กลพิชิตรักแม่ทัพร้าย สนพ.Romantic Publishing

ตอนที่ 1 : บทที่ ๑ พบกันเพราะโชคชะตา

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 2,601
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 80 ครั้ง
    5 เม.ย. 64



กลพิชิตรักแม่ทัพร้าย

บทที่ ๑ พบกันเพราะโชคชะตา

ฤดูเหมันต์อากาศในยามค่ำคืนขมุกขมัววังเวง บนม่านฟ้าเมฆสีขาวหม่นแบ่งเป็นชั้นบาง ๆ บดบังแสงจากดวงจันทราอ่อนมัว

บนถนนสายหลักเดิมทีมีผู้คนคับคั่ง พอท้องฟ้ามืดสนิทรอบข้างก็พลันเงียบงัน นอกจากคนเฝ้ายามคอยเดินตรวจตราตีเกราะเคาะไม้บอกโมงยาม เตือนให้ระวังฟืนไฟก็ไร้เงาสิ่งมีชีวิตแม้แต่แมลงสักตัวยังไม่มีบินผ่านให้เห็น ตกดึกเมืองที่คึกคักก็ราวกับเป็นเมืองร้าง นั่นอาจเพราะอากาศเริ่มหนาวเย็นขึ้นเรื่อย ๆ ส่งผลให้ผู้คนทั้งเมืองนอนหลับอุตุเคลิ้มฝันหลังใช้แรงงานตรากตรำเหนื่อยล้ามาทั้งวัน

กลางสายหมอกคลี่คลุมถ้วนทั่ว พลันปรากฏเงาร่างสายหนึ่งสูงใหญ่กำยำเดินโซซัดโซเซเข้ามาในตรอกเล็ก ๆ ตรงหัวถนน ก่อนเสียงฝีเท้าจะหยุดลงหน้าประตูเรือนไม้หลังหนึ่ง

ท่ามกลางความเงียบงันมีแสงสว่างจากโคมไฟแขวนอยู่บนชายคาเรือนแกว่งไกวสาดแสงเรือง ๆ ส่องกระทบเสี้ยวหน้าคมสัน จนเกิดประกายสีเงินวับวาวสะท้อนหน้ากากที่สวมอยู่ครึ่งซีก มีเพียงนัยน์ตาดุดันดุจเสือร้ายแดงฉานคล้ายภูตผีปีศาจจำแลงในร่างมนุษย์ชวนหวาดหวั่นพรั่นพรึง

“บัดซบ!” เสียงแหบพร่าสบถในลำคอ กรามแกร่งบดแน่นมีเสียงฟันกระทบกันดังกรอด ๆ สีหน้าใต้หน้ากากเคียดขึ้งบิดเบี้ยวจากความเจ็บปวดจากบาดแผลฉกรรจ์ตรงหน้าท้องแล่นปราดเข้ามายากระงับ ชุดสีดำสนิทแทบจะกลืนหายไปกับม่านราตรีเปียกชุ่มไปด้วยโลหิตสีแดงจนแยกไม่ออก

ร่างกำยำถึงกับถอยหลังก้าวหนึ่งพร้อมซวนเซเล็กน้อย ก่อนกัดฟันเพ่งมองสำรวจรอบด้านด้วยความระแวดระวังตามสัญชาตญาณนักล่า...

เมืองหนานผิงแคว้นฉินเป็นดินแดนที่มีความเจริญรุ่งเรืองและอุดมสมบูรณ์ผู้คนคลาคล่ำ คิดไม่ถึงว่าจะมีสถานที่หลบเร้นซ่อนอยู่ในตรอกเล็ก ๆ ตรงหัวถนนชิงผิง ถนนสายหลักของเมืองช่วงเวลากลางวันจะคึกคักและเต็มไปด้วยชาวบ้านร้านตลาด พอตกดึกกลับเปลี่ยวเหงาวังเวงไร้เงาผู้คน ราวกับมีเพียงวิญญาณอาศัยคล้ายป่าช้ารกร้างก็ไม่ปาน

