คัดลอกลิงก์เเล้ว
นิยาย (nct markmin) now in manchester.

ข้อมูลเบื้องต้นของเรื่องนี้
NOW IN MANCHESTER
Mark Lee & Na Jaemin
Rate: PG-13
Tag: #markminbyp



เนื้อเรื่อง อัปเดต 23 ส.ค. 60 / 23:30


NOW IN MANCHESTER

MARK LEE & NA JAEMIN

 

 

 

 

 

 

 

ถ้าได้มาเที่ยวเมืองแมนเชสเตอร์ก็ต้องคิดถึงสโมสรทีมฟุตบอลชื่อดังทั้งสองทีมอย่างแมนเชสเตอร์ซิตี้ และแมนเชสเตอร์ยูไนเต็ด หรือไม่ก็คงจะเป็นวงดนตรีชื่อดังระดับโลกอย่างวงโอเอซิส หรือถ้าไม่ได้คิดถึงทั้งสองอย่างนั้น อีกสิ่งหนึ่งที่ถือเป็นเอกลักษณ์ของเมืองนี้ก็คงหนีไม่พ้นสถาปัตยกรรมอันงดงามมากมายรวมทั้งแกลเลอรี่งานศิลป์ต่างๆ

 

ถูกมั้ย?

 

ผมคิดว่านั่นน่าจะเป็นสิ่งที่หลายๆ คนนึกถึงเมื่อพูดถึงเมืองแมนเชสเตอร์นะ แต่สำหรับผมแล้ว...เวลาได้มาเมืองแมนเชสเตอร์ สิ่งแรกที่คิดถึงก็คือ เขา

 

วันหยุดนี้แจมินจะทำอาหารแน่ะ ไปกันไหม มาร์ค?เหรินจวิ้นเอ่ยถาม ใบหน้าใสๆ นั่นโผล่พ้นขอบประตูห้องนอนส่วนตัวมาเพียงเสี้ยวเดียว ในมือเรียวถือโทรศัพท์ค้างไว้ ผมเดาว่าปลายสายคงเป็นเจโน่ ลี—รูมเมทของแจมินที่เป็นแฟนของเหรินจวิ้นอีกที

 

ไปผมพยักหน้าเป็นคำตอบ แล้วก็ก้มหน้าลงอ่านหนังสือต่อ—หมายถึงว่า แค่ทำเป็นอ่านน่ะนะ เพราะความเป็นจริงแล้ว สิ่งเดียวที่ผมทำได้ในตอนนี้ก็คือการอมยิ้มน้อยๆ ที่มุมปาก รอให้เสียงปิดประตูห้องของเหรินจวิ้นดังขึ้นแล้วก็ถึงค่อยลุกขึ้นยืนก่อนจะ...

 

เยส!!’

 

ทำท่าทำทางดีใจเหมือนได้เหรียญทองโอลิมปิก แล้วก็ก้มลงเก็บเท็กซ์บุ๊คเล่มหนาเตอะเข้าห้องตัวเอง

 

ผมเดินตรงไปที่ตู้เสื้อผ้า ในหัวกำลังคิดว่าวันหยุดนี้จะแต่งตัวยังไงดี เสื้อเชิ้ตสีเบจเรียบๆ ถูกเลือกออกมาวางพาดไว้บนเตียง ตามด้วยกางเกงขายาวทรงต่างๆ แจ็คเก็ตหนัง—ไม่ บางทีเสื้อโค้ทน่าจะทำให้ผมดูดีมากกว่า ส่วนรองเท้า...แน่นอนว่าต้องเป็น Ankle Boots ของอาร์มานี่คู่นั้นที่ซื้อมาเก็บไว้ตั้งแต่เมื่อปีก่อน

 

โอเค ทีนี้จะใส่กางเกงทรงไหนดีล่ะ?

 

สกินนี่?

 

อ่า ผมว่านั่นไม่เวิร์คอย่างแรงเลย

 

ท่าทางคงต้องพึ่งทรงกระบอกตรงที่ขากางเกงมันเต่อขึ้นมานิดหน่อยซะแล้วมั้ง

 

ผมเก็บกางเกงตัวอื่นเข้าตู้ แล้วเหลือไว้เพียงกางเกงทรงกระบอกขาเต่อสีกรมท่า—สีเดียวกับเสื้อโค้ทตัวยาวที่เลือกไว้

 

ส่วนทรงผม...อืม...ดูเหมือนครั้งสุดท้ายที่เจอกัน—เมื่อเดือนก่อน—ตอนนั้นผมน่าจะยังไว้ผมดัดหยิกสีบลอนด์อยู่ ส่วนตอนนี้ผมย้อมผมกลับมาเป็นสีดำแล้ว หนำซ้ำยังไม่ดัดหยิกเป็นลอนๆ อีกด้วย

 

ไม่รู้ว่าเขาจะชมผมอีกไหมว่า ผมทรงนี้ดูดีนะ มาร์คเพราะตอนนี้มันเป็นแค่ผมทรงเรียบๆ

 

