รัก... คิดลึก 心爱 [ YURI ]

  • 0% Rating

  • 0 Vote(s)

  • 45,566 Views

  • 717 Comments

  • 755 Favorites

แชร์นิยายเรื่องนี้

  • Month Views
    2,484

    Overall
    45,566

ตอนที่ 5 : 五 ร้านบะหมี่จิ้งจอกน้อย

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 1955
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 180 ครั้ง
    9 ก.ย. 61






         ลูกชิ้นปลาเนื้อเน้นๆ นวดด้วยนิ้วมือเล็กป้อมขาวนวล ปั้นเป็นก้อนกลมพอดีคำ ลำเลียงลงในน้ำเดือด คุณหนูสามใช้น้ำลูกชิ้นปลาต้มกับกระดูกหมูและหัวผักกาด เพิ่มปลาแห้งให้ได้กลิ่นและรสชาติเข้มข้น ทำเป็นซุปก๋วยเตี๋ยวลูกชิ้นปลาน้ำใส 



          ลูกชิ้นปลาสดเนื้อแน่น เด้งดึ๋งในปากเวลาเคี้ยว เหล่าคนครัวในจวนต่างต่อแถวกันยืนถือถ้วยหน้าสลอน คอยมาลองชิมน้ำต้มซุปสูตรต่างๆ ของนางไม่เว้นวัน เพื่อคิดค้นบะหมี่สูตรใหม่ๆ ประจำร้านรถเข็น 

 

         ควันน้ำซุปพวยพุ่งในครัวมักค่อยๆ โชยลอดช่องลมอย่างอ้อยอิ่งไปยังกำแพงบ้านเศรษฐีฝั่งตรงข้าม หอบเอากลิ่นชวนน้ำลายไหลไปถึงบ้านสกุลจ้าวด้วย ปลุกให้คุณหนูจ้าวเอินฉินลุกขึ้นมาแอบนั่งมองความเคลื่อนไหวจากจวนใต้เท้าอย่างลับๆ คอยดูว่าคุณหนูคนเล็กของจวนจะเข็นรถออกมาเมื่อไหร่ 

 

         เมื่อได้ยินเสียงคนลากรถเข็นบะหมี่สร้างจากไม้ดังกุกกัก แขวนป้ายชื่อร้านเขียนด้วยอักษรจีนโบราณหมึกสีน้ำเงิน ตามด้วยเสียงกระดิ่งและกระพรวนเรียกลูกค้า... จ้าวเอินฉินจะปิดหน้าต่างทันที และลงไปยังครัวเพื่อหาอะไรรองท้อง แม่ครั้วที่บ้านปรุงอาหารไม่ได้เรื่อง หมั่นโถทั้งแข็งและจืดชืด แต่คุณหนูเอินเอินก็ฝืนกลืนมันลงคอ

 

         พ่อกับแม่ไม่ทิ้งอะไรไว้ในครัวนัก นอกจากสั่งให้แม่ครัวแก่ทำอาหารแบบเดิมๆ ซ้ำไปมาทุกวัน เธอไม่ได้ร่ำเรียนสูง และพ่อกับแม่เลี้ยงก็ไม่อนุญาตให้ออกไปเที่ยวเล่นที่ไหนไกลบ้าน เอินฉินรู้สึกเบื่อหน่ายพิกล อยู่ในนี้สุขสบายก็จริง มีคนซักผ้าให้ มีคนยกน้ำชาหลังมื้ออาหาร แต่เธอไม่อาจก้าวไปไขว่คว้าความลำบากที่แสนอภิรมย์ข้างนอกประตูบ้านได้เลย 

 

         แย่ที่สุดก็เพราะ... บ้านตรงข้ามดันเป็นจวนของใต้เท้าหญิงเพียงคนเดียวของเมือง


         ครอบครัวที่ผู้หญิงแต่งกันเอง... เอินฉินกลืนเปลือกแป้งหมั่นโถลงคอฝืดเคือง...


         ภาพวันเก่าในวัยเด็กย้อนมารุมโจมตีในหัวอีกครั้ง คุณหนูจ้าวพลันรู้สึกเจ็บแปลบที่แผ่นหลัง ราวกับบาดแผลถูกเฆี่ยนตียังแสบมาถึงทุกวันนี้ แผลเป็นนูนยังเหลือที่หลังเอว... แผลเก่าซึ่งเธอไม่อาจให้ใครมองดูมันได้อีก ทั้งที่... แม่ของเธอจากไปก็นานแล้ว ใช่... นางทิ้งเธอ... พ่อบอกว่านางหนีตามชู้รักที่แอบคบหาลับหลังสามี 

         

         ชู้... ที่เป็นหญิง... ฮูหยินของเพื่อนพ่อ... เป็นชู้กับแม่แท้ๆ ของเอินฉิน

 

         “ข้าเกลียด... เกลียดพวกนาง” 

 

คุณหนูจ้าวทรุดตัวลงในครัวอับและแห้งผากด้วยไอร้อนจากเตาไฟ พลางปาดน้ำตาเอ่อคลอหน่วย ต้องรีบเช็ดหยดน้ำออกจากใบหน้าให้หมาดแห้ง เพราะได้ยินเสียงเหมือนว่า... แม่เลี้ยงของเธอจะตื่นแล้ว เอินฉินรับรู้ถึงรูขุมขนที่หดเล็ก เธอยืนขึ้นยืดตัวแล้วก้มหน้าอย่างสงบเสงี่ยม ราวกับทุกสิ่งรอบตัวค่อยๆ เงียบงันอีกครั้ง  

 

ในวันนี้ต่างไปจากวันก่อน... เอินฉินอาบน้ำแต่งตัวเสร็จก็ออกมารดน้ำต้นไม้หน้าบ้าน เธอเห็นมีกล่องปิ่นโตทรงสี่เหลี่ยมตั้งอยู่ที่ช่องรับส่งของพร้อมจดหมาย 


เขียนว่า... ส่งถึง บ้านสกุลจ้าว 

 

ภายในนี้มีเพียงถ้วยบะหมี่ลูกชิ้นปลาหอมกรุ่นสามถ้วย ส่งถึงเธอกับท่านพ่อท่านแม่ 

 

เอินฉินยกเอาถ้วยบะหมี่อุ่นๆ จะไปเททิ้ง... แต่น้ำลายในปากก็ฟ้องร้อง เรียกความหิวโหยมาครอบงำ เธอเลยนำบะหมี่เหล่านั้นไปในครัวอย่างลับๆ โดยไม่บอกให้ใครรู้ 



....

....

.....

.....

          

          คุณหนูสามมัดผมแกละถักเป็นเปียแล้วม้วนกลมไว้สองข้างศีรษะ ทัดด้วยปิ่นไม้สลักลายลูกเต่า ฟ้าโปร่งเห็นก้อนเมฆผ่องใส คนสาวสูดอากาศแล้วฮัมเพลงเบาๆ ระหว่างผูกผ้ากันเปื้อนสีน้ำตาลอ่อนอย่างคล่องแคล่ว... ท่านปู่กับท่านพ่อเคยยืนส่งเธอที่หัวถนนสมัยยังเล็ก ในวันนี้นางจิ้งจอกสามหางได้เข็นรถด้วยย่างก้าวของตัวเอง 

 

         “บะหมี่ร้อนๆ ไหมค้า เชิญค่า...” 