ชั่วเวลานั้นมีเสียงสายลมพัดหวีดหวิวกระทบร่างสูง นัยน์ตาสีดำสนิทมองผ่านความมืดสลัวรางประเมินดูรอบด้านกลับไม่พบสิ่งผิดปกติชวนให้ขบคิดแปลกใจ กอปรกับตนเองในตอนนี้บาดเจ็บสาหัสย่อมไม่อาจฝืนใช้กำลังภายในเกินขีดจำกัด ยิ่งไม่อาจปะทะกับผู้ใดได้ ทางที่ดีควรหาที่หลบซ่อนเร้นกายชั่วคราว

หลังประเมินสถานการณ์ก็ตัดสินใจได้ ร่างสูงเตะปลายเท้าโผทะยานกายข้ามกำแพงก่ออิฐแดงเข้ามาในเรือนของผู้อื่นอย่างเงียบเชียบดุจวิญญาณ แต่พอเข้ามาในเรือนไม้กลางเก่ากลางใหม่พบว่ารอบบริเวณเงียบสงัดไร้สรรพสำเนียง กระทั่งเสียงร้องของแมลงกลางคืนยังไม่มีให้ได้ยิน ยกเว้นเสียงกระดิ่งต้องลมใต้ชายคาโค้งงอนที่สั่นกระทบกันเกิดเสียงแว่วลอยมาอย่างแผ่วเบา

ชั่วเวลานั้นแสงสว่างจากโคมไฟแขวนอยู่บนชายคาวูบไหวสาดสะท้อนลงบนเรือนกายกำยำ ปรากฏเป็นเงาร่างดำทะมึนกลางความมืดมิดเคลื่อนไหวอย่างเชื่องช้าแต่มั่นคง เพียงแต่เดินได้สามก้าวแผ่นหลังกว้างดั่งขุนเขาพลันเกร็งสะท้าน ที่สุดไม่อาจข่มกลั้นความเจ็บปวดเอาไว้ได้กระอักโลหิตออกมาคำโต

“บัดซบ!

เสียงสบถในลำคอ มือหนาหยาบกร้านยกขึ้นปาดโลหิตตรงมุมปากอย่างลวก ๆ ไม่ใส่ใจ ปลายเท้าหนักอึ้งเหมือนถูกถ่วงด้วยหินก้อนใหญ่ ทั้งยังมีอาการเหนื่อยหอบคล้ายสูดอากาศเข้าไปไม่เต็มปอด เขาแลบลิ้นเลียริมฝีปากเขียวคล้ำก่อนกลืนน้ำลายผ่านลำคอแห้งผาด กัดฟันข่มกลั้นความเจ็บปวดแล้วฝืนลากเท้าเดินไปตามแสงสว่างเรือง ๆ ลอดผ่านบานประตูห้องนอนห้องหนึ่ง

ร่างสูงใหญ่กำยำหยุดยืนหน้าประตูปิดสนิทด้วยสีหน้าเคร่งขรึม ชั่วลมหายใจหนึ่งจึงยกมือหนาขึ้นผลักบานประตูเปิดออก ก่อนย่องเงียบเข้าไปด้านในอย่างไร้เสียง เพียงไม่กี่ก้าวร่างสูงพลันชะงักงันปลายเท้าแข็งทื่อคล้ายถูกสาปเป็นหิน เมื่อภาพหญิงงามภายใต้แสงสีนวลงามหมดจดพริ้มเพรา ผิวพรรณขาวเนียนละเอียดดุจเมล็ดข้าวสาลีผุดผาดอยู่ในชุดอาภรณ์เนื้อบางแนบสนิท จนมองทะลุไปยังเอี๊ยมตัวน้อยสีแดงปกปิดทรวงอกกลมกลึงได้พอดี

หญิงสาวนั่งสยายผมกลางแสงไฟระเรื่อแลดูเย้ายวน ภายใต้ความมืดแสงสว่างจากเปลวเทียนเท่าเมล็ดถั่วสะท้อนผ่านดวงตาคู่งามทอประกายใสกระจ่าง ลูกนัยน์คู่นั้นไล่มองอักษรที่ตวัดเขียนด้วยปลายพู่กันเป็นระเบียบบนตำราเล่มหนาเก่าคร่ำครึด้วยอากัปกิริยาเป็นธรรมชาติ