ให้ตาย

 

รู้งี้ไม่น่าเลิกไว้ผมดัดหยิกแบบนั้นเลย แจมินอุตส่าห์ชมเลยนะนั่น ฮึ่ม

 

แต่ไม่เป็นไรหรอก ตอนตัดผมแบบนี้—ผมของผมสั้นลงและเป็นสีดำผสมน้ำตาลเข้ม—พวกเพื่อนๆ ที่คอลเลจก็ชมๆ กันอยู่น่ะนะ มันคง...ไม่แย่หรอกมั้ง

 

ผมถอนหายใจอย่างปลงๆ ก่อนจะเก็บชุดที่เลือกไว้ใส่ตู้เสื้อผ้าอีกตู้ที่เสื้อผ้าส่วนใหญ่ในนั้นมักจะถูกจัดเป็นเช็ตเข้าชุดกันเรียบร้อยแล้ว ก็นะ ตามประสาเด็กเรียนแฟชั่น เรื่องแบบนี้ธรรมดาจะตาย

 

ใช่ครับ ผมกับเหรินจวิ้นเรียนแฟชั่นที่โรงเรียนอาร์ตแห่งนึงในลอนดอน ส่วนแฟนของเหรินจวิ้นกับแจมินเรียนบริหารอยู่ที่มหาวิทยาลัยแมนเชสเตอร์ในเมืองแมนเชสเตอร์

 

เหรินจวิ้นกับเจโน่รู้จักกันตั้งแต่ก่อนหน้าที่เหรินจวิ้นจะย้ายมาลอนดอนแล้ว เหรินจวิ้นย้ายมาเรียนที่นี่ก่อนหนึ่งปี แฟนของเขาถึงค่อยย้ายตามมา นับเวลาง่ายๆ ก็คือเจโน่เพิ่งย้ายมาอยู่ที่อังกฤษได้แค่ประมาณสามสี่เดือนเองมั้ง ส่วนผมกับเหรินจวิ้นเราเพิ่งรู้จักกันตอนเขาย้ายมาอยู่ที่นี่ ตอนนั้นผมอยู่ห้องนี้คนเดียวก็เลยประกาศหาคนมาร่วมหารค่าห้อง แล้วเหรินจวิ้นก็เข้ามาตามคำแนะนำของอาจารย์คนนึงในคอลเลจที่สนิททั้งกับเขาและผม

 

ผมกับเหรินจวิ้นสนิทกันเร็วมาก แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าผมจะสามารถไปแฮงค์เอ้าท์กับแฟนเขาได้ในเวลาที่เหรินจวิ้นนัดเจอเจโน่ กว่าผมจะได้เจอเจโน่ตัวเป็นๆ ก็เมื่อประมาณสองเดือนก่อนนู่นแน่ะ และกว่าจะได้รับอนุญาตให้ไปแฮงค์เอาท์นั่งเล่นเกมถึงห้องพักของเจโน่ได้ก็เมื่อหนึ่งเดือนที่แล้วนี่เอง

 

จุดนี้ล่ะประเด็นสำคัญ เพราะได้ไปที่ห้องของเจโน่ ผมก็เลยมีโอกาสได้เจอแจมิน—รูมเมทของเจโน่ หรือจะพูดให้ถูกก็คือพวกเขาเป็นเพื่อนสนิทที่ตามมาเรียนด้วยกันนั่นเอง

 

แจมินเป็นคนรูปร่างผอมบาง เขาตัวเล็กกว่าผมนิดหน่อย แต่บางกว่าค่อนข้างเยอะ ผมของเขาเป็นสีน้ำตาลช็อคโกแลตขับให้ผิวเนียนน่ามองมากขึ้น ดวงตาของเขากลมโตเป็นประกายวาววับ ผมละสายตาไปจากเขาไม่ได้ตั้งแต่ครั้งแรกที่เราสบตากัน และริมฝีปากของเขาก็เป็นสีชมพูปนแดงๆ ตามธรรมชาติ—เป็นริมฝีปากที่โคตรเหมาะแก่การจูบ

 

อันที่จริงตอนนั้นที่เจอกันครั้งแรกและครั้งเดียว เราไม่ค่อยได้คุยกันมากนัก เรียกว่าแค่คุยกันตามมารยาทมากกว่า เพราะเราเพิ่งเจอกัน มันก็เลย...ไม่รู้สิ หรืออาจจะเป็นเพราะผมชอบเขาก็ได้มั้งถึงได้รู้สึกว่าทุกอย่างมันดูเกร็งๆ ยังไงก็ไม่รู้ ผมคิดว่าเราลอบมองกันจนสบสายตากันบ่อยมากกว่าอ้าปากพูดคุยกันอีกมั้ง

 

