คัดลอกลิงก์เเล้ว
นิยาย (spideypool) I'M SORRY, REALLY, BAD (spideypool) I'M SORRY, REALLY, BAD | Dek-D

ข้อมูลเบื้องต้นของเรื่องนี้







By : BeMerliah

เนื้อเรื่อง อัปเดต 3 ต.ค. 59 / 11:40


I’M SORRY, REALLY, BAD (Spideypool)

Wade Wilson x Peter Parker

Theme song : I’m sorry (สีดา) – The Rube

Hashtag : #เพลงเกี้ยวแมงมุม

Writer : BeMerliah

Note : AU นี้เวดกับปีเตอร์อายุห่างกันไม่เยอะนะคะ อายุไล่เลี่ยกันเลย (…)

 

 

 

 

 

คือฉันเสียใจ ที่ฉันชอบทำผิดไปทุกที
ความคิดไม่ตรงกับใจสักที ถ้าหากยังเป็นคนแบบนี้
ไม่รู้ว่าเธอจะยังเข้าใจกันบ้างไหม
ถ้าหากความผิดที่ฉันทำ มันย้ำให้เธอต้องเสียใจ
มันย้ำให้เธอต้องร้องไห้ ขอโทษจากหัวใจ
แต่จะให้ดีกว่านี้ก็คงไม่ไหวจริงๆ

 

 

 

 

“ไม่ไหวแล้วอ่ะเวด” ปีเตอร์เอ่ยบอกเสียงแหบแห้ง นัยน์ตาหวานฉ่ำเยิ้ม ใบหน้าเล็กซุกลงกับหมอนใบนิ่มสีเทาอย่างอ่อนแรง ร่างกายขาวเนียนยังคงขึ้นสีระเรื่อ เช่นเดียวกับที่ขมับบางยังคงมีหยาดเหงื่อไหลซึมเล็กน้อย

 

ผมยกยิ้มบางก่อนจะจูบหน้าผากมนของคนในอ้อมแขนหนึ่งทีแล้วถึงค่อยผละออกมา จัดการเอาถุงยางที่ถูกใช้แล้วไปทิ้งให้ถูกที่ แล้วก็ใส่บ็อกเซอร์ให้เรียบร้อย ก่อนจะเริ่มจัดการคนบนเตียงบ้าง

 

ผมเช็ดตัวและใส่เสื้อผ้าชุดใหม่ให้ปีเตอร์เหมือนอย่างทุกที ห่มผ้าทับให้อีกครั้งเมื่อแน่ใจแล้วว่าคนตัวเล็กกำลังหลับสบาย สังเกตได้จากลมหายใจเข้าออกสม่ำเสมอนั่น กลุ่มผมนิ่มสีบรูเน็ตกระจายไม่เป็นทิศทาง เรียกให้ผมต้องเอือมมือไปปัดมันออกจากกรอบหน้าใส ผมมองภาพตรงหน้าอีกครั้งด้วยรอยยิ้มจนพอใจ เสร็จแล้วก็เดินออกจากห้องนอนเพื่อไปยกโต๊ะโมเดลคอนโดฯ เข้ามาทำต่อในห้องนอน

 

อ่า...ใช่...ผมเป็นนักศึกษาคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์

 

ตอนนี้อยู่ปีสุดท้ายแล้ว งานเลยไม่ค่อยหนักเท่าไหร่แต่เป็นโปรเจ็คจบที่ยิ่งใหญ่พอสมควรเลยล่ะ ส่วนปีเตอร์น่ะอยู่ปีสองคณะวิทยาศาสตร์ เราเจอกันเมื่อสี่ห้าเดือนก่อน แล้วก็...นั่นแหละ มองตา ตกหลุมรัก จูบแรกระหว่างกัน มีอะไรกัน คบกัน อะไรแบบนั้นที่เรียกรวมๆ ว่าความรัก

 

จำได้ว่าผมเป็นคนสารภาพรักก่อนทั้งๆ ที่ผมไม่ใช่คนแบบนั้นเลย ผมมีกำแพง มีโลกของตัวเอง อย่างเช่นห้องชุดห้องนี้

 

ด้วยความที่เรียนสถาปัตย์ ชีวิตผมก็เลยค่อนข้างจะรกๆ ไปหน่อย ทั่วบริเวณห้องของผมมักจะเต็มไปด้วยอุปกรณ์ทำโมเดล ทั้งกรรไกร กระดาษชานอ้อย กาว ใบมีดคัตเตอร์ วันดีคืนดีก็มีไม้อัดบ้างอะไรบ้าง แท่งดินสอกระจายไม่เป็นที่ ห้องผมรกพอๆ กับสมองผมที่เต็มไปด้วยแบบบ้านต่างๆ นับไม่ถ้วน ชีวิตผมยุ่งๆ แบบนั้นเลยทำให้ผมไม่ค่อยจะได้คบใครจริงจัง และเกลียดสุดๆ เวลาต้องพาแฟนเข้าห้อง

 

ตอนปีสองผมเคยมีแฟนคนนึง เธอน่ารัก และดีไปหมด ตอนเธอขอมาที่ห้องผมก็เลยไม่ได้เดือดร้อนอะไร จนกระทั่งเธอเปิดประตูเข้ามาแล้วเบิกตากว้างนั่นแหละ ผมคิดก่อนเลยว่าเธอจะบอกเลิกผมเพราะความโสโครกพวกนี้หรือเปล่า แต่ไม่ เธอไม่ได้บอกเลิก ก็แค่...ตกใจนิดหน่อย บ่นผมไปครึ่งชั่วโมง แล้วก็จบด้วยการไล่ผมออกจากห้อง ก่อนจะคลีนห้องซะใสแจ๋วโดยไม่บอกกันล่วงหน้า

 

อยากรู้กันไหมว่าหน้าผมตอนเปิดประตูเข้าห้องตัวเองอีกครั้งนี่เป็นยังไง?

