ชายาตัวร้าย ชินอ๋องลวงรัก สนพ.Dbooks

ตอนที่ 32 : บทที่ ๑๖ หวานชื่น ๒

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 11,510
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 279 ครั้ง
    7 มิ.ย. 63


https://www.facebook.com/maprangloykaew



บทที่ ๑๖ หวานชื่น

ตอนทีี่ ๒

ความจริงบุรุษผู้เพียบพร้อมด้วยศักดิ์ฐานะสูงส่ง ขอเพียงเอ่ยออกมาคำเดียว เชื่อว่าหญิงสาวทั่วทั้งเมืองต่างก็ยินยอมพร้อมใจที่จะเป็นสตรีของเขาทั้งสิ้น คิดมาถึงตรงนี้ ในใจคล้ายมีไฟสุม นางเผลอตวัดตาค้อนเขาทีหนึ่งอย่างสุดระงับ สุนัขกระดิกหางล้วนเป็นสัญชาตญาณของสัตว์ไม่ผิด ทว่าคนผู้นี้มีนิสัยเจ้าเล่ห์ดุจจิ้งจอก จะไม่กลิ้งกลอกไหลลื่นได้อย่างไร เมื่อคิดจะจับจิ้งจอก มีแต่ต้องกลิ้งกลอกให้มากกว่าก็เท่านั้น!

"หม่อมฉันจะเชื่อท่านอ๋องได้อย่างไรเพคะ"

เขาหัวเราะเบาๆ พลางจับเชยคางมนเงยขึ้นสบประสานสายตา

“ข้าสัญญาว่าจะไม่ทำร้ายเจ้า จะปกป้องเจ้า ไม่ทิ้งร้างห่างไกล เช่นนี้เจ้าจะยอมเชื่อใจข้าได้หรือไม่”

นางหัวเราะเสียงขื่น “บางทีโชคชะตาก็เล่นตลก บางคนเกิดมาวาสนาดี บางคนล้มลุกคลุกคลานตั้งแต่กำเนิด หม่อมฉันมิได้เกิดมามีวาสนาดี เป็นเพียงบุตรสาวขุนนางมีศักดิ์ฐานะต่ำต้อย เพียงแต่หลังได้พบกับท่านอ๋อง ดูเหมือนดวงชะตาของหม่อมฉันได้เปลี่ยนไป”

ที่ผ่านมาเป็นเช่นไรข้าไม่รู้ นับจากนี้ข้าจะไม่ยอมให้ผู้ใดรังแกเจ้าได้อีก เขาเอ่ยพร้อมกับใช้ปลายนิ้วไล้พวงแก้มของนางแผ่วเบา ตาคมจ้องมองนัยน์ตาสีน้ำผึ้งแฝงความนัย

เถียนชิงหรูได้ยินแล้วยิ้มแก้มแทบปริ รอยยิ้มของนางแลน่าเอ็นดูยิ่งนัก แววตาปลาบปลื้มยินดีฉายออกมาผ่านนัยน์ตากระจ่างใสดุจพระจันทร์แขวนอยู่บนท้องฟ้า ริมฝีปากแดงฉ่ำขบเม้มเบาๆ คล้ายกำลังเขินอาย ทว่าความจริงแล้วนางกำลังก่นด่าเขาในใจ

ในใต้หล้านี้ เห็นทีคงมีแต่ท่านกระมังที่รังแกข้าได้!

หลิงชินอ๋องหัวเราะขบขัน อากัปกิริยาของคนตัวเล็กมีหรือเขาจะมองไม่ออก จึงใช้มือใหญ่จับเชยคางมน สอดปลายนิ้วเรียวเข้าไปในริมฝีปากอิ่มบังคับให้นางคลายกลีบปากออก ร่องรอยฟันซี่เล็กเหมือนไข่มุกเรียงเป็นระเบียบ ส่งผลให้คิ้วเข้มขมวดเข้าหากันเป็นเส้นตรงอย่างไม่ชอบใจ

“อย่ากัดปาก”

เถียนชิงหรูกะพริบตางุนงง พอนึกถึงความร้ายกาจเผด็จการเอาแต่ใจของเขาก็รู้สึกหดหู่ใจขึ้นมา นางเอียงคอมองเขา ร่างสูงกลับโน้มใบหน้าลงแล้วเลิกคิ้วเข้มหรี่ตามองนางด้วยสายตายียวน ไม่รู้ว่าหลิงชินอ๋องที่ผู้คนต่างกล่าวว่าโหดเหี้ยมดุดัน แม้แต่ผียังหวาดกลัว บัดนี้เขากลายเป็นคนยียวนกวนประสาทไปตั้งแต่เมื่อใดกัน!