แก้มของเขาเป็นสีแดงจางๆ ด้วย ไม่รู้ว่าเป็นเพราะเลือดลมสูบฉีดดี หรือเป็นเพราะเราสบตากันบ่อยเกินไปกันแน่

 

กว่าผมจะรู้ตัวว่าผมตกหลุมชอบเขาเข้าให้แล้วก็ตอนกลับมาถึงห้องพักที่ลอนดอนแล้วค้นพบว่าไม่ได้ขอคอนแทคอะไรของเขากลับมาเลยนั่นแหละ

 

แย่ชะมัด

 

นั่นเป็นความคิดแรกที่พุ่งเข้ามาในหัว

 

จริงๆ ผมนึกไม่ออกเท่าไหร่ว่าเลิฟแอทเฟิร์สไซท์จะไปต่อได้ยังไงถ้าเราไม่ได้ติดต่อกันเลย ผมกลัวว่าผมจะเลิกชอบเขาไปก่อนทั้งๆ ที่เรายังไม่ทันได้รู้จักหรือพูดคุยกันมากกว่าแค่หนึ่งวันนั้น

 

ผมอยากรู้จักเขา

 

ผมอยากรู้จักแจมิน

 

และก็ดูเหมือนเหรินจวิ้นจะเป็นอัจฉริยะมากกว่าดีไซน์เนอร์ หมอนั่นอ่านท่าทางผมออกก็เลยคอยอัพเดทเรื่องราวของแจมินให้ฟังบ่อยๆ แถมยังเล่าเรื่องเกี่ยวกับแจมินที่เขาพอจะรู้ให้ผมเก็บไว้เป็นข้อมูลอีกด้วย—ตั้งแต่เรื่องเล็กน้อยอย่างสีที่ชอบจนไปถึงเรื่องยิ่งใหญ่อย่างเรื่องของกินที่ไม่ชอบ

 

ทุกอย่างนั่นล้วนแล้วแต่เป็นประโยชน์ เผื่อวันนึงผมได้ไปเดทกับแจมิน การรู้ว่าเขาไม่ชอบอะไรไว้ก่อนก็ถือว่าเป็นเรื่องที่ดี

 

และแล้ววันเดินทางก็มาถึง ผมกับเหรินจวิ้นใช้บริการรถไฟในการเดินทางไปเมืองแมนเชสเตอร์ เพราะมันสะดวก แล้วก็ประหยัดเวลาดี

 

เจโน่เป็นคนขับรถมารับพวกเราที่สถานี ใช้เวลาไม่นานเท่าไหร่นักก็มาถึงอพาร์ตเมนท์ของเขา

 

ห้องของเจโน่มีรูปแบบเหมือนห้องพักของผมกับเหรินจวิ้นคือมีห้องนอนสองห้อง แล้วก็ห้องน้ำกลาง ห้องครัว ห้องนั่งเล่นอย่างละหนึ่งห้อง พื้นที่ใช้สอยกว้างขวางสำหรับรอบรับผู้อาศัยมากกว่าหนึ่งถึงสี่คน

 

กลิ่นอาหารหอมฟุ้งตั้งแต่วินาทีแรกที่ก้าวเท้าเข้าไปในห้อง เจโน่หันมาบอกผมว่า ตามสบายนะก่อนเขาจะลากเหรินจวิ้นเข้าห้องนอนไป—น่าเบื่อจริงๆ พวกมีคู่เนี่ย

 

ผมถอนเสื้อโค้ทแขวนไว้ตรงที่แขวนข้างประตูห้อง ตามด้วยถอนรองเท้าใส่ไว้ในตู้เก็บรองเท้า ก่อนจะมองหาที่ทางที่พอจะทิ้งตัวลงไปได้ แล้วก็จบลงง่ายๆ ที่โซฟาตัวยาวกลางห้อง โทรทัศน์ติดผนังจอแบนฉายฟุตบอลแมทช์สำคัญของฟุตบอลพรีเมียร์ลีก หนังสือ The Universe Of Us โดย Lang Leav ที่ถูกคั่นกึ่งกลางของหน้าหนังสือด้วยดอกไม้แห้งวางอยู่บนโต๊ะตัวเตี้ยด้านหน้าผม ข้างๆ กันนั้นเป็นจานคุกกี้ที่มีคุกกี้วางอยู่สี่ห้าชิ้น และแก้วช็อคโกแลตร้อนที่พร่องลงไปเพียงครึ่งแก้ว

 

แทบไม่ต้องเดา ผมก็รู้ได้ทันทีว่าของพวกนี้เป็นของใคร

 

เจโน่?