 

ยิ่งกว่าช็อค

 

ให้ตายเถอะพระเจ้า ผมตามหากรรไกรของตัวเองไม่เจออยู่เป็นวันๆ โคตรน่าหงุดหงิดอย่างไม่น่าให้อภัย และเหตุการณ์นั้นก็ทำให้ผมสำนึกได้ว่าอย่าพาแฟนมาที่ห้องอีกเด็ดขาด อย่าได้พาใครก็ตามที่ดูท่าจะเป็นห่วงความเป็นอยู่ของผมมากเป็นพิเศษเข้ามาในที่แห่งนี้

 

แต่แล้วทุกอย่างก็พังทลายเมื่อผมเจอปีเตอร์...ปีเตอร์ พาร์คเกอร์เป็นยิ่งกว่าคำว่า คนน่ารักเขาน่ารักมาก ดียิ่งกว่าคำว่า ดีไปหมดเราเข้ากันได้ดีในทุกๆ เรื่องทั้งๆ ที่รู้จักกันได้ไม่นานแต่เหมือนรู้จักกันเป็นปีๆ

 

ทุกอย่างที่เป็นปีเตอร์ทำให้เมื่อคืนนี้ผมตัดสินใจว่าจะพาปีเตอร์มานอนที่ห้องหลังจากที่เพิ่งขับรถไปรับเขาจากปาร์ตี้

 

“เวด...”

 

“...?”

 

อ้าว ตีสี่แล้วเหรอ

 

ผมตั้งคำถามในใจตอนเงยหน้าขึ้นมาเจอนาฬิกาเพราะปีเตอร์เรียกชื่อผม แต่ไม่ได้เรียกเพราะตื่นแล้วหรอกนะ ดูเหมือนเขาจะแค่ละเมอมากกว่า

 

ผมหันไปมองเตียงนอนตัวเองยิ้มๆ ก่อนจะหันกลับมานั่งทำงานต่อ

 

ก็อย่างนี้แหละครับ ผมชินแล้วกับการนั่งทำโมโต้รุ่ง บางทีทำเป็นวันสองวันไม่ได้นอนเลยก็มี ให้ทำไงได้ก็งานมันต้องส่งแล้วนี่หว่า (จริงๆ ก็เหลือเวลาอีกสี่ห้าวัน แต่ก็นั่นแหละ ผมเป็นพวกบ้าความเพอร์เฟ็คน่ะ ถ้ามันไม่ดีจริง ให้ตายก็ไม่หยุดทำง่ายๆ หรอก)

 

เอ้อ เตียงนอนในห้องนี่ก็เหมือนกัน...เตียงหลังใหญ่นี้เป็นผลงานตอนปีสองของผมเอง ทำให้ที่คณะใช้โชว์ตอนงานนิทรรศการมหาลัย แล้วก็เอากลับมาตั้งไว้ในห้องนอนตัวเอง มันเป็นเตียงไม้โอ๊คที่ผมแอบสลักคำว่า Wade Wilson’s เอาไว้ที่ท้ายเตียงหลังจากเอากลับมาไว้ที่ห้องไม่นานนัก

 

และมันก็ดูวิเศษดีที่ตอนนี้ปีเตอร์กำลังนอนอยู่บนเตียงหลังนี้

 

ปีเตอร์ พาร์คเกอร์ บน เวด วิลสัน

 

นี่ล่ะเรื่องดีๆ ของวัน

 

 

******************************************

 

 

“เวด...เวด..ตื่นได้แล้ว..”

 

ผมกระพริบตานิดหน่อยก่อนจะหยัดตัวขึ้นมานั่งพิงหัวเตียง ไม่แน่ใจเหมือนกันว่าขึ้นมานอนบนเตียงตอนไหน แต่ตอนนี้ก็ปาเข้าไปบ่ายสองแล้ว

 

สงสัยจะนอนเช้าล่ะมั้ง

 

“ตื่นนานยัง” ผมถามสั้นๆ พลางหันไปมองปีเตอร์ที่ยืนอยู่ข้างเตียงในสภาพเสื้อคลุมอาบน้ำตัวเดียว มือบางนั่นกำลังเช็ดผมให้ตัวเอง ริมฝีปากเล็กยกยิ้มให้ผม ก่อนใบหน้าหวานจะส่ายไปมาน้อยๆ

 

“ตื่นก่อนเวดสิบนาที” ปีเตอร์ยิ้มกว้าง ให้ผมยิ้มตาม ก่อนจะคว้าเอวบางหมับ แล้วออกแรงดึงให้ร่างเล็กๆ นุ่มนิ่มนี่มานั่งบนตัก

 

“หมั่นเขี้ยว”

 

“ฮ่าๆ เอ้อ ห้องเวดน่าอยู่ดีนะ” ปีเตอร์ว่าพลางหันมองไปทั่วห้องนอนของผม

 

“ออกไปดูข้างนอกมาแล้ว?” ผมเลิกคิ้วเล็กน้อย เพราะจำได้ว่าเมื่อคืนนี้ปีเตอร์เมา อาจจะยังมีสติแต่ก็คงไม่มีเวลามองสำรวจห้องนั่งเล่นหรอกมั้ง แหงล่ะ ก็เราเล่นจูบกันตั้งแต่ยังไม่ทันจะออกจากลิฟท์เลยนี่

 

“ยัง” ดวงตากลมหันมามองผม ริมฝีปากเล็กอมยิ้มน้อยๆ “แต่รู้ว่าน่าอยู่...เพราะมีเวด”

 

โอเค มีใครพร้อมใจจะตายไปกับผมไหม?

 

ผมกับปีเตอร์จ้องหน้ากันนิ่งๆ ก่อนที่เราจะระเบิดหัวเราะออกมาพร้อมๆ กัน แล้วก็จบด้วยการที่ผมทุ่มตัวปีเตอร์ลงกับเตียง แล้วฟัดแก้มนิ่มนั่นอย่างไม่ปราณี

 

“บอกแล้วใช่ไหมว่าอย่าพูดจาอย่างนี้!

