กลพิชิตรักแม่ทัพร้าย สนพ.Romantic Publishing

ตอนที่ 5 : บทที่ ๔ ปมในอดีต (๑)

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 1,923
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 73 ครั้ง
    5 เม.ย. 64


บทที่ ๔ ปมในอดีต


ตอนที่ ๑



ลมสายหนึ่งพัดละอองฝนเย็นชื้นเข้ามาทางช่องหน้าต่างที่เปิดแง้ม หอบกลิ่นหอมอ่อน ๆ ของกล้วยไม้ป่าที่แขวนอยู่ตามแนวระเบียงส่งกลิ่นหอมอวลปลุกเร้าหญิงสาวให้ตื่นจากภวังค์

ร่างเล็กบิดเอวไล่ความเมื่อยขบก่อนผุดลุกขึ้นจากตั่งตัวเตี้ยข้างเตียง ชำเลืองตามองบุรุษร่างใหญ่แวบหนึ่ง แล้วพาร่างระหงก้าวเดินเนิบช้าหยุดยืนข้างบานหน้าต่างเปิดแง้ม แหงนเงยดวงหน้างามขึ้นพลางสูดดมกลิ่นหอมอ่อน ๆ ของสายลมเย็นพัดโชยผ่าน ปรากฏรอยยิ้มในส่วนลึกดวงตาเข้มขึ้น

ฤดูใบไม้ผลิ...ผู้ใดจะคิดว่ามีฝนตกหลงฤดู

ไป๋พิงถิงยื่นมือเรียวขาวดุจหิมะยื่นออกไปรับเม็ดฝนเย็นฉ่ำ แววตาหม่นเศร้าทอดมองม่านฟ้าสีหม่น แลเห็นกลุ่มเมฆครึ้มเทาแบ่งเป็นชั้นล่องลอยบดบังแสงดวงตะวันก่อนเร้นหายไปในสายหมอก บรรยากาศขมุกขมัวครึ้มฟ้าครึ้มฝนเฉกเช่นเดียวกับใจนางในยามนี้

สายลมเย็นพัดโชยกระทบใบหน้านวลเนียน แพขนตาหนาดำงอนยาวกระพือไหวไล่ละอองน้ำเปียกชื้นรอบเปลือกตาบาง นัยน์ตากลมมองผ่านม่านฝนโปรยปรายดุจหิมะกระทบพื้นจนเกิดเสียงดัง 'เปาะแปะ' มือเล็กทั้งสองข้างเดิมยื่นออกไปรับเม็ดฝนพลันกำแน่น มุมปากกระตุกยิ้มหยันในโชคชะตา นึกหวนประหวัดไปถึงเรื่องราวในอดีตดวงตาสีดำสนิทเข้มข้นกว่าเดิม

ห้าปีก่อน นางเป็นเพียงดรุณีน้อยในวัยสิบสี่ปี แม้มิได้มีโฉมสะคราญงามปานล่มเมือง แต่ก็กล่าวได้ว่าเป็นหญิงสาวที่มีดวงตาสดใสเปล่งประกายแวววาวชวนลุ่มหลง นางในยามนั้นมีนิสัยซุกซนและหาได้เป็นสตรีในห้องหออย่างที่มารดาคาดหวัง ดังนั้นวิชาการเรือน ปักผ้า วาดภาพ ท่องกลอน ดีดพิณชงชาล้วนไม่ได้เรื่องสักอย่าง

ในทางกลับกันนางสามารถใช้เข็มเงินได้อย่างเชี่ยวชาญคล่องแคล่ว ทั้งยังลุ่มหลงในวิชาแพทย์เฉกเช่นบิดา นั่นเพราะบรรพชนตระกูลไป๋ล้วนแต่เป็นหมอที่เก่งกาจ มีชื่อเสียงเลื่องลือมาถึงสองรุ่นจนกล่าวได้ว่าตระกูลไป๋ในยามนั้นนับเป็นที่จับตามองของเหล่าขุนนางในราชสำนัก

กระทั่งบิดาของนางได้รั้งตำแหน่งหัวหน้าสำนักแพทย์หลวง ฝ่าบาททรงไว้วางพระทัยถึงขั้นมีรับสั่งให้รับใช้ใกล้ชิด สามารถเข้าออกวังหลวงได้โดยไม่ต้องมีตราผ่านทาง ชั่วชีวิตบิดายึดมั่นและภักดีต่อฝ่าบาทมาตลอด ทว่าผู้ใดจะคาดคิดว่าในเวลาต่อมาตระกูลไป๋ที่รุ่งเรืองจะล่มสลายกลายเป็นโศกนาฏกรรมสะเทือนขวัญเพียงชั่วข้ามคืน

เหตุการณ์สะเทือนขวัญในครานั้น ตามหลอกหลอนนางดุจภูตผีวิญญาณ ส่งผลให้ทุกครั้งยามหลับตาลงก็มักจะฝันถึงค่ำคืนที่ฝนตกหนักราวกับฟ้ารั่ว และเป็นเวลาเดียวกับคนตระกูลไป๋ถูกสังหารล้างตระกูลอย่างโหดเหี้ยมอำมหิต จนไม่อาจปฏิเสธได้ว่าภาพอันน่าสยดสยองเขย่าขวัญสั่นประสาททำนางเกือบเสียสติ

เสียงกรีดร้องโหยหวนผ่านม่านราตรี ในความมืดมิดมีแสงไฟแลบแปลบปลาบจากคมกระบี่ของคนสารเลวผู้นั้นเสียบแทงทะลุร่างบิดามารดาอย่างไร้ปรานี

จำได้ว่านางกรีดร้องตะโกนออกไปสุดเสียง สองมือไขว่คว้ากลับได้เพียงอากาศ ไม่ทันแล้ว! คนสารเลวผู้นั้นสังหารบิดามารดาของนาง ทั้งสองล้มลงจมกองโลหิตที่ไหลนองดุจสายธารแดงฉาน นางตัวสั่นมองโลหิตสีแดงสด กลิ่นคาวคละคลุ้งกำจาย ทันใดนั้นสายตาพลันพร่ามัว ก่อนเงยหน้าขึ้นมองสายฝนที่โปรยปรายลงมาระลอกแล้วระลอกเล่า กระทั่งความหวังสุดท้ายหลุดลอย เมื่อทายาทสืบทอดตระกูลเพียงคนเดียวถูกปลายกระบี่ของคนสารเลวเสียบแทงทะลุกลางอกและตัดเข้าที่ข้อเท้าทั้งสองข้าง

ยามนั้นนางไม่รู้ว่าน้ำตาหลั่งไหลออกมาจากที่ใดถึงมากมายเพียงนี้ กระนั้นทุกหยาดหยดถูกบีบคั้นออกมาจากความเคียดแค้น ชิงชังที่มีต่อคนชั่วช้าสารเลว

เหยียนเป่า! เสนาบดีกรมขุนนาง5 บุรุษรูปงามกลับมีจิตใจเหี้ยมโหดอำมหิตราวกับปีศาจร้ายก็ไม่ปาน มือที่ถือกระบี่เปื้อนโลหิตเขากลับแย้มยิ้มได้ดังบุปผาผลิบาน

นางจ้องมองใบหน้าคนผู้นั้นด้วยแววตาไหวระริก ร่างบอบบางสั่นเทา มือทั้งสองกำแน่นปลายเล็บแหลมคมจิกฝังลงกลางฝ่ามือ กลีบปากอิ่มขบเม้มเป็นเส้นตรง ปลายลิ้น ลำคอสัมผัสได้ถึงรสฝาดเฝื่อนของโลหิตที่หลั่งไหลอยู่ในปาก

ที่ผ่านมาน้ำบ่อไม่ยุ่งกับน้ำคลอง6หากมิใช่เพราะบิดาล่วงรู้ความลับของพระสนมเจิ้นเต๋อเฟยและเสนาบดีเหยียนเข้าโดยบังเอิญ เป็นเหตุให้ทั้งสองเกิดความหวาดระแวงถึงขั้นคิดกำจัดบิดาเพื่อมิให้เป็นเสี้ยนหนามคอยทิ่มแทงใจ หากแต่ความพึงพอใจในตัวบุตรสาวตระกูลไป๋มีมาแต่เดิม กอปรกับจิตใจอันต่ำทรามของเสนาบดีเหยียน จึงไม่คิดสังหารนางทิ้งในทันที

คนชั่วช้าสารเลวหมายบังคับฝืนใจนาง ทว่าความเกลียดเคียดแค้นสุมอกดังเพลิงกองใหญ่ที่พร้อมผลาญทำลาย เพียงแต่สวรรค์ไร้ปรานี ส่งนางให้ปีศาจร้ายที่หมายบดขยี้แมลงตัวหนึ่งให้แหลกลาญและต่อให้นางพยายามดิ้นรนขัดขืนสุดกำลัง กลับไร้สิ้นความหวังเหมือนเปลวเทียนริบหรี่

หากความหวังสุดท้ายได้ปลุกเร้าความฮึกเหิมในใจ แม้นางต้องตายกลายเป็นวิญญาณก็ไม่มีทางยอมให้คนต่ำช้าเหยียบย่ำศักดิ์ศรี ที่สุดนางหมายจะใช้เข็มเงินปลิดชีพตนเอง ทว่าเหยียนเป่าเจ้าคนสารเลวกลับใช้ชีวิตแม่นมหวังและเสี่ยวเหมยมาข่มขู่นาง

เมื่อหลีกเลี่ยงเคราะห์กรรมครานี้มิได้ ทางเดียวของสุนัขจนตรอกคงไม่พ้นสู้จนตัวตาย แต่นางจะไม่ยอมตายผู้เดียวแน่!

นางรอคอยที่จะได้สังหารคนสารเลวด้วยเข็มเงินที่ซุกซ่อนไว้ในมวยผม กระทั่งราตรีสีหม่นคืบคลานเข้ามาอย่างเชื่องช้า ก้อนเมฆสายหมอกบดบังท้องฟ้าจนมืดสลัวมองไม่เห็นนิ้วมือที่กำแน่น ขณะที่อากาศรอบด้านเริ่มเย็นขึ้นเรื่อย ๆ หัวใจกลับร้อนรุ่มกระวนกระวายสับสนทุกขณะที่ได้ยินเสียงฝีเท้าดังใกล้เข้ามา

จากที่สงบนิ่งก็เกิดความประหม่า ส่งผลให้สองมือเล็กกำแล้วคลายคลายแล้วกำแน่น ทว่าการเดิมพันครานี้ด้วยชีวิต นางจะผิดพลาดไม่ได้!

นางสงบใจรอคอยอย่างใจจดจ่อ กระทั่งบานประตูเปิดออกอย่างแผ่วเบาไร้สุ้มเสียง ก่อนปรากฏร่างสูงของใครบางคนในชุดสีดำปิดคลุมใบหน้าด้วยผ้าสีทึบมิดชิดแทรกกายผ่านเข้ามาอย่างเงียบงัน หัวใจที่สงบพลันเต้นแรงอีกครายามแสงสว่างเรือง ๆ ทาบผ่านเสี้ยวหน้าชายชุดดำ เมื่อเห็นว่าเป็นผู้ใดนางถึงกับพ่นลมหายใจออกมาพร้อมทั้งทิ้งกายนั่งลงบนเตียงกว้างอย่างสิ้นเรี่ยวแรง

“พี่จี้เหิง...”

จงจี้เหิงเป็นชายหนุ่มผู้มีอนาคตไกล หลังเข้าศึกษาในสำนักแพทย์หลวงได้โขกศีรษะคำนับบิดานางเป็นอาจารย์ทั้งที่เขาเป็นถึงบุตรชายตระกูลจงสายหลัก บิดาคือจงเจิ้งไฉคหบดีใหญ่ผู้มั่งคั่งร่ำรวยเป็นที่นับหน้าถือตา แม้แต่ขุนนางท้องถิ่นยังต้องยอมถอยหลังให้นายท่านจงก้าวหนึ่ง

เดิมตระกูลไป๋ จง ต่างมีความสัมพันธ์อันดีต่อกันมาช้านาน ถึงขั้นสองตระกูลคิดหมั้นหมายเกี่ยวดองแน่นแฟ้น ทว่าตระกูลไป๋เกิดเรื่องไม่คาดฝันขึ้นมาเสียก่อน ถึงอย่างนั้นนางไม่คิดว่าบุรุษภายนอกอ่อนแอดูเหมือนบัณฑิตแก่เรียน จะกล้าลอบเข้าจวนเสนาบดีเหยียนเพียงลำพังเพื่อช่วยนาง

ยิ่งไปกว่านั้น เพื่อถ่วงเวลาให้พี่จี้เหิงลอบพานางกับแม่นมหวังหนีรอดออกมาจากจวนเสนาบดีเหยียน เสี่ยวเหมยถึงกับยอมเสียสละชีวิตตนเอง ยอมป็นแพะสังเวยหมาป่าแทนนาง… 


5เสนาบดีกรมขุนนาง หรือลี่ปู้ ทำหน้าที่เกี่ยวกับการเลื่อนลดปลดย้ายขุนนาง

6อุปมาว่า ทางใครทางมัน ต่างคนต่างอยู่ไม่ยุ่งหรือรุกล้ำต่อกัน

************************

หนึ่งหัวใจ หนึ่งคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 73 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

39 ความคิดเห็น