ้นซับตามใบหน้าของหยวนชิงพร้อมๆกับคำถามและคำเชิญชวน แต่กระนั้นหยวนชิงหาได้สนใจสิ่งใดไม่ สายตาที่ร่างนั้นทอดมองมาทำให้เขานิ่งงัน

 



เนิ่นนานพอตัวกว่าที่หยวนชิงจะเสมองหลบสายตาเป็นห่วงเป็นใยที่อีกฝ่ายส่งมาให้ สายตาที่แฝงไว้ด้วยความรู้สึกมากมายทั้งที่หยวนชิงรับรู้ ไม่รับรู้ และไม่เข้าใจ ด้วยเห็นว่าหยวนชิงไม่เอ่ยวาจาใดๆออกไปเสียที ชิ่งสูผู้เป็นสหายจึงเป็นฝ่ายชิงเอ่ยทำลายความเงียบขึ้น

 



 

“  มิเป็นไรหรอกท่าน.. เกรงว่าพวกข้าทั้งสองคงต้องขอตัวก่อน.. พวกข้ารับน้ำใจช่วยเหลือจากท่านมาแล้วครั้งหนึ่งจะให้รับน้ำใจอีกก็คงกระไรอยู่ แต่อย่างไรก็ตาม.. ข้าก็ขอขอบคุณที่ท่านช่วยเหลือสหายของข้าเอาไว้.. หากมีโอกาสข้า ตู้ชิ่งสูผู้นี้จะทดแทนบุญคุณท่านอย่างแน่นอน ” ว่าแล้วก็รีบหันมากำชับกับผู้เป็นสหายของตนอีกระลอก

 

 


ไปกันเถอะหยวนชิง.. ข้าว่าเรารีบออกจากที่นี่กันจะดีกว่า ท่านยายคงเป็นห่วงเจ้าแย่แล้ว ”  พูดย้ำพลางออกแรงเคลื่อนย้ายสหายของตนไปด้วย

 


 

“ ดะ.. เดี๋ยวก่อน  ข้ายัง.. ” หยวนชิงผู้หลุดจากภวังค์เอื้อนเอ่ยถ้อยคำทักท้วง ร่างของเขาถูกผยุงลุกขึ้นช้าๆตามแรงดึงของสหาย ความวุ่นวายน้อยๆนั้นทำให้คำทักท้วงจากปากของเขามิเกิดผล

 

 


“ มิเป็นไร.. เจ้าไปเถิด  ” เป็นชายหนุ่มในชุดขาวที่พูดขึ้นพร้อมรอยยิ้มจาง คำพูดนั้นทั้งอนุญาตและปลอบประโลมไปในคราเดียวกัน มิทันที่จะได้เอื้อนเอ่ยความใดตอบกลับไป ตู้ชิ่งสูสหายรักของเขาก็พาออกเดินเสียแล้ว ครั้นเหลียวหลังกลับไปอีกทีก็ไม่มีร่างสูงยืนอยู่ ณ ริมสระบัวกว้างอีกแล้ว

 

 

 



แม้ได้พบสบตาเพียงชั่วครู่ แต่นัยน์ตาเศร้าสร้อยที่เคล้าคลอด้วยความคำนึงคู่นั้นกลับติดตรึงอยู่ในดวงใจของเขาอย่างน่าประหลาด นัยน์ตาคมเข้มและเนื้อเสียงทุ้มนุ่ม ยังวนเวียนอยู่ในความคิดของเขาตลอดเวลาที่เขาและชิ่งสูเดินทางย้อนกลับออกไปจากป่าไผ่ หลีหยวนชิงเชื่อว่าตนไม่เคยพบกับชายผู้นั้นมาก่อนเป็นแน่ แต่หากไม่เคยพบแล้วไซร้ เขาเองก็มิอาจล่วงรู้ได้ว่าจะเป็นเพราะเหตุผลอื่นใดได้อีกตัวเขาจึงได้รู้สึกเช่นนี้




                                                  ความรู้สึกที่ว่าในที่สุดเขาก็พบคนที่รอคอยมาตลอดเสียที..

