กลพิชิตรักแม่ทัพร้าย สนพ.Romantic Publishing

ตอนที่ 11 : ​ บทที่ ๗ ภัยร้าย (๑)

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 1,275
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 62 ครั้ง
    5 เม.ย. 64


บทที่ ๗ ภัยร้าย


ตอนที่่ ๑


รัตติกาลมาเยือนขอบฟ้าด้านนอกมืดครึ้ม

ภายใต้แสงจันทร์ทอแสงเรือง ๆ สะท้อนเงาดำหลายสายวิ่งอย่างรวดเร็วสลับไปมาบนหลังคากระเบื้องโค้งงอน  ก่อนหยุดยืนหน้าประตูห้องหนึ่งในเรือนไม้ขนาดเล็กกลางเก่ากลางใหม่ ซุ่มรอคอยจังหวะและโอกาสที่จะพุ่งเข้าไปพรากผลาญเอาวิญญาณของคนในห้อง

เสียงฝีเท้าสับสนด้านนอก ทำให้สายตาอ่อนโยนพลันเปลี่ยนเป็นเคร่งขรึม แววอำมหิตดุดันและเฉียบคมดุจนัยน์ตาเหยี่ยวหรี่ลงมองเงาหลายสายสะท้อนอยู่หน้าประตู กรามแกร่งบดแน่นกัดฟันฝืนข่มกลั้นความเจ็บปวดจากบาดแผลที่ปริแตกจากการหยอดเย้ากระต่ายน้อย พลันยกชายแขนเสื้อสะบัดเบาดับเปลวไฟเท่าเมล็ดถั่วในตะเกียง ภายในห้องจึงตกอยู่ในความมืดสนิททันที

“เกิดอันใดขึ้น!” ไป๋พิงถิงตกใจจนเหงื่อเย็นผุดพราย ร่างบอบบางแข็งเกร็งไม่ขยับเขยื้อน

เซียวไห่หลงกอดกระชับร่างเล็กไว้ในท่อนแขนแข็งกำยำ นัยน์ตาดำดุจเหยี่ยวหรี่ตาแคบลงแลดูอันตราย จ้องมองเงาหลายสายผ่านม่านราตรีที่ขมุกขมัว มุมปากกระตุกยิ้มหยัน

“คนพวกนี้มิได้มาดีแน่”

“มีคนร้าย!” ไป๋พิงถิงพลันได้สติ กลอกตาไปมาก่อนช้อนขึ้นสบประสานสายตากับเขา แวบหนึ่งทันเห็นนัยน์ตาสีดำสนิทกลมกลืนไปกับความมืดสาดประกายอำมหิตออกมา ชั่วขณะที่จิตใจนางกำลังสับสนหวาดหวั่น อ๋องเซียวก็คล้ายล่วงรู้ความคิดของนาง

มือใหญ่หยาบกระด้างข้างหนึ่งยกขึ้นกดศีรษะทุยของคนตัวเล็กแนบกับแผ่นอกแกร่ง ใบหน้าคมสันโน้มลงเอ่ยกระซิบชิดใบหูขาว ขณะที่สายตาอันเฉียบคมยังคงจ้องมองเงาทะมึนเร้นกายอยู่ด้านนอกด้วยความระมัดระวังยิ่งยวด ไม่ต้องกลัว ขอเพียงอย่าห่างจากข้าก็พอ

ไป๋พิงถิงพยักหน้าเบา ไม่รู้ว่าเพราะเหตุใดถึงรู้สึกปลอดภัย อบอุ่นและมั่นคงเพียงเพราะอยู่ในอ้อมกอดของเขา

ทันใดนั้นบานประตูถูกผลักเปิดอย่างแรง ปรากฏกลุ่มชายฉกรรจ์ชุดดำปิดคลุมใบหน้าด้วยผ้าทึบแสง แลเห็นเพียงลูกนัยน์ตาดุดันเคร่งขรึมใต้ม่านหมอกสีหม่นเลือนราง แต่สำหรับผู้ฝึกยุทธอย่างเซียวไห่หลงย่อมมีสัมผัสพิเศษเหนือคนธรรมดา