 

ฮึ ไม่มีทางซะล่ะ

 

“..มาร์ค? มาถึงตั้งแต่เมื่อไหร่น่ะ”

 

นี่สิ คนนี้ต่างหาก

 

แจมินในชุดกางเกงวอร์มสีดำกับเสื้อยืดตัวหลวมโคร่งสีเดียวกันยืนอยู่หน้าประตูครัว ในมือเขามีกล่องสตรอว์เบอร์รี่กล่องเล็กหนึ่งกล่อง เขาเลิกคิ้วให้ผมเป็นคำถาม กลุ่มผมสีน้ำตาลช็อคโกแลตนั่นยุ่งเหยิงไม่เป็นทรง เขาพูดภาษาอังกฤษสำเนียงบริติชด้วยน้ำเสียงน่าฟัง ก่อนจะส่งรอยยิ้มน่ามองมาให้ผม

 

อ่า

 

ผมตายไปแล้วแน่เลย

 

“เมื่อกี้” ผมยักไหล่

 

แจมินพยักหน้าหงึก แล้วก็หันไปมองทางประตูห้องเจโน่ ผมไม่รู้ว่าเขาคิดอะไรอยู่ แต่สังเกตจากรอยริ้วสีแดงจางๆ บนพวงแก้มเนียนแล้วก็เดาได้ไม่ยาก

 

เอาเป็นว่า ละไว้ในฐานที่เข้าใจแล้วกันนะ

 

“สองคนนี้...” แจมินพึมพำแผ่วเบา ก่อนจะส่ายหน้าน้อยๆ “จริงๆ เลย” แล้วก็หันมาทางผม “มาร์คเอาอะไรไหม? น้ำเปล่า? เบียร์?”

 

“เบียร์ก็ได้”

 

“โอเค”

 

จากนั้นแจมินก็หายเข้าไปในครัวอีกครั้ง ไม่นานนักก็กลับออกมาพร้อมเบียร์สองกระป๋อง เขายื่นให้ผมกระป๋องนึง ขณะทิ้งตัวนั่งลงบนโซฟาข้างๆ กัน

 

“ขอบคุณครับ” ผมว่าอย่างนั้นตอนรับกระป๋องเบียร์มา

 

“ไม่เป็นไร” แจมินส่ายหน้ายิ้มๆ—เป็นอีกครั้งที่ผมคิดว่าตัวเองน่าจะตายไปแล้ว ที่นั่งหายใจอยู่นี่อาจเหลือแค่กายหยาบ

 

“แจมินจะอ่านหนังสือไหม เราจะได้เบาเสียงทีวีให้”

 

“ไม่ๆ เราอ่านจบแล้ว มาร์คนั่นแหละ อยากดูอย่างอื่นหรือเปล่า? เปลี่ยนช่องได้นะ”

 

ไม่ๆ เหมือนกัน”

 

แจมินหัวเราะให้กับคำพูดของผม เราเปิดกระป๋องเบียร์พร้อมกัน—เสียงของมันดังป๊อก! กลิ่นเบียร์ลอยจางๆ อยู่ในมวลอากาศ

 

“เพิ่งรู้ว่าแจมินดื่มเบียร์ด้วย” ผมชวนคุยหลังจากกระดกเบียร์อึกแรกลงคอเรียบร้อยแล้ว

 

“ทำไมล่ะ เราดู...เนิร์ดหรอ?” แจมินเลิกคิ้วถาม เขายกขาขึ้นมานั่งขัดสมาธิ หมอนอิงใบเล็กถูกวางไว้บนตัก

 

“ไม่ใช่อย่างนั้น เราหมายถึง...เราก็ไปดื่มกับเจโน่บ่อย แต่ไม่เคยเห็นแจมินมากับเจโน่เลย” ผมกลอกตาไปมา พยายามทำตัวเป็นธรรมชาติ—เหมือนว่าไม่เกร็งอะไรเลยสักนิดด้วยการวางกระป๋องเบียร์ลงบนโต๊ะตัวเตี้ยเพื่อให้มือวางพอที่จะพับแขนเสื้อ

 

ภาพในหัวที่คิดไว้คือผมมั่นใจมากว่าตัวเองต้องเท่แน่ๆ การพับแขนเสื้อนั้นถือว่าเป็นเรื่องโปรสำหรับคนเรียนแฟชั่นอย่างผม แต่ไหงวันนี้มันถึงไม่ได้ดั่งใจเลยวะ

 

พูดตรงๆ ว่าผมไม่เคยพับแขนเสื้อได้ยับยู่ยี่ขนาดนี้มาก่อน...มัน...อุบาทว์มาก

 

อุบาทว์แบบ ในสายตาคนทั่วไปอาจมองว่าก็ธรรมดาไม่ได้ขี้ริ้วขี้เหร่ แต่ในสายตาผม วันนี้ผมพับแขนเสื้อได้ห่วยมากจริงๆ

 

“ให้เราช่วยไหม?”

 

โอ๊ะโอ

 

“ถ้าไม่เป็นการรบกวนแจมินมากเกินไป...”

 

“ไม่ๆ ไม่รบกวนเลย”

 

ไม่ๆ

 

ไม่น่ารักมากไปกว่านี้ได้หรือเปล่า

 

“ขอบคุณครับ” ผมยื่นแขนทั้งสองไปทางแจมิน ให้เขาต้องรีบวางกระป๋องเบียร์ลงบนโต๊ะแล้วหันหน้าเข้าหาผมเพื่อช่วยผมพับแขนเสื้อ

 

“พับขึ้นไปประมาณไหน? ข้อศอกไหม?”