นางพยายามเบี่ยงอารมณ์สับสนไปอีกทาง เอ่ยสิ่งที่ยังคงติดค้างคาใจ

“ในบันทึกของมารดาหม่อมฉันได้กล่าวถึงยางไม้ชนิดหนึ่งสามารถนำมาปรุงกำยานพิษที่มีฤทธิ์ร้ายที่สุดในใต้หล้า เพียงแต่บันทึกฉบับนี้แม้จะเขียนอธิบายพิษกำยานไว้อย่างชัดเจน วิธีปรุงพิษกลับเขียนเอาไว้อย่างคลุมเครือสลับซับซ้อน เกรงว่าหม่อมฉันคงทำให้ท่านอ๋องต้องเหนื่อยเปล่าแล้วเพคะ”

เถียนชิงหรูจ้องมองเขาด้วยแววตาจนใจ แลเห็นเขานิ่งเงียบอยู่ครู่หนึ่งก่อนจ้องมองนางด้วยสีหน้ายากจะคาดเดา หรือแท้จริงแล้วเขาใช้ความเงียบเก็บงำความรู้สึกบางอย่างเอาไว้

หลิงชินอ๋องเหมือนจะคาดเดาความคิดของนางออก เขาเหลือบมองนางแวบหนึ่งก่อนเอ่ยอย่างคร้านจะใส่ใจ “ช่างเถอะ เดิมทีข้ามิได้คาดหวังที่จะใช้มันอยู่แล้ว”    

เถียนชิงหรูเงยหน้าขึ้นสบสายตาคม คิ้วเรียวขมวดมุ่น แววตาฉายความฉงนอย่างไม่เก็บงำ นางรั้งชายเสื้อของเขาเอาไว้แล้วเอ่ยถามคำถามนี้ออกไป “มิใช่เพราะสิ่งนี้ ท่านอ๋องถึงได้เข้ามาใกล้ชิดหม่อมฉัน”

หลิงชินอ๋องมิได้เอ่ยตอบ เพียงเหลือบตามองแววตาสับสนระคนสงสัยใคร่รู้ของคนตัวเล็ก เขาคลี่ยิ้มบางพลางถอนหายในออกมาเบาๆ เรื่องบางเรื่องเริ่มต้นได้ไม่ดีนัก ใช่ว่าต่อไปจะเปลี่ยนแปลงมิได้ หินศิลายังถูกน้ำกัดกร่อนได้ นับประสาอะไรกับหัวใจอันเปราะบางของสตรี

“ไปเถิด ข้าจะพาเจ้าไปพบกันคนผู้หนึ่ง”

เถียนชิงหรูมองใบหน้าของเขาไม่เปลี่ยนสี ยังคงสุขุมเรียบเฉยเฉกเช่นที่ผ่านมาไม่แปรเปลี่ยน ทว่าบางสิ่งบางอย่างยังค้างคาใจมิได้รับการเฉลย แม้จะเอ่ยปลอบตัวเองเบาๆ ว่าโลกนี้ไม่มีสิ่งใดราบรื่นไร้กังวลไปเสียทุกอย่าง ขอเพียงใช้ชีวิตที่เหลือต่อจากนี้ให้ดีก็พอแล้ว

นางก้มมองมือใหญ่อุ่นจัดของเขาผสานนิ้วมือทั้งห้าของนางไม่ยอมคลาย นานเท่าใดที่มิได้รู้สึกอบอุ่นและปลอดภัยเช่นนี้

 