 

“ฮ่าๆๆ ก็เห็นเวดเครียดตลอดนี่ ฉันแค่อยากให้นายยิ้มบ้าง~”

 

ผมควรจะยิ้มกว้างแค่ไหนดีล่ะกับคำตอบน่ารักๆ แบบนี้?

 

แต่เออ เอาเป็นว่า ผมยิ้มกว้างมากๆ ก็แล้วกัน

 

ผมหยุดการฟัดปีเตอร์เอาไว้ก่อนเมื่อรู้สึกได้ว่าถ้าผมยังจูบผิวเนียนนี่ไม่เลิก วันนี้ก็คงไม่ต้องลุกออกจากเตียงกันแล้ว ผมผละออกมาก่อนจะลุกขึ้นยืนบิดขี้เกียจ แล้วก็เพิ่งนึกออกว่าตัวเองยกโมเดลออกไปเก็บไว้ที่ห้องนั่งเล่นเหมือนเดิมแล้วก่อนจะลงมานอนบนเตียง

 

“หิวยัง? อยากได้อะไรไหม?” ผมเอ่ยถามพลางเดินไปค้นๆ เสื้อผ้าในตู้ออกมาชุดนึง

 

“หิว” ปีเตอร์พยักหน้าน้อยๆ เขามองมาที่ผมก่อนคิ้วเรียวสวยจะขมวดลง “เวดจะออกไปข้างนอกเหรอ?”

 

ท่าทางว่าปีเตอร์คงดูออกจากชุดที่อยู่ในมือผมนั่นแหละ และอีกไม่นานแฟนเด็กของผมก็คงจะงอแงเพราะเจ้าตัวยังคงปวดช่วงล่าง ขยับตัวไม่ค่อยคล่องนัก รวมๆ แล้วหมายถึงว่าผมกำลังจะทิ้งปีเตอร์ไว้ในห้อง ส่วนตัวเองก็กำลังจะออกไปข้างนอก

 

ซึ่งมันก็เป็นอย่างนั้นจริงๆ นั่นแหละ

 

“อ่าฮะ พอดีแบบโมของไรอันมีปัญหานิดหน่อย โดนอาจารย์สั่งแก้นาทีสุดท้าย เลยต้องไปช่วยมันน่ะ”

 

ไรอัน เรย์โนลด์คือหนึ่งในเพื่อนสนิทของผมที่ค่อนข้างจะ...ประสาทไปหน่อย เพราะไอ้หมอนี่เป็นนักศึกษาปีสุดท้ายคนเดียวที่จวนจะเรีนยจบอยู่แล้วก็ยังอุตส่าห์โดนอาจาย์สั่งแก้งานได้

 

แต่ถ้ามันไม่โดนสั่งแก้ก็คงแปลกโคตรๆ เหมือนกัน ในเมื่อความเป็นจริงแล้วไรอันไม่ได้ชอบสถาปัตย์ แต่หมอนั่นเลือกเรียนสถาปัตย์เพราะเด็กประถมแถวบ้านที่ชื่อทอมๆ อะไรสักอย่าง ไรอันมันบอกว่าทอมอยากเป็นสถาปนิก มันก็เลยปิ๊งไอเดียว่ามันเองก็ควรจะเป็นสถาปนิก พอทอมโตขึ้น มันจะได้คอยเป็นที่ปรึกษาให้ทอม ทำตัวมีบุญคุณเข้าไว้เยอะๆ จากนั้นก็รวบหัวรวบหางอีกที

 

อือ โคตรปัญญาอ่อน มันคิดได้ไงวะ

 

แล้วกว่ามันจะรู้ตัวว่าสถาปัตย์ไม่ใช่ทางของมันก็ตอนที่มันกัดฟันเรียนมาแล้วประมาณ 60% ของหลักสูตร ประมาณว่าเดินลากขาเกินมาแล้วครึ่งทาง แสงสว่างที่ปลายอุโมงค์ก็อยู่ไม่ไกล ทว่าก่อนที่จะไปถึงทางออกได้ก็มีอุปสรรคอยู่เต็มไปหมด แล้วอุปสรรคชิ้นใหญ่ที่สุดก็คงหนีไม่พ้นความขี้งอแงของมันนั่นแหละ

 

เวลาไรอันมันคิดงานไม่ออก มันก็ชอบไปเคาะบ้านเด็กประถม เพื่อชวนเด็กมันออกมานั่งคุยเล่น จากนั้นก็เอามาโม้ลงกรุ๊ปแชทให้เพื่อนๆ หมั่นไส้ และสุดท้ายมันก็จะโดนเพื่อนๆ สมน้ำหน้าเวลาโดนอาจารย์สั่งแก้งานอย่างนี้

 

“อ๋อ..แล้วจะกลับกี่โมงอ่ะ?” ปีเตอร์ยังคงพูดด้วยน้ำเสียงธรรมดา แต่ใบหน้าหวานกลับหงอยลงอย่างเห็นได้ชัด ทำเอาผมแอบรู้สึกผิดหน่อยๆ เลย

 

“น่าจะ...” ผมกลอกตาไปมาเล็กน้อย จ้องนาฬิกาบนผนังเพื่อกะเวลา แล้วก็ค่อยหันไปตอบยิ้มๆ พยายามเอาใจคนบนเตียง “ไม่เกินหกโมงเย็นนะ งานมันโดนแก้หลายจุดเลยต้องปรับเยอะเลย”

 

“งั้นก็รีบๆ กลับมานะ”

 

“โอเค ยังไงจะกินอะไรก็โทรสั่งเลยแล้วกัน เก๊ะข้างเตียงน่าจะมีเงินฉันอยู่ หยิบไปจ่ายได้เลยนะ”

 

“ไม่เอา ฉันจ่ายเองได้หน่า” ปีเตอร์ยู่ปากใส่ผมแบบงอนๆ ดูน่ารักน่าหมั่นเขี้ยวและน่าฟัดไปพร้อมๆ กันอย่างบอกไม่ถูก

