กลพิชิตรักแม่ทัพร้าย สนพ.Romantic Publishing

ตอนที่ 9 : บทที่ ๕ ตัวโง่งม (๓)

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 1,557
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 73 ครั้ง
    5 เม.ย. 64


บทที่ ๕ ตัวโง่งม


ตอนที่ ๓ 


ความจริงนางแทบมิได้สนใจติดตามสืบเสาะเรื่องราวของเขา กระทั่งครึ่งเดือนก่อนนางได้รับจดหมายจากพี่จี้เหิงแจ้งข่าวว่ายามนี้ราชสำนักเกิดคลื่นใต้น้ำ เกรงว่าอีกไม่นานเหล่าขุนนางจะคิดก่อการกบฏ ฝ่าบาทถึงได้มีรับสั่งให้องครักษ์เร่งนำสารเรียกตัวอ๋องเซียวกลับเมืองหลวงอย่างลับ ๆ กระนั้นผู้ใดจะคิดว่าเขาจะมาปรากฏตัวที่เมืองหนานผิง

หากกล่าวถึงอ๋องเซียวผู้นี้ เขาคือบุตรชายของเซียวสวินฉินจวิ้นอ๋องเชื้อพระวงศ์ชายลำดับที่สองเป็นพระอนุชาฝ่าบาทในกาลปัจจุบัน ทั้งยังได้รับแต่งตั้งให้เป็นถึงแม่ทัพใหญ่ปกป้องแคว้นฉิน สิบสามปีก่อนเซียวสวินฉินจวิ้นอ๋องผู้นี้ได้ส่งบุตรชายเพียงคนเดียวไปยังชายแดน หลังตรากตรำอยู่หลายปีก่อนตัดสินใจเกษียณตนเองหันหลังให้ราชสำนัก ในเวลาต่อมาอ๋องเซียวผู้เป็นบุตรชายได้รับสืบทอดบรรดาศักดิ์ต่อจากบิดา และด้วยความสามารถเก่งกาจ ใช้เวลาเพียงไม่กี่ปีก็กำราบศึกสี่แคว้นใหญ่ที่หมายรุกรานแคว้นฉินได้ราบคาบ

เหตุนี้ฝ่าบาททรงพอพระทัยและโปรดปรานอ๋องเซียวผู้นี้มาก ถึงกับมีพระราชโองการแต่งตั้งให้เป็นแม่ทัพใหญ่ปกป้องแคว้นฉินเฉกเช่นเดียวกับบิดา

อันที่จริงเรื่องของคนผู้นี้นางเคยได้ยินบิดากล่าวถึงอยู่บ้าง บุรุษผู้มากล้นด้วยความสามารถ กอปรกับเป็นบุรุษหนุ่มที่มีอนาคตไกล ยังมีบรรดาศักดิ์เป็นถึงจวิ้นอ๋อง คนในราชสำนักผู้ใดเล่าจะไม่จับตามอง ตระกูลใดบ้างไม่คิดเชื่อมสัมพันธ์เกี่ยวดอง ทั้งที่ในอดีตเขาเป็นเพียงเด็กหนุ่มขี้โรคไร้ความสามารถ ทว่าฝืนฟ้าขืนชะตามิได้ ถึงกระนั้นผู้ใดจะคิดว่าอ๋องเซียวกลายเป็นแม่ทัพใหญ่ผู้กุมกองกำลังแคว้นฉินเอาไว้ด้วยวัยเพียงสามสิบปี

ขณะที่ไป๋พิงถิงจมอยู่ในห้วงความคิด เซียวไห่หลงได้มองย้อนกลับไปในอดีตเช่นกัน

ในอดีตเขาเป็นเพียงเด็กหนุ่มร่างกายซูบผอมเหลือเพียงหนังหุ้มกระดูก เบ้าตาลึกดำคล้ำแววตาอ่อนแสงฉาบด้วยความหม่นหมอง  ในตอนนั้นเขาป่วยเป็นโรคประหลาดแม้แต่บิดาที่พยายามเสาะหาหมอเก่งกาจจากทั่วแคว้นกลับรักษาอาการป่วยอย่างไร้สาเหตุของเขามิได้

หลายปีที่จมอยู่กับความทุกข์ทรมานอย่างแสนสาหัส และเฝ้ามองสีหน้าสิ้นหวังของผู้เป็นบิดา ในตอนนั้นได้แต่นึกโทษสวรรค์ด่าทอโชคชะตา จนในที่สุดก็ไม่อยากมีชีวิตอยู่