แน่นอนว่าหากบุรุษใดได้เห็นความงดงามผุดผาดดุจภาพวาดมายาเช่นนี้ย่อมไม่อาจยืนแน่นิ่งเป็นศิลาได้ กระทั่งเขาเองที่สามารถควบคุมตนเองได้ดีมาตลอด ชั่วเวลานั้นยังคล้ายตกอยู่ภายใต้มนต์สะกดใจเผลอไผลลืมเลือนไปชั่วขณะ

แต่เพียงชั่วลมหายใจต่อมา นัยน์ตาดุดันราวกับดวงตาเหยี่ยวเฉียบคมแม้จะพร่าเลือนกลับแจ่มชัดจนรับรู้ได้ว่าสตรีนางนี้มีดวงหน้าเล็กจิ้มลิ้ม ดวงตารูปเมล็ดซิ่ง1กลมโตสดใสแวววาวดุจดวงดาวกะพริบแสงล้อมด้วยคิ้วเรียวโก่งเหมือนคันศรจรดปลายหางตาทอดยาวรับแพขนตาดำหนา นัยน์ตาสีนิลชุ่มชื้นมีประกายประหนึ่งสายน้ำกลางฤดูใบไม้ผลิ จมูกโด่งปลายเชิดรั้นเหนือกลีบปากแดงจัดคล้ายผลอิงเถา2 เผยอขึ้นเล็กน้อยยามขมวดคิ้วคล้ายกำลังครุ่นคิดกลับงดงามเย้ายวนดุจเทพธิดาจำแลงแปลงกาย

ทว่าเขาในยามนี้ไม่มีอารมณ์ชื่นชมหลงใหลภาพมายาตรงหน้า ความเจ็บปวดที่แล่นปราดเข้ามาเป็นระลอกส่งผลให้ชายหนุ่มสติขาดผึงทันที

เสียงคำรามต่ำดังขึ้นคราหนึ่ง นัยน์ตาดุดันพลันเปลี่ยนเป็นแดงฉาน จ้องมองหญิงสาวดุจเสือร้ายที่กางเล็บแหลมคมหมายตะปบกระต่ายน้อยตรงหน้า ชั่วลมหายใจต่อมาร่างสูงพุ่งปราดเข้าประชิดร่างบอบบางรวดเร็วปานสายลม แล้วใช้มือข้างหนึ่งกุมลำคอระหงเอาไว้ ออกแรงบีบเคล้นอย่างไม่หนักไม่เบา กระนั้นเรี่ยวแรงเพียงไม่กี่ส่วนของบุรุษร่างกำยำสามารถสังหารสตรีบอบบางได้เพียงแค่ขยับปลายนิ้ว

“อึก!...”

คิ้วเรียวของนางขมวดขึ้นเป็นปมแน่น ความเย็นเยือกเหมือนน้ำแข็งค่อย ๆ แทรกผ่านลำคออึดอัดจนหายใจไม่ออก ร่างเล็กพยายามดิ้นรนขัดขืนก่อนจะเบิกตาโพลงอย่างตะลึงงันยามเหลือบเห็นเสี้ยวหน้าดุดันของบุรุษสวมหน้ากากสีเงิน นัยน์ตาคู่นั้นเสมือนเพลิงที่กำลังลุกไหม้แดงฉาน สีหน้าของนางจึงเต็มไปด้วยความตระหนกตกใจ แต่กว่าจะรู้ตัวว่าเอ่ยถามออกไปอย่างโง่งมก็ไม่ทันแล้ว

“ทะ...ท่านต้องการสิ่งใดกันแน่!

แผ่นอกแข็งแกร่งดุจศิลาของเขาแนบสนิทกับแผ่นหลังบอบบางของนาง กระแสความร้อนจากเรือนกายหอมกรุ่นค่อย ๆ แทรกผ่านอาภรณ์เนื้อบางเบา ส่งผลให้ร่างสูงกัดฟันกรอดระงับความพลุ่งพล่านอย่างยากระงับ น้ำเสียงยามเอ่ยออกมาจึงสั่นพร่า กลับไม่ลืมออกแรงบีบเคล้นลำคอระหงคล้ายเป็นการเตือนให้นางหยุดดิ้นรนขัดขืน

“อย่าดิ้น! ข้ามิได้ต้องการจะเอาชีวิตเจ้า”

“เช่นนั้น พี่ชายต้องการสิ่งใด...”