 

“ครับๆ ตามนั้นก็ได้” ผมยักไหล่น้อยๆ ก่อนจะเดินกลับไปที่เตียงอีกครั้งเพื่อจูบซับขมับบางของปีเตอร์ ก่อนจะเดินไปเข้าห้องน้ำข้างนอก แล้วก็ออกจากห้องไปเลย

 

อันที่จริงผมก็ไม่ได้อยากทิ้งปีเตอร์เอาไว้ที่ห้องคนเดียวหลังจากที่เราเพิ่งเมคเลิฟกันแบบนี้ แต่ไรอันเองก็กำลังแย่ มันก็เพื่อนในกลุ่ม และก็ไม่มีใครในกลุ่มอยากให้เพื่อนคนไหนจบช้ากว่าคนอื่น มีอะไรที่พอช่วยได้ก็ช่วยๆ กันไปนั่นแหละ

 

 

******************************************

 

 

6:30 PM

 

ผมมองน่าฬิกาเป็นรอบที่สิบพลางกระชับถุงพลาสติกมากมายที่บรรจุของกินจากร้านอาหารดัง ขณะก้าวเข้าลิฟท์แล้วก็กดชั้นที่พักของตัวเอง

 

ผมสาย...อันนี้รู้ตัว

 

แต่ที่กลับมาเลทนี่ก็ไม่ได้ไปเถลไถลที่ไหนเลยนะ พอช่วยงานไรอันเสร็จผมก็ตรงดิ่งไปหาของกินทันทีก่อนจะรีบกลับมาที่คอนโดฯ ไม่รู้ว่าป่านนี้ปีเตอร์จะเป็นยังไงบ้าง ได้กินข้าวบ้างหรือเปล่า หรือว่านอนทั้งวัน

 

เพราะผมเป็นพวกชอบปิดโทรศัพท์เวลาทำงาน เรื่องนั้นปีเตอร์ก็รู้ดี ทำให้ระหว่างวันเราเลยไม่ได้ติดต่ออะไรกันเลย แต่นั่นก็ไม่ใช่ปัญหา เพราะผมมั่นใจว่าทันทีที่ผมเปิดประตูห้อง ภาพแรกที่ได้เจอต้องเป็นปีเตอร์ที่กำลังยิ้มกว้างๆ รอต้อนรับแน่ๆ

 

ไม่เชื่อก็คอยดู

 

สาม

 

สอง

 

หนึ่ง

 

แกร็ก

 

...

 

...

 

“...ชิท” ผมสบถคำหยาบเสียงแผ่ว ก่อนจะกระพริบตาถี่ๆ

 

ปีเตอร์ยืนยิ้มต้อนรับผมจริงๆ อย่างที่ผมคิดไว้แต่ว่า...เลยไหล่บางนี้ไป ภาพที่ผมสมควรจะได้เห็นต้องเป็นห้องรกๆ ของตัวเองสิวะ ไม่ใช่...ห้องที่สะอาดสะอ้านไม่มีแม้แต่เศษกระดาษสักชิ้นแบบนี้

 

แย่แล้ว

 

งานโมผมหายไปไหนวะ!!

 

ถ้าน้ำลายฟูมปากได้ มันก็คงจะเกิดขึ้นไปแล้ว เมื่อผมไม่เห็นโมเดลคอนโดฯ ที่งานล่วงเลยไปกว่า 80% เลยสักนิด ผมจำได้นะว่าตัวเองวางงานไว้ตรงไหน แต่...เวร มันหายไปไหนวะ

 

“เวด...”

 

“โมเดลอยู่ไหน?” ผมดันตัวปีเตอร์ออกไป วินาทีนี้ไม่รับรู้แล้วว่าถุงข้าวจะตกลงพื้นเละเทะหรือเปล่า สิ่งที่ผมสนใจมีแค่งานที่เพียรทำอดหลับอดนอนขัดเกลามาตั้งหลายวันเท่านั้น

 

“คือ..”

 

“...” ทำไมในห้องนั่งเล่นไม่มีวะ ห้องครัวก็ไม่มี ห้องนอนก็ไม่เห็น

 

อยู่ไหนวะเนี่ย

 

“ฉัน...เวด ฉันขอโทษ”

 

อะไรนะ...?

 

“ขอโทษเรื่อง?” ผมหันขวับกลับไปมองปีเตอร์แทบจะทันทีที่ได้ยินคำพูดนั้น ในใจมันร้องเตือนว่าต้องมีอะไรไม่ดีเกิดขึ้นแน่ๆ ยิ่งพอรวมเข้ากับสีหน้ารู้สึกผิดของปีเตอร์ ผมก็ยิ่งใจไม่ดีเข้าไปใหญ่

 

“ฉัน...”

 

“ปีเตอร์”

 

“คือ...ฉันเห็นห้องนายรก..ก็เลยเก็บให้...แล้ว...ก็...พลาด..ฉัน...เผลอทำ..โมเดลของนาย...ตก..จากโต๊ะทำงาน...น่ะ”

 

“ปีเตอร์!!” ผมเรียกชื่อคนตรงหน้าเสียงดัง รู้สึกหัวเสียแทบบ้าและดูเหมือนจะควบคุมตัวเองไม่ได้ ผมตวาดใส่ปีเตอร์ก่อนจะสบถคำหยาบออกมานับไม่ถ้วน ขณะที่ปีเตอร์ก็กำลังยืนตัวเล็กลีบ นัยน์ตากลมมองผมด้วยแววสั่นไหว

 

“ขอโทษ..ฉัน..”

 

“ออกไป”

 

“เวด...”

 

“กลับบ้านซะปีเตอร์”

 

“แต่...”