เขายิ้มเย้ยหยันในความคิดตนเองก่อนพาร่างอ่อนแอซีดเซียวไร้เรี่ยวแรงแทบจะปลิวตามสายลมที่พัดกระทบร่างเขา หลบหลีกสายตาผู้คนที่มองดูเขาอย่างนึกสมเพชเวทนา

ช่างน่าขัน! เขาเป็นถึงบุตรชายแม่ทัพใหญ่ทายาทตระกูลเซียวกลับมีสภาพครึ่งผีครึ่งคน มิหนำซ้ำยังกลายเป็นคนไร้ความสามารถ เป็นตัวไร้ประโยชน์ นับเป็นความอัปยศของตระกูล ทุกย่างก้าวที่เดินผ่านผู้คน เขาได้ยินเสียงหัวเราะขบขันบ้างก็นึกสมเพชเวทนา แต่ยังคงก้าวเดินต่อไปอย่างเงียบ ๆ ราวกับร่างที่ไร้วิญญาณ กระทั่งพาร่างผอมเกร็งโซซัดโซเซมาหยุดยืนบนสะพานหินโค้งเก้าช่อง

ใต้สะพานคือแม่น้ำสายหนึ่ง ซึ่งเขารู้ดีว่ามันทั้งลึกและเย็นเยียบ นัยน์ตาไร้ประกายทอดมองสรรพสิ่งรอบด้านอย่างเหม่อลอย ไม่รู้เวลาผ่านไปนานเท่าใดจวบจนดวงตะวันลอยเด่นอยู่เหนือศีรษะ เปลวแสงแดดไหวระริกทอแสงประกายระยิบระยับสะท้อนบนผิวน้ำ

เขามองเงาตนเองวูบไหวก่อนหัวเราะออกมาอย่างบ้าคลั่ง ทั้งที่ในใจรู้สึกสิ้นหวังอย่างที่สุด

น่าแปลกที่ในเวลาเช่นนี้ควรมีผู้คนพลุกพล่าน กลับเงียบสงัดไร้เงาผู้คน เขามองรอบกายอย่างสิ้นหวังอีกครั้ง นัยน์ตาลึกจนเห็นได้ชัด แววตาไร้ประกายอีกทั้งยังฉาบไปด้วยความหม่นหมองระทมทุกข์ จ้องมองกระแสน้ำเชี่ยวกราดพลางคิดว่า

ความตายมีอะไรน่ากลัวกันเล่า เพียงแค่เขาก้าวเท้าเดินไปข้างหน้า...

แค่ก้าวเดียว...

อีกก้าวเดียวเขาก็จะหลุดพ้นความทุกข์ทรมาน...

อย่าตายนะ...

เสียงใสกังวานปานระฆังแก้วของเด็กผู้หญิงตัวเล็กเท่าลูกแมวได้ฉุดรั้งสติอันกระเจิดกระเจิงไร้ทิศทางกลับคืน เขาก้มมองชายแขนเสื้อข้างหนึ่งถูกมือเล็กขาวอวบของเด็กน้อยดึงรั้งเอาไว้จนมีรอยยับย่น ภายใต้ใบหน้าเล็กจิ้มลิ้มของเด็กหญิงระบายยิ้มสดใสราวพระจันทร์ทอแสง ขณะที่มืออีกข้างหนึ่งยื่นแมลงปอสานจากหญ้าแห้งให้เขา จู่ ๆ หัวใจอันเว้าแหว่งราวกับถูกเติมเต็มกลับมาพองโต เขาคล้ายต้นไม้ที่ขาดน้ำใกล้ตายอยู่รอมร่อ พลันพลิกฟื้นเพียงฝนที่ตกหลงฤดู

นั่นเป็นครั้งแรกที่ได้พบเด็กผู้หญิงคนนั้น คิดไม่ถึงว่าโชคชะตาจะพาให้ได้พบนางอีกครั้ง ไม่คิดว่าพบกันอีกครานี้เป็นเขาที่เกือบจะพลั้งมือสังหารนาง

นัยน์ตาสีนิลวูบไหวคล้ายมีระลอกคลื่น ส่วนลึกในดวงตาฉายความสับสนระคนปวดใจ หากมิใช่เพราะเด็กหญิงตัวเล็ก ๆ ที่มีดวงตาสดใสเปล่งประกาย ยื่นมือออกมายื้อเปลวไฟแห่งชีวิตที่เปรียบเสมือนฟางเส้นสุดท้ายเอาไว้ ป่านนี้นามของเขาคงสลักอยู่บนป้ายวิญญาณในห้องบรรพชนตระกูลเซียว

