กลพิชิตรักแม่ทัพร้าย สนพ.Romantic Publishing

ตอนที่ 6 : บทที่ ๔ ปมในอดีต (๒)

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 1,908
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 65 ครั้ง
    5 เม.ย. 64


บทที่ ๔ ปมในอดีต


ตอนที่ ๒


กาลเวลาผันผ่านดุจสายน้ำไหลไม่หวนคืน พริบตาเดียวผ่านมาถึงห้าปี ตระกูลไป๋ที่เคยรุ่งโรจน์เป็นที่กล่าวขานกลับไม่มีผู้ใดกล้าเอ่ยถึง ไม่มีผู้ใดกล้าออกหน้าทวงความเป็นธรรมให้กับหลายสิบชีวิตที่สังเวยให้กับความไม่เป็นธรรม จวบจนถึงวันนี้ผู้คนต่างพากันลืมเลือน คล้ายโศกนาฏกรรมสะเทือนขวัญครานั้นเป็นดังเมฆหมอกค่อย ๆ เลือนรางจางหายไปในที่สุด

“ช่างน่าขัน! คนชั่วกลับยืนยงอยู่ค้ำฟ้า คนดีมีค่าเพียงเศษธุลี” กลีบปากเล็กขยับเอ่ยพึมพำ หลังจมอยู่ในห้วงคำนึงเนิ่นนานพลันรู้สึกว่ากลางฝ่ามือเจ็บแปลบ ไป๋พิงถิงก้มมองโลหิตสีแดงไหลสดซึมออกมาจากรอยเล็บจึกลึก ดวงตาคู่งามฉายแววเย้ยหยันในโชคชะตา สีหน้าแปรเปลี่ยนเป็นเยียบเย็น

เหยียนเป่าเจ้าคนสารเลวต่ำช้า! ต่อให้ลงนรกข้าก็จะลากเจ้าไปด้วย”

ไป๋พิงถิงจิตใจสับสนว้าวุ่นพลุ่งพล่าน นานครู่ใหญ่ก็ยังมิอาจดึงสติกลับมาได้ ด้วยเพลิงแค้นสุมอกอยากระบายออกมา จึงไม่ทันสังเกตเห็นว่าคนตัวโตได้ตื่นจากนิทราจ้องมองมาที่นางนานแล้ว ทั้งยังไม่รู้ว่าอากัปกริยาของตนเองได้ตกอยู่ในภายใต้สายตาคมกริบไม่มีตกหล่น

“ดูเหมือนเจ้าจะมีความแค้นลึกซึ้งต่อคนผู้นั้นไม่น้อย” เสียงแหบแห้งเปล่งออกจากริมฝีปากแห้งผาก สีหน้าเซียวไห่หลงนิ่งขรึม แววตาเยียบเย็น

ไป๋พิงถิงเบิกตากว้างอย่างตะลึงงัน กะพริบตามองร่างสูงหยัดกายขึ้นก่อนเอนหลังพิงหัวเตียงอย่างเชื่องช้า ร่างกายไม่ขยับเขยื้อนราวกับได้กลายเป็นท่อนไม้ไปแล้ว นานครู่ใหญ่กว่าจะรั้งสติเสี้ยวสุดท้ายเอาไว้ได้ทันก่อนที่มันจะเตลิดลอยไปไกล กลีบปากเม้นแน่นจนเป็นเส้นตรง

ดวงตากลมจ้องมองนัยน์ตาคมปลาบคล้ายต้องการมองให้ถึงก้นบึ้งในดวงตาของเขาคู่นั้น เป็นชั่วเวลาเดียวที่เซียวไห่หลงจ้องมองประเมินนางเช่นกัน ระหว่างคนทั้งสองพลันตกอยู่ในความเงียบงัน มีเพียงเสียงลมหายใจทอดยาว และเสียงลมพัดหวีดหอบละอองฝนผ่านช่องหน้าต่างเข้ามาระลอกแล้วระลอกเล่า กระทั่งชั่วอึดใจต่อมาเป็นเซียวไห่หลงที่เอ่ยขึ้นด้วยความสุขุมเยือกเย็นยิ่ง