 

“บอกให้ไปไง!!” ผมตะโกนเสียงดังลั่นห้องอย่างสุดจะทน ไม่สนแม้กระทั่งว่าตอนนี้ปีเตอร์กำลังร้องไห้จนตัวสั่น ผมหันหลังให้เขาด้วยความโกรธ ความไม่พอใจสุ่มไปทั่วอก ชั่ววินาทีนึงผมนึกอยากจะด่าปีเตอร์แรงๆ สักคำแต่ผมก็ไม่ทำ และนั่นก็เป็นเหตุผลที่ผมเลือกที่จะหันหลังไม่มองปีเตอร์ในตอนนี้

 

ผมไม่อยาก...สาดคำพูดแย่ๆ ใส่ปีเตอร์มากไปกว่านี้

 

โมเดลหนึ่งโมเดลไม่ได้ทำกันง่ายๆ มันเสียแล้ว เสียเลย ต้องทำใหม่ แล้วผมก็เหลือเวลาอีกแค่สี่วันเองนะ ผมอุตส่าห์เสียเวลาทำตั้งแต่เนิ่นๆ เพื่อที่จะได้มีเวลาเก็บรายละเอียดแบบไม่ต้องรีบร้อนแท้ๆ และมันก็ใกล้จะเสร็จแล้วด้วย แต่ปีเตอร์กลับ...

 

โธ่เว้ย!

 

“เวด ฉัน...”

 

“ไป...ไปซะ”

 

“ฮึก”

 

ผมหลับตาลงอย่างเหนื่อยหน่าย ความหงุดหงิดที่สะสมมาตลอดผสมรวมกับสภาวะที่ร่างกายได้รับการพักผ่อนไม่เพียงพอทำให้ผมแทบทรุดเอาได้ง่ายๆ เสียงประตูห้องเปิดและปิดดังขึ้นในเวลาต่อมาหลังจากเสียงร้องไห้ของปีเตอร์ ทำให้ผมรู้ว่าเขากลับไปแล้ว

 

และสุดท้าย...ผมก็ทรุดลงกับพื้นจริงๆ

 

คุณอาจจะคิดว่า มันก็เรื่องแค่นี้แต่สำหรับนักศึกษาที่กำลังจะเรียนจบในเร็วๆ นี้โดยมีโปรเจ็คใหญ่เป็นโปรเจ็คสุดท้ายอย่างผม...นี่มันไม่ใช่ แค่นี้แล้ว

 

นี่แม่งเรื่องโคตรใหญ่ และมีผลต่อความรู้สึกผมมากจริงๆ

 

มีผลมาก...จนผมลืมไปเลยว่าคนที่เพิ่งโดนผมไล่กลับบ้านไปก็สำคัญต่อชีวิตผมไม่แพ้กัน

 

 

******************************************

 

 

หลายวันต่อมา

 

“ไปดื่มที่ไหนกันดีวะคืนนี้” ไรอันเปรยขึ้นมาระหว่างที่พวกเรากำลังเดินลงจากบันไดตึกเรียนหลังจากเพิ่งส่งงานพร้อมพรีเซ้นต์เสร็จแล้ว

 

และมันก็เป็นการส่งงานที่ค่อนข้างลากเลือดพอสมควรเลย อย่างที่รู้กันว่าผมมีเวลาแค่สี่วันสำหรับโมเดลคอนโดฯ ใหม่ ซึ่งถ้าเทียบกับความเป็นจริงก็คงไม่มีคอนโดฯ ไหนสร้างเสร็จภายในสี่วันหรอก แต่ผมต้องทำให้เสร็จไง แล้วมันก็เสร็จจริงๆ เสร็จแบบ...สี่วันที่ผ่านมานี้ผมได้นอนรวมๆ กันยังไม่ถึงสิบชั่วโมงเลยมั้ง

 

โคตรแย่ ร่างกายผมเริ่มร้องเตือนแล้วว่าไม่ไหวก็ตอนที่เมื่อเช้าเผลอหลับในระหว่างขับรถมามหาวิทยาลัยนี่แหละ หวิดจะชนคนเข้าให้ตั้งหลายรอบ

 

“ฉันขอบายนะ ไม่ไหวว่ะ” ผมโบกมือลาอย่างปลงๆ ทำเอาเพื่อนๆ ในกลุ่มถึงกับขมวดคิ้วใส่

 

คือปกติผมจะเป็นคนเดียวในกลุ่มน่ะครับที่ค่อนข้างจะแฮปปี้กับการไปปาร์ตี้หลังส่งงานเสร็จ เพราะผมไม่ค่อยได้มีโอกาสเผางานในวินาทีสุดท้ายอย่างรอบนี้สักเท่าไหร่

 

“อ๋อๆ งั้นแยกเลยป่ะ” ไรอันพยักหน้าหงึกหงักก่อนมันจะยกยิ้มเจ้าเล่ห์ที่ดูน่าหมั่นไส้สุดๆ “พอดีฉันเองก็ต้องไปรับทอมเหมือนกันน่ะ”

 

เห็นไหม น่าหมั่นไส้จริงๆ ด้วย

 

น่าหมั่นไส้จนเพื่อนๆ ทุกคนพร้อมใจกันถอนหายใจแรงๆ ใส่มันเลยล่ะคิดดู

 

พวกเราล่ำลากันนิดหน่อยก่อนที่ต่างคนจะต่างแยกย้ายไปที่รถของตัวเองเช่นเดียวกับผม

 

พอขึ้นมานั่งบนรถได้ผมก็ฟุบหน้าลงกับพวงมาลัยทันที เอือมมือข้างนึงไปเปิดเพลงคลอเบาๆ ส่วนมืออีกข้างก็เสยผมตัวเองลวกๆ ก่อนจะหยิบโทรศัพท์ที่วางทิ้งไว้บนรถขึ้นมากดเปิดเครื่อง ตลอดเวลาที่นั่งเผางาน ผมแทบไม่ได้ติดต่อใคร ปิดเครื่องตลอดสี่วัน เรียกได้ว่าตัดตัวเองออกจากโลกภายนอกเลยล่ะ ข้าวก็กินวันละมื้อ ส่วนใหญ่จะหนักไปที่กาแฟและเครื่องดื่มชูกำลังมากกว่า

 

Beep!

 

Beep!

 

Beep!

 

Beep!

 

ผมขมวดคิ้วเล็กน้อยยามเห็นแจ้งเตือนเป็นสิบเด้งขึ้นมาบนหน้าจอสมาร์ทโฟน ส่วนใหญ่ก็เป็นเพื่อนๆ ในกลุ่มที่ถามว่าผมหายหัวไปไหน ซึ่งผมก็ตอบคำถามของพวกมันไปแล้วตอนเจอหน้ากันก่อนส่งงาน ต่อมาก็เป็นข้อความจากแม่ที่ส่งมาเตือนว่าผมไม่ควรทำงานหนักเกินไป และก็...ข้อความของปีเตอร์

 

‘Peter sent you a message:

เวด ฉันขอโทษ ฉันไม่ได้ตั้งใจจริงๆ นะ

 

‘Peter sent you a message:

นายจะไม่หายโกรธฉันๆ หรอ...เวด ฉันรักนายนะ

 

‘Peter sent you a message:

เวด คิดถึง

 

‘Peter sent you a message:

ฉันขอโทษ

 

‘Peter sent you a message:

ได้โปรด เวด ติดต่อฉันกลับมาหน่อย

 

‘Peter sent you a message:

สิ่งที่ฉันทำมันผิดมากจนนายไม่อยากยกโทษให้ฉันเลยเหรอ

 

‘Peter sent you a message:

ขอโทษ ขอโทษจริงๆ

 

‘Peter sent you a message:

Please call me ASAP’

 

‘Peter sent you a message:

I miss you, Wade Wilson, Peter Parker misses you.’

 

...

 

...

 

“...” ผมหลับตาลงก่อนจะถอนหายใจเบาๆ

 

จริงๆ ข้อความจากปีเตอร์มีมากกว่านั้น ข้อความที่เป็นรูปภาพก็มี ข้อความเสียงก็ด้วย แต่...ผมไม่กล้ากดดูหรือกดฟังเลย

 

อาจจะดูแย่ไปหน่อย แต่หลังจากไล่ปีเตอร์กลับไปวันนั้น ผมก็รู้สึกผิดจนไม่รู้จะทำยังไงให้ตัวเองดีขึ้นกว่าเดิม ผมรู้ว่าผมเป็นคนยังไง ปากผมเสียจะตาย เวลาโกรธก็เหมือนไฟ ผมทำร้ายปีเตอร์ไปแล้ว...และ..ผมไม่รู้จริงๆ ว่ะว่าทั้งๆ ที่ตอนที่กำลังโกรธผมก็รู้สึกนะว่าปีเตอร์สมควรโดนผมไล่กลับไปอย่างนั้นจริงๆ แต่พอความโกรธหายไป...พอผมผ่านการเผางานสุดโหดนั่นมาได้...สิ่งที่ต้องการยิ่งกว่าการนอนบนเตียงนุ่มๆ ก็คือปีเตอร์ พาร์คเกอร์นั่นแหละ

 

ผมคิดถึงเขา...พอๆ กับที่เขาคิดถึงผม หรืออาจจะมากกว่า หรือบางทีก็อาจจะน้อยกว่าก็ได้

 

ผมคิดว่าปีเตอร์อาจจะรักผมมากกว่าที่ผมรักเขา แต่ผมก็พยายามแล้ว พยายามที่จะรักเขาให้ดีที่สุดเท่าที่ผมจะรักได้

 

ผมไม่ใช่คนดี แต่ปีเตอร์ดีมาก

 

ผมเป็นพวกพูดไม่คิด แต่ปีเตอร์มักคิดมากกับทุกคำที่ผมพูด ไม่รู้ว่าป่านนี้เขาจะคิดไกลขนาดไหน อย่างปีเตอร์คงคิดว่าผมเกลียดเขาไปแล้วมั้ง ยิ่งผมเคยเล่าให้ฟังว่าเคยเลิกกับแฟนคนนึงเพราะเรื่องเก็บห้องเรื่องโมด้วยอย่างนี้...เฮ้อ

 

สุดท้ายแล้วผมก็ตัดสินใจวนรถจากคณะสถาปัตย์ไปคณะวิทย์ทันทีที่คิดได้ว่าแฟนเด็กของตัวเองกำลังแย่ เพราะคนแย่ๆ อย่างผม

 

เรื่องกลับไปนอนก็เอาไว้ก่อนแล้วกัน ถ้าวันนี้เอาปีเตอร์กลับห้องไปด้วยกันไม่ได้ก็จะไม่นอนแม่งแล้ว

 

 

******************************************

 

 

ใช้เวลาไม่นานนักผมก็มาถึงที่หมาย ผมจัดการจอดรถเอาไว้ตรงริมฟุตบาธหน้าคณะวิทย์ก่อนจะเปิดประตูก้าวลงไป เห็นสภาพตัวเองในกระจกรถแล้วก็ไร้คำพูด

 

หน้าผมโคตรโทรมเหมือนคนอดหลับอดนอนมาเป็นอาทิตย์ นัยน์ตาสีฟ้าของผมไม่สดใสเหมือนเคย ผมสีทองประกายนี่ก็ยุ่งไม่เป็นทรงเหมือนคนเพิ่งตื่นนอนไม่มีผิด ผมกระชับเสื้อโค้ทสีดำของตัวเองเมื่อลมพัดผ่านปะทะร่างพลางกวาดสายตาหาปีเตอร์ไปด้วย

 

“นายโอเคไหมวะพีท”

 

“ฉันโอเค”

 

“ไม่อ่ะ นายไม่โอเคอย่างแรง...ให้ฉันไปต่อยไอ้เวดไหมเผื่อมันจะสำนึกแล้วมาง้อนาย”

 

“ไม่เอาหน่าแฮร์รี่”

 

ขวับ

 

ผมหันไปมองตามเสียงที่คุ้นเคย แล้วก็เป็นปีเตอร์จริงๆ ที่กำลังเดินมาทางนี้พร้อมกับเพื่อนสนิทที่ชื่อแฮร์รี่ ออสบอร์น หมอนั่นมองผมตาขวาง มันเห็นผมก่อนที่ปีเตอร์จะมองตามมา ทันใดนั้นนัยน์ตากลมก็เบิกกว้าง ก่อนน้ำใสๆ จะเอ่อคลอ

 

“ใครอนุญาตให้แกมาที่นี่วะ ไอ้วิลสัน”

 

บางครั้งผมก็รำคาญแฮร์รี่ ไอ้เด็กนี่มันไม่รู้หรือไงว่าอย่างน้อยๆ ผมก็อายุมากกว่ามันตั้งสามปี

 

“แฮร์รี่...”

 

“เงียบเลยพีท ไม่ต้องปกป้องมัน ไอ้เลวนี่ทำนายร้องไห้ตั้งเท่าไหร่ แถมยัง...”

 

“ปีเตอร์” ผมเอ่ยแทรกเด็กปากมาก ขณะกุมมือของปีเตอร์ขึ้นมาจับไว้ “คุยกันหน่อยได้ไหม?”

 

“...” ปีเตอร์นิ่งเงียบ เขาไม่ได้ตอบผมด้วยเสียง แต่ใบหน้าน่ารักก็ขยับขึ้นลงเป็นคำตอบว่าตกลง

 

“เฮ้อ!” แฮร์รี่ถลึงตาใส่ผม เด็กนี่จ้องผมเขม็งดูท่าจะพร้อมต่อยผมทุกเมื่ออย่างที่เจ้าตัวพูดเอาไว้ “น่ารำคาญจริงๆ”

 

“เดี๋ยว...ไว้โทรหานะ” ปีเตอร์หันไปลาแฮร์รี่ แต่ไอ้เด็กนั่นกลับทำหน้าไม่สบอารมณ์ซะงั้น

 

“เออ” แฮร์รี่ว่าเสียงแข็งก่อนจะขยับเข้ามาใกล้ผม “ถ้าแกทำเพื่อนฉันร้องไห้อีกล่ะก็...ฉันนี่แหละที่จะพังโมเดลของแกทุกอัน จำเอาไว้”

 

น่ากลัวตายเลย

 

ผมกลอกตาใส่อย่างเอือมระอา แฮร์รี่ยังคงมองผมอย่างไม่เป็นมิตรจนเดินหายลับไปจากทางเดินนั่นแหละ ให้ผมและปีเตอร์ได้มีโอกาสหันกลับมามองหน้ากันอีกครั้งสักที

 

นัยน์ตากลมสีน้ำตาลมองหน้าผมอย่างพิจารณา ก่อนมือเล็กๆ นั่นจะเอือมขึ้นมาลูบแก้มผมเบาๆ

 

“ขอโทษ” ผมเอ่ยบอกเสียงแผ่ว พลางทาบทับฝ่ามือหนาของตัวเองไว้บนหลังมือของปีเตอร์ แล้วโน้มหน้าลงไปจนหน้าผากของเราแตะกัน “ฉันขอโทษ”

 

“ฮึก...ฉันคิดว่าเรา...ต้องเลิกกัน..แล้ว...”

 

“พูดตอนไหนว่าจะเลิก” ผมถามเขาเสียงอ่อน ยิ่งเห็นปีเตอร์ร้องไห้ก็ยิ่งรู้สึกผิด

 

“ก็นาย...นายหายไปเลย...ฉันถามใครๆ ก็ไม่มีใครติดต่อนายได้...นายทำให้ฉันรู้ว่าเรื่องนี้มันใหญ่มาก..และฉันก็รู้สึกไม่ดีที่ทำให้เรื่องทุกอย่างกลายเป็นแบบนี้...ฉันกลัว...เวด...ฉันกลัวว่านายจะเกลียด...ฉัน...”

 

“ฉันรักนาย..ปีเตอร์” ผมแตะริมฝีปากของตัวบนกลีบปากนิ่มอย่างแผ่วเบาก่อนจะผละออกมาเช็ดน้ำตาให้คนตัวเล็ก “ฉันมันแย่เองที่ทำให้นายรู้สึกอย่างนั้น แต่ฉันก็โกรธนายจริงๆ นั่นแหละ”

 

“เวด...”

 

“แต่ก็รักนายมากกว่า..เอาจริง ฉันเพิ่งรู้ว่าฉันรักนายมากกว่าโมเดลเวรๆ พวกนั้นซะอีก”

 

“...ฮือ”

 

“ขอโทษนะ ขอโทษที่ทำให้ต้องร้องไห้” ผมดึงปีเตอร์เข้ามากอดแน่นๆ จากตอนแรกที่รู้สึกเหมือนร่างกายตัวเองกำลังจะพัง ก็กลายเป็นว่าตอนนี้รู้สึกดีขึ้นมากแล้ว ปีเตอร์เยียวยาผมได้เสมอ แค่เขายิ้มนิดหน่อยแทนการร้องไห้ ผมก็ดีใจแย่แล้ว “คืนดีกันนะ”

 

“อือ” ปีเตอร์ตอบเสียงอู้อี้ขณะยกมือขึ้นกอดตอบผม

 

“กลับห้องกัน” ผมเอ่ยชวนเสียงเบาอยู่ข้างใบหูเล็ก ไล้ริมฝีปากผ่านแก้มเนียนด้วยความคิดถึงแล้วก็อดไม่ได้ที่จะหอมพวงแก้มนิ่มไปฟอดใหญ่

 

“ฉัน...ไปที่นั่นได้หรอ..?”