เงาสองร่างจับจูงเดินข้ามสะพานไม้อย่างเงียบๆ กระทั่งหยุดยืนด้านหน้ากระโจมขนาดกลางทำจากท่อนไม้ขนาดเล็กจำนวนมากมัดรวมกัน โบกทับด้วยดินเหนียว หลังคามุงด้วยหญ้าและเปลือกไม้แห้ง ม่านประตูปิดสนิททำจากขนสัตว์ป้องกันอากาศหนาว

นางยกมือปิดปากนิ่งอึ้ง สีหน้าแววตาฉายความสงสัยระคนตื่นเต้น

“หม่อมฉันไม่เคยเห็นกระโจมแปลกตาเช่นนี้มาก่อนเลยเพคะ”

หลิงชินอ๋องเอ่ยยิ้มๆ “ในป่าลึกมีอากาศหนาวเย็นตลอดทั้งปี ชาวเผ่าตงเซียงจึงสร้างกระโจมที่ทำจากเปลือกไม้และดินเหนียวเป็นที่พักอาศัยแทนบ้านเรือนที่สร้างขึ้นอย่างถาวร”  

เถียนชิงหรูพยักหน้าน้อยๆ ความจริงนางมิได้แปลกใจที่เห็นการดำรงอยู่ของผู้คนในหมู่บ้านเหมยหลิว เพราะเท่าที่รู้เดิมทีชาวเผ่าตงเซียงเป็นชนเผ่าเร่ร่อนที่สืบเชื้อสายมาจาก เหมิงกู่หรือก็คือชาวมองโกล พวกเขามักดำรงชีพอยู่ด้วยการเลี้ยงสัตว์และล่าสัตว์ป่า ถึงจะกล่าวว่าพวกเขาเป็นเพียงชนกลุ่มน้อยและมักใช้ชีวิตอิสระอยู่ท่ามกลางทุ่งหญ้าป่าเขา กลับรักษาวัฒนธรรมที่สืบทอดกันมาช้านานเอาไว้ได้อย่างไม่เสื่อมคลาย

ทันทีที่ม่านประตูเปิดออก นางรู้สึกได้ว่าในกระโจมพลันอบอุ่นด้วยไฟกองเล็กที่ก่อเอาไว้กลางกระโจม แสงสว่างวูบไหวเบาๆ ยามสายลมพัดโชยหอบควันสีเทาหมุนวนเป็นเกลียวลอยตัวขึ้นอย่างเนิบช้าในอากาศ กลิ่นกำยานที่ปรุงขึ้นมาเป็นพิเศษหอมฟุ้งกำจาย ทำให้รู้สึกผ่อนคลายได้อย่างน่าประหลาด

“หลิงเอ๋อร์! เจ้ามาแล้ว” เสียงแหบพร่าของชายผู้หนึ่งดังสะท้อนขึ้นในความเงียบ ตามด้วยเสียงไม้เท้ากระทบพื้น

ชายชรามีเส้นผมสีดอกเลาเคราขาวยาวรกครึ้ม สืบเท้าเดินตรงมายังสองร่าง สีหน้ายิ้มแย้มเบิกบาน แววตาฉายความอ่อนโยนอย่างไม่เก็บงำยามทอดมองบุรุษสูงศักดิ์ แวบหนึ่งผู้เฒ่าซื่อเตียวชำเลืองตามองเพ่งพิศสตรีผู้มีดวงหน้างดงาม สายตาผ่านร้อนผ่านหนาวมาเกือบทั้งชีวิตย่อมมองสตรีผู้นี้ไม่พลาด แม้ในคราแรกรู้สึกฉงนใจอยู่บ้าง แต่พอหูได้ยินเสียงกระพรวนข้อเท้าที่ทำขึ้นเป็นพิเศษ อีกทั้งท่าทีของหลิงเอ๋อร์น้อยนักจะแสดงออกถึงความพึงพอใจในตัวสตรี กลับแสดงออกต่อหญิงสาวผู้นี้อย่างอ่อนโยน ความสงสัยเคลือบแคลงในใจคล้ายถูกขจัดจนสิ้น

“ไม่ทราบว่าแม่นางผู้นี้คือ...”