เจ้ารู้จักเสนาบดีเหยียนได้อย่างไร

ไป๋พิงถิงขับไล่ความรู้สึกสับสนหวั่นไหวในห้วงอารมณ์หม่นเศร้าที่สาดซัดเข้ามาดั่งเกลียวคลื่นระลอกแล้วระลอกเล่า ปั้นหน้าเย็นชาที่เสแสร้งสร้างขึ้นเหมือนกำแพงสูงลิบลิ่ว หากใครบางคนเพียงแค่เห็นดวงตากระจ่างใสหมดจดคู่นี้คล้ายมีเมฆหมอกทึมเทาเข้าบดบัง ก็แทบอยากจะบั่นคอคนสารเลวผู้นั้นให้สาสมกับที่ทำให้นางต้องทุกข์ระทมใจ ขณะเดียวกันในหัวสมองกลับผุดคำถามขึ้นมากมาย ทั้งยังหมายมั่นจะค้นหาคำตอบให้จงได้

ไป๋พิงถิงไม่อาจเอ่ยปากบอกความจริงเขาได้ในเวลานี้ได้ ตราบใดที่นางยังไม่แน่ใจอะไรบางอย่างย่อมไม่กล้าเสี่ยงเดิมพัน เรื่องของข้าท่านไม่จำเป็นต้องรู้

เซียวไห่หลงเลิกคิ้วเข้มขึ้น ใช้หางตาสังเกตสีหน้าและอากัปกิริยาของหญิงสาว

ไป๋พิงถิงกลับมิได้สนใจนัยน์ตาคมเข้มคู่นั้น เพียงปรายตามองเขาชั่วแวบหนึ่งด้วยแววตาฉายแววดื้อรั้น

เซียวไห่หลงไม่เอ่ยคำ เพียงเลิกคิ้วเข้มขึ้นสูง นัยน์ตาคมมิได้ละจากดวงหน้างามคล้ายต้องการมองให้ลึกถึงกระดูก ชั่วเวลานี้ระหว่างพวกเขาทั้งสองมีเพียงสายลมคั่นกลาง กอปรกับแสงจากเปลวเทียวไหวระริก ส่งผลให้ภาพตรงหน้าพร่าเลือนไปบ้าง ทว่านัยน์ตาของเขาคู่นี้กลับมองเห็นสีหน้าหม่นเศร้าแววตาระทมทุกข์ของนางชัดเจน และมันปั่นป่วนหัวใจเขาจนน่าโมโห

ครั้นเห็นเขาขยับกายเร็วเกินไป ไป๋พิงถิงอดเอ่ยปรามขึ้นมิได้ ท่านไม่ควรรีบร้อนขยับตัวเช่นนี้เอ่ยจบก็ยื่นมือเรียวเล็กออกไปช่วยพยุง เขากลับดื้อรั้นทำท่าจะยันกายลุกขึ้น ทว่าแขนขากำยำกลับไร้เรี่ยวแรงเสียอย่างนั้น ทำให้ร่างสูงโงนเงนทรุดนั่งลงบนเตียงอย่างหมดท่า

ไป๋พิงถิงทั้งขบขันทั้งโมโห ถอนหายใจพลางทิ้งสะโพกนั่งลงบนเตียง สองมือเรียวเล็กรีบคลายสาบเสื้อเปิดกว้าง วางปลายนิ้วเรียวยาวดุจต้นหอมสัมผัสบนบาดแผลลากยาวเหนือแผ่นอกไล่ลงมายังหน้าท้องตึงแน่นเต็มไปด้วยมัดกล้าม ที่ยามนี้บนผ้าพันแผลสีขาวมีโลหิตสีแดงอาบย้อมแดงฉาน  

ดวงตากลมถลึงตามองเขาอย่างขุ่นขึ้ง พรั่งพรูลมหายใจออกมายืดยาว เพียงคิดว่าเขาช่างมีร่างกายทนทานดุจวัว นัยน์ตาดุร้ายประหนึ่งดวงตาเสือ ดื้อรั้นเป็นที่หนึ่ง โทสะในใจคลายลงกว่าครึ่ง “หากท่านไม่คำนึงถึงความเหนื่อยยากของข้า อย่างน้อยก็ควรคำนึงถึงชีวิตตนเองบ้าง”

เซียวไห่หลงจ้องมองดวงหน้างาม ครู่ก่อนนางยังมีสีหน้าหม่นเศร้า ทว่าตอนนี้กลับมีท่าทีดุร้ายเหมือนแม่เสือ คิดเช่นนั้นแล้วเผลอแย้มยิ้มออกมา แต่เพียงครู่เดียวก็รู้สึกไม่ชอบใจ คิ้วกระบี่กระดกขึ้นนัยน์ตาคมหรี่ลงจับจ้องมองอากัปกิริยาของนางอย่างครุ่นคิด พลางนึกตำหนิในใจ

กระต่ายน้อย! เจ้าเป็นสตรีเช่นไรกันถึงกล้าปลดเปลื้องอาภรณ์จากกายบุรุษสีหน้าไร้ความขวยเขิน

