กลพิชิตรักแม่ทัพร้าย สนพ.Romantic Publishing

ตอนที่ 3 : บทที่ ๒ ฝังเข็มช่วยชีวิต (๒)

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 2,246
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 87 ครั้ง
    5 เม.ย. 64


บทที่ ๒ ฝังเข็มช่วยชีวิต


ตอนที่ ๒


มารดาเถอะ! นี่เขากำลังข่มขู่นางอยู่ใช่หรือไม่

ไป๋พิงถิงกะพริบตามองหยกเขียวมรกตทอประกายอยู่ในมือ อยากตะโกนใส่หน้าคนผู้นี้ยิ่งนัก ของลวกร้อนเช่นนี้ผู้ใดอยากรับเอาไว้กันเล่า หยกของล้ำค่าชิ้นนี้มีความสำคัญเช่นไรมีหรือนางจะไม่รู้ หรือเขาใกล้ตายจนสมองเลอะเลือนถึงกล้ามอบของสำคัญเช่นนี้ให้นาง ครุ่นคิดชั่วครู่จึงตระหนักได้ในถ้อยคำนั้น ข้าอยู่เจ้าอยู่ ข้าตายเจ้าก็ไม่รอด!

เฮอะ! นางก็คือนาง เพียงแค่ถ้อยคำข่มขู่ของเขามีหรือจะตระหนกหวาดกลัว

ไป๋พิงถิงเชิดปลายคางขึ้น ดวงตากลมโตทอประกายสดใส กลีบปากอิ่มแย้มยิ้ม มือเรียวขาวยกขึ้นโบกเป็นพัลวัน น้ำเสียงกระอึกกระอักเอ่ยว่า อย่าได้เกรงใจ อย่าได้เกรงใจ ช่วยชีวิตคนเป็นเรื่องสมควร เรื่องแทนคุณอะไรนั่นข้าเองไม่ได้คิดติดใจเสียหน่อย

สีหน้าเยียบเย็นภายใต้หน้ากากเงินพลันเปลี่ยนเป็นขบขัน คิ้วเข้มเลิกขึ้นเอ่ยอย่างไม่ใส่ใจว่า “ตามใจเจ้า”

อ่า...เขาเอ่ยราวกับสามีผู้ใจกว้างอย่างไรอย่างนั้น

ปลายหางคิ้วเรียวของนางกระตุกเล็กน้อย ดวงตากลมโตจ้องมองชายตรงหน้าอย่างอึ้งงัน ผ่านไปครู่หนึ่งจึงกดข่มความรู้สึกว้าวุ่นไว้ในอก และอดพรูลมหายใจยาวมิได้ ปัดความคิดฟุ้งซ่านเพ่งมองเข็มเงินในมือ

ไป๋พิงถิงกดปลายนิ้วไล่ไปตามจุดชีพจรเคลื่อนผ่านเส้นลมปราณเอ็นมือหยางสามเส้น เริ่มต้นจากปลายฝ่ามือผ่านแขนด้านนอกไปสิ้นสุดที่หน้าผากและบริเวณง่ามผม แทงเข็มเงินเล่มแรกลงตรงจุดนั้นเพื่อให้เส้นลมปราณเอ็นเป็นช่องทางให้โลหิตจากเส้นลมปราณหลักไปหล่อเลี้ยงควบคุมการทำงานของเอ็นและกล้ามเนื้อ จากนั้นจึงแทงเข็มเงินเล่มที่สองลงตรงจุดชีพจรที่ปลายนิ้วหัวแม่มือ เมื่อดึงเข็มเงินออกจากปลายนิ้วโลหิตสีดำพลันหลั่งไหลลงในถ้วย

เข็มเงินอีกเล่มถูกดึงออกจากห่อผ้านำลนไฟก่อนปักลงตรงกลางท้องไล่ปลายนิ้วลงมาสัมพันธ์กับลำไส้ใหญ่ ย้อนไปโอบล้อมกระเพาะอาหารเพื่อขับพิษที่แล่นผ่านกระบังลมและปอด ไล่มายังแอ่งเหนือกระดูกสันคอออกมาอยู่ชั้นตื้นที่บริเวณหัวไหล่ ทอดลงมาตามด้านหน้าของแขนเพื่อขับพิษออกทางปลายนิ้ว