ข้าแซ่เถียนเจ้าค่ะเถียนชิงหรูเอ่ยพลางยอบตัวลงเล็กน้อย ใบหน้าประดับรอยยิ้มบางๆ

ผู้เฒ่าซื่อเตียวเห็นรอยยิ้มของนางคล้ายบุปผาผลิบานในฤดูใบไม้ผลิ ก็หัวเราะออกมาเสียงดัง นึกชื่นชมหลานชายผู้มีนัยน์ตาแหลมคมยิ่งนัก

“โฉมงามควรคู่เอกบุรุษผู้เก่งกาจนั้นกล่าวไว้ไม่ผิด”

“ท่านผู้เฒ่ากล่าวชมเกินไปแล้วเจ้าค่ะ” เถียนชิงหรูคลี่ยิ้มเอียงอาย กิริยามารยาทนอบน้อมถ่อมตน ยิ่งทำให้ผู้เฒ่าซื่อเตียวรู้สึกถูกชะตากับหญิงสาว เอ่ยชมไม่หยุดปาก

ทันใดนั้นม่านกระโจมขยับไหว ก่อนถูกมือใหญ่ของใครบางคนตวัดเปิดออก ร่างสูงใหญ่กำยำสืบเท้าเดินเข้ามาอย่างไม่เร่งรีบ พร้อมกับเสียงหัวเราะดังกังวานราวกับเสียงตีกลอง ครั้นพอแสงจากไฟกองเล็กสาดส่องกระทบใบหน้าคร้ามคมรกครึม แลเห็นผิวสีทองแดงเกรียมแดด ใบหน้าจึงดูคล้ายดุดัน ต่างจากแววตาที่แฝงความทะเล้นขี้เล่นทำให้รู้สึกผ่อนคลาย

การปรากฏตัวของผู้เข้ามาใหม่มิได้สร้างความแปลกประหลาดใจให้ผู้เฒ่าซื่อเตียว หรือแม้กระทั่งหลิงชินอ๋อง ยกเว้นนางที่เอาแต่จ้องมองใบหน้าดำมะเมื่อมจนลืมกะพริบตา กระทั่งได้ยินเสียงกระแอมกระไอของคนข้างกาย นางจึงสูดหายใจแล้วกะพริบตายิ้มเจื่อน

“ฮ่าๆ ที่แท้มีหญิงงามปรากฏตัว พวกท่านใจร้ายไม่ยอมบอกข้าสักคำ” สิ้นเสียงบุรุษร่างใหญ่กำยำท่าทางทะมัดทะแมง ท่อนบนสวมเพียงหนังสุนัขจิ้งจอกปิดบังกล้ามมัดโต ซื่อกู่เหยาค้อมศีรษะลงพลางลอบชำเลืองตามองบุรุษสูงศักดิ์ที่มักทำตัวเย็นชาประหนึ่งภูเขาน้ำแข็ง คลี่ยิ้มมุมปาก แววตาฉายความทะเล้นอารมณ์ดี

สีหน้าหลิงชินอ๋องยังคงเรียบเฉยไม่เปลี่ยน ตาคมเหลือบมองบุรุษร่างใหญ่แวบหนึ่ง แล้วเอ่ยน้ำเสียงไม่หนักไม่เบา อย่าได้เอ่ยวาจาเลื่อนเปื้อน นางคือว่าที่พระชายาของข้า

ข้าคาดเดาเอาไว้ไม่ผิดซื่อกู่เหยากระดกคิ้วเข้มขึ้น พลางลอบชำเลืองตามองบุรุษสูงศักดิ์ก่อนเอ่ยด้วยรอยยิ้มเต็มหน้า “แรกเห็นแม่นางน้อยผู้นี้ ข้าก็รู้สึกฉงนใจอยู่บ้าง แต่หลังจากได้ยินเสียงกระพรวนที่ข้อเท้าของนาง ก็พลันกระจ่างแจ้งเลยทีเดียว”

“อาเหยา!” ผู้เฒ่าซื่อเตียวเอ่ยปรามบุตรชายในที่สุด “แม้ว่าความสัมพันธ์ระหว่างเจ้ากับหลิงเอ๋อร์จะเป็นลูกพี่ลูกน้องกันก็ตาม แต่อย่างไรหลิงเอ๋อร์ก็มีศักดิ์ฐานะเป็นถึงชินอ๋อง อย่าได้เอ่ยวาจาโดยไร้ความยำเกรงเช่นนี้อีก”