ร่างสูงสาดประกายเย็นเยือกวูบหนึ่งตวัดผ่านนัยน์ตาของบุรุษชุดดำ มุมปากหยักกระตุกยิ้มร้าย หากรอยยิ้มนั้นแฝงไว้ด้วยความดุดันจนน่ากลัว ยังไม่เท่าวาจาเย็นเยียบแฝงแววข่มขู่จนชวนให้หวาดหวั่นพรั่นพรึง “ข้าบาดเจ็บ ต้องการความช่วยเหลือจากเจ้า”

มารดาเถอะ! นี่เขากำลังขอร้องมารดาหรือขู่บังคับกันแน่!

คิ้วเรียวสวยของไป๋พิงถิงขมวดมุ่นกดข่มโทสะในใจ กระนั้นก็อดคิดมิได้ว่าหากมีเล็บแหลมคมคงฝากรอยแผลไว้บนใบหน้าหล่อเหลาของคนผู้นี้ไปแล้ว แต่คล้ายว่าบุรุษชุดดำจะเดาใจนางถูก นิ้วเรียวยาวจึงออกแรงบีบเคล้นบนลำคอระหงจนนางเริ่มจะขาดอากาศหายใจไปจริง ๆ

ไป๋พิงถิงพยายามดิ้นรนด้วยการใช้สองมือเล็กแกะมือใหญ่ที่กำรอบลำคออย่างสุดชีวิต ขณะที่คนสารเลวได้แต่นิ่งเฉยมองดูนางทุรนทุรายราวกับปลาขาดน้ำ กระทั่งมือเท้าขยับดิ้นอย่างไร้เรี่ยวแรงคนผู้นี้จึงยอมคลายมือใหญ่แข็งแรงออก ร่างเล็กพลันร่วงลงไปกองกับพื้นราวหนังมนุษย์ไร้เส้นเอ็นกระดูก

“แค่ก ๆ...” นางไอออกมาสองคำ หน้าแดงก่ำก่อนหอบหายใจหนักคล้ายสูดอากาศเข้าไปไม่เต็มปอด สองมือเรียวเล็กเมื่อครู่ไขว่คว้าอากาศยกวางทาบบนลำคอ สีหน้าแววตาคุกรุ่นเต็มไปด้วยโทสะประหนึ่งเปลวไฟโชน ถลึงตามองบุรุษน่าตายอย่างเกรี้ยวกราด ในใจราวกับมีพายุคลั่งพร้อมพัดทำลาย

เมื่อเห็นร่างสูงย่างเท้าเดินใกล้เข้ามาอย่างเชื่องช้า นัยน์ตาดุจเสือร้ายแดงฉานดั่งโลหิตสะท้อนไอสังหารเยียบเย็นเข้มข้น ไวเท่าความคิดไป๋พิงถิงลุกพรวดขึ้นในทันทีประหนึ่งมีเรี่ยวแรงดุจวัว ถลึงตาโตมองเขาก่อนตะโกนออกไปอย่างไม่เต็มเสียง ก็ได้ ๆ ข้ารับปากจะช่วยท่าน

เอ่ยจบก็ลอบมองสำรวจสีหน้าแววตาของบุรุษชุดดำ แลเห็นสายตาที่จ้องมองนางเขม็งคล้ายว่าจะมีท่าทีอ่อนลงหลายส่วน ถอนหายใจแล้วพยักพเยิดหน้าเป็นเชิงบอกให้เขานั่งลงบนเตียงของนาง จากนั้นก็กระแทกเท้าเดินเข้าใกล้ด้วยอารมณ์ขุ่นมัว ระหว่างนั้นในใจลอบก่นด่าไม่หยุด

ช่างเถอะ เรื่องคุณธรรมหลักการสูงส่งอะไรเทือกนั้นนางไม่มีอยู่แล้ว เช่นนั้นคอยดูเถอะมารดาจะจัดการกับคนเลวผู้นี้อย่างไร...

1เมล็ดของผลแอปริคอต  

2เชอรี่

************************

หนึ่งหัวใจ หนึ่งคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 80 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

39 ความคิดเห็น