เมื่อรับรู้ถึงสถานการณ์อันตราย นัยน์ตาเหยี่ยวเข้มขึ้นในทันที สีหน้าเรียบเฉยพลันเปลี่ยนเป็นเคร่งขรึมจริงจัง รับมือกับเศษสวะพวกนี้ไม่ใช่เรื่องยาก ติดก็ตรงที่เขาในยามนี้ แค่คิดจะเคลื่อนไหวตามใจยังยากลำบาก

ไป๋พิงถิงรับรู้ถึงอันตรายได้โดยสัญชาตญาณเช่นกัน คิ้วเรียวสวยขมวดมุ่นก่อนเขย่งปลายเท้ายื่นดวงหน้างามพิศเลิศล้ำเข้าใกล้ใบหน้าคม พลางกล่าวเตือนว่า “ร่างกายท่านอ๋องฟื้นฟูขึ้นมากแล้วก็จริง แต่บาดแผลของท่านยังน่าเป็นห่วง อีกทั้งอวัยวะภายในยังบอบช้ำ เกรงว่าจะฝืนใช้กำลังเกินตัวมิได้”

 “ไม่ต้องห่วง ข้าไม่ยอมตายแน่เซียวไห่หลงกดมุมปากยิ้มเย็น สายตาจับจ้องมองเงาหลายสายที่ค่อย ๆ เคลื่อนเข้าใกล้ สีหน้าไม่ยินดียินร้าย

ไป๋พิงถิงลอบถลึงตาใส่เขา เบ้ปากเอ่ยพึมพำเสียงเบา “ใครว่าข้าเป็นห่วงท่านกันเล่า ข้าเป็นห่วงตัวเองต่างหาก”

เซียวไห่หลงเป็นผู้ที่มีสัมผัสฉับไว มีหรือจะไม่ได้ยินวาจาค่อนขอดไม่กลัวตายของนาง ทั้งโมโหทั้งขบขันในเวลาเดียวกัน ทว่าสถานการณ์ยามนี้คับขันไม่สู้ดี ลำพังตนเองหนีเอาตัวรอดย่อมไม่ใช่เรื่องยาก แต่เพราะเขาสาบานเอาไว้แล้วว่าจะปกป้องนาง

“จงเชื่อใจข้า เชื่อว่าข้าจะปกป้องเจ้าได้”

ไป๋พิงถิงพยักหน้ารับคำ สองมือเล็กวางทาบอยู่บนแผ่นอกกว้างเผลอออกแรงขยุ้มสาบเสื้อเขาโดยไม่รู้ตัว หัวใจบังเกิดความรู้สึกอบอุ่น ปลอดภัยและมั่นคงอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน

นานเท่าใด...ที่มิได้รู้สึกได้รับการปกป้องจากใครสักคนเช่นนี้

ชั่วขณะนั้นราวกับเป็นค่ำคืนที่แสนยาวนานภายใต้แสงจันทร์หม่นมัว หลังเมฆพยับเคลื่อนคล้อยหายหมอกจางท้องฟ้าพลันกระจ่าง แสงสว่างนวลตาสาดกระทบเสี้ยวหน้าดุดันของบุรุษร่างสูงใหญ่กำยำสวมหน้ากากปิดบังไว้ครึ่งซีกค่อย ๆ แจ่มชัดขึ้น จนมองเห็นนัยน์ตาสีดำสนิทแลดูลึกล้ำยากค้นหาและชวนให้รู้สึกประหวั่นพรั่นพรึง

“อ๋องเซียว ที่แท้ซ่อนตัวอยู่ที่แห่งนี้เอง” ถ้อยคำหยามหยันของชายผู้ที่มีดวงตาโปนปานระฆังยืนแน่วนิ่ง ฉีกมุมปากกว้าง สายตาชั่วร้ายกราดมองสำรวจใบหน้าซีดเซียวไร้สีโลหิตประหนึ่งคนตายของบุรุษผู้ได้สมญานามว่าปีศาจร้ายแห่งกองทัพฉิน ในใจให้บังเกิดความฮึกเหิม ขนคิ้วที่ยุ่งเหยิงไม่เป็นระเบียบเลิกขึ้นอย่างดูแคลน