“ท่านพ่อ! หลิงเอ๋อร์กับข้าเป็นลูกพี่ลูกน้องกัน ไยจะต้องมากพิธี อีกอย่างข้าเอ่ยในสิ่งที่ตามองเห็น มีสิ่งใดไม่ถูกกันเล่า” บุรุษร่างใหญ่แสร้งโอดครวญ

หลิงชินอ๋องหมดความอดทน ตวัดสายตาคมกริบดุจมีดมองญาติผู้พี่ แค่นเสียงเย็นชาข่มขวัญบุรุษตัวโต

“อาเหยา เจ้าคงลืมไปแล้วกระมัง ข้าสามารถสั่งตัดศีรษะเจ้าได้”

“อะไรกัน! ไม่พอใจก็ขู่ข้าทุกทีสิน่า” ซื่อกู่เหยาสำลักไอ ฉีกยิ้มเจื่อน

เฮอะ!หลิงชินอ๋องแค่นเสียงในลำคอ เหลือบตามองญาติผู้พี่แวบหนึ่งด้วยสายตาเย็นชา

แม้เจ้าจะลืมเลือนความสัมพันธ์ของพวกเราพี่น้องในอดีตไปแล้วก็ตาม” ซื่อกู่เหยาแสร้งเอ่ยเสียงเบาสีหน้าอมทุกข์ “ช่างเถอะ ข้าไม่โทษเจ้า ทั้งที่เมื่อก่อนเป็นข้าที่สอนให้เจ้าขี่ม้ายิงธนู และเป็นข้าที่ล่าไก่ป่าให้เจ้า กระทั่งในยามที่เจ้าถูกท่านอาลงโทษ เป็นข้าที่ทนลำบากจุดฟืนก่อไฟย่างไก่ให้เจ้าได้อิ่มท้อง เมื่อก่อนเจ้ามักจะเรียกข้าว่าพี่ชายและคอยวิ่งตามก้นข้าตลอด ทุกครั้งที่เจ้าทำผิด ข้าจะออกรับแทนเจ้าเสมอ ไม่คิดว่ามิได้พบหน้ากันเพียงไม่กี่ปี เจ้าถึงกับลืมความสัมพันธ์ระหว่างเรา ซ้ำยังคิดจะตัดศีรษะผู้มีคุณเช่นข้า ใช้ได้ที่ไหนกัน”

ซื่อกู่เหยาแสร้งโอดครวญออกมา ท่าทางคล้ายเด็กน้อยถูกแย่งขนมทำให้เถียนชิงหรูขบขัน ขณะเดียวกันก็รู้สึกถูกชะตากับคนผู้นี้อย่างน่าประหลาด

“อาเหยา!” ผู้เฒ่าซื่อเตียวถอนหายใจออกมาอย่างเหนื่อยล้า คิดแล้วอ่อนใจกับบุตรชายผู้นี้ยิ่งนัก “วันๆ เจ้าเอาแต่เที่ยวเล่นไปเรื่อย วันข้างหน้าจะแบกรับหน้าที่แทนข้าได้อย่างไร”

“ท่านพ่อคิดมากไปแล้ว ใช่ว่าข้าจะมัวแต่เที่ยวเล่นอย่างเดียวเสียที่ไหนกัน...” ซื่อกู่เหยาเอ่ยยังไม่ทันจบประโยค กลับถูกบิดายกมือห้ามปราม

ผู้เฒ่าซื่อเตียวถอนหายใจอีกคำรบหนึ่ง พลางโบกมือราวกับไล่แมลงวัน เอาละๆ เจ้าออกไปก่อน พ่อมีเรื่องต้องปรึกษาหลิงเอ๋อร์หลายคำ