 

ร้านรถเข็น 'จิ้งจอกน้อยเปิดขายในเส้นถนนเดียวกับแถวหน้าจวนใต้เท้าหยาง มีร่มไม้ใหญ่ข้างกำแพงอิฐโบราณคร่ำคร่าให้ตั้งรถเข็นชั่วคราว บะหมี่ร้อนๆ ลวกสุก และหม้อน้ำต้มผักหอมหวนชวนชิม เธอคาดหวังว่าเหล่านักชิมหรือกุ๊กแห่งวังหลวงจะต้องมาเยือนร้านในสักวันนึงข้างหน้า และเขียนบอกในแผ่นกระดาษบันทึกข่าวสารเพื่อติดแจกแก่ชาวเมืองให้มากินบะหมี่ของเธอ 

 

แต่ยืนจนหางฟีบ... เช้านี้ยังไม่มีใครแวะร้านจิ้งจอกน้อยเลยสักคน 


พวกลูกชิ้นและผักต่างรอคอยให้จัดใส่ถ้วยใบแรก เช็ดถ้วยกระเบื้องรอจนผ้าเปื่อย... กระทั่งช่วงสายพี่สาวมาช่วยนั่งกินเรียกลูกค้า เลยพอมีคนแวะมาบ้าง คุณหนูสองเป็นที่รู้จักในเมือง นางมีบุญคุณกับชาวบ้านละแวกนี้ในแง่ช่วยสืบคดีและจับโจร เลยมีคนเข้ามาทักทาย ตามปกติเวลาหลิ่งฟู่เดินตรวจตราความสงบในเมืองก็มีคนทักอยู่แล้ว ขึ้นอยู่กับว่าคนที่เข้ามาจะสนใจบะหมี่ของน้องสาวเธอไหม

 

ที่จริงหนิงเหอขอให้คุณหนูสองมา จะได้เป็นตัวโฆษณาให้สาวๆ น่ารักๆ ตามมากินบะหมี่ที่ร้าน

 

โต๊ะไม้แบบพับได้กางไว้รอลูกค้า หยางหลิ่งฟู่กะจะนั่งกินอย่างช้าๆ เพื่อได้นั่งนานหน่อย มองพวงหางกุดๆ ของน้องสาวส่ายไปมาระหว่างลวกเส้น คิดในใจว่านางโตขึ้นเยอะ ถึงเรียนไม่จบ อาจารย์ที่สำนักขับไส แต่หนิงเหอน้อยก็ขยันเป็นอยู่อย่างเดียวคือทำกับข้าว นอกนั้นเวลาว่างๆ นางจะนอนเหม่อมองชายคา ไม่ก็นั่งกินขนมแป้งทอดกับน้ำชา 

 

“ท่านแม่ลงทุนยอมเปิดร้านเล็กๆ ให้เจ้า เพราะเห็นว่าเจ้าชอบทำอาหาร เจ้าไม่ยอมเรียนหนังสือ เรียนก็ไม่เอาไหนมาตั้งแต่เล็ก... วันๆ นั่งเหม่อน้ำลายหยดในห้อง นึกไม่ถึง... ในที่สุดจะมีร้านของตัวเอง เจ้ายังเด็กนัก ทำอะไรต้องเชื่อฟังข้า” 


คุณหนูสองซดน้ำแกงรองท้องแล้วเอ่ยกับคนยืนอยู่หลังรถเข็น  

 

“ให้เจ้ามานั่งหน้าร้านวันแรก... เจ้าอยากกินอะไร ข้าพร้อมทำบะหมี่แล้ว”

 

“เส้นใหญ่ไม่ใส่ผัก น้ำเยอะๆ ข้าชอบซด” ถูมือรอกิน

 

“ได้... วันก่อนต้องขอบคุณเจ้าเรื่องดวลกับคุณชาย ไม่งั้นคุณชายฉิงจวิ้นต้องตามติดข้าแน่ จริงสิ พักนี้เห็นเจ้าเดินกับผู้ชายอีกคนบ่อยๆ คงไม่ใช่ชายคนใหม่ที่เจ้าแอบชอบนะ เขาดู... ตัวเล็ก...” เอาเส้นมาเขย่าแป้ง

 

หลิ่งฟู่แทบสำลักน้ำแกง... วางถ้วยลง เม้มปากพลางรินชาล้างปาก 


“เปล่า เป็นรุ่นน้องในกองปราบ ชื่อฟางซิน... หมอนั่นมีคนรักแล้ว แต่เขา... ดูอ้อนแอ้นและเหยาะแหยะไม่เบาเลย คงต้องฝึกหนักหน่อย แถมยังคออ่อนอีกด้วย” 

 

“พี่ฟู่ฟู่คงชอบชายหุ่นล่ำๆ มากกว่า แต่ข้าว่า... เขาดูน่ารัก...” น้องสาวอมยิ้ม

 

“พูดอะไร เจ้าไม่เคยชมหนุ่มคนไหนต่อหน้าข้ามาก่อน”  

 

“ไม่รู้สิ ข้าอาจคิดเอาเองก็ได้” 

 

คนน้องนึกถึงมือปราบหนุ่มน้อยที่เห็นเดินตามพี่สาววันก่อนแล้วก็ชักยังไงชอบกล เขาไม่เหมือนมือปราบหนุ่มที่เธอเคยพบในกองปราบเลย หนิงเหอไม่ค่อยชอบไปอยู่ในกองปราบของหลิ่งฟู่ เพื่อนชายของคนพี่ต่างก็แซวเธออยู่เรื่อย แล้วหลิ่งฟู่ก็มักโกรธเคืองเวลามีคนมาแหย่น้องสาว เสี่ยงเกิดเรื่องวิวาท ดูเผินๆ เหมือนนางหวงน้อง... แต่ความจริงคุณหนูสามรู้ว่าหลิ่งฟู่แค่อยากโดนพวกเขาแซวหยอกเล่นบ้าง กลับไม่มีชายใดกล้าทำเช่นนั้นกับพี่เธอเลย  

 

“ถึงฟางซินจะดูมีลักษณะคล้ายคลึงกับผู้หญิงอย่างเราๆ อยู่บ้าง แต่หญิงชายบางทีก็คล้ายๆ กัน เจ้าอย่าสับสนเลย” 

 

หนิงเหอพยักหน้า “อืม...” หั่นเนื้อเป็นแว่นๆ แล้วซอยต้นหอม ลืมไปว่าพี่ไม่กินผัก

 

หลิ่งฟู่มองน้องสาวทำบะหมี่ให้เธออย่างพิถีพิถันก็อดยิ้มไม่ได้ นางจะยิ่งดูเปล่งประกายเวลาปรุงอาหารอย่างตั้งใจ ดีแล้ว... ดีที่ไม่ยกนางให้ฉิงจวิ้นหรือชายคนไหน นางตัวแค่นี้แต่ทำกับข้าวอร่อย ใครก็อยากได้ตัวเป็นฮูหยิน 


สักพักพอน้ำต้มซุปส่งกลิ่นโชยทั่วคันรถทำจากไม้ผสมโครงเหล็ก พวกลุงๆ น้าๆ ที่ผ่านมาต่างก็แวะดูคุณหนูสามลวกบะหมี่ 

 

“...” หนิงเหอทำหน้าตุ่ย

 

“เป็นอะไร โต๊ะเต็มแล้ว มีคนต่อแถวรอเจ้าเพียบ ไม่เห็นหรือ”

 

“เห็น... มีแต่ชายหนุ่มกับพวกลุง...” 

 

“อย่าลำเอียงเลย เจ้าน่ะ ขยันเข้าไว้นะ ข้าจะได้หมดห่วง จริงสิ นี่เป็นตราของกองปราบศาลฉุยฟง ถ้ามีใครรังแกเจ้าตอนข้าไม่อยู่ก็ใช้มันปกป้องตัวเองนะ” เอาตราของกองปราบใส่กระเป๋าน้อง “แล้วก็... ข้านั่งเรียกลูกค้าวันนี้ก็จริง คงมาบ่อยไม่ได้... หัวหน้ากองจะหาว่าข้าหนีงาน แต่วันอื่นไว้แวะมาดูเป็นครั้งคราว ช่วยเจ้าเข็นรถกลับบ้าน”

 

“ยังไงก็ฝากบอกพวกคุณหนูที่ตามติดเจ้าว่ามานั่งร้านข้าบ้างก็ได้” 


เจ้าสามหางของเธอเจ้าชู้หรือไร...


“ได้... ไว้จะบอก” หลิ่งฟู่ยักไหล่


         “เหอน้อย มีคุณหนูน่ารักมาทางนี้แล้ว อา... นั่นอ้ายเยว่ก็มาด้วย”
         

               “ข้าจะตั้งใจทำบะหมี่ให้นาง”

 

ว่าแล้วก็หยิบถ้วยลายดอกท้อที่จัดเรียงไว้เพื่อสาวๆ โดยเฉพาะ หนิงเหอมักใส่ใจกระทั่งลวดลายของตะเกียบและผ้าปูรองกันน้ำซุปกระเซ็น 

 

น้องข้าเกี้ยวหญิงด้วยตัวน้อยน่ารักเช่นนี้หรือ...