แม้รู้สึกไม่ชอบใจอย่างไร้สาเหตุกลับมิได้ปัดป้องหรือตำหนิออกมาอย่างจริงจัง ยิ่งไม่คิดปริปากห้ามปรามทั้งยังปล่อยให้นางใช้สายตาโลมเลีย สองมือเล็กสำรวจลูบคลำจนพอใจ เพียงอาศัยยามที่นางตั้งใจตรวจสอบร่างกายกำยำอย่างเพลิดเพลิน ใช้นัยน์ตาคมลอบมองดวงหน้างามอย่างค้นหา

หญิงสาวผู้นี้นับว่าเป็นโฉมสะคราญ แต่ไม่ถึงกับงามปานล่มเมือง นางมีดวงตากระจ่างใสสามารถสะกดสายตาเขาไว้จนไม่อาจถอนคืน ดวงหน้างดงามหมดจด ผิวเนียนละเอียดขาวจุดเม็ดข้าวสาลี พวงแก้มขาวแดงระเรื่อเปล่งปลั่งคล้ายผลท้อสุก จมูกโด่งปลายเชิดรั้น กลีบปากอิ่มชุ่มชื้นแดงเรื่อเหมือนผลอิงเถา เรือนผมดำเงานุ่มลื่นขับเน้นดวงหน้างามผุดผาดชวนมอง

เมื่อเพ่งพิศมองก็ยิ่งเห็นดวงหน้าเล็กจิ้มลิ้มของนางมีขนาดใหญ่กว่าฝ่ามือเขานิดเดียว เพียงแต่ลึกลงในดวงตากลมโตคู่นี้ คล้ายมีบางสิ่งบางอย่างชวนให้รู้สึกคุ้นเคยอย่างน่าประหลาด จู่ ๆ ก็มีกระแสคลื่นอารมณ์แล่นปราดเข้ามาส่งผลให้หัวใจแกร่งเต้นรัวจนไม่อาจควบคุมได้

ทว่า...นานเพียงใดแล้ว ที่เขาไม่เคยมองสตรีด้วยความพึงพอใจเช่นนี้ 

ไป๋พิงถิงเห็นเขานิ่งเงียงไม่เอ่ยคำ จึงลอบชำเลืองมองแวบหนึ่งพลางเอ่ยว่า เคราะห์ดีที่บาดแผลไม่ปริแตก แค่ใส่ยาแล้วเปลี่ยนผ้าพันแผลก็ไม่มีอะไรน่ากังวลใจ แต่หากท่านยังฝืนขยับตัวตามใจเช่นนี้ข้าอาจต้องเย็บแผลใหม่อีกครั้งเอ่ยจบนางทำท่าจะลุกขึ้นกลับถูกเขารั้งข้อมือเรียวไว้

ในตอนนั้น ไป๋พิงถิงย่อมไม่รู้ความคิดของเขา และไม่รู้ว่าตนเองถูกประเมินอยู่เงียบ ๆ แต่พอรู้สึกคล้ายถูกจับจ้องเหมือนกระต่ายป่าที่ถูกหมาป่าจ้องมองราวกับเป็นเหยื่ออันโอชะ จึงแสร้งเสตามองไปทางอื่น ทว่ากระแสบางอย่างบีบคั้นให้นางจำต้องเงยขึ้นสบประสานสายตาคมอย่างหลีกเลี่ยงมิได้

“เจ้ากับเสนาบดีเหยียนมีเรื่องบาดหมางอันใดต่อกัน” เขาเอ่ยถามสีหน้าเคร่งขรึม จ้องเขม็งมองนาง

ไป๋พิงถิงร่างแข็งทื่อกลายเป็นหิน สีหน้าสับสนด้วยไม่คิดว่าเขาจะสนใจเรื่องของนางอย่างจริงจัง ยิ่งเขาใช้สายตาคาดคั้นมองนาง ยิ่งรู้สึกได้ว่ากระแสความร้อนจากฝ่ามือใหญ่ที่กระชับข้อมือเรียวเล็กร้อนดังไฟแผดเผา นางหลุบตามองมือลวกร้อนของเขา กลับปฏิเสธมิได้ว่าเผลอไผลหวั่นไหวไปกับความรู้สึกแปลก ๆ  แต่เพียงชั่วลมหายใจเดียวสีหน้าก็กลับมาเรียบนิ่งดุจเดิม