 

“ไม่ต้องหรอก เอาแค่สองสามทบก็พอแล้ว”

 

“โอเค” แจมินพยักหน้า ก่อนจะก้มหน้าก้มตาพับแขนเสื้อให้ผม แล้วคุยเรื่องเดิมต่อ “จริงๆ เจโน่ก็ชวนเรานะ แต่เราไม่ค่อยว่างเท่าไหร่ แล้วเราก็ไม่ชอบบรรยากาศในคลับด้วย”

 

แจมินไม่ชอบไปคลับ

 

โอเค จะจำเอาไว้

 

“เพราะมันเสียงดังหรอ”

 

“ก็ส่วนนึง” แจมินยักไหล่ พลางเริ่มพับแขนเสื้ออีกข้าง “เราแค่ไม่ชอบที่ที่คนเยอะๆ ก็ไม่เลยพาลให้ไม่ชอบสถานที่แบบนั้นไปด้วยน่ะ แล้วมาร์คล่ะ ชอบไปที่แบบนั้นหรอ”

 

โห ดูคำถาม นึกไม่ออกเลยว่าจะตอบยังไงให้ดูเป็นคนดี เล่นบอกแต่แรกว่า เราก็ไปดื่มกับเจโน่บ่อยซะขนาดนั้น กลับลำไม่ทันแล้วมั้ง

 

ผมยกมือเกาแก้มเล็กน้อย เมื่อแจมินพับแขนเสื้อให้ผมเสร็จแล้ว ก่อนจะหยิบกระป๋องเบียร์ขึ้นมาจิบ แล้วค่อยตอบคำถาม

 

“เรา...ก็...เปล่า..มันไม่เชิงว่าชอบหรือไม่ชอบแบบชัดเจน หมายถึง ก็ไปได้เท่าที่รู้สึกว่าอยากไป”

 

แจมินพยักหน้ารับ เขาจิบเบียร์เล็กน้อย ก่อนจะหันเหสายตากลับไปมองจอโทรทัศน์

 

“แล้ว อยากไปบ่อยมั้ย”

 

ถามคำถามได้ซนมากอ่ะ

 

“ก็...ครับ..บ่อย” ผมยอมรับตรงๆ ด้วยเพราะมีเพื่อนค่อนข้างเยอะ แล้วส่วนใหญ่ก็เป็นพวกนายแบบที่นิยมสังสรรค์ปาร์ตี้มากกว่าหนึ่งครั้งต่อหนึ่งสัปดาห์ มันก็เลยเป็นเรื่องที่ช่วยไม่ได้จริงๆ ที่ผมต้องไปคลับบ่อยๆ

 

“งั้นมาร์คเคยไปคลับนั้นยัง คลับที่วง The Beatles เล่นสดครั้งแรกในลิเวอร์พูลอ่ะ มันชื่อคลับว่าอะไรนะ...”

 

The Cavern Club” ผมตอบคำถามนั้นด้วยความลืมตัว แต่แจมินกลับหัวเราะ

 

“แปลว่าไปมาแล้วสินะ”

 

“ก็นะ ไม่พลาดอยู่แล้ว” เอาว่ะ ชงมาทางนี้ไปเลยแล้วกัน อย่างเลวร้ายที่สุดก็แค่ดูเป็นคนขี้เหล้าในสายตาแจมินนั่นแหละ “แล้วแจมินล่ะ เคยไป The Cavern Club หรือยัง”

 

“ยัง” แจมินส่ายหน้า “แต่อยากไปนะ”

 

“ไว้เราพาไปไหม?” ผมแทรกขึ้นมา “แบบว่า ถ้าไม่มีใครพาแจมินไป...อะไรแบบนี้”

 

แจมินเบนสายตากลับมามองหน้าผม เราสบตากัน เรียวคิ้วสวยของแจมินขมวดมุ่นเล็กน้อย ก่อนจะคลายออก แล้วถูกแทนที่ด้วยรอยยิ้มกว้าง

 

“เอาสิ”

 

“งั้น...” อย่ามาป๊อดตอนนี้นะเว้ย มาร์ค ลี! “เรา...เอ่อ...เรา..ขอเบอร์แจมินไว้ได้ไหม..?”

