*...::il[The Marvel of Wager - เกมกล คนท้าพนัน]li::...*

ตอนที่ 2 : Chapter I : วันแรกกับการพบเจอ

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 377
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 0 ครั้ง
    20 มี.ค. 50


บทที่ 1 วันแรกกับการพบเจอ

          แสงแดดสว่างจ้าแยงเข้าตาที่กำลังปิดสนิท   มือนุ่มนิ่มแม้เป็นของเด็กผู้ชายถูกยกขึ้นมาขยี้ตาเพื่อไล่ความงัวเงียออกไป   ก่อนจะส่งเสียงตะเพิดคนที่กล้ามาปลุกเขาขณะกำลังฝันหวาน   น้ำเสียงห้วนสั้นไร้ความอ่อนโยนทำให้คนฟังบึ้งตึง

  
       
คนจะหลับจะนอน   ออกไปให้พ้น !”


         
คนถูกไล่ชะงักการกระทำทันที


         
แค่มาปลุกไปทานข้าวเช้าเอง   ทำเป็นอารมณ์เสียไปได้


         
เสียงหวานตามประสาเด็กสาววัยรุ่นดังค้านอย่างไม่พอใจ   เชื่อได้เลยว่าหล่อนไม่ชอบนักที่คนขี้เซาซึ่งเป็นน้องชายแท้ ๆ เอ่ยปากไล่ด้วยวาจาไม่เหมาะสมแบบนั้น


         
เด็กหนุ่มตัดสินใจลืมตาขึ้นเพราะความง่วงหายไปเป็นปลิดทิ้ง   เขาลุกขึ้นจากเตียงสี่เสาก่อนเดินไปคว้าผ้าเช็ดตัวแล้วเข้าห้องน้ำโดยไม่สนใจคำบ่นที่ตามมาของพี่สาวสักนิด


         
ลิฟาร์   คาเล็ค   ลูกชายคนเดียวของบ้านในวัยย่างเข้าสิบหก   ปัจจุบันกำลังถูกบังคับให้เข้าเรียนโรงเรียนเอกชนที่เขาเกลียดแสนเกลียด   อีกทั้งยังถูกพี่สาวสั่งให้ไปอยู่หอพัก   หล่อนคงเบื่อเขาเต็มทนแล้วกระมัง


         
เด็กหนุ่มเสยผมสีดำสนิทเป็นเงาสวยไปให้พ้นตา   ทรงผมตั้งชี้ฟ้าไม่เป็นทรงและไม่เหมาะกับใบหน้าบูด ๆ   ดวงตาสีทับทิมฉายความไม่พอใจก่อนส่งค้อนวงใหญ่ไปยังเด็กสาวซึ่งกำลังผูกผ้าม่านอย่างสบายอารมณ์หลังจากเสร็จธุระส่วนตัวแล้ว


         
เฟอร์ริต้า   พี่สาวที่มีโครงหน้าเหมือนลิฟาร์เกือบทุกประการ   เพียงแค่คางเรียวแหลมและมีดวงตากลมโตกว่าเท่านั้น   หล่อนอายุมากกว่าเขาสามปี   แต่ทำตัวขี้บ่นเป็นแม่แก่ประจำบ้านคอยสวดเทศนากรอกหูน้องทุกครั้งที่ทำอะไรไม่ได้ดั่งใจ  


         
บ้านหลังนี้ก็มีคนรับใช้อยู่เยอะแยะไม่จำเป็นให้หล่อนมาปลุกด้วยตัวเอง   บางทีวันนี้อาจเป็นวันพิเศษบางอย่าง   ต้องมีอะไรเป็นแน่


         
ใครมาที่บ้านเหรอ


         
เด็กหนุ่มยิงคำถาม   เรียกสีหน้าตื่นให้เห็นบนใบหน้าสวยของเด็กสาว


         
พะ   พูดเรื่องอะไรน่ะ   พี่แค่ทำอาหารสูตรใหม่   ละ   เลยอยากให้ไปชิม...ก็เท่านั้นเอง