อันที่จริงคนฉลาดปราดเปรื่องเช่นเขา ไม่แน่ว่าอาจคาดเดาความคิดนางจนทะลุถึงกระดูกไปแล้ว ทว่าเหยื่อล่อที่นางโยนลงแม่น้ำ ไม่คิดว่าจะตกปลาใหญ่ได้ง่ายดายเพียงนี้ นี่สิแปลก! แต่จะด้วยอะไรก็ตาม ความสงสัยใคร่รู้ในตัวเขาเป็นนางที่จงใจปลุกปั่นมันขึ้นมา หลังล่วงรู้ฐานะที่แท้จริงของเขา

“ศัตรูสังหารบิดามารดา ย่อมไม่อาจอยู่ร่วมฟ้าเดียวกันได้”  ไป๋พิงถิงยิ้มหยัน ดวงตาฉายแววความเคียดแค้นอย่างไม่ปิดบัง

เซียวไห่หลงได้ยินเช่นนั้นกลับไม่รู้สึกแปลกใจ “เสนาบดีเหยียนนี้มีนิสัยโฉดชั่วย่อมมีคนไม่น้อยคิดอยากเอาชีวิต แต่เจ้าเพียงลำพังต่อให้สองมือถือกระบี่ก็ใช่ว่าจะตัดศีรษะจิ้งจอกเจ้าเล่ห์ได้” เขาเลิกคิ้วเข้มขึ้น มุมปากยิ้มเย็นพลางเอ่ยคาดเดาความคิดนาง

“หรือเจ้าคิดจะใช้ชีวิตน้อย ๆ เข้าแลก...”

คิ้วเรียวสวยขมวดมุ่น ไป๋พิงถิงเม้มปากแน่น ลอบโต้แย้งอยู่ในใจ

เหตุใดจะไม่ได้เล่า!

ข้านึกว่าเจ้าจะฉลาดกว่านี้” เซียวไห่หลงส่ายศีรษะ กดมุมปากยิ้มหยัน แล้วเอ่ยราวกับล่วงรู้ความคิดนาง “อาศัยตำแหน่งเสนาบดีเจ้าก็รับมือไม่ไหวแล้ว ทว่าคนผู้นั้นยังมีเจิ้นเต๋อเฟยคอยหนุนหลัง ความสัมพันธ์ของคนทั้งสองไม่ใช่ธรรมดา เกรงว่าหนูเช่นเจ้าจะเป็นฝ่ายดิ้นรนเข้าไปติดกับเสียเอง

“ท่านรู้!” ไป๋พิงถิงเบิกตากว้าง มิใช่ว่าที่ผ่านมาเขาใช้ชีวิตเกินครึ่งอยู่ในสนามรบ ไฉนจึงรู้เรื่องเลวทรามต่ำช้าของคนสารเลวพวกนี้ได้

“ต่อให้ไม่มีน้ำรั่วสักหยดใช่ว่าลมจะพัดเข้ามามิได้”

“เช่นนั้น ไยฝ่าบาทถึงยังทรงนิ่งเฉย” ไป๋พิงถิงขยับเข้าใกล้ร่างสูงโดยไม่รู้ตัว

เซียวไห่หลงเลิกคิ้วกระบี่ขึ้นเล็กน้อย จ้องมองสีหน้าแววตาของนางฉายความสงสัยใคร่รู้ราวกับเด็กน้อยที่พบเจอสิ่งของถูกใจ มุมปากคลี่ยิ้มเอ่ย “เสนาบดีเหยียนและเจิ้นเต๋อเฟย เดิมทั้งสองเป็นดั่งเหมยเขียวม้าไม้ไผ่7ตั้งแต่ก่อนเข้ามาเป็นพระสนม เรื่องนี้ฝ่าบาทย่อมรู้ดี”

ไป๋พิงถิงฟังแล้วเหยียดปากแค่นเสียงพึมพำ “เหมยเขียวม้าไม้ไผ่ เกรงว่าฝ่าบาทจะไม่ทรงรู้ว่าคนพวกนั้นจะร่วมกันก่อกำแพงเขียวขึ้นลับหลังเสียมากกว่า”

เจ้าเด็กแก่แดดรู้หรือไม่เอ่ยสิ่งใดออกมา” เซียวไห่หลงมองนางอย่างขบขัน “เพียงประโยคเดียวของเจ้า สามารถทำให้คอหลุดออกจากบ่าได้แล้ว”

เด็กแก่แดดอย่างนั้นรึ...ช่างน่าโมโหนัก! เขาทำราวกับว่านางไร้เดียงสา เป็นสตรีที่ยังไม่พ้นวัยปักปิ่น