 

“แล้วทำไมจะไปไม่ได้ล่ะ?” ผมถามยิ้มๆ ก่อนจะผละออกมามองหน้าหงอยๆ ของปีเตอร์ “ไปเถอะ ห้องไม่รกแล้ว แล้วก็...ขับรถให้หน่อยได้ไหม ฉันรู้สึกเหมือนจะน็อคตายอยู่แล้วเนี่ย”

 

ผมแกล้งเอาหัวถูไถไหล่ของปีเตอร์เบาๆ แล้วก็ซุกหน้าลงกับซอกคออุ่นของเขาเป็นการอ้อน มันอาจจะดูประหลาดที่ผู้ชายตัวโตๆ อย่างผมมาทำอะไรแบบนี้ แต่นี่ก็เป็นอีกมุมของพวกอารมณ์ไม่ค่อยคงที่อย่างผมนี่แหละ

 

“อ..เอางั้นก็ได้ ไปกันเลยไหม?”

 

“ครับ” ผมยิ้มเผล่ขณะส่งปีเตอร์ขึ้นรถฝั่งคนขับ ส่วนตัวเองก็เดินวนมาขึ้นฝั่งข้างๆ คนขับ พอขึ้นมานั่งได้ ผมก็จัดการคาดเข็มขัดนิรภัยก่อนจะหลับตาลงเพื่อพักผ่อนพลางเอ่ยกระซิบเสียงแผ่ว “ขอบใจนะ ปีเตอร์”

 

“เรื่อง..”

 

“ที่ยังอยู่ตรงนี้”

 

“อ่า” ผมไม่แน่ใจว่าปีเตอร์กำลังทำหน้ายังไง รู้แต่ว่ามือบางนุ่มนิ่มกำลังดึงมือผมไปจับไว้ “...โอเค”

 

“รักนะ”

 

“ฮื่อ หลับไปเลยเวด”

 

“ฮ่าๆ โอเค ถึงแล้วปลุกด้วยนะครับ”

 

“เวดดดดดด”

 

“ฮ่าๆๆ” ผมระเบิดหัวเราะออกมาเสียงดังเมื่อได้ยินเสียงกระเง้ากระงอดจากปีเตอร์ บุคคลผู้ซึ่งเคยออกปากว่าชอบมากๆ เวลาผมพูดจาเพราะๆ

 

รู้สึกดีชะมัดที่มีปีเตอร์กลับมาอยู่ใกล้ๆ อีก...ไม่ว่าเรื่องที่ผ่านมาผมจะผิดแค่ไหน แต่ผมก็ไม่เสียใจหรอกที่มันเกิดขึ้น เพราะมันทำให้ผมได้รู้ว่าผมรักปีเตอร์แค่ไหน มันก็แค่อุปสรรคนึงบนความสัมพันธ์ของเราที่ทำให้ผมได้เรียนรู้ว่าผมควรจะใจเย็นให้มากขึ้น อารมณ์ร้อนให้น้อยลง และใส่ใจปีเตอร์ให้มากกว่าที่ผ่านมา

 

ปีเตอร์เป็นคนดี เป็นคนน่ารัก เป็นแฟนที่วิเศษที่สุดในโลก และผมก็ดีใจที่ทั้งหมดของปีเตอร์...เป็นของผม...ผู้ชายที่ไม่ได้เรื่องคนนี้

 

 

 

 

 

 

 

 

END.

 

#เพลงเกี้ยวแมงมุม

 

ตอนรู้ว่าได้เพลง I’m sorry (สีดา) นี่เป็นอะไรที่แบบ...นึกในใจเลยว่าจะแต่งยังไงวะเนี่ย55555 ตอนแรกจะแต่งแบบเอาเพลงเข้าไปใส่ด้วย แต่ก็ยากอ่ะ เรานึกพล็อตไม่ออก ก็เลยลองใหม่ด้วยการฟังเพลงแล้วตีความออกมาเป็นเหตุการณ์สมมุติแทน แล้วก็ออกมาเป็นอย่างนี้

หวังว่าจะชอบนะคะ :D

 

ผลงานเรื่องอื่นๆ ของ king thomas จากทั้งหมด 29 บทความ

บทวิจารณ์

ยังไม่มีบทวิจารณ์ของเรื่องนี้

คำนิยม Top

ยังไม่มีคำนิยมของเรื่องนี้

คำนิยมล่าสุด

ยังไม่มีคำนิยมของเรื่องนี้

5 ความคิดเห็น

  1. วันที่ 10 สิงหาคม 2562 / 03:53

    เพิ่งจะเคยได้อ่านเรื่องนี้ สนุกดีค่ะ ชอบๆๆ

    #5
    0
  2. #4 mymintmaple (@destinylove) (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 5 มกราคม 2561 / 16:20
    โคตรเข้าใจเลยนะพวกที่ต้องต่อโมเดลเนี่ยห้องจะรกมากและจะต้องไม่เก็บห้องจนกว่างานจะเสร็จ ไม่งั้นหาอะไรไม่เจอเลย 5555555 แต่ของเวดแบบมันก็น่าโมโหอ่ะทั้งโมโหทั้งสงสารปีเตอร์นะ โมเดลพังเลยนะแกรร แงงง แต่เวดนางก็รักของนางจริงๆแหละ ยอมมาก น่ารักกกกก ปีเตอร์ก็น่ารักกกก แงงงง น่ารักไปหมด โทนเรื่องดีมากๆ ไม่หวือหวาแต่หวานน่ารัก ตอนเศร้าก้หน่วงได้ดีเลย แงงง 10 10 10 ไปเลยค่าาาส
    #4
    0
  3. วันที่ 5 กรกฎาคม 2560 / 12:40
    ชอบมากเลยค่ะ
    #3
    0
  4. #2 RoMeNiC (@jupjipza) (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 14 สิงหาคม 2559 / 12:23
    ชอบบบบบ คู่นี้มว๊ากกกกกก ปลื้มๆๆๆๆ
    #2
    0
  5. วันที่ 13 สิงหาคม 2559 / 16:13
    สนุกมากค่ะ
    #1
    0