ตอนนี้ท่านมีสภาพสะบักสะบอมเป็นดังสุนัขจนตรอก คิดไม่ถึงว่าล่าจิ้งจอกครานี้จะได้แพะติดมือกลับไปด้วย

ถ้อยคำไม่กลัวตายปลุกปั่นความฮึกเหิมให้กับเหล่าสมุนที่ยืนถือกระบี่เรียงรายกลับมากระตือรือร้นอีกครา สายตาของพวกมันเต็มไปด้วยความกระเหี้ยนกระหือรือ กวาดมองดวงหน้างามอย่างเพ่งพิศตั้งแต่หัวจรดเท้าโดยมิได้ตระหนักถึงปราณสังหารอันรุนแรงแผ่ซ่านออกมาจากร่างอันใหญ่โตสง่างามแฝงความยโสคุกคาม

“ความจริงข้าไม่มีอารมณ์อยากเล่นสนุกนัก...” นัยน์ตาคมหรี่ลงอย่างอันตราย มุมปากกระตุกยกขึ้นน้อย ๆ เอ่ยอย่างคร้านจะใส่ใจแต่เพราะพวกเจ้ารนหาที่เอง

ชายฉกรรจ์คนเดิมหาได้ยำเกรงต่อถ้อยคำข่มขวัญของอ๋องเซียวไม่ เงยหน้าหัวร่อเสียงลั่น เอ่ยอย่างย่ามใจ “รักษาชีวิตท่านให้รอดก่อนเถอะ ส่วนโฉมงามนางนี้...” นัยน์ตาปูดโปนกวาดมองใบหน้างดงามหมดจดภายใต้แสงจันทรา แววตาสะท้อนความปรารถนาอย่างโจ่งแจ้ง “ถ้าต้องตายไปพร้อมกับท่านคงน่าเสียดายไม่น้อย” จบคำชายคนดังกล่าวหรี่ตามองสำรวจใบหน้าหล่อเหลาภายใต้หน้ากากเงิน

ครั้นเห็นนัยน์ตาคู่คมฉาบด้วยความอำมหิตแฝงแววดุร้าย ชวนให้หวาดหวั่นประหนึ่งดวงตาของปีศาจ ชายชุดดำฝีปากกล้าลอบกลืนน้ำลายฝืด ๆ คราหนึ่ง ก่อนข่มกลั้นความพรั่นพรึงในใจที่ จู่ ๆ ก็รู้สึกตื่นตระหนกขึ้นมาเสียอย่างนั้น รีบหันมาพยักหน้าส่งสัญญาณให้เหล่าสมุนผู้ติดตาม

เซียวไห่หลงกลับมีสีหน้าไม่ยินดียินร้าย สิบกว่าปีที่ใช้ชีวิตอยู่ในกองทัพ สยบศัตรูมานับไม่ถ้วน นับประสาอะไรกับมดปลวกเพียงไม่กี่ตัว ถ้ามิใช่เพราะเขาบาดเจ็บอยู่ก่อนแล้ว มีหรือจะปล่อยให้เศษสวะพวกนี้มีโอกาสได้หายใจนานเพียงนี้ ครั้นเห็นชายผู้มีดวงตาปูดโปนเงื้อกระบี่เตรียมพุ่งตัวเข้ามา มุมปากพลันปรากฏรอยยิ้มเหี้ยมผุดขึ้นเลือนราง แล้วโน้มศีรษะลงเอ่ยกระซิบชิดริมหูขาว

เด็กดี ปิดตาซะแล้วรอข้าอยู่ตรงนี้” 

************************

หนึ่งหัวใจ หนึ่งคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 62 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

39 ความคิดเห็น