 

เขินอะไรวะเนี่ย

 

แค่ขอเบอร์แจมินเองป่ะวะ แค่ขอเบอร์โทร ไม่ได้ขอจูบสักหน่อย สเตย์คูลดิ

 

ผมนับหนึ่งถึงสิบในใจ พยายามปั้นหน้านิ่งอีกครั้ง แต่เมื่อเจอรอยยิ้มหวานๆ ของแจมินเข้าไป ไอ้ที่พยายามมาตลอดก็พังทลายไม่เป็นท่า

 

โอเคเลย ยอมแล้ว ยอมหมดเลย

 

“ได้สิ ทำไมจะไม่ได้ล่ะ” แจมินยังคงแจกยิ้มพร่ำเพรื่อเกินกว่าผมจะรับไว้ เขาวางกระป๋องเบียร์ลงบนโต๊ะตัวเตี้ยอีกครั้ง ก่อนจะหยิบโทรศัพท์ขึ้นมา “เอาเบอร์มาร์คมา เดี๋ยวเรายิงไปเอง”

 

“..โอเค” ผมบอกเบอร์โทรของผมให้แจมินไป แลกกับที่ผมได้เบอร์โทรของแจมินในวินาทีต่อมา

 

แจมินก้มหน้าเมมเบอร์ผมอย่างรวดเร็ว ระหว่างนั้นผมก็เลยก้มหน้าเมมเบอร์เขาไว้เหมือนกัน

 

ทันใดนั้น เรื่องที่ไม่คาดคิดว่าจะเกิดขึ้น—ก็เกิดขึ้น

 

ในจังหวะที่เราต่างก็เงยหน้าขึ้นจากโทรศัพท์มือถือ ใบหน้าเราอยู่ห่างกันแค่คืบ ผมรู้ในตอนนั้นว่าอะไรบางอย่างกำลังจะเกิดขึ้นต่อจากนี้ และมันขึ้นอยู่ที่ว่า เราจะเริ่ม...หรือ....เราจะหยุด

 

“ค..คือว่า...” แจมินพูดเสียงตะกุกตะกัก สองแก้มเนียนของเขาขึ้นสีแดงจัด “อ..เอ่อ...เราว่า...”

 

“ใจเย็น...” ผมพูดเสียงแผ่ว ไม่ขยับใบหน้าเปลี่ยนองศาไปไหน สายตายังคงสอดประสานเข้ากับนัยน์ตากลมของคนตรงหน้า “...คำถามเดียวเลยนะ”

 

“..ว..ว่า..?”

 

…Now...” ผมเขยิบใบหน้าเข้าไปใกล้แจมินมากขึ้น “..or…never?

 

แค่นี้จริงๆ

 

ผมไม่ใช่คนประเภทนั่งประดิษฐ์คำพูดมากมาย สำหรับผม ตอนนี้แจมินคือคนที่ผมสนใจ ถ้าเขาโอเคก็แค่บอกว่า Now แต่ถ้าเขาไม่ได้คิดอะไร และต้องการปล่อยให้เรื่องนี้ถูกลืมไปก็แค่ต้องตอบว่า Never

 

ง่ายอย่างนั้นล่ะ

 

แจมินเงียบไป เขาไม่ได้ตอบคำถามผมในทันที สิ่งที่ผมสัมผัสได้คือลมหายใจอุ่นร้อนของเราที่มีกลิ่นเบียร์ปะปน

 

“...Next time will be too late, right?” แจมินเอ่ยถามเสียงแผ่ว คำถามของเขาทำให้ผมต้องยิ้มตอบ

 

Does that mean now?”

 

หัวใจผมเต้นตึกตัก ยามเมื่อปลายจมูกของเราสัมผัสกัน ความอุ่นวาบอาบไปทั่วร่าง

 

แจมินกระซิบตอบเสียงเบาจนแทบหายไปในอากาศ

 

Yes, Mark, it does.”

 

อากาศของเขาถูกผมช่วงชิงมาแทบจะทันทีที่เขาพูดจบ

 

ริมฝีปากของเราแนบชิดไร้ช่องว่าง ผมบดเบียดกดหนักสัมผัสรุกเร้า สองมือประคองกรอบหน้าของแจมินเอาไว้ เช่นเดียวกับสองฝ่ามือเรียวของเขาที่กอบกุบใบหน้าของผม ปลายลิ้นชื้นค่อยๆ ไล้เลียริมฝีปากบางช้าๆ ก่อนจะสอดแทรกเข้าไปในโพรงปากอุ่น ทั้งหยอกเย้าและดูดดึง ผมได้ยินเสียงจูบของเราดังก้องห้องนั่งเล่น มันคลอเคล้าไปกับเสียงลมหายใจติดขัด แจมินหวานล้ำอย่างที่ผมคิดเอาไว้ และทำให้ติดใจมากกว่าที่คาดหวัง

 

เราหอบแฮ่กหายใจรินรดกันและกันยามละริมฝีปากผละออก ทว่าความใกล้ชิดหาได้ลดลงไม่

 

ผมไถปลายจมูกของตัวเองลงบนปลายจมูกเล็กของเขา แล้วกระซิบเสียงแผ่ว

 

“ครั้งก่อนที่เจอกัน...เราทนไม่จูบแจมินได้ไงวะ...ให้ตายเถอะ...”