เซียวไห่หลงปิดเปลือกตาลงก่อนเปิดเปลือกตาขึ้นอีกครั้ง เพ่งพิศดวงหน้างามที่ซ้อนทับใบหน้าของเด็กหญิงตัวน้อย ที่สุดก็ไม่อาจกดข่มอารมณ์ที่เก็บซ่อนเอาไว้ในโพรงอก สองมือเขากำแน่นกดข่มความรู้สึกผิดถาโถมเข้ามาในใจอย่างรุนแรง แล้วกดข่มเอาไว้ในส่วนลึกของจิตใจ

มือใหญ่ยื่นออกอย่างเชื่องช้า คว้าข้อมือเล็กของนางได้ก็ออกแรงดึงรั้งเบา ๆ ในตอนนั้นนางไม่ทันได้ตั้งตัว ร่างเล็กล้มทับลงมาบนตัวเขาที่อยู่ในสภาพกึ่งนั่งกึ่งนอน

เซียวไห่หลงสวมกอดร่างเล็กแนบแน่น ราวกับว่าหากปล่อยมือนางจะสลายหายไปดุจหมอก สีหน้าเคร่งขรึม คลื่นอารมณ์แปรเปลี่ยนไปมา ความรู้สึกเสียใจภายหลังผุดขึ้นมาครู่หนึ่ง เป็นเพราะเขาใช้ความพยายามอย่างหนักเพียงเพื่อต้องการพิสูจน์ตนเองให้เป็นที่ประจักษ์แก่สายตาผู้อื่น จึงได้ละเลยเรื่องของนางไป

เพราะข้าไม่ดีเอง

“...” ไป๋พิงถิงตะลึงงัน หลายวันมานี้ถ้อยคำของเขามักทำให้นางงุนงงอยู่บ่อยครั้ง อาจเพราะอารมณ์ที่แปรเปลี่ยนไปมาจนนางตั้งรับไม่ทัน พอถูกจู่โจมรวดเร็วปานลมพายุ ภายใต้ความตื่นตระหนกตกใจยังมีความขวยเขิน ขณะเดียวกันก็ทั้งฉุนทั้งโมโหลอบสบถด่าเขาไม่หยุด เท่านี้จิตใจอันตึงเครียดของนางพลันผ่อนคลายลง

เซียวไห่หลงไม่สนใจอาการต่อต้านเงียบๆ ของคนในอ้อมกอด ในใจเขาเต็มไปด้วยความรู้สึกผิดและอยากชดเชยให้กับนาง “ข้าขอโทษ...”

เสียงของเขาแผ่วเบาจนนางอดที่จะช้อนตาขึ้นมองมิได้ แววงุนงงฉายผ่านดวงตาคู่งามอยู่หลายส่วน หากแวบหนึ่งนางทันสังเกตเห็นแววตาคมปลาบอ่อนแสง ก้นบึ้งในดวงตาฉายแววเจ็บปวดโศกเศร้าอย่างลึกล้ำ ก่อนจะค่อย ๆ แปรเปลี่ยนเป็นอ่อนโยนราวกับไม่ใช่คนก่อนหน้าที่เกือบจะสังหารนางอย่างไร้ความปรานี

บรรยากาศภายในห้องเงียบสนิทไร้เสียงใด มีเพียงเสียงลมหายใจทอดยาวและหนักหน่วงของเขาที่พรั่งพรูออกมา หลายปีมานี้ เจ้าผ่านความทุกข์ยากมาได้อย่างไร เจ้าอดทนเก็บกลั้นมันเอาไว้ได้อย่างไรน้ำเสียงของเขาละมุนอ่อนโยน สีหน้ากลับเคร่งขรึมยิ่งกว่าเดิมยามคิดถึงความลำบากทุกข์ยากที่นางต้องเผชิญเพียงลำพัง หัวใจแกร่งเหมือนถูกมีดคมกริบกรีดแทง

ไป๋พิงถิงรู้สึกได้ว่าอ้อมกอดแกร่งของเขารัดร่างนางแน่นยิ่งกว่าเดิม กลั้นหายใจขมวดคิ้วมุ่นเงยหน้าขึ้นพิจารณาใบหน้าคมสันอย่างละเอียด นัยน์ตาดำมืดแฝงดุดัน ปลายจมูกโด่งเป็นสัน ริมฝีปากบาง รูปหน้าสลักคล้ายหยกแลดูสูงส่งล้ำค่า เสียดายมีหน้ากากปิดบังอยู่ครึ่งซีก กระนั้นกลับฉายแววหยิ่งทะนงสมเป็นจอมทัพผู้มีชื่อเสียงกระเดื่องเลื่องลือถึงความโหดเหี้ยมและเฉียบขาด เพียงแต่แวบหนึ่งในความสับสนระคนสงสัยให้บังเกิดความรู้สึกคุ้นเคยกับคนผู้นี้อย่างประหลาด