         
เฟอร์ริต้ายิ้มแห้งก่อนหันไปง่วนกับการผูกผ้าม่านที่ไม่น่าใช้เวลานานขนาดนั้นต่อ   ลิฟาร์หลุดหัวเราะ


         
เสียงสั่นขนาดนั้นใครเชื่อก็บ้าแล้ว   บอกมาเถอะเฟอร์


         
เสียงเค้นเครียดของน้องชายทำเอาเด็กสาวปั้นสีหน้าไม่ถูก   แทบอยากเอาหน้ามุดผ้าม่านแล้วหนีออกไปทางหน้าต่างให้รู้แล้วรู้รอดเลยทีเดียว


         
ขืนบอกไปข้าวเช้ามื้อนี้มีหวังกำพร้าคนทานแน่   จากคดีที่ผ่านมาลิฟาร์ก็ทำแสบไว้มากจนหล่อนไม่มีหน้าไปให้คน ๆ นั้นมอง   เฟอร์ริต้าเองก็ไม่อยากให้ประวัติศาสตร์มันซ้ำรอยหรอกนะ


         
พี่จะไปเตรียมโต๊ะกับป้าแม็ก   รีบแต่งตัวแล้วลงไปนะ


         
ขาดคำร่างของเด็กสาวก็วิ่งลนลานจากไป   เสียงตึกตักของบันไดทำให้เด็กหนุ่มรู้เลยว่าเฟอร์ริต้าตกบันไดอีกแล้ว   เขาคิดถึงหน้าของหล่อนแล้วนึกขำ   ใครกันนะที่หล่อนพามากินข้าวเช้าถึงคฤหาสน์คาเล็ค   หวังว่าคงไม่ใช่แฟนใหม่ของหล่อน   เพราะคนเก่าเขาเพิ่งจัดการส่งมันลงนรกไปไม่นานนี้เอง


         
ลิฟาร์หยิบยูนิฟอร์มโรงเรียนสีเทามาสวม   ความจริงเขาใส่ไว้ก็เพื่อหลอกตาพี่สาวเท่านั้น   วันนี้วันหยุดก็จริงแต่ก็ถูกส่งเข้าโรงเรียนกวดวิชาพร้อมหลักสูตรหนาปึก   สำหรับลิฟาร์ไม่จำเป็นอ่านมันเขาก็จำได้ว่าตัวอักษรในนั้นพิมพ์คำว่าอะไรใส่ลงไปบ้าง   เพียงแต่เขาไม่อยากทำตัวเป็นอัจฉริยะให้คนอื่นสรรเสริญ   จึงจำยอมสมัครเข้าโรงเรียนแต่โดยดี   ทว่า...ตลอดสามปีผ่านมาเขาเข้าเรียนแค่สามครั้งเท่านั้น


         
วันนี้จะโดดอีกก็ไม่เห็นเป็นไร   เอาเงินปิดปากอาจารย์หน้าปัญญาอ่อนนั่นก็เรียบร้อย


         
เสียงบันไดดังแผ่วเบา   แต่เฟอร์ริต้าหูดีพอที่จะรีบบอกให้แขกคนสำคัญเตรียมตัว   หล่อนส่งรอยยิ้มหวานหยดย้อยให้กับใบหน้าเรียบเฉยของน้องชายซึ่งเท้ายังไม่แตะพื้น


         
ลงมาเร็วสิลิฟาร์   เดี๋ยวอาหารก็เย็นหมดหรอก...