 

แจมินกะพริบตาปริบเหมือนจะอึ้งๆ ก่อนเขาจะหัวเราะออกมาน้อยๆ ฝ่ามือนุ่มเกลี่ยแก้มผมเบาๆ

 

“คุ้มค่าที่รอไหม”

 

นั่นน่าจะเป็นคำถามที่น่ารักที่สุดเท่าที่ผมเคยได้ยินหลังจากจูบกับใครสักคน

 

และแน่นอนว่าคำตอบของคำถามนั้นก็ต้องเป็น...

 

“คุ้ม..คุ้มที่สุดเลย” ผมยิ้มกว้าง ใบหน้าของเราสองคนขยับเข้าหากันอีกครั้ง ริมฝีปากเฉียดเข้าใกล้ให้หัวใจวูบไหว และก่อนที่เราจะได้จูบกันอีกรอบ...

 

“เฮ้ แจมิน ฉันจะกินไก่อบวันนี้นะ”

 

ไอ้เจโน่นี่แม่ง

 

พรึ่บ

 

ผมส่งนิ้วกลางไปให้เจโน่ ในจังหวะเดียวกับที่ทาบทับริมฝีปากของตัวเองเข้ากับริมฝีปากของแจมินอีกครั้ง ได้ยินเสียงคนหิวไก่สบถคำหยาบกลั้วเสียงหัวเราะนิดหน่อย แต่ก็ช่างเถอะ ไม่เห็นหรือไงล่ะว่าผมกับแจมินกำลังยุ่งอยู่

 

I hate you, Mark Lee.” เจโน่ ลีว่าอย่างนั้น

 

ผมยกยิ้มมุมปาก ก่อนจะดูดดึงริมฝีปากล่างของแจมินเบาๆ แล้วสอดแทรกลิ้นเข้าไปเพื่อเพิ่มความเร่าร้อนให้กับจูบนี้

 

STOP KISSING NOW!!”

 

Oh, no, mate.

 

ผมตอบคำนั้นอยู่ในใจ ก่อนจะตอบเจโน่กลับไปเป็นการกระทำด้วยการผละจูบออกมาให้แจมินได้พักหายใจเล็กน้อย แล้วก็ขยับใบหน้าเข้าไปจูบต่อ

 

ริมฝีปากของแจมินแดงฉ่ำเหมือนลูกเชอร์รี่ และผมก็อดไม่ได้จริงๆ ที่จะงับริมฝีปากล่างของเขาด้วยความมันเขี้ยว

 

กระทั่งเราผละออกจากกันอีกครั้ง เจโน่ยังคงยืนอยู่ที่เดิม หมอนั่นทำหน้าบูดบึ้ง—อืม เหรินจวิ้นอยู่ไหนเนี่ย มาเก็บแฟนนายไปหน่อยเร็ว กวนคนอื่นเข้าจริงๆ เลย

 

I said…

 

Fuck off, Jeno. Don’t you see we’re too busy kissing?”

 

จีซัส ไครสต์

 

นั่นแจมินของผมล่ะ

 

แจมินเอ่ยถามเจโน่หน้าตาย ทำเอาเจโน่ถึงกับกะพริบตาปริบ แล้วก็เดินกลับเข้าห้องตัวเองไปแบบงงๆ

 

ผมหัวเราะในลำคอให้กับภาพนั้น ก่อนจะขยับใบหน้าเข้าไปประทับจูบลงมุมปากเล็กของแจมิน

 

“ให้เราช่วยทำอาหารไหม”

 

“แล้วแต่มาร์คเลย” แจมินยักไหล่ก่อนเขาจะลุกขึ้นเดินไปทางครัว โดยมีผมลุกเดินตามไป

 

ก็ แล้วแต่มาร์คเลยนี่...อืม แล้วแต่ผมก็มีแต่เขานั่นแหละ

 

ปล้นจูบแจมินมาซะเยอะ ช่วยเขาทำอาหารแค่นี้เรื่องเล็กน้อยหน่า

 

ฮึ~

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

Fin.

 

 

แฮปปี้เดือนแปดค่ะ หวังว่าจะชอบนะคะ

 

 