เซียวไห่หลงคลายคิ้วขมวดคล้ายปม ยามเห็นดวงตากลมฉายความฉงนสงสัยคล้ายลูกแมวจอมซุกซน แววตาพลันอ่อนโยนฝืนยิ้มเอ่ย “ในตอนนั้น...หากข้าคิดติดตามสืบข่าวเจ้าสักนิด หลายปีมานี้เจ้าก็คงไม่...กล่าวได้เพียงเท่านี้ให้รู้สึกปวดใจขึ้นมาอย่างยากระงับ

ไป๋พิงถิงเม้มริมฝีปากแน่น ลูกนัยน์ตากลอกหลุกหลิกใคร่ครวญครู่หนึ่งจึงเอ่ยออกมา “ขออภัย หม่อมฉันจำมิได้จริง ๆ ว่าเคยพบท่านอ๋องมาก่อนหรือไม่ แต่จะด้วยเหตุผลใดก็ตามหม่อมฉันก็ยังเป็นสตรีที่ยังไม่ออกเรือน แม้มิได้คำนึงถึงชื่อเสียง อีกทั้งละเว้นธรรมเนียมปฏิบัติสตรีในห้องหอ แต่ล้วนทำไปด้วยใจบริสุทธิ์และหมายจะช่วยชีวิตท่านอ๋องนะเพคะ”   

ให้ตายนางก็ไม่ยอมเปิดปากพูด ในใจมีสิ่งใดแอบแฝง!

เซียวไห่หลงเพ่งพิศมองดวงหน้างามของสตรีที่กล้าเอ่ยวาจาค่อนขอดอย่างไม่กลัวตาย มีหรือจะไม่รู้เท่าทันความคิดที่ผุดขึ้นในหัวสมองเท่าเมล็ดถั่วของนาง

ตัวโง่งมของเขานั้น...เมื่อใดก็ตามที่ตกอยู่ในสถานการณ์อันตรายก็จะกลายเป็นนางจิ้งจอกเจ้าเล่ห์เก้าหาง อีกใจหนึ่งก็นึกโกรธเคืองวันเวลาที่แสนโหดร้าย ไม่เพียงเปลี่ยนเด็กหญิงไร้เดียงสาให้เติบโตขึ้นเป็นสตรีเย็นชาปานน้ำแข็ง ยิ่งคิดว่าลมหายใจนางมีไว้เพื่อแก้แค้น หัวใจแกร่งพลันเจ็บปวดขึ้นมาครามครัน

เดิมเขาคิดว่าตนเองมีความอดทนมากพอที่จะรอให้นางจดจำเขาได้ในที่สุด หรือต่อให้เป็นเขาผู้เดียวที่จดจำดวงหน้าเล็กจิ้มลิ้มของนางได้ก็ตาม หากความรู้สึกในเบื้องลึกกลับปฏิเสธและเรียกร้องมากกว่านั้น เมื่อโชคชะตานำพาให้เขาและนางกลับมาพบกันอีกครา สาบานว่าจะไม่มีทางปล่อยมือเล็กคู่นี้ให้หลุดลอยไปอีก

สายตาเซียวไห่หลงจับจ้องอยู่ที่นาง แววตาลึกล้ำชวนให้รู้สึกหวั่นไหว พร่ำเอ่ยย้ำในใจว่านับจากนี้ไปเขาจะปกป้องดูแลนาง และปรารถนาให้นางใช้ชีวิตอย่างมีความสุขอยู่ภายใต้ปีกของเขาสืบไป มีอ้อมกอดอันกว้างใหญ่อบอุ่นของเขาเป็นที่พักพิงดุจต้นไม้ใหญ่

“...” ไป๋พิงถิงงงงัน อารมณ์แปรเปลี่ยนไปมาของเขาทำนางสับสนไปหมด หรือเพราะบาดเจ็บสาหัสจนทำให้สติฟั่นเฟือนเลอะเลือนไปแล้ว

แต่ทว่า...จิ้งจอกเซียว ไยจะต้องทำสายตาชวนให้รู้สึกหวั่นไหวเช่นนี้ด้วยเล่า!

************************

หนึ่งหัวใจ หนึ่งคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 73 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

39 ความคิดเห็น

  1. #26 zaap55 (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2564 / 21:47
    ติดตามอยู่นะ
    #26
    0
  2. #25 Lazy Cats (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2564 / 20:57
    รอออออออ ว่าน้องจะจำได้เมื่อไหร่น้อ
    #25
    0
  3. #24 Supatra_ja (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2564 / 19:56
    ค้างมากค่ะไรท์ ท่านอ๋องมีหลายอารมณ์น้องตามไม่ทัน
    #24
    0