หลิ่งฟู่รู้สึกสงสารน้อง เธอนึกถึงฟางซินขึ้นมา ไม่แน่ว่าหมอนั่นอาจเป็นชายคนเดียวที่หนิงเหอชมว่าน่ารัก แต่เสียดายเขามีเจ้าของหัวใจอยู่ก่อนแล้ว ไม่งั้นจะแนะนำให้หนิงเหอรู้จัก

 

หลิ่งฟู่เข้าใจ... ไม่มีคุณหนูคนไหนเข้าหาหนิงเหอเพราะชอบนางจริงๆ ที่เดินมาทางนี้อย่างเขินอายก็เพราะเห็นเธอนั่งอยู่ต่างหาก แม้กระทั่งอ้ายเยว่ที่คบหากับน้องสาว... หลิ่งฟู่มองออก... คุณหนูคนนั้นกำลังเดินมาทางนี้พอดี และสายตามุ่งตรงมายังเธอผู้เดียว นางยังแอบส่งผ้าเช็ดหน้าปักชื่อตัวเองให้เธอลับหลังหนิงเหอ แม้ว่าหลิ่งฟู่ไม่อยากรับมันมา สุดท้ายนางลอบเข้าห้องนอนเธอกับพี่น้องตอนไหนไม่รู้ ผ้าเช็ดหน้าของนางมาอยู่ใต้หมอนเธอเฉยเลย 

 

คุณหนูสองไม่กล้าบอกเรื่องผ้าเช็ดหน้ากับหนิงเหอ... เกรงว่านางจะเสียใจ

 

คนรักของน้อง คนที่น้องชอบ... อ้ายเยว่... แท้จริงไม่เคยคิดเกินเลยกับหนิงเหอสินะ

 

คุณหนูสองเขี่ยต้นหอมออกจากถ้วยและครุ่นคิดในใจขุ่นมัว... มองหนิงเหอสาละวนทำบะหมี่ให้อ้ายเยว่ที่แซงหน้าลูกค้าคนอื่น 

 

เจ้าชอบนางมาก... ข้ารู้... แต่หากเฉยเมย... ปล่อยเลยตามเลย... ถ้าอ้ายเยว่จอมมารยาคนนี้กล้าหลอกลวงเจ้าจนหลงใหลและอกหักภายหลัง มันก็ยิ่งแย่ไม่ใช่หรือ 


ไม่ได้การล่ะ แบบนี้ข้าคงต้องทำอะไรสักอย่างเพื่อเตือนหนิงเหอให้นางรู้ด้วยตัวเอง หาไม่แล้วเด็กดื้อรั้นอย่างนางคงไม่ยอมเชื่อข้าแน่ เหอน้อยเห็นตัวเล็กๆ ก็จริง แต่เป็นคนใจกว้าง ยึดมั่นและคบกับใครก็จริงจัง ทุ่มเทโดยไม่ระวังตัว 


เจ้าสามหางกำลังอยู่ในห้วงฝันกับรักครั้งแรก ข้าจะทำอย่างไรดีเพื่อกำจัดอ้ายเยว่ให้พ้นทาง

 

         ผู้หญิงที่ควรคู่กับเจ้า... ไม่ใช่แม่นี่แน่... ขนาดสั่งบะหมี่ยังปรายตามาอ่อยข้าอยู่ได้


หลิ่งฟู่แกล้งหยิบตลับสีผึ้งมาทาปากเพื่อให้อ้ายเยว่เห็นว่าเธอก็รักสวยรักงามเป็น แต่คุณหนูอ้ายเยว่ก็ยังคงยิ้มเอียงอายมาทางเธออยู่ บางทีนางเองก็ชอบให้ปากของคุณหนูสองมีสีสันเหมือนฤดูใบไม้ผลิ หลิ่งฟู่ทาสีผึ้งจนปากเยิ้มแล้วก็เช็ดด้วยแขนเสื้ออย่างเสียอารมณ์ หันไปเห็นคุณลุงโต๊ะข้างๆ ถลึงตามองเธอแล้วขยี้ตาเหมือนไม่เชื่อว่ารองหัวหน้ามือปราบหญิงผู้ห้าวหาญจะนั่งทาปากแถวนี้


ต่อให้เป็นหญิง หากทำหนิงเหอเจ็บ... กระบี่เล่มนี้คงไม่อาจปรานี ข้าจะหั่นนางเป็นชิ้นๆ


ไม่ได้สิ ข้าเป็นมือปราบ จะฆ่าคนได้อย่างไรเล่า หรือบางที... อาจไม่ต้องฆ่า... ข้าจะทำให้อ้ายเยว่ตัดใจจากข้าเสีย... ด้วยการหาผู้ชายสักคนมาควงแล้วพลอดรักกับเขาหักหน้านางซะเลย หนิงเหอจะได้เห็นธาตุแท้นางว่าหมดหวังแล้วจะเป็นเช่นไร 


....

....

.....

.....


     มีข่าวจากกองปราบฉุยฟงแว่วๆ มาว่าพี่ฟู่ฟู่ของเธออ่อยผู้ชายที่สำนัก... หนิงเหอรู้มาจากอ้ายเยว่อีกทีเพราะพี่สองไม่ได้ปริปากบอกอะไรเธอเลย แต่ดูเหมือนว่าหลิ่งฟู่ก็ชอบไปไหนมาไหนกับเพื่อนผู้ชายและคนในกองปราบ วันๆ เดินกับคนหนุ่มไม่ซ้ำหน้า... น้องเล็กเลยไม่เห็นจะมีอะไรแปลก บางทีอ้ายเยว่อาจคาบข่าวมาเล่าให้ฟังเฉยๆ เพื่อชวนคุย... หรือว่านางคิดมากเรื่องพี่สาวเธอ 


อ้ายเยว่ชอบขอมาหาที่จวนและถามนั่นนี่เกี่ยวกับชีวิตวัยเด็กของคุณหนูสอง จะว่าไปแล้วเรื่องที่สนทนาปราศรัยระหว่างวัน มีแค่เรื่องสำคัญของหยางหลิ่งฟู่เพียงผู้เดียว... 


“พี่หลิ่งฟู่ชอบกินโอเลี้ยงเหรอ...​ ตอนเด็กหกล้มเข่าแตกแต่ไม่ร้องไห้ แล้วยังไงต่อนะ” 


นางมักถามเรื่องคนเคยปลื้ม...  


หนิงเหออดน้อยใจอ้ายเยว่ไม่ได้ แต่เกรงนางหงุดหงิดก็เลยไม่กล้าเอ่ยปากทักท้วง กระนั้นความสัมพันธ์ระหว่างเธอกับอ้ายเยว่ก็ยังไม่คืบหน้าดังคาดหวัง... 


มีคนรักแล้ว... ต้องทำอย่างไรบ้างหรือ 


นี่เป็นการคบหาดูใจครั้งแรกกับผู้หญิงคนแรก หนิงเหอสับสนไม่น้อย หลงนึกว่าอ้ายเยว่จะเอ่ยอ้อมๆ เรื่องผสมพันธุ์กันในอนาคตอย่างที่คุณหนูหนึ่งขู่ไว้บ้าง แต่อ้ายเยว่ไม่มีทีท่าแม้แต่เข้าใกล้เธอเกินกว่าคืบฝ่ามือด้วยซ้ำ 


ต่างจากเพื่อนดังเก่าก็แต่เพียง... นางย้ำว่า... เธอเป็นคนรักของนาง... แค่นั้น 


ผสมพันธุ์ระหว่างผู้หญิงเป็นอย่างไรกันแน่ ทำไมท่านแม่เคยบอกว่าถ้าเจอคนรักก็ต้องลองทำเล่นๆ ดูสักครั้ง 


หนิงเหอขมวดคิ้วอย่างไม่เข้าใจอะไรนัก ได้แต่มองคุณหนูอ้ายเยว่แต่งตัวน่ารักมายิ้มแป้นให้ อวดตลับผงแป้งทาแก้มที่เพิ่งซื้อมาใหม่ ขณะที่เธอใจเต้นอย่างคิดไม่ตก... แต่ละวันกลับผ่านพ้นด้วยการที่อีกฝ่ายขอลากลับบ้านแต่ค่อนวัน ด่วนตีจากคล้ายเล่นตัว ไม่ลืมฉวยเอาขนมฝีมือเธอทำติดไม้ติดมือไปด้วย 


หรือว่าข้ายังสวยไม่พอ... หรือว่าข้าเตี้ยเกินนางก้มมาหา... เราก็ตัวเท่าๆ กันนี่นา


อ้ายเยว่ชอบผู้หญิงตัวสูงแบบพี่ฟู่ฟู่ แต่นางก็เปิดโอกาสให้ข้าแล้ว อย่าไขว้เขวจะดีกว่า


 