Tag: #markminbyp

ผลงานอื่นๆ ของ king thomas

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

บทวิจารณ์

ยังไม่มีบทวิจารณ์ของเรื่องนี้

คำนิยม Top

ยังไม่มีคำนิยมของเรื่องนี้

คำนิยมล่าสุด

ยังไม่มีคำนิยมของเรื่องนี้

51 ความคิดเห็น

  1. #51 not your morning (@milewvsa) (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 22 มีนาคม 2563 / 10:00
    อ่านรอบที่เท่าไหร่แล้วไม่รู้ แต่ยังไม่หลุดพ้นไวป์นี้ตลอด คิดถึงแล้วต้วกลับมาหาาาาา
    #51
    0
  2. วันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2563 / 18:28
    ชอบมู้ดแบบเน้;-;
    #50
    0
  3. #49 np__punch (@np__punch) (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2563 / 18:28
    ชอบมาก;-;
    #49
    0
  4. #48 np__punch (@np__punch) (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2563 / 18:28
    ชอบมาก;-;
    #48
    0
  5. #47 np__punch (@np__punch) (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2563 / 18:28
    ชอบมาก;-;
    #47
    0
  6. วันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2563 / 21:42
    แกชั้นคิดถึงจัง
    #46
    0
  7. วันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2563 / 21:42
    แกชั้นคิดถึงจัง
    #45
    0
  8. #44 Piromporn-p (@Piromporn-p) (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 25 มีนาคม 2562 / 13:49
    แงงงงงงง ทำไมเขินนย
    #44
    0
  9. วันที่ 7 มีนาคม 2562 / 00:37
    หู้ยยย ดีมากเลยคับบบบบ
    #43
    0
  10. #42 gustmorning (@milewvsa) (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 1 มีนาคม 2562 / 14:38
    งื้ออออ มู้ดเหมือนเดิมเลย
    #42
    0
  11. #41 KingSquall (@KingSquall) (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2562 / 19:23
    กี้ดดดดดจีซัสครายยยย
    #41
    0
  12. #40 KingSquall (@KingSquall) (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2562 / 19:22
    กี้ดดดดดจีซัสครายยยย
    #40
    0
  13. วันที่ 22 มกราคม 2562 / 20:23
    เเงงงงง ดีมากเลยอ่าาา เขินตรงnow or never เขินมากกกก
    #39
    0
  14. วันที่ 21 มกราคม 2562 / 18:34
    กลับมาอ่านอีกรอบแน้วววว
    #38
    0
  15. #37 rockme。 (@pwandering) (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 2 ธันวาคม 2561 / 02:26
    เขินม้วนมากกก มันใช่เลย ฮื่อ
    #37
    0
  16. #36 imgear (@Parkbaekbaek) (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 22 พฤศจิกายน 2561 / 07:14
    ชอบจะแย่แล้ว :-)
    #36
    0
  17. วันที่ 18 พฤศจิกายน 2561 / 10:51
    oh my gosh i comeback to read it agian and agian but my feeling is not changed i like this os very much i really wanna have a favorite best fiction to fav this fic
    #35
    1
    • 18 พฤศจิกายน 2561 / 10:54
      oh... sorry *again and again iam very exited to comment lol
      #35-1
  18. #34 namwancny (@namwancny) (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 11 ตุลาคม 2561 / 16:36
    สุดจะชอบเลย
    #34
    0
  19. วันที่ 2 พฤษภาคม 2561 / 02:06
    คือถ้าพรุ่งนี้ไม่เจอพี่เล่นทวิต นิองปิ่นเรียกรถพยาบาลด้วย หัวใจจะวาย เเง เขินเป็นบ้าเป็นลอตอนตีสอง ฮือ ใจเต้นเเบบนี้จะนอนหลับได้ไงอ่ะ หัวใจคนเป็นเเม่ ฮือ น่องเเจมินของเเม่ ชอบคาเเรคเตอร์จัง ;^; หัวใจไม่ใช่กระดาษ เเต่พร้อมจะฉีกขาดด้วยความยินดีถ้าเป็นน้อฃเเจมิน เเง /ความไบเเอส ประโยคที่พูดกับเจโน่คือ ! /หงายท้อง นึกหน้าน้องพูดอิ้งเเค่นี้ก็ฟินจะตายเเล้ว คร่อกกก ฮือ เพิ่งมาตามอ่าน รักนะคะ ดีใจจังที่ได้อ่่น คืนนี้ฝันดีเเหง เฮ้อ
    #33
    0
  20. วันที่ 1 พฤษภาคม 2561 / 11:01
    ฮืออ คือมันดีมากๆๆๆๆ
    #32
    0
  21. #31 เคเฮชเย็นเย็น (@loveddie) (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 30 เมษายน 2561 / 09:58
    มันดีย์ๆๆๆๆๆๆๆ
    #31
    0
  22. #30 Lookpeach30 (@ApachaneeNokwon) (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 20 เมษายน 2561 / 21:45
    งือออ ชอบมากก
    #30
    0
  23. #29 Miku Sakura (@kokoroxkokoro) (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 3 เมษายน 2561 / 11:39
    โอ้ยใจน้องง ไปแร้ววว
    #29
    0
  24. #28 Mintarisreal (@Mintarisreal) (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2561 / 22:15
    กสาหาฟสหาฟสหสฟสฟส ทำไมเราเพิ่งมาอ่านเรื่องนี้นะ แงงผสปมมผสผสผาผส เจโน่นี่ก็ ว้อยยยย ยังจะมายืนดูเค้าอีก555555555555555555555555555555555
    #28
    0
  25. #27 plxjy (@plxjy) (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2561 / 17:40
    ฮ้อย สั้นๆแต่ดีมากเลยง่ะ TT
    #27
    0