ความรู้สึกอบอุ่นที่เอ่อล้นออกมาลอยล่องและอบอวลไปทั่วทั้งหัวใจดวงน้อย

 



                                                                                                           .

                                                                                                           .





                                                                                 ไจ้เสวียน ’ ผู้นี้เป็นใครกัน..

                                             หยวนชิงในยามนี้ ไม่อาจหาคำตอบใดให้กับตนเองได้เลย

 

 

 





 

 

 

 

 

 

 

 

 

 



 

‘ จะนานเพียงใดข้าจะขอเชื่อมั่น.. จะนานเพียงใดข้าจะขอจดจำ 

 

 

 

 

‘ จะนานเพียงใดข้าจะรักเพียงท่าน.. อีกกี่ชาติภพข้าก็จะเกิดมาเพื่อรักท่าน

“ ไม่ว่านานเพียงใด.. หากเราได้พบกันอีกครั้ง ข้าจะขอรักท่านเช่นเดิม.. 

 






.

.

.

 

 

 


           “ ข้าหาเจ้าพบแล้ว.. หยวนชิง ”  ร่างสถิตย์ของเทพเจ้ามังกรยังคงยืนนิ่งงันอยู่ใต้ต้นท้อต้นเดิมที่เกาะกลางน้ำ ทอดสายตามองตามบุคคลที่เฝ้ารอเดินหายลับไปช้าๆ นัยน์ตาแสนโศกคู่นั้นสะท้อนความคำนึงถึงที่เก็บกักเอาไว้นานนับพันปี แม้นในห้วงความคิดร่างเนื้อแห่งมังกรอย่างเขาจะอยากเอื้อมมือฉุดรั้งเจ้าของดวงตากลมโตที่สุกสสกาวดั่งดวงเดือนยามราตรีเอาไว้มากเพียงใด เขาก็ทำได้เพียงเลื่อนมือขึ้นวางทาบทับอกเพื่อจะปลอบโยนหัวใจดวงน้อยที่กรีดร้องทุรนทุรายยามได้เห็นเจ้าของพันธะสัญญาที่ทรมานตัวเขามาถึงพันปีเดินจากไปอีกครั้งเพียงเท่านั้น


 

กำมือแน่นจนรูสึกถึงรอยแผลในฝ่ามือ ดวงตานี้ยังคงเฝ้ามองเพียงคนๆเดียวดั่งเช่นที่เป็นมาตลอด วงแขนนี้ยังคงโหยหาที่จะได้โอบกอดร่างนั้นมิแปรเปลี่ยน เฉกเช่นเดียวกับดวงใจดวงนี้ที่ยังคงเฝ้ารอคนๆเดียวมาตลอดหนึ่งพันปี.. 

 




 

 

 

“ อีกไม่นานหรอก อีกเพียงไม่นาน..

 

 

 

 

 

 

.

.

.




 

 

 









 

 

#รธมปJT

 






( ขอบคุณทุกๆคอมเม้นท์นะคะ รู้สึกมีพลังใจขึ้นมาเลย 

ในตอนนี้พระเอกนายเอกเราได้เจอกันแล้วน้า ตอนหน้าจะเป็นยังไงต่อ ฝากติดตามต่อด้วยนะคะ 

พูดคุยกันได้ทั้งทางคอมเม้นท์ และในแท็ก #รธมปJT ทางทวิตเตอร์เลยค่ะ ตามอ่านอยู่นะคะ - ขอบคุณอีกครั้งค่ะ )




ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 85 ครั้ง

84 ความคิดเห็น

  1. #62 WellV (@Lobidi) (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 13 กันยายน 2562 / 22:12
    ขอบคุณไรท์มากๆที่แต่งเรื่องดีๆแบบนี้ ภาษาสวยมาก ปี2019นี้เราอินมากเป็นพิเศษกับพล็อตเรื่องแนวกลับมาเจอกัน เพราะอะไร เพราะโมเม้นเป็นศูนย์😭 แงงงงงง
    #62
    0
  2. #58 LionPrincess,*๑o๒ (@hanjaeri) (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 10 กันยายน 2562 / 18:03
    ท่านไจ้เสวียนรอนานมากเลย ได้เจอกันแล้วเนาะ ฮื่อ เจ็บปวดแทน คนรอและจำทุกอย่าง ;-;
    #58
    0
  3. #57 JH peach 🍑 (@jaejay_zenzen) (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 10 กันยายน 2562 / 08:52
    สนุกมากๆเลยค่ะ บรรยายได้ดีมากๆ ฮือ
    #57
    0
  4. #51 summertimemagic (@PrasitaSrisupol) (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 2 กันยายน 2562 / 20:28
    โอ้ยยยย เสียใจมากที่เพิ่งมาเจอ ดีมากๆๆเลยค่ะ
    #51
    0
  5. #41 ManowLee. (@226142) (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 25 สิงหาคม 2562 / 08:53
    อยากร้องไห้ภาษาสวยมากกก ฮื่ออออ
    #41
    0
  6. #35 p.Ty (@ktypare-309) (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 22 สิงหาคม 2562 / 08:54
    โอ้โหหหหหห สนุกมากๆๆๆๆๆๆ ค่ะ ภาษาสวยมาก แล้วก็เราสามารถสัมผัสความรู้สึกของตัวละครแต่ละคนได้อะ มันสุดยอดมากกกกกก ไจ้เสวียนน่าสงสารอะ ในขณะหยวนชิงเหมือนจะคุ้นๆ แค่ไจ้เสวียนเขาจำได้ทุกอย่าง จำมาตลอด
    #35
    0
  7. #32 9011 (@9011) (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 19 สิงหาคม 2562 / 22:03
    ต้องเป็นเรื่องที่เข้มข้นมากๆเเน่ๆ
    #32
    0
  8. #29 CHRY SANTHEMUM (@patio_95) (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 4 สิงหาคม 2562 / 09:38
    หยงชินทำให้ไจ้เสวี่ยนไม่ได้ไปเกิดหรอ
    #29
    0
  9. #27 :meyme (@meyme_ibp) (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 2 สิงหาคม 2562 / 17:37
    ยาวจุใจเลยค่ะ ภาษาดีมาก
    ได้เจอกันแล้วนะ หวังว่สชาติภพนี้จะได้ครองรักกัน
    #27
    0
  10. #22 littlehunny (@sassygirl-jung) (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 1 สิงหาคม 2562 / 01:12
    เจอกันแล้ว แต่คือชื่อของน้องชาติที่แล้ว กับชาตินี้คือชื่อเดียวกันสินะ หยวนชิง?
    #22
    0
  11. #20 SAMDUAN (@samduan) (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 28 กรกฎาคม 2562 / 08:33
    เขาได้เจอกัน สัญญาที่เคยให้ไว้แก่กัน มันทำให้เขากลับมาเจอกัน
    #20
    0
  12. #18 apicah (@kowstory) (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 28 กรกฎาคม 2562 / 01:58
    แงงงง ชอบจัง ชอบภาษามากๆๆๆ รอเจอกันอีกครั้งนะ
    #18
    0
  13. #16 orangemamalde (@cocozyrup) (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 24 กรกฎาคม 2562 / 09:18
    ได้เจอกันแล้ววว ;-; ขอให้เขาได้อยู่ด้วยกัน
    #16
    0
  14. #13 ไม่บอกกก1 (@30267) (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 23 กรกฎาคม 2562 / 13:31

    เจอกันแล้ววว ๆ

    #13
    0
  15. #11 kaankantez (@kaankantez) (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 23 กรกฎาคม 2562 / 09:40
    แงงเจอกันแล้ววววว
    #11
    0