         
เสียงหวานนั้นหายไปในโสตประสาทของเขา   ลิฟาร์เบิกตากว้างเมื่อพบหน้าเต็มของแขกที่เฟอร์ริต้าว่า   ผู้หญิงที่งดงามเหนือใครหากแต่นั่นมันเป็นความคิดของเขาเมื่อปีก่อน   นัยน์ตาสีทับทิมทวีความโกรธจนดูเหมือนมันลุกเป็นไฟ   ร่างผอมหันหลังก่อนเร่งฝีเท้ากลับขึ้นบันไดตามด้วยเสียงปิดประตูสนั่นบ้านจนเด็กสาวผู้พี่สะดุ้งโหยง   แผนที่เคยตั้งไว้พังทลาย


         
หัวใจเด็กสาวหล่นหยวบแนบเท้าพร้อมหันไปแก้ตัวกับอีกคนซึ่งนั่งร่วมโต๊ะอาหาร


         
ขอโทษนะคะแม่   ไม่ว่านานเท่าไหร่หนูก็ดัดนิสัยดื้อรั้นของเขาไม่ได้สักที


         
ไม่เป็นไรจ้ะผู้เป็นมารดาส่ายหน้า   นัยน์ตาคู่คมสั่นนิด ๆ แต่สังเกตได้ชัดเจนแม่ผิดเอง   ทุกอย่างที่เกิดขึ้นเป็นเพราะแม่เอง   ลีฟจะเป็นแบบนี้ก็ถูกแล้ว   บางทีคงไม่มีวันที่จะกลับไปเป็นอย่างแต่ก่อนอีกแล้วล่ะมั้ง


         
คำว่า
อย่างแต่ก่อน ที่หญิงกลางคนหมายถึงคือเรื่องเมื่อหนึ่งปีก่อน


         
นิคาร์ล  คาเล็ค   บิดาของสองพี่น้องได้เสียชีวิตเนื่องจากอุบัติเหตุรถตกข้างทางตอนหักเลี้ยวเพราะขับรถเร็วกว่ากำหนด   หลังได้ข่าวว่าภรรยาอยู่กับชายอื่นในบังกะโลระหว่างเขาออกไปทำงาน   จากเหตุการณ์นี้ทำให้ลิฟาร์เสียใจมาก   เขาจงเกลียดจงชังหล่อนเข้าไส้ชนิดตั้งตัวเป็นศัตรูกับมารดาของตัวเอง   และยิ่งทำให้เขาโมโหมากเมื่อหล่อนตัดสินใจเก็บข้าวของออกจากบ้าน   นับแต่วันนั้นเด็กหนุ่มก็เปลี่ยนไปเป็นคนละคน


         
เฟอร์ริต้ามองตาละห้อย   หล่อนคงผิดสัญญาที่บอกจะเชื่อมสัมพันธ์แม่ลูกให้กลับมาเหมือนเก่าอีกแล้ว


         
เฟอร์ตักข้าวทานกันเลยดีกว่าลูก   ถ้าลีฟหิวเมื่อไหร่เดี๋ยวคงลงมาเองหญิงวัยกลางยิ้มให้ลูกตอนเช้าลีฟกินอะไรไม่ค่อยลงอยู่แล้ว   รออีกสักหน่อยคงตามไปห้องครัวหาอะไรเข้าปากเองแหละ


         
คำปลอบโยนที่ทำเอาคนฟังอยากร้องไห้   บรรยากาศกลับมาอบอุ่นตามประสาแม่ลูกอีกครั้ง   เฟอร์ริต้าถอนหายใจก่อนนั่งลงตรงข้ามมารดา   ป้าแม็กผู้จัดการบ้านรีบตักข้าวต้มกุ้งหอมกรุ่นใส่ชามของหล่อน


 


++



         
สิ้นเสียงปิดประตู   ร่างของเด็กหนุ่มนอนแผ่หลาอยู่บนเตียงสี่เสาขนาดใหญ่   ในหัวมีแต่คำว่าเกลียดเฝ้าวนเวียนตลอดเวลา   เขาคิดว่าเขาควรออกไปข้างนอกนะ   เมื่อไหร่ผู้หญิงคนนั้นจะไปก็ไม่รู้   ถ้าหล่อนไม่กลับเขาก็จะไม่ก้าวจากห้องนี้เช่นกัน