         ท้องฟ้าเป็นสีเข้มเหมือนเปลือกพุทราเชื่อม ในเย็นวันนั้นเอง... นางจิ้งจอกสามหางยืนเก็บร้านรถเข็นอยู่ลำพัง คิดสงสัยเรื่องบนเตียงและเรื่องอ้ายเยว่ เลยเก็บร้านช้ากว่าทุกที หลิ่งฟู่ไม่ได้มาช่วยลากรถกลับบ้านในวันนี้ นางมีคดีต้องสะสาง 

       

       หนิงเหอพับโต๊ะพลางก็มองเหม่อ ใจลอย... ดันนึกถึงปิ่นโตใส่บะหมี่สามถ้วยที่หายไปในบ้านสกุลจ้าว

  

จ้าวเอินฉิน...​ เช้าวันก่อนโน้น หลังจากนำบะหมี่ไปฝากที่ช่องรับส่งของ ทั้งปิ่นโตและถ้วยหาได้ถูกส่งคืนจวนใต้เท้า มันหายไปอย่างไร้ร่องรอย... ไม่รู้ว่า... คนสกุลจ้าวกินบะหมี่ของเธอกันแล้วหรือยัง 


ไร้สัญญาณตอบกลับจากคฤหาสน์หลังนั้น ประตูบานใหญ่ปิดเงียบ ปราศจากวี่แววของเอินฉินอีกเลย ไม่รู้ว่านางเป็นอย่างไรบ้างแล้ว บางทีนางอาจเอาปิ่นโตเธอไปทิ้งไกลบ้าน คุณหนูเอินเอินดูจะไม่ชอบครอบครัวเธอ พ่อแม่นางก็ไม่ค่อยเป็นมิตรกับท่านปู่ท่านย่าเช่นกัน


หนิงเหอเห็นทั้งคู่หน้าบึ้งใส่ท่านย่าวันก่อน ขอให้อย่าเกี่ยวกับบะหมี่ที่เธอวางไว้หน้าบ้านสกุลจ้าวเลย แต่ก็ยากคิดเป็นอื่น 


คุณหนูสามเข็นรถกลับบ้าน เร่งฝีเท้าจนปวดขาเพราะเธอกลัวความมืด... 


เสียงจิ้งหรีดร้องระงมรับเงาสนธยา ถนนในเมืองแถบนี้ครั้นจะมืดก็มืดสนิท โคมห้อยอยู่บนเสาเป็นระยะ อีกไม่ช้าคงดับลง กิ่งหลิวโบกไหวๆ ดูหลอนจนขนลุก มองคล้ายคนยืนโยกเยกอยู่ริมทาง กรวดดินราวกับแยกเขี้ยวแสยะยิ้ม 


ใบหูขนปุยตั้งชัน พวงหางทั้งสามหดต่ำลงระแวง 


เย็นป่านนี้แล้วนี่นา ไม่น่าเลิกงานสายเลย แถวนี้ถึงได้เงียบจังนะ นอกจากเสียงแมลง ไม่มีใครอยู่บ้างเลยรึ กำแพงจวนอยู่ข้างหน้าเท่านั้นเอง เร็วหน่อย... หยางหนิงเหอ... อีกนิดนะ แข้งน้อยๆ ก้าวถี่จนเกร็งน่อง ถ้าขาเป็นตะคริวขึ้นมาก็แย่แน่ ว่ากันว่าในเมืองมีเรื่องเล่าโบราณเกี่ยวกับปีศาจที่ออกหากินยามพลบค่ำ พื้นที่ซึ่งแสงเทียนไม่อาจส่องถึง หากปล่อยตัวเองตกอยู่ในเงามืดนานเกินไปนัก อาจถูกบางสิ่งจับกินก็ได้ ถึงจะเป็นจิ้งจอก... มีเลือดจิ้งจอกเก้าหางในกายก็ใช่ว่าเธอจะไม่กลัว ในบรรดาสามพี่น้อง หนิงเหอเป็นคนขี้กลัวมากที่สุด เพียงความมืดมาย่างกรายก็ทรมานเธอได้


เหมือนพวกปีศาจล่วงรู้ความคิดก็ไม่เชิง... 


เสียงฝีเท้าแผ่วเบาก็ดังตามเธอมา หนิงเหอไม่กล้าหันกลับไปมองทางเก่า 


ทันใดนั้นเอง  มือเย็นจัดของใครบางคนตะครุบปากเธอจากด้านหลัง คุณหนูสามกรีดร้องไม่ออก และในทันทีก็ได้กลิ่นน้ำมันหอมทามือคุ้นจมูก... ใจที่ตกวูบพลันลอยกลับเข้าที่อีกครั้งอย่างโล่งอก แต่ก็กลับเต้นกระหน่ำใหม่เพราะโดนรวบเอวแน่นแล้วกดปลายจมูกข้างแก้มเธอเหมือนอยากทำให้เจ็บอีกสักครั้ง


“อย่านะพี่ลู่ลู่เจ้าแกล้งข้า” ปัดหน้าอีกคนให้ห่างตัว


คุณหนูหนึ่งคนสวยอยู่ในชุดหรูหราเหมือนคนชาววัง ด้วยผ้าไหมทอมือเนื้อละเอียดลวดลายแปลกพิสดารตาที่หนิงเหอไม่เคยเห็นมาก่อน นางยังประดับทรงผมเกล้าสูงด้วยปิ่นทองคำขาวล้ำค่า นางดูวิบวับจัง... ราคาของปิ่นนี้คงขายซื้อบะหมี่ได้เป็นพันถ้วย


พี่สาวเธอเอาเครื่องแต่งกายงามๆ เช่นนี้มาจากไหนอีก ลู่หลินโปรดปรานเครื่องประดับแวววับอย่างพวกลูกแก้วหรืออัญมณี นางสะสมของเหล่านี้เก็บในห้องลับด้วย มีจำนวนนับไม่ถ้วนเชียวล่ะ แต่ไม่นึกว่านางจะสวมใส่เสื้อผ้าหรูๆ มาเดินถนน 


คุณหนูหนึ่งไม่ค่อยซื้อของสวยๆ งามๆ ด้วยเงินตัวเอง นางชอบแลกมันมาด้วยความสามารถ หรือไม่ก็... มีคนแพ้พนันหรือเล่นเกมแพ้นาง


“เพิ่งกลับจากเมืองหลวงก็มาหาเจ้าก่อนเลย” ลู่หลินไหวหัวไหล่แล้วยักยิ้ม “มาดูว่าน้องข้ากลับบ้านคนเดียวหรือว่าเอาใครกลับด้วยรึเปล่า”


“พี่ฟู่ฟู่ไม่ว่างมาช่วยวันนี้ แต่ข้าก็กลับเองได้” 


“แน่ใจ...” เลิกคิ้วแล้วหัวเราะในลำคอแผ่วเบา “เห็นเจ้าเข็นรถหางจุกตูดเพราะกลัวอยู่”


“...” นางรู้อีกแล้ว ชอบมายุ่งกับหางของเธอเสียจริงเชียว 


“ข้าไม่อยู่หลายวัน คิดถึงมากไหมล่ะเจ้าตัวเล็ก ข้าต้องนอนกัดฟันเพราะนึกถึงแก้มเจ้า”


“ลู่ลู่ไปเหมือนนาน แต่เวลาผ่านไวมาก” หนิงเหอยอมรับหน้าซื่อ


“เอาขนมมาฝากเพียบเลยนะ ให้คนมาส่งทีหลัง ในวังสนุกดีเหมือนกัน เสียดายอยู่ได้ไม่นาน... แต่ข้าจะหาทางไปอีก องค์หญิงไท่ผิงชวนไปฝึกกับนางรำในวัง” แววตาเป็นประกายระยิบระยับ คนเป็นน้องเลยพลอยตื่นเต้นตาม “ข้าใส่ชุดนี้เหมาะไหม องค์หญิงไท่ผิงให้ข้ามาเป็นของขวัญ... ความจริงเป็นชุดที่นางไม่ได้ใส่”


“เจ้าได้มีเพื่อนเป็นองค์หญิงเชียวรึ องค์หญิงเป็นยังไง เหมือนคนทั่วไปไหม” 


“ก็เหมือนเราๆ แต่ก็เป็นคนตลกดีนะ” ลู่หลินกะพริบตาแล้วก้าวนำน้อง ช่วยลากรถเข็นกลับบ้านพร้อมกัน “แถมยัง... ได้พบใครบางคนอีกด้วย” 


เงยมองดาวบนฟ้าซึ่งเริ่มกระจ่างฉายแสงพ้นทะเลเมฆดำ ตกอยู่ภวังค์แห่งความหลังต่างช่วงเวลา 


“ใครเหรอ” 


น้องสาวมองใบหน้างามพริ้งของผู้พี่ ไม่เคยเห็นนางทำสีหน้านิ่งงันเช่นนี้มาก่อน ยกเว้นเวลาเลือกอัญมณีในกล่องว่าจะเอาอันไหนวางไว้ชั้นบนสุดของตู้ดี อะไรกัน ทั้งที่ทุกทีจะหาเรื่องแหย่เธอจนอยู่ไม่สุขแท้ๆ พอกลับมาจากเมืองหลวงก็ดูโตขึ้นทันที หรือว่าเกิดอะไรที่นั่นกันแน่ อะไรที่นางยังไม่ยอมเล่าให้ฟัง


ชื่อของใครคนนั้นถูกเก็บงำไม่เอื้อนเอ่ย พี่สาวยิ้มบางแล้วคลี่พัดในมือ...​


พัดเก่าซอมซ่อ... ผ้าเปื้อนคราบโคลนเน่า... 


พัดไม้ปักลายผ้ารูปดอกเหมยกุ้ยแดงเลือดนก มีลายกิ่งไม้แห้งดูหงอยเหงาขนาบข้าง


ลู่หลินไม่เคยสะสมของเก่าที่ดูไม่งามเลยสักชิ้นเดียว ยกเว้น... พัดปริศนานี้ 


เคยถามลู่หลิน นางบอกเธอว่า 


“บังเอิญเก็บมันได้ตั้งนานแล้ว มีคนทำตกไว้” 


น้องเล็กจำเพียงเลาๆ ว่าเคยเกิดเหตุการณ์เลวร้ายขึ้นกับครอบครัวเธอครั้งหนึ่ง ตอนอายุสิบขวบ หนิงเหอโดนพี่สาววิ่งไล่จับ ลู่หลินใส่หน้ากากปีศาจแกล้งน้องจนวิ่งไกลออกจากจวน กระทั่งก้าวเข้าสู่ถนนเปลี่ยว เคราะห์ร้าย... หนิงเหอโดนคนชั่วลักพาตัว แต่พี่สาวอย่างลู่หลินเอาตัวเข้าแลก แท้จริงคนถ่อยต้องการตัวลู่หลินในร่างจิ้งจอกน้อย เลยจับตัวนางไปแทน จากนั้น... หนิงเหอก็ไม่ได้ข่าวพี่สาวอีก กระทั่งนางถูกพบตัวและช่วยเหลือกลับมาบ้าน 

       

       ได้ยินว่ามีเกี้ยวของพระสนมผ่านไปแถวที่ม้าของพวกคนร้ายที่ถูกว่าจ้างมาให้ลักพาคุณหนูหนึ่งกำลังพาตัวลู่หลินหนี ทหารของพระสนมต่อสู้กับคนร้าย ลู่หลินเลยปลอดภัยกลับมา 


         เค้าเล่ากันเช่นนี้กระมัง... หรือมีเรื่องใดที่เธอฟังพลาด... ตอนนั้นหนิงเหอเด็ก เอาแต่ร้องหาพี่... เลยไม่ได้จดจำรายละเอียดที่ผู้ใหญ่เล่าให้ฟังคร่าวๆ นัก แม้แต่ลู่หลินเองก็ไม่ปริปากบอกใครเลย ประหนึ่งมันคือความลับของตัวเธอผู้เดียว 

         

          ไม่มีใครรู้ว่าพระสนมผู้นั้นคือใคร นอกจากท่านปู่ท่านย่าและลู่หลิน... 

         

          คนในวังคงสั่งให้ปิดเป็นความลับ


         “ลู่ลู่... ถ้าไม่ตอบล่ะก็... งั้นข้าเปลี่ยนเรื่องคุยนะ ข้าอยากเห็นครัวของพวกกุ๊กในวัง วันหลังพาข้าไปเที่ยวบ้างได้ไหม” 


“เหอน้อย... มีกฎมากมายห้ามละเมิดและหากผิดเพียงนิดก็อาจถึงตาย ถ้าเป็นได้ ข้าไม่อยากให้เจ้าตามข้าเข้าวังหลวง” 


นี่ควรเป็นคำของหลิ่งฟู่มากกว่าลู่หลิน... ปกตินางต้องบอกว่า "ไปสิ ไปสนุกกัน" ไม่ใช่เหรอ


"พูดเช่นนี้ เหมือนไม่ใช่ลู่ลู่ผู้ไม่กลัวฟ้าดิน"


"ใช่ ข้าก็ยังไม่กลัว..." 


ถ้อยคำพี่สาวจริงแท้ไม่บิดเบือน คนพี่จับแก้มน้องเล่นแล้วพากันกลับจวน แม้จะโตเป็นสาว แต่รอยเท้าที่เคยวิ่งซนไปตามถนนเส้นนี้ก็ยังเตือนสติว่าไม่ควรเตร่อยู่นอกบ้านค่ำมืดนัก แสงโคมไม่อาจช่วยขจัดไอหนาว 


ลู่หลินมองคนน้องตาใสแจ๋ว ดวงตาสีน้ำเงินเข้มของหนิงเหอเหมือนอัญมณีประเมิณค่ามิได้ยามต้องแสงจันทร์แจ่มฟ้า ถึงแม้เธอจะไม่หวั่นต่อลมหนาวเลยก็ตามที แต่กับเจ้าตัวเล็กคนนี้ หากนางต้องล้มลงเพราะกรงเล็บของใครอื่น ในอกเธอคงสั่นสะเทือนรุนแรง 


ข้าเอง... ในตอนเด็กนั้น... ก็อาจมีสิ่งที่คิดกลัว...


....

 

คืนเดียวกัน... ลู่หลินนอนนึกถึงเหตุการณ์เมื่อวาน เหมือนเพิ่งผ่านมาชั่วครู่ยาม


เธอลอบเข้าไปในตำหนักต้องห้ามของพระสนมไซซี... โดยไม่รู้จะได้พบใครที่นั่น


....

....


.....

.....



พระสนมเว่ยเอ่ยปากจะจัดเลี้ยงส่งพวกนางละครก่อนกลับหางโจว... กิริยาเฉิดฉายเป็นมิตรไมตรีของนางช่างเคลือบแฝงด้วยมารยาที่สัมผัสได้ไม่ยากนัก 

 

ลู่หลินอยู่กับพวกนางละครมานานปี เธอรู้เท่าทันเล่ห์เหลี่ยมของสตรีไม่มากก็น้อย คนปากหนักโผงผางอาจน่าระแวงน้อยกว่าคนเอ่ยคำหวานฉาบด้วยยาพิษ

 

เธอไม่ได้อยู่ร่วมมื้อเย็นในวันนั้น อ้างกับนางกำนัลของพระสนมว่าไม่ค่อยสบาย ขอนอนพักอยู่แต่ในห้อง ทว่าคล้อยหลังนางกำนัลไม่ทันไร เมื่อประตูบานพับปิดสนิทและได้ยินเสียงคนครัวยกอาหารอยู่ไกลออกไป บานหน้าต่างหับเผยทำจากไม้แกะสลักรูปโบตั๋นละเอียดลออก็ถูกเปิดอ้าอย่างระวัง 

 

ร่างอรชรปีนออกนอกหน้าต่างห้องในตำหนักพระสนมเอกแห่งวังหลวง ยกมุมปากยิ้มกริ่มด้วยใจคะนอง 

 

หดหางจิ้งจอกทั้งแปดกลับเข้าใต้ชายกระโปรงจนมิด... ก่อนใช้วิชาตัวเบาแบบที่เคยฝึกกับท่านย่ากระโดดขึ้นไปบนต้นบอนไซยักษ์ริมกำแพงอิฐสูงตระหง่าน คุณหนูหนึ่งยืดอกโต้สายลมฉ่ำเย็นชื่นใจในยามอัสดง แสงอาทิตย์ระเรื่อม่านเมฆสีแดงหม่นชวนเคลิ้มฝัน 


 

เธอขึ้นไปอยู่บนขอบกำแพงหนาที่ตีล้อมตำหนักเพื่อป้องกันใครรุกล้ำ ชายตามองหลังคากระเบื้องทาสีเงาวับของตำหนักพระสนมเว่ย ตำหนักสร้างโอ่อ่าไม่เร้าอารมณ์คนอย่างเธอเท่ากับตำหนักลึกลึบอีกฟากฝั่งแม้แต่น้อย


ดุจดั่งคนละภพ... 

 

เพราะมีเลือดจิ้งจอกเก้าหางในกาย คุณหนูหนึ่งในชุดสีชมพูดอกเหมยโปร่งบางจึงออกวิ่งด้วยเรียวขาแบบจิ้งจอกไปบนขอบกำแพงอย่างท้าทาย ทหารชุดเกราะ ถือหอกยืนเวรหน้าประตูเข้าออกตำหนักไม่ทันเห็นตัวเธอ พวกเขารู้สึกเพียงสายลมพัดวูบผ่านเท่านั้น 

 

น้องสาวอย่างหลิ่งฟู่มีชื่อว่าแคล่วคล่องว่องไวก็จริง แต่หากเทียบความปราดเปรียวเพรียวลมแล้วล่ะก็... เห็นจะสู้พี่ใหญ่มิได้ จังหวะเดินเธอยังเป๊ะ ประสาอะไรกับวิ่งบนกำแพง 

 

ลู่หลินชอบเชิดหน้าโต้ลมมาตั้งแต่เล็กๆ ท่านพ่อท่านแม่จับพวกเธอใส่ในตะกร้าจักรยานแล้วถีบพาเที่ยวรอบเมือง ลู่หลินตอนเด็กในร่างจิ้งจอกน้อยจะยืดคอแล้วหูตั้งก่อนน้องๆ ชูคอทะนงในความสวย ขนฟูสะบัดไหว โปรยเสน่ห์ด้วยดวงตาใสที่ใครเห็นก็ใจอ่อนยวบให้เด็กน้อยคนนี้

 

         ในที่สุดลู่หลินได้หย่อนตัวลงจากต้นไม้ในอาณาบริเวณของเขต ตำหนักเย็น... 

         

สงสัยจะเย็นสมชื่อแฮะ แค่เข้าก็มาก็รู้ได้ว่ารอบรั้วและสวนรกทึบต่างส่งไอเย็นเยือกถึงผู้มาเยือน 

 

ตำหนักฝั่งตะวันออกของพระสนมนางอื่นล้วนอบอุ่นราวฤดูร้อน แต่ที่แห่งนี้กลับหนาวเย็นอยู่เสมอ อาจเป็นเพราะต้นไม้ที่ถูกปล่อยกิ่งก้านแผ่ขยายปกคลุมหนาแน่น บดบังแสงแดดไม่ให้ส่องถึงพื้นดินเท่าที่ควร และสิ่งก่อสร้างดูเปลี่ยวร้างไร้ชีวิตชีวาขับกลิ่นอายชวนสันหลังวาบหน่อยๆ มันเลยได้ชื่อว่า “ตำหนักเย็น” 

 

         คนสวยลูบไล้ปอยผมข้างแก้มแล้วกวาดตามองทั่วทางเดินหินเก่าแก่อย่างนึกสนุก พร้อมสำรวจที่นี่เพื่อดูหน้าเจ้าของตำหนัก องค์หญิงไท่ผิงไม่รู้ว่าเธอลอบเข้ามา กฎของวัง... การลอบเข้าตำหนักของพระสนมโดยไม่บอกกล่าวอาจมีโทษถึงประหารก็ได้ แต่นี่แหละถึงน่าตื่นเต้นสำหรับเธอ

 

         ต้นไทรยืนต้นตายอยู่ข้างสระบัวหลวง หญ้าขนงอกสูงเกือบถึงหัวเข่า คุณหนูหนึ่งแอบไปทางระเบียงหิน ไม่มีใครอยู่แม้แต่นางกำนัลสักคนเดียว ทุกอย่างเงียบสงัดและได้ยินเสียงของลมพัดอู้ลงมาตามกระเบื้องมุงหลังคา กระดิ่งห้อยอยู่บนเสาเปล่งเสียงสั่นทุกคราลมพัดกระทบ 

 

         คุณหนูหนึ่งเดินทอดน่องสวยๆ หมุนตัวไปมา ก้าวผ่านแจกันเก่าเขียนลายคราม พบว่ามีห้องเปิดโล่งติดกับสวนในตำหนัก

 

         ที่นั่นเอง... ทำให้คนชะโงกดูเบิกตาและสาวเท้าฉับๆ ไปยังกรอบผ้าที่ขึงอยู่รอบห้อง ภายในยังมีตั่งสำหรับนั่งเล่นและโต๊ะไม้สักซึ่งวางสะดึงขึงผ้าที่ยังปักทิ้งค้างอยู่

 

         นี่ขนาดค้างนะ เหตุใดมันยัง...


          จ้องดูลายผ้าเหล่านั้นด้วยนัยน์ตาสั่นไหวยิ่งกว่าตอนมองเพชรเม็ดเป้ง  

 

         ลายผ้าเช่นนี้... หามีใครอื่นปักได้เสมอเหมือน มันมีเอกลักษณ์ในลายเส้นของตัวเอง 

 

 

         รูปปลาคราฟคู่บนผ้าอ่อนช้อยและใช้สีด้ายนวลระยิบระยับ ลูบสัมผัสเรียบลื่น คนปักใช้เพียงดวงตามองคงทำงานเช่นนี้ไม่ได้แน่ เส้นด้ายเรียงตัวกันละเอียดยิบจนเหมือนภาพวาดและสมจริงราวกับลอยออกมาจากผืนผ้า เธอเฝ้าตามหาเจ้าของงานฝีมือชิ้นสำคัญมาโดยตลอด จนบัดนี้ได้พบแล้ว

 

         ลู่หลินกุมเอวตัวเอง พัดเล่มหนึ่งซ่อนไว้ เธอพกมันติดตัวตลอดเวลา... 

 

         ลายปักบนพัดเก่าเล่มนี้ คล้ายคลึงกับลายที่เห็นอยู่ เพียงแค่ฝีมือยังไม่ประณีตเท่า หลายเป็นไปได้ว่าปีที่ผ่านมา... คนปักคงพัฒนาทักษะจนสมบูรณ์แบบ 

 

ใครกัน... ใครเป็นผู้ปักผ้าในห้องแห่งนี้ นางกำนัลหรือว่าพระสนม

 

         “เจ้าเป็นใคร ข้าต้องพบให้ได้ เจ้าจะใช่... นางไหมนะ” 

 

         ในอกบีบรัดตัวและพองโต ไม่มัวรั้งรอช้า... ลู่หลินอยากพบพระสนมไซซีที่ได้ชื่อว่างามจนปลาในน้ำยังไม่กล้าโผล่มาชมนาง เธอออกวิ่งด้วยปลายเท้าเข้าไปในสวนเพราะใบหูจิ้งจอกที่ตั้งชันได้ยินเสียงแว่วของฝีเท้าคนเดินอยู่ไม่ห่างกันนัก อาจเป็นเจ้าของลายปักที่เธอหามานาน 

 

         หกปีก่อน... พัดเล่มนี้ คุณหนูหนึ่งเก็บมันได้ตอนถูกคนร้ายลักพาตัว 


          จิ้งจอกน้อยลู่หลินเคยคาบพัดเปื้อนดินไว้ในปาก... 


          เธอรู้เลาๆ พวกที่ลักพาตัวเธอเป็นทหารลับจากวังหลวง ตอนนั้นยังเด็กนัก อายุแค่สิบขวบ ลู่หลินโดนพวกมันมัดตัวแน่นในเกี้ยว โดนผูกตา ไม่อาจหนีพ้น มีองค์ชายน้อยผู้หนึ่งต้องการเลี้ยงสัตว์... เขาแค่บ่นจะเอาลูกจิ้งจอกเก้าหางสวยๆ สักตัว เลยมีคำสั่งให้มาจับลู่หลิน เรื่องนี้ไม่มีใครกล้าเปิดเผยเพราะเสี่ยงหมิ่นเบื้องสูง และอาจกล่าวหาพระสนม มารดาขององค์ชาย 


          ครานั้นผู้ที่มาช่วยเธอเป็นหญิงจากวังหลวง... นางปกปิดใบหน้าด้วยผ้าคลุมหน้าท่อนล่างมิดถึงคาง เธอจึงไม่เห็นว่าสตรีนางนั้นคือใคร รู้แค่เพียงนางเป็นหนึ่งในบรรดาพระสนมเอกของฮ่องเต้ ปิดบังชื่อจริง

 

         ลู่หลินในวัยเด็กไม่ได้เห็นหน้านาง มีก็แต่พัดที่ตกพื้นเพราะนางถูกข่มขู่และทำร้าย คุณหนูหนึ่งจึงเก็บพัดเล่มนี้ติดตัวนับจากนั้นเพื่อสำนึกคุณ 

 

เรื่องราวมันผ่านมานานจนเธอจำไม่ค่อยได้ว่าเกิดอะไรขึ้นบ้าง นึกอยากพบคนๆ นี้มาตลอด 

 

เจ้าของพัดที่มีลายปักไม่เหมือนใครเลย... ลายดอกเหมยกุ้ยแดงสดเหมือนเลือด เลือดของนางที่หยดลงบนมัน ลู่หลินรู้เพียงว่าคนช่วยเธอคงบาดเจ็บเพราะปกป้องจิ้งจอกน้อยอยู่ในอ้อมแขน เธอไม่เห็นว่านางเจ็บตรงไหนเพราะโดนเอามือปิดตาบังไว้ 

 

จนบัดนี้... เลือดแห้งกลายเป็นสีน้ำตาลเข้มก็ยังคงติดจางๆ อยู่บนลายกลีบดอกเหมยกุ้ย เมื่อกางพัดออกมาส่องกับแสงแดดจึงพอเห็นว่าไม่ใช่สีย้อม

 

“พระสนมเพคะ อย่าไปทางนั้นเลยเพคะ เดี๋ยวตกน้ำ” 

 

เสียงนางกำนัลตะโกนเรียกแจ้วๆ อยู่ถัดจากสวนอีกทางหนึ่ง แต่แม่คนเดินคลำราวสะพานไม้อย่างเพลิดเพลินก็ไม่ใส่ใจเท่าไรนัก ยังคงระบายยิ้มและก้าวไปข้างหน้าด้วยชุดกระโปรงยาวลากพื้น

 

พระสนมไซซีถือดอกหญ้าในมือ แม้มองมันไม่ชัดเจน เห็นเพียงมัวๆ แต่ก็อมยิ้มกับดอกหญ้านุ่มละมุน นึกอยากได้อีกสักกำมือ เธอถกกระโปรงแล้วเดินข้ามสะพานไม้เพียงลำพังด้วยท่าย่างเยื้องที่ดูน่าขันไม่น้อยในสายตาคนมอง

 

ลู่หลินก้าวมาหยุดมองร่างผู้หญิงเปิ่นๆ ผู้สวมชุดไหมม่วงเดินข้ามสะพานโค้งไปยังริมบึง คิ้วหนาเข้มเป็นวงของพระสนมเลิกสูง เม้มริมฝีปากมุ่งมั่นจะเอาดอกหญ้า

 

สะพานผุเช่นนี้ แถมยังมีร่องแตกอีก หากเดินทะเล่อทะล่าอาจตกลงไปในบึงข้างล่างได้ นางจิ้งจอกเห็นเข้าก็ยืนเท้าเอวมองคนเดินคลำราวสะพานมาหาตน 

 

นี่หรือกิริยางาม...​ เผลอเมื่อไรเป็นสะดุดขาตัวเอง

 

หากหญิงผู้นี้คือพระสนม... นางยังดูอ่อนวัยเกินกว่าเรียกเช่นนั้น เรียวแขนบอบบางโผล่พ้นแขนเสื้อ ผิวสีเหลืองนวลไม่ขาวจัดมากนัก คนที่ส่องกระจกเห็นเงาตัวเองอยู่ทุกวันอย่างลู่หลิน ไม่เคยมีใครทำให้รู้สึกประหม่าในความงามของตนเองมาก่อน... เว้นแต่เพียงผู้หญิงที่ยิ้มแช่มชื่นมาทางเธอทั้งดวงตามองไม่ชัด ยิ้มละไมของนาง... ทำลายทัศนียภาพทรุดโทรมในสวนรกร้างมลายลงในชั่วพริบตา 


แย้มสรวลกับตัวเอง... เพราะไม่เห็นเธออยู่ในสายตาพร่ามัว... 

แก้วตามัว... สายลมและกลิ่นสดชื่นของดอกหญ้าในมือถึงชัดเจน

 

พระสนมไซซีสะดุดล้มแล้วก็ลุกขึ้นมาใหม่ในทันที ทำเอาคนอึ้งใจเกือบหล่นวูบ นางปัดกระโปรงแล้วหัวเราะเล็กๆ คล้ายไม่มีสิ่งใดพรากรอยยิ้มจากใบหน้าได้เลย ต่อให้อยู่ในสถานที่หมองหม่นอึมครึมเช่นนี้ แต่พระสนมผู้เลอโฉมกลับดูสดใสดั่งดอกไม้กลางแสงอรุณ

 

นางดูไม่เข้ากับบรรยากาศ ทำไมนะ นึกว่าดาวอาภัพของวังหมองเศร้าเจ้าน้ำตา วันๆ ทุกข์ระทม คิดแต่ฆ่าตัวตายทุกเช้าค่ำเพราะฮ่องเต้ไม่เหลียวแล ขับไสมาอยู่ตำหนักเย็นโดดเดี่ยว แต่กลับ... ไม่เป็นดังใครว่าไว้ คงไม่เคยมีใครเข้ามาที่นี่นานมาแล้วกระมัง ถึงไม่รู้ว่า... มีดาวอาภัพแอบทอแสงอยู่ทั้งดวง  

 

คุณหนูหนึ่งนิ่งราวหยุดหายใจ ทุกอย่างแข็งทื่อเมื่อคนบนสะพานก้าวมา ยกมือจับแขนเธอพลางส่ายหัว 

 

“บอกแล้วว่าไม่ต้องห่วง ข้าเดินเองได้ ข้าชินแล้ว... รู้ทุกซอกมุมในสวน ไม่หลงหรอก” ไซซีเอ่ยเสียงแผ่วหวานแล้วห่อไหล่เกลี้ยงเกลาที่โผล่พ้นขอบผ้า “ข้าชอบอากาศเย็นและเดินเล่นในสวน เจ้าก็รู้นี่...​ ยังเก็บดอกหญ้าไม่ครบเลย เย็นนี้จะปักลายดอกหญ้าสักหน่อย ยังมีงานอีกมากที่ฝากเจ้าไปขายนอกวัง” 

 

นางคงนึกว่าเธอคือนางกำนัลประจำตัวกระมัง ลู่หลินกะพริบตามองคนปล่อยแขนเธอ นางย่นคิ้ว คงเริ่มรู้แล้วว่าเธอไม่ใช่คนรู้จัก มือเย็นๆ ยกขึ้นแตะแก้มร้อนผ่าวของคนยืนเฉย นางจับหน้าเธอหน่อยนึงก็ชักมือออก 

 

“...” 

 

พอรู้ตัวพระสนมก็เล่นบทใบ้รับประทาน... สีหน้าเปลี่ยน ถอยเท้าห่าง ขณะที่ลู่หลินยังยืนนิ่ง คนหนีเธอพลาดเหยียบแผ่นไม้ผุพังจนมันหักครึ่ง ตัวนางกำลังจะหล่นลงในบึงข้างล่าง 

 

พระสนมทำตาโต... คุณหนูหนึ่งผู้ลอบเข้าตำหนักโอบเอวคอดของนางไว้ทัน เลยห้อยตัวอยู่ระหว่างราวสะพานอย่างหวุดหวิด เธอฉุดแขนนางมายังขอบสะพานตรงที่แข็งแรงพอ ก่อนจะกระโดดขึ้นต้นไม้เมื่อนางกำนัลพรวดพราดมาถึง

 

“พระสนมเป็นอะไรรึเปล่าเพคะ หน้าซีดเชียว”

 

“ตะกี้...” 

 

“ตายจริง สะพานตรงนั้นเพิ่งจะหัก ไปกันเพคะ ค่อยๆ เดิน กลับเข้าตำหนักเถอะ”

 

“อืม ไม่มีอะไร แค่แผ่นไม้เก่าและผุพังเท่านั้น”


ไซซีประคองแขนนางกำนัลร่างอวบอั๋นแล้วพากันเดินห่างจากสวนไปยังเรือนใหญ่ 

 

ลู่หลินหลบอยู่บนต้นไม้ด้วยใจเต้นระทึก นางรู้ว่าเธอลอบเข้ามา แต่กลับไม่บอกนางกำนัลเพราะเธอช่วยนางไว้น่ะหรือ นับว่าฉลาดไม่เบา นางยังไม่รู้ว่าเธอคือใคร แสร้งเงียบและทำเหมือนเธอเป็นอากาศต่อหน้านางกำนัล คงเพื่อล่อให้เธอเข้าหานางอีกครั้งเพื่อแนะนำตัว 


เกือบไปแล้ว... ลู่หลินไม่อยากเสี่ยงให้ใครพบง่ายๆ ที่นี่ แต่ก็เผลอปรากฏกายต่อหน้าพระสนม ทีแรกแค่กะมาแอบดูนางเล่นๆ เท่านั้นเอง หากนางกำนัลรู้เข้ามีหวังอาจโดนฟ้องและถูกลงโทษ

 

ใจยังเต้นสับสน... นึกไม่ถึงเลย... 

 

พระสนมไซซีผู้งามปานตุ๊กตาแก้ว... นางคือความทรงจำที่ขาดหายในวัยเด็กของเธอ 

 

ตะกี้ตอนกอดนาง... ตัวเล็กๆ เหมือนหนิงเหอน้องสาวเธอ รูปแก้มกลมก็คล้ายกันนิดหน่อยด้วย ต่อมความอยากแกล้งคนของเธอกำลังทำงานหนักแต่ก็ฝืนกดมันซ่อนไว้ก่อน





........



Writer : ขอบคุณแฟนอาร์ตจาก "คน เดินดิน ธรรมดา" ค่ะ

ได้วาดหนิงเหอ ลู่หลิน และหลิ่งฟู่กับฟางซิน มาให้ไรท์ค่ะ น่ารักจุงเลยย


     



ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 180 ครั้ง

17 ความคิดเห็น

  1. #125 Nung_April (@Nung_April) (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 24 กรกฎาคม 2561 / 18:05

    ลู่หลินต้องคู่กับพระสนมไซซีแน่เลย เพราะว่าทุกทีลู่หลินจะไม่สนใจหญิงคนไหนแต่เมื่อมาเห็นพนะสนมไซซีแล้วรู้สึกว่ามันมีอะไรบางอย่างที่ต้องตอบแทนเป็นแน่ พระสนมไซซีต้องเป็นผู้ที่ช่วยชีวิตลู่หลินตอนเด็กแน่ๆเลยละ https://www0.dek-d.com/assets/article/images/sticker/yy-08.png

    #125
    1
    • #125-1 ต่ายหอม (@pinkwon) (จากตอนที่ 5)
      26 กรกฎาคม 2561 / 18:42
      รอดูกันต่อไป ยังมีองค์หญิงอีกคนอยู่น้าา
      #125-1
  2. #124 ออม-สิน (@plakaponk) (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 24 กรกฎาคม 2561 / 16:10
    พออ่านเล่มรักเก้าหาง 2 แล้วมาอ่านรักคิดลึกต่อมันก็จะปลื้มปริ่มยิ่งขึ้นค่ะ ลูกจิ้งจอกสามตัวโตขนาดนี้แล้วเหรอ TT เติบโตมาแบบอบอุ่นมากจริงๆ ถึงจะโดนลักพาตัวก็มีสาวมาช่วย พระสนมดูต่างไปจากที่คิดเลย มีความรักซะแล้วคุณหนูหนึ่ง
    #124
    1
    • #124-1 ต่ายหอม (@pinkwon) (จากตอนที่ 5)
      26 กรกฎาคม 2561 / 18:41
      เด็กๆ กำลังเป็นสาวเต็มตัวเลยค่ะ แฮ่
      #124-1
  3. #123 MooNisEvening (@areeyaporn) (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 24 กรกฎาคม 2561 / 10:35

    ชอบๆ คู่พระสนมกับลู่หลิน มีความเหมือนน้องสามตัวเองอีก อย่าแกล้งพระสนมเลยเธอบอบบาง เดาคงจะเป็นที่ช่วยลู่ลู่ตอนเด็กที่ตาบอดก็คงเพราะช่วยแน่ๆ เขาต้องคู่กันค่ะ ????????????????

    #123
    1
    • #123-1 ต่ายหอม (@pinkwon) (จากตอนที่ 5)
      26 กรกฎาคม 2561 / 18:41
      รอลุ้นก่อนว่าจะได้คู่รึเปล่านะคะ ^ ^
      #123-1
  4. #122 Nik1789 (@nikhoun1789) (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 24 กรกฎาคม 2561 / 06:53
    เพราะสนม น่ารัก
    #122
    1
  5. #121 noktalodkarn (@noktalodkarn) (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 24 กรกฎาคม 2561 / 05:43
    นั่นพระสนมนะพี่ลู่หลิน
    #121
    1
  6. #120 Snowor (@snowy55) (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 24 กรกฎาคม 2561 / 03:18
    อุ้ย ปักป้ายเป็น FC เพราะสนม โอ้ยยน่ารักอ่ะ
    #120
    1
  7. #119 Kumiko. (@tam-wannporn) (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 24 กรกฎาคม 2561 / 00:49
    อย่าแกล้งพระสนมมมมมมมมมมม5555 สนับสนุนให้ลักพาตัว
    #119
    1
  8. #118 fy0836661332 (@fy0836661332) (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 23 กรกฎาคม 2561 / 16:34
    คุณหนูหนึ่งนี้มาถึงก็แกล้งน้องเลยนะ
    #118
    1
  9. #117 MooSooo (@MooSooo) (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 22 กรกฎาคม 2561 / 13:11
    ปี้ลู่ คนขี้เล่น คู่ใครหนิ
    #117
    1
  10. #116 noktalodkarn (@noktalodkarn) (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 22 กรกฎาคม 2561 / 06:08
    เหยๆความลับเยอะนักนะพี่ลู่หลิน
    #116
    1
  11. #115 fy0836661332 (@fy0836661332) (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 17 กรกฎาคม 2561 / 10:57
    เจ้าชู้กว่าเหอน้อยมีอีกมั้ยเนี่ยช่วยบอกเค้าที
    #115
    1
  12. #114 noktalodkarn (@noktalodkarn) (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 16 กรกฎาคม 2561 / 21:32
    เดาว่าชายที่พี่ฟู่ควงคือฟางซินจะเขินรอนะ555
    #114
    1
    • #114-1 ต่ายหอม (@pinkwon) (จากตอนที่ 5)
      26 กรกฎาคม 2561 / 18:40
      กำลังเต๊าะเขาอยู่ค่ะ
      #114-1
  13. #113 Nung_April (@Nung_April) (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 16 กรกฎาคม 2561 / 21:21

    เอ็นดูพี่ฟู่แลดูห่วงหรือหวงน้องเหอมากๆเลย ยุงไม่ให้ไต่ไรไม่ให้ตอมเลยนะ เอ๊ะยังไงกันแน่5555+

    #113
    1
  14. #111 ออม-สิน (@plakaponk) (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 16 กรกฎาคม 2561 / 20:21
    เอ็นดูน้องฟู่อะ ขนาดตาลุงยังขยี้ตา เกิดมาไม่เคยมีใครมองเป็นสาวน้อย อยากกอดแล้วโอ๋ๆ น้องเหอกับอ้ายเยว่นี่ก็ไม่ได้มีความเป็นคู่รักใดๆ ฟู่ต้องช่วยน้องแล้วแหละ ใสซื่อขนาดนี้ ยกเว้นเรื่องมองสาว5555 ต้องดูฟางจิงออกแน่เลยถ้าเจอบ่อยๆ เซนส์เค้าแรง รออ่านต่อนะค้าา
    #111
    1
    • #111-1 ต่ายหอม (@pinkwon) (จากตอนที่ 5)
      26 กรกฎาคม 2561 / 18:40
      น้องฟู่อยากมีหนุ่มมารุมรัก 555+ เจ้าเหอน้อยคนเจ้าชู้จริงๆ
      #111-1
  15. #110 TaTRV (@taorvv44) (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 16 กรกฎาคม 2561 / 20:19
    ใครบังอาจมาฟาดเอินฉิน!!! เอากระบี่ตีเเสกหน้าเเม่มมมม เหอน้อยไปกัดมันเลยลูกก55555
    #110
    1
  16. #109 noktalodkarn (@noktalodkarn) (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 16 กรกฎาคม 2561 / 13:28
    เมื่อไหร่เขาจะคุยกัน(แบบดีๆ)
    #109
    1
    • #109-1 ต่ายหอม (@pinkwon) (จากตอนที่ 5)
      26 กรกฎาคม 2561 / 18:39
      ตอนเอินเอินหิวข้าวว
      #109-1
  17. #108 Little Johan (@iamsongkran20) (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 16 กรกฎาคม 2561 / 12:33
    เอินฉินหน้าสงสาร ต้องให้เหอน้อยของเรา ทำอาหารให้กินบ่อยๆ
    #108
    1