ซื่อกู่เหยาได้แต่หัวเราะแหะๆ ยกมือขึ้นเกาท้ายทอยแก้เก้อ แล้วเหลือบตามองสีหน้าเคร่งขรึมของญาติผู้น้องก่อนหมุนตัวกลับมาเผชิญหน้าสตรีร่างบาง ครั้นเห็นนางมีรอยยิ้มขบขันประดับอยู่บนดวงหน้างดงามพริ้มเพรา ก็ราวกับท้องฟ้าคลี่คลายกระจ่างใสในฉับพลัน

“แม่นางน้อย อยากออกไปเดินเล่นข้างนอกหรือไม่

เถียนชิงหรูนิ่งคิดครู่หนึ่งแล้วพยักหน้าเบาๆ ดวงตากลมโตช้อนขึ้นมองสีหน้าทะมึนคล้ายเมฆดำกำลังก่อตัวในอากาศ ถึงอย่างนั้นก็ยังทำใจดีสู้เสือ

“หม่อมฉันออกไปเดินเล่นได้หรือไม่เพคะ”

หลิงชินอ๋องเลิกคิ้วเข้มขึ้น พลางกระชับเสื้อคลุมให้นางก่อนเคาะนิ้วลงบนปลายจมูกเชิดรั้นของคนตัวเล็กเบาๆ เอ่ยกำชับเสียงดุอย่างไม่จริงจรังว่า

“นางมารน้อย อย่าได้ซุกซนเชียว”  

“เพคะ” นางพยักหน้ารับคำหนักแน่น ก่อนหันไปคลี่ยิ้มสดใสให้บุรุษตัวโต “รบกวนท่านแล้ว”

“ไม่!...ไม่รบกวน ข้าเต็มใจ” ซื่อกู่เหยายกมือขึ้นโบกเป็นพัลวัน “แม่นางน้อย อยากเห็นพวกเราชาวเผ่าตงเซียงขี่ม้ายิงธนูหรือไม่” เห็นหญิงสาวตรงหน้าพยักหน้าหงึกๆ ซื่อกู่เหยาหันมายักคิ้วหลิ่วตาทำหน้าทะเล้นใส่ญาติผู้น้องที่มีสีหน้าดำทะมึนคล้ายก้นกระทะ ก่อนระเบิดหัวเราะออกมาเสียงดัง

ช่างเถอะ ในเมื่อเจ้าอยากตัดศีรษะผู้มีคุณนัก ก็ดูซิว่าข้าจะกวนโทสะเจ้าจนเส้นโลหิตในสมองแตกตายก่อนที่จะได้ตัดศีรษะข้าหรือไม่...   

  *****************************

 ปลายนิ้วสะกิดหัวใจเป็นกำลังใจให้นักเขียน คอมเมนต์คุยกันค่า ^^

ติดตามมะปราง/ฟางซิน ผ่าน Facebook

https://www.facebook.com/maprangloykaew

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 279 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

566 ความคิดเห็น

  1. #560 1988yongsi (จากตอนที่ 32)
    วันที่ 21 กันยายน 2563 / 10:25
    ไปดูผู้ชายถอดเสื้อโชว์กล้ามกัน55555
    #560
    0
  2. #507 fadiana (จากตอนที่ 32)
    วันที่ 1 มิถุนายน 2563 / 15:37

    อยากอ่านอีกไรท์
    #507
    0
  3. #506 Annykon (จากตอนที่ 32)
    วันที่ 1 มิถุนายน 2563 / 12:53

    ท่านอ๋องแอบหวงน้อง
    #506
    0
  4. #278 LovelyWonbin (จากตอนที่ 32)
    วันที่ 7 กุมภาพันธ์ 2563 / 20:07
    สุดท้ายก็ยังคิดไม่ได้ กรรมตามสนองแล้ว
    #278
    1
  5. #277 Supatra_ja (จากตอนที่ 32)
    วันที่ 7 กุมภาพันธ์ 2563 / 19:58
    ขนาดความตายอยู่ตรงหน้ายังไม่สำนึก คนแบบนี้อย่าให้ได้มีชีวิตอยู่เลย หนักแผ่นดิน
    #277
    1
  6. #276 _Aya_ (จากตอนที่ 32)
    วันที่ 7 กุมภาพันธ์ 2563 / 19:48
    ขอบคุณค่ะไรท์ รอตอนต่อไปค่า
    #276
    1