ไป๋พิงถิงรู้สึกไม่สบอารมณ์อยู่บ้าง ดวงตากลมโตฉายแววดื้อรั้น ดวงหน้างามเชิดขึ้นเอ่ยอย่างดึงดันว่า เรื่องผู้อื่นข้าไม่สน เรื่องระหว่างข้ากับคนผู้นั้นความแค้นสูงกว่าภูเขากว้างกว่าทะเล ตราบใดที่ยังมิได้ลากคนสารเลวเหยียนเป่าลงนรก วิญญาณบิดามารดา ผู้คนในตระกูลที่ถูกสังหารอย่างไร้ความเป็นธรรมย่อมไม่มีทางสงบได้ ข้าเองก็ได้ชื่อว่าเป็นคนอกตัญญูไปด้วย

เซียวไห่หลงหยักมุมปากยิ้มอย่างเงียบงัน เอ่ยเสียงเยียบเย็น กลัวก็แต่ว่ายังไม่ทันลงมือ เจ้าอาจได้ไปกับพบบรรพบุรุษในปรโลกแล้ว หรือไม่ก็ตกเป็นของเล่นให้คนวิปริตพิสดารผู้นั้นย่ำยี มีชีวิตอยู่ไม่สู้ตาย

ท่าน!

ไป๋พิงถิงถลึงตาใส่บุรุษตัวโต สิ่งที่นางเสียใจที่สุดคือมิได้สังหารคนผู้นี้ทั้งที่มีโอกาสนับครั้งไม่ถ้วน แต่ดูเหมือนเขาจะล่วงรู้ความคิดของนาง นัยน์ตาคมจึงมีประกายรื่นเริงอย่างไม่เก็บงำ นั่นไม่เท่ากับเขาที่จู่ ๆ ไม่รู้ว่าเอาเรี่ยวแรงมาจากไหน หลังคว้าท่อนแขนเรียวของนางได้ออกแรงดึงรั้งเบา ๆ ร่างเล็กพลันเซถลาเข้าปะทะแผ่นอกแข็งแกร่ง

“ปล่อยนะ!

แทนที่เขาจะปล่อยกลับกดพวงแก้มขาวเนียนของนางแนบสนิทกับแผ่นอกของเขา ไอร้อนผะผ่าวทำให้ใบหน้านวลแดงก่ำขึ้นสีโลหิต

ไป๋พิงถิงตกตะลึงทั้งโมโหลอบก่นด่าจนเหนื่อยหอบ เมื่อคิดจะขืนตัวดิ้นรนหมายให้หลุดจากการเกาะกุม เจ้าคนสมควรตายกลับกระชับข้อมือนางแน่นแล้วใช้มืออีกข้างหนึ่งกดศีรษะทุยของนางแนบชิดยิ่งขึ้น ดวงหน้าเล็กจิ้มลิ้มจึงห่างจากปลายจมูกโด่งขึ้นสันเพียงฝ่ามือกั้น

สตรีหัวรั้นเซียวไห่หลงเอ่ยเย้า มุมปากกระตุกยิ้มยั่ว

นางแค่นเสียง “ฮึ!” ในลำคอ ดวงตากลมจ้องเขม็งมองใบหน้าภายใต้หน้ากากเงิน ครั้นเห็นนัยน์ตาคมฉายความเจ้าเล่ห์ ในใจพลันบังเกิดกระแสความรู้หลากหลายสาดซัดเข้ามาแยกไม่ออก

แน่นอนว่าหนึ่งในความรู้สึกนั้น ย่อมมีความชังน้ำหน้าเขาอยู่ด้วย

                จิ้งจอกเซียว เจ้าคนต่ำช้า!

5เสนาบดีกรมขุนนาง หรือลี่ปู้ ทำหน้าที่เกี่ยวกับการเลื่อนลดปลดย้ายขุนนาง

6อุปมาว่า ทางใครทางมัน ต่างคนต่างอยู่ไม่ยุ่งหรือรุกล้ำต่อกัน

7อุปมาว่า ชายหญิงเป็นเพื่อนเล่นสนิทสนมกันตั้งแต่เด็ก หรือโตมาด้วยกัน


************************

หนึ่งหัวใจ หนึ่งคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 65 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

39 ความคิดเห็น

  1. #22 marchere01 (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 22 กุมภาพันธ์ 2564 / 15:24
    ตอนหลอกกินเต้าหู้

    เสียแล้ว.......
    #22
    1
  2. #6 kedluk (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 2 มิถุนายน 2563 / 20:45
    พี่หลงรู้จักนางเอกจริงๆด้วย
    #6
    1