         
"ฉันลงว่าหมอนี่คิดจะหนีออกไปทางหน้าต่างภายในสามนาทีนี้ พนันสามเหรียญทอง"



         
คำนั้นทำให้ลิฟาร์ดีดตัวลุกนั่ง   นัยน์ตาสีทับทิมคู่สวยตวัดไปทางต้นเสียงที่อยู่หน้าประตูห้องน้ำ   เด็กหนุ่มอ้าปากค้างเมื่อเห็นบุรุษผู้ไม่ได้รับเชิญยืนพิงกำแพงด้วยท่าทางสำราญไม่เดือดร้อนเรื่องเข้ามาในห้องส่วนตัวเขาโดยพลการ
!!



         
เขาเป็นชายหนุ่มร่างสูงมาก   ผมยาวซอยระต้นคอสีกาแฟรับใบหน้าคมเข้ม   นัยน์ตาสีน้ำตาลอ่อนมองพื้น...สบกับอีกนัยน์ตาหนึ่งที่ลิฟาร์เห็นแทบลมจับ



         
สัตว์ประหลาดตัวเท่าลูกฟุตบอลกำลังขยับริมฝีปากอวบหนาที่ฉีกกว้างถึงติ่งหูแหลมคล้ายหูของภูตเอลฟ์ในนิยาย   ลำตัวเป็นสีเขียวสาหร่ายมีสะเก็ดขึ้นบางที่   รอยย่นบนระหว่างคิ้วบ่งบอกว่ามันกำลังใช้ความคิด



         
"ข้าว่ามันกำลังจะถามชื่อพวกเราก่อนสามนาทีของเจ้า ห้าเหรียญทอง...และข้าคิดว่าข้าชนะนะ"



         
"พะ พะ พวกแกเป็นใคร!!"



         
ลิฟาร์ตะเบ็งเสียงลั่นห้อง  ไม่ได้ตั้งใจให้ประโยคนั้นออกตะกุกตะกักถึงเพียงนี้  แต่ว่าเมื่อกี้เขาเข้ามาในห้องก็ไม่เห็นใคร   แม้ไม่มองอย่างละเอียดแต่ก็ไม่คิดว่าชายหนุ่มแปลกหน้ากับตัวประหลาดนั่นจะออกมาทางห้องน้ำ
!!



         
ร่างสูงสบถอย่างไม่พอใจก่อนหันมามองลิฟาร์ที่อยู่บนเตียงยังไม่คลายความกลัวปนตกใจสักนิด



         
ชายหนุ่มมองเขาสลับกับปีศาจไปมา   ก่อนรอยยิ้มบางจะปรากฏบนดวงหน้านั้น



         
"ฉันว่าไม่" เขาพูดกับเจ้าตัวเขียวแม้ยังไม่ได้ละจากดวงตาของลิฟาร์ "ก่อนที่จะถามเราหมอนี่คิดที่จะหนีอยู่แล้ว ฉันก็ไม่เห็นว่านายชนะตรงไหน"



         
"อย่ามั่วนิ่ม กรีนดีโอ เจ้าก็ได้ยินแล้วว่าประโยคทักทายเรามีความหมายว่าอย่างไร"



         
"ใครมั่วนิ่ม!" ชายที่ชื่อกรีนดีโอแสร้งตีหน้าซื่อ "ฉันก็บอกอยู่ว่าเขาคิด นายไปเรียนอ่านใจคนอื่นตั้งแต่เมื่อไหร่กัน"



         
เขาพยายามเน้นคำว่าคิดให้ฟังหนักแน่นมากที่สุด   ร่างเล็กโบกมือเหมือนครีบปลาแตกเป็นห้านิ้วกลางอากาศ  ส่ายศีรษะอันอัปลักษณ์ไปมา



         
"แล้วเจ้ารู้ได้ไงว่ามันคิดแบบนั้น หยุดนอกเรื่องแล้วคุยธุระของเจ้าต่อเถอะ ข้าหมดหน้าที่แล้ว" ตัวประหลาดพูด "อ้อ แต่ข้าถือว่าข้าชนะ เพราะพ่อหนุ่มนี่แสดงออกมาชัดเจนกว่า"