ไป๋พิงถิงเงยหน้าชำเลืองมองชายหนุ่มแวบหนึ่ง ถอนหายใจเอ่ย พิษถูกขับออกมากว่าครึ่งแล้ว ที่เหลือคงต้องขึ้นอยู่กับโชคชะตาของท่านแล้วกล่าวจบยกแขนเสื้อขึ้นซับเหงื่อเย็นผุดชื้นข้างขมับขาว บนดวงหน้ามีริ้วรอยอิดโรยอ่อนล้ากลับเป็นภาพที่ชวนมองอย่างน่าประหลาด นัยน์ตาลึกล้ำของชายหนุ่มพลันฉายแววอ่อนโยนขึ้นช้า ๆ แต่คล้ายสายลมแล่นผ่านเข้ามาวูบเดียวเท่านั้น

เซียวไห่หลงมีสีหน้าระโหยโรยแรง แววตากลับนิ่งลึกสุขุมจ้องมองนางนิ่งเงียบ แต่คล้ายมีบางสิ่งบางอย่างคอยรบกวนหัวใจสับสนว้าวุ่น เพียงเห็นนางจับเข็มเงินได้อย่างคล่องแคล่วในใจให้บังเกิดความสงสัยใคร่รู้อย่างไม่เก็บงำ เอ่ยถามน้ำเสียงแหบทุ้มแฝงดุดัน

เจ้าเป็นใครกันแน่!”

ไป๋พิงถิงได้ยินเขาเอ่ยถามอย่างตรงไปตรงมา หว่างคิ้วเรียวมีรอยยับย่นทันใด ดวงหน้างามรายล้อมด้วยเส้นผมสีดำขลับปล่อยสยายดุจแพรไหม ฉายแววหม่นเศร้าในดวงตาคล้ายมีระลอกคลื่นไหวระริกยากระงับ หยัดกายยืนขึ้นถอยห่างจากชายหนุ่มสองก้าว มือเรียวเล็กขาวดุจหยกคลี่ชายแขนเสื้อที่พับไว้ปิดเรียวแขนด้วยอากัปกิริยาเชื่องช้า ก่อนเงยหน้าขึ้นสบสายตาคม มุมปากคลี่ยิ้มหยัน

หญิงสาวผู้หนึ่งที่มีโชคชะตาอาภัพ ไร้สิ้นตระกูล ไร้บ้าน” เอ่ยเพียงเท่านี้ ก็เลือกที่จะไม่อธิบายขยายความสิ่งใดอีก ทว่าไป๋พิงถิงกลับไม่รู้ว่าความเศร้าหมองอ้างว้างและสิ้นหวังฉายผ่านบนดวงหน้างาม ส่งผลต่อหัวใจแกร่งอย่างน่าประหลาด

เซียวไห่หลงรู้สึกทั้งโมโหทั้งร้อนรนและปวดใจอย่างบอกไม่ถูก แต่ความรู้สึกในส่วนลึกสั่งให้เขากุมมือเรียวเล็กของนางไว้ ด้วยส่วนลึกในใจอยากปัดเป่าความทุกข์ในใจนางให้อันตรธานหายไป ขณะเดียวกันนั้น ถ้อยคำเมื่อครู่ราวกับผลักเขาตกลงไปในหุบเหวลึกไร้ก้นบึ้ง

ไม่!...เป็นไปมิได้

เซียวไห่หลงพลันเกิดความรู้สึกขัดแย้งในใจ เท่าที่เขารู้เหตุการณ์สะเทือนขวัญในครานั้นได้พรากผลาญชีวิตคนตระกูลไป๋ทั้งตระกูล นัยน์ตาคมปลาบเข้มขึ้น จ้องมองหญิงสาวตรงหน้าด้วยแววตานิ่งลึก คล้ายมองให้ทะลุเข้าไปในก้นบึ้งหัวใจราวกับต้องการเค้นหาความจริง

คนทั้งสองตกอยู่ในความเงียบเนิ่นนาน นานจนเซียวไห่หลงสูดหายใจลึกอย่างอดมิได้ เมื่อคิดว่ายังมีเวลาอีกมากที่จะสืบหาความจริงให้กระจ่าง สีหน้าอ่อนโยนพลันแปรเปลี่ยนเป็นกระด้างเย็นชาเหมือนภูเขาน้ำแข็ง จากนั้นก็คว้าข้อมือเรียวขาวของนางไว้ด้วยมือใหญ่หยาบหนา เอ่ยกำชับเสียงเคร่งขรึม “ข้าอาจต้องพักอยู่ที่นี่สักพัก สำคัญเรื่องนี้จะแพร่งพรายออกไปมิได้

ไป๋พิงถิงตวัดค้อนเขาทีหนึ่ง ท่านวางใจเถอะ ข้าน้อยผูกปมนี้ขึ้นมาเอง ย่อมไม่คิดทำให้ตนเองต้องลำบาก ดั่งคำโบราณกล่าวว่า ต้องสั่งสมบุญมากเท่าใดถึงมีวาสนาได้ลงเรือลำเดียวกัน ต่อให้ท่านไม่รักชีวิต ข้ากลับหวงแหนมันยิ่ง

เซียวไห่หลงเลิกคิ้วเข้มขึ้นจ้องมองหญิงสาวด้วยความสนใจ ดูท่ากระต่ายน้อยจะมิได้ใสซื่อไร้พิษสงกระมัง ถึงได้กล้าต่อปาก ซ้ำยังวาจาค่อนขอดอย่างไม่กลัวตาย

ไป๋พิงถิงรู้สึกได้ว่านัยน์ตาคู่นั้นช่างน่าหวั่นเกรง กลับเชิดดวงหน้าขึ้นท้าทายอย่างไม่กริ่งเกรง “ยามนี้พิษได้ถูกขับออกไปแล้วกว่าครึ่ง แต่พิษที่เหลืออยู่บางส่วนแม้นมิได้เป็นอันตรายถึงชีวิต แต่มันจะทำให้ท่านต้องเจ็บปวดทรมานร่างกายปานแตกสลาย หากภายในสามวันท่านสามารถผ่านมันไปได้ นรกสวรรค์ก็ไม่อาจแย่งชิงวิญญาณท่านไป แต่ถ้าไม่...” ถอนหายใจออกมาทีหนึ่ง เอ่ยราวกับไม่ใส่ใจว่า “บ้านข้าไม่มีที่ว่างพอให้ฝังศพท่าน หากเป็นสุนัขแมวนั่นก็อีกเรือง...

“นี่เจ้า!เซียวไห่หลงปลายหางคิ้วกระตุก โมโหจนกระอักโลหิตออกมาคำโต ถลึงตากัดฟันอย่างเข่นเขี้ยว จ้องมองดวงหน้าแย้มยิ้มของสตรีสมควรตาย กล้านำข้าไปเปรียบกับสุนัขแมวอะไรนั่น

ไป๋พิงถิงกลับอารมณ์ดีอย่างมาก ส่ายศีรษะพลางโน้มกายไปข้างหน้าเล็กน้อย กะพริบตาใสซื่อมองเขาแล้วคลี่ยิ้มละมุนเจือขบขัน จากนั้นจึงใช้ผ้าเปียกบิดมาดเช็ดคราบโลหิตตรงมุมปากให้อย่างเอาใจ “จะโมโหไปไยข้าแค่ล้อเล่นเท่านั้น เพื่อยื้อชีวิตท่านข้าใช้ความพยายามอย่างยิ่ง ย่อมไม่มีทางปล่อยให้ท่านตายไปทั้งที่ยังมิได้แทนคุณแน่”

นางเปิดตู้เล็กข้างเตียง หยิบขวดกระเบื้องเคลือบสีขาวออกมาเทยาสีดำเม็ดหนึ่งยื่นไปที่ปากเขา พยักพเยิดหน้าเป็นเชิงบอกให้เขากลืนยาเม็ดนี้ลงไป

“จะ...เจ้าจะทำอะไร!” เซียวไห่หลงกัดฟันเอ่ยเสียงเข้ม นันย์ตาคมกริบดุจกระบี่จับจ้องมองดวงหน้างามดุดัน

ไป๋พิงถิงกลับไม่รู้สึกตกใจหวาดกลัวตอนนี้ท่านเปรียบดั่งลูกไก่ในกำมือข้า สังขารท่านไม่ใช่เรื่องยากคิ้วเรียวสวยเลิกขึ้น กลอกตาอย่างเหนื่อยล้าแล้วเอ่ยว่า “ยาเม็ดนี้ไม่เพียงช่วยขับพิษที่เหลือออกมาได้ ยังประสานลมปราณที่แตกซ่านในกายท่าน ความจริงท่านมีวรยุทธสูงส่งเชื่อว่าต้องผ่านสามราตรีนี้ได้ไม่ยาก เพียงแต่กำลังภายในท่านยังไม่ฟื้น หากฝืนดันทุรังต่อไปเกรงว่า...

“มิใช่เจ้าที่กล่าวว่าวิหคพิษไม่มียาถอนพิษ?” เซียวไห่หลงถอนหายใจเฮือก สีหน้าแววตาอ่อนล้าเต็มที

ไม่ผิด เป็นข้าเอ่ยว่าวิหคพิษไม่มียาถอนพิษ แต่ใช่ว่าจะไม่มีวิธีถอนพิษแววตาของนางเจือรอยขบขัน กลีบปากอิ่มคลี่ยิ้มละมุนพาให้ผู้อื่นใจลอยไปชั่วขณะ ถ้ามิใช่เพราะประโยคต่อมาของนาง ทำคนตัวโตเกรี้ยวกราดคำรามเสียงดังลั่นดุจฟ้าฝ่ากลางศีรษะ ยาเม็ดนี้เป็นสูตรลับของตระกูลข้าก็จริง แต่ข้าเพิ่งปรุงขึ้น และท่านคือคนแรกที่ได้กินมัน”  

“นี่เจ้า! เห็นข้าเป็นหนูลองยาอย่างนั้นรึ” เซียวไห่หลงโมโหยิ่งยวด นัยน์ตาแทบลุกเป็นไฟ

“ท่านจะโมโหไปไย มิสู้เก็บแรงไว้จะดีกว่า” 

ไป๋พิงถิงหาได้หวาดกลัวนัยน์ตาดุดันของเขา “อันที่จริงข้าไม่มั่นใจยาเม็ดนี้จะสามารถขับพิษออกมาได้หมดในครั้งเดียวหรือไม่ จึงคิดใช้เข็มเงินขับพิษเพื่อยื้อลมหายใจท่านไว้ก่อนอันดับแรก แม้วิธีนี้จะเสี่ยงไปสักหน่อย แต่ชีวิตท่านในยามนั้นกล่าวได้ว่าเหยียบย่างเข้าไปแดนปรโลกแล้วครึ่งหนึ่ง หากท่านฝืนทนความทรมานยามพิษวิหคกำเริบไม่ไหว ส่วนข้ายังรั้งรอมิเท่ากับช่วยเร่งส่งวิญญาณท่านไปแดนน้ำพุเหลืองเร็วขึ้น” รอยยิ้มจริงใจฉายขึ้นในดวงตาของนาง พลางเอ่ยต่อว่า “เพราะข้าหวังดีต่อท่านจริง ๆ ถึงได้...

ครั้นเห็นชายหนุ่มมีทีท่าทีนิ่งเฉย เนิ่นนานไม่ยอมยื่นมือออกมารับยาเม็ดสีดำในมือนาง ไป๋พิงถิงขมวดคิ้วพร้อมกับเอียงคอเล็กน้อย เอ่ยว่า หรือท่านไม่เชื่อใจข้า?”

“เฮอะ! ยังจะกล้าพูดอีก” เซียวไห่หลงสูดหายใจลึกอย่างอดมิได้ ถลึงตาใส่นางอย่างดุดัน

ไป๋พิงถิงกระตุกมุมปากยิ้ม เอ่ยยั่วยุอย่างอารม์ดี “ยาเม็ดนี้ทำจากสมุนไพรถึงสิบสามชนิดเคี่ยวด้วยน้ำค้างเดือนห้า ล้ำค่าเกินกว่าจะทิ้งขว้าง ช่างน่าเสียดาย น่าเสียดาย...

“ช่างเถอะ”  เซียวไห่หลงไม่รอให้สตรีเจ้าเล่ห์กล่าวให้มากความ มือใหญ่ยื่นออกไปรับยาสีดำเม็ดนั้น แม้จะรู้สึกแปลกใจที่ยามีขนาดใหญ่กว่าปกติอยู่มากแต่ก็คร้านที่จะใส่ใจ เขาไม่ยอมเสียเวลาสักกระผีกริ้นนำยาเม็ดนั้นยัดเข้าปากโดยไม่เสียเวลาเคี้ยว สีหน้าภายใต้หน้ากากพลันบิดเบี้ยวก่อนกระแอมไออกมาสองคำ พอได้ยินเสียงหัวเราะปานขบขันของหญิงสาว พลันตระหนักได้โดยสัญชาตญาณว่าเขาถูกนางปีศาจน้อยกลั่นแกล้งเข้าให้แล้ว

เจ้านี่มัน! เซียวไห่หลงโมโหแทบกระโจนเข้าไปบีบคอนาง แต่เพียงครู่เดียวก็ถอนหายใจเบา ๆ สีหน้าปานระอาแววตากลับอ่อนโยน

ไป๋พิงถิงกัดริมฝีปากแน่น กลั้นขำจนหน้าแดงไปหมด ถือว่าเป็นการเอาคืนเล็กน้อย เทียบกับที่เขาเกือบพลั้งมือสังหารนางก็นับว่าน้อยไปเสียด้วยซ้ำ มือเรียวเล็กยกขึ้นประสานมือสีหน้าแววตาเสแสร้ง ด้วยการกะพริบตาอย่างใสซื่อเอ่ยว่า เป็นความผิดข้าเองที่ในตอนนั้นไม่ตั้งใจศึกษาให้ดี ยาที่ปรุงขึ้นมาจึงมีขนาดใหญ่กว่าปกติ คราแรกคิดจะตัดใจทิ้งขว้าง แต่ก็นึกเสียดายตัวยาล้ำค่าหาได้ยากยิ่ง แต่หากท่านใคร่ควญเสียหน่อยย่อมรู้ได้ว่ายาเม็ดนี้สามารถเคี้ยวให้แหลกค่อยกลืน ไยจะต้องฝืนกลืนลงไปทั้งเม็ดด้วยเล่า...” 

สตรีร้ายกาจ! สามคำนี้ผุดขึ้นในสมองอันชาญฉลาดของเขา

ใบหน้าชายหนุ่มมีรอยยิ้มปรากฏเลือนราง แม้รอยยิ้มนั้นจะไปไม่ถึงดวงตา ยามนี้ต่อให้อยากฝืนแต่คล้ายเรี่ยวแรงถูกสูบหายไปจนสิ้น ทั่วร่างแผ่ซ่านไปด้วยกลิ่นอายแห่งโลหิตเข้มข้นคละคลุ้งในโพรงจมูกปาก หางตาเริ่มมองเห็นพร่าเลือน เขารีบสูดหายใจเข้าปอดก่อนปรับลมปราณใช้พลังวัตรเร่งขับพิษที่เหลือออกมา เคราะห์ดีที่ยาของนางได้ผลดีอย่างน่าประหลาด ไม่เพียงช่วยขับพิษออกมายังประสานลมปราณที่แตกซ่านของเขาประสานได้ถึงเจ็ดส่วน

หลังพิษถูกขับออกมา ริมฝีปากซีดขาวค่อย ๆ ผุดโลหิตสีแดงสดสายหนึ่งเอ่อท้นหลั่งไหลเป็นสายดุจธารน้ำ ตอนนี้เขาเริ่มรู้สึกว่าแขนขาอ่อนแรง และเผลอไผลให้ความอ่อนเพลียเข้าแทรก ที่สุดก็ไม่อาจฝืนรั้งสติเสี้ยวสุดท้ายเอาไว้ได้อีก เปลือกตาหนักอึ้งมองเห็นดวงหน้างดงามของสตรีร้ายกาจเลือนราง แสงสว่างรอบกายค่อย ๆ ริบหรี่ก่อนดับวูบลงราวตะเกียงที่มิได้จุด

3ช่วงเวลา 01.00-02.59 น.

4ทางหวงเฉวียนหรือทางน้ำพุเหลืองคำเรียกด่านและเส้นทางควบคุมวิญญาณแห่งปรโลก

**************************

หนึ่งหัวใจ หนึ่งคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 87 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

39 ความคิดเห็น