         
ว่าแล้วมันก็กระโดดเหยงๆด้วยกำลังขาสั้นเท่าขาคางคกจากไปทางหน้าต่าง   ไม่อยู่รอตอบคำถามของลิฟาร์ที่ยังถูกจ้องอย่างคนจับผิดไม่เลิก   ใบหน้าของเด็กหนุ่มละจากร่างเล็กมาสบกับดวงตาสีน้ำตาลอ่อน



         
ชายหนุ่มหรี่ดวงตาเล็กลง   ก่อนเหยียดรอยยิ้มสุภาพแม้จะยังเหลือความไม่น่าไว้ใจในความคิดของลิฟาร์ก็ตาม



         
"อรุณสวัสดิ์" อาคันตุกะทักทาย "รู้ไหมนายทำให้ฉันพ่ายพนันล่ะ ดีที่เจ้าเตี้ยนั่นไม่สนใจมันเลยไม่ได้เอาเงินสามเหรียญของฉันไป แต่นี่เป็นครั้งแรกในรอบสหัสวรรษเชียวนะที่ฉันแพ้"



         
คิ้วของคนฟังกระตุกโดยอัตโนมัติ   คำถามของลิฟาร์ถูกเขียนอยู่บนใบหน้าหวานคล้ายผู้หญิงนั่นหมดแล้ว   และดูเหมือนว่าชายหนุ่มจะรู้   เขาย่างสามขุมเข้ามาใกล้เตียงสี่เสาก่อนยื่นหน้าจนระยะห่างเหลือเพียงหนึ่งไม้บรรทัด



         
"นายต้องชดใช้"กรีนดีโออมยิ้ม "นั่นคือสิ่งที่ควรจะทำ ใช่ไหมล่ะ"



          
"อะไรนะ!" ลิฟาร์ตะโกน   ใบหน้าของเด็กหนุ่มแดงระเรื่อ "ทะ ทำไมฉันต้องทำอย่างนั้นกับคนแปลกหน้าอย่างนายด้วย!"



         
"คนแปลกหน้า!"ชายหนุ่มแผดเสียง แล้วทำหน้าเหมือนนึกอะไรได้ "อ้อใช่ นายลืมไปแล้วสินะ"



         
"ลืม...ลืมอะไร?" ลิฟาร์ถามอย่างอยากรู้ ทว่าเขาก็ตั้งสติกลับมาได้ก่อน "ไม่สิ นายเข้ามาในห้องฉันทำไม! ออกไปเดี๋ยวนี้นะ!"



         
"กล้าไล่ฉันเหรอ รู้หรือเปล่าว่าฉันเป็นใคร"



         
"ก็บอกอยู่ว่าคนแปลกหน้าจะให้ฉันรู้จักนายได้ไงล่ะ!"



         
ลิฟาร์ตะคอกเพื่อให้ชายหนุ่มรู้สถานะตนเองเสียที ทว่าเหมือนจะไม่เป็นผลอันใด   ร่างสูงยืดตัวตรงเอามือกอดอก   ใบหน้าคมเข้มเชิดสูง



         
"ฉันชื่อกรีนดีโอ แล้วก็ใช้รอยหยักในสมองคิดสักหน่อยนะว่าคนที่ลอบเข้าห้องคนอื่นก็ต้องมีจุดประสงค์อยู่แล้ว" กรีนดีโอแนะนำตัวอย่างเป็นทางการ   สารภาพว่าตนลอบเข้ามาหน้าตาเฉยแล้วจึงฉีกยิ้มเจ้าเล่ห์ "และที่มานี่ก็เพื่อมาพนันกับนาย...ถ้าฉันชนะ นายต้องทำตามคำสั่งฉันทุกอย่าง"



         
"ฉันไปรับปากนายตั้งแต่เมื่อไหร่ว่าจะพนันบ้าบอนั่น" เด็กหนุ่มทำตาโต "อีกอย่างไม่มีเหตุผลที่ฉันจะเล่นกับนาย"



         
ดวงตาสีน้ำตาลอ่อนกรอกมองเพดาน นิ้วชี้กับนิ้วโป้งลูบคางเบาๆ



         
"ฉันเพิ่งบอกอยู่ว่านายต้องชดใช้" เขาเอ่ยเสียงแผ่วแต่ได้ยินชัดเต็มสองรูหู "ข้อหาทำให้ฉันแพ้พนันครั้งแรกในรอบหนึ่งพันปี ถึงจะเป็นเวลาในนรกก็เถอะ"



         
"นายพูดเรื่องอะไรเนี่ย! ยังไงฉันก็ไม่ร่วมเล่นเกมอะไรกับนายทั้งนั้นแหละ!"



         
ลิฟาร์ปฏิเสธเสียงแข็ง   เขาเริ่มคิดว่าควรให้รอยหยักในสมองกลั่นกรองคำพูดเด็ดๆเพื่อไล่หมอนี่ออกไป   แต่ความหวาดกลัวบวกกับความไม่น่าไว้ใจว่าคนตรงหน้าจะประทุษร้ายร่างกายตนเมื่อไหร่   ทำให้เขานึกอะไรไม่ออกเลย



         
"เอาเป็นว่านายต้องเล่นกับฉัน" กรีนดีโอเน้นคำ   ใบหน้าแฝงความมีเลศนัยอยู่ลึกๆ "ก่อนอื่นนายคงอยากปีนหน้าต่างหนีออกจากบ้านเต็มแก่แล้วล่ะสิ ฉันเดาถูกมะ"



++



         
ผ้าห่ม   กางเกงขายาว   เสื้อแขนยาว และหมอนข้างถูกนำมามัดต่อกันด้วยเชือกรองเท้าผ้าใบที่พอจะหาได้ทั้งหมดในตู้เสื้อผ้า   ธรรมดาแล้วลิฟาร์ชอบเก็บรองเท้าที่ต้องใส่ไปเรียนไว้ในห้องนอน  ส่วนรองเท้าแตะใส่เล่นจะอยู่ข้างล่าง   ทุกครั้งที่ถึงเวลากลับบ้านเขาก็จะย่ำรองเท้าชุ่มโคลนนั้นขึ้นห้องนอนเลย   อาจเป็นเพราะความเคยชินกระมัง



         
บุรุษแปลกหน้าเองก็ไม่ได้ทำตัวไร้ประโยชน์   เขาช่วยค้นทั่วห้อง   โยนทุกอย่างที่ขวางหน้าที่เขาคิดว่ามันทำอะไรไม่ได้ทิ้งลงพื้นแล้วหาของมาเพิ่มความยาวของเชือกซึ่งไว้ใช้ให้เขาหนีไปจากห้องชั้นสามได้ต่อไป



         
ผ่านไปไม่กี่นาทีทุกอย่างก็เรียบร้อย   ลิฟาร์แม้ยังตะหงิดใจกับการมาของชายหนุ่มอยู่แต่เมื่อได้รับการช่วยเหลือเขาก็พร้อมจะรับมัน(หากว่าเป็นผลดีกับตน)   ในที่สุดทั้งสองก็ออกมาจากคฤหาสน์คาเล็คได้อย่างปลอดภัยและไม่มีใครเห็น



         
ลิฟาร์และกรีนดีโอวิ่งมาถึงสนามเด็กเล่น   ที่นี่อยู่ในซอยถัดไปของถนนเรเดียมซึ่งทั้งสองมีแต่บ้านเดี่ยวหลังมหึมาของคนมีกินมีใช้ซึ่งถูกสร้างเพียงไม่กี่หลังเท่านั้น   คฤหาสน์คาเล็คก็อยู่ด้านในสุดของถนนสายนี้ด้วย



         
บุตรชายคนเดียวของตระกูลเงยหน้ามองชายหนุ่มร่างสูง   แทบไม่อยากเชื่อว่าตัวเองสูงถึงคางของเขาเท่านั้น   ระดับของเด็กหนุ่มอยู่ในมาตรฐานถึงจะผ่านขีดมาได้เฉียดฉิว   แต่ก็ถือว่าอยู่ในเกณฑ์ดีล่ะน่า



         
"ทำไมที่นี่ไม่มีคนเลย" กรีนดีโอบ่นอุบ "งี้ก็หมดสนุกสิ"



         
"นายต้องการอะไรกันแน่"



         
เด็กหนุ่มตั้งประเด็นสำคัญ   เขาลืมไปว่ายังไม่ถามคำถามนี้สนิทเลย   กรีนดีโอเลียริมฝีปากก่อนยื่นมือออกมาข้างหน้า   ภายในอุ้งมือแกร่งเต็มไปด้วยสร้อยแหวนเงินทองจำนวนมาก   จนลิฟาร์ไม่คิดว่าเขาจะเอาทั้งหมดนี่ยัดใส่กระเป๋ากางเกงและกระเป๋าเสื้อได้พอ



         
"ถ้านายชนะ ทั้งหมดนี่จะเป็นของนาย" ชายหนุ่มว่าแล้วโปรยรอยยิ้ม



         
ลิฟาร์ย่นคิ้ว   ที่บ้านของเขาก็ไม่ได้ยากจนข้นแค้นถึงขนาดต้องเล่นพนันเพื่อหารายได้เสริม   ถึงนายคาเล็คจะเสียชีวิตไปแล้วแต่สมบัติของเขาก็มหาศาลพอจะเลี้ยงปากเลี้ยงท้องสองพี่น้องรวมคนใช้อีกสิบคนได้สบายๆ   เขาไม่จำเป็นต้องเสี่ยงเพื่อได้ของมีค่านี้แม้มันจะล่อหูล่อตาสำหรับใครหลายคนก็ตาม



         
"ฉันไม่เอา" เขาบอกปัด ดันมือนั้นออกไป "ฉันไม่ได้เดือดร้อนเรื่องเงินทอง แล้วฉันก็ไม่อยากพนันกับนายด้วย"



         
"นายไม่เอาเหรอ" กรีนดีโอทำเสียงสูง ดวงตาเบิกกว้างอย่างไม่น่าเชื่อ "นายไม่สนเงินทองของมีค่าพวกนี้เหรอ มันจะทำให้นายสบายไปตลอดชีวิตเลยนะ"



         
"ไม่จำเป็นนี่" เด็กหนุ่มตอบห้วน "ตอนนี้ฉันก็สบายดีอยู่แล้ว ถึงไม่มีมันก็ไม่ทำให้ชีวิตฉันเปลี่ยนไปจากเดิมหรอก"



         
"นายไม่เอา!" ชายหนุ่มทวนเสียงแหลมปี๊ด "ไม่อยากเชื่อ! นายยังเป็นคนอยู่หรือเปล่าเนี่ย"



         
"โถ่โว้ย! อย่ามายัดเยียดกันได้ไหมล่ะ ฉันรำคาญแล้วนะ!"



         
ลิฟาร์เอ่ยอย่างเหลืออด   แต่กระนั้นจะหนีก็ไม่รู้จะหนีไปไหน   เขาออกมาไม่ได้อยากไปเรียนแต่อยากออกจากบ้านคนละทางกับคนที่เคยเรียกว่าแม่   ที่สำคัญตั้งแต่ตอนเช้ายังไม่มีอะไรตกถึงท้อง   คนที่โมโหหิวย่อมน่ากลัวกว่าตอนปกติเป็นธรรมดา



         
เด็กหนุ่มกวาดสายตาไปรอบๆเพื่อมองหาร้านอาหาร   ย่านนี้มีแต่บ้านหลังเล็กๆติดกันเป็นพรืด   ร้านขายของชำเอย   ร้านตัดผมเอยสะท้อนอยู่ในดวงตาสีทับทิมคู่สวยครั้งแล้วครั้งเล่า   ไม่อยากเชื่อว่าซอยนี้ไม่มีร้านอาหารสักร้าน
!!



         
"ถ้าให้ฉันเดา นายคงหิวใช่ไหมล่ะ"



         
คำพูดรู้ทันราวกับเปิดใจดูทำให้คนหิวเผลอสะดุ้งเฮือก   เหงื่อเม็ดหนึ่งซึมผ่านใบหน้าเกลี้ยงเกลา



         
"ถ้าใช่แล้วจะทำไม"



         
ลิฟาร์เอ่ยเสียงแข็ง   เขาไม่ชอบคนที่รู้ทุกอย่างแล้วทำเป็นเฉไฉไม่รู้ร้อนรู้หนาวเลย   ร่างสูงเดินผละไปนั่งที่ราวเหล็กซึ่งเอาไว้ให้พวกเด็กๆโหนเล่น   ยกแหวนทองจี้รูปหัวใจมาส่องดู



         
"ก็...ถ้าให้เดาอีกที นายลืมหยิบกระเป๋าเงินบนโต๊ะทำงานอีกใช่ไหม"



         
ลิฟาร์ให้ความเงียบเป็นคำตอบ   เขารู้สึกอับอายกับความสะเพร่าของตัวเอง   ความร้อนสูบฉีดขึ้นใบหน้าจนขึ้นสี   ชายหนุ่มผมสีกาแฟหัวเราะหึหึด้วยความพึงพอใจ   เขาเหยียดขายาวๆอย่างเมื่อยล้า



         
"ให้ฉันเลี้ยงมื้อนี้ไหมล่ะ" กรีนดีโอยื่นข้อเสนอ "เพราะเสียงท้องของนายร้องดังเกินกว่าจะคิดข้ออ้างต่อใช่ไหม...ฉันมั่นใจว่าฉันเดาถูกตามเคย"



         
"นายมีงานอดิเรกคือการเดาความคิดคนอื่นเป็นว่าเล่นหรือไง" ลิฟาร์ประชดประชัน "จะไปก็ไปสิ"



         
ชายหนุ่มฉีกยิ้มกว้างแล้วลุกขึ้น   คว้าบางอย่างออกมาจากในกระเป๋าด้วยมือข้างเดียว...กระเป๋าสตางค์สีน้ำเงินลายสก๊อตนั่นเอง   แต่นั่นทำให้ลิฟาร์เบิกตาโต



         
"นั่นมันของฉันนี่!!"



         
ร่างผอมถลาเข้าหาชายหนุ่มที่รู้อยู่ก่อนแล้วว่าผลจะเป็นแบบนี้   กรีนดีโอยืดมือสูงเพื่อไม่ให้ลิฟาร์คว้ากระเป๋าได้   เด็กหนุ่มกระโดดเหยงๆพลางพ่นคำสบถด่าทอมากมายไม่หยุดหย่อน   แต่มันไม่เข้าหูคนที่กำลังหัวเราะสนุกสนานแม้แต่น้อย



         
"เอาคืนมานะ!"



         
"เรื่องอะไรล่ะ" กรีนดีโอหยอกเย้า "ฉันเก็บได้มันก็ต้องเป็นของฉันสิ"



         
"แต่นายเก็บมันได้ในห้องนอนของฉัน ยังไงฉันก็ต้องเป็นเจ้าของอยู่ดี!"



         
"ในกระเป๋านี่จะมีธนบัตรสักกี่ใบกันเชียว" ชายหนุ่มยังไม่หยุดวิ่งหนี "แต่...คงพอค่าข้าวเช้าแหละเนอะ"



         
กรีนดีโอหัวเราะร่วนแล้วสาวเท้าข้ามถนนไปยังอีกฟากหนึ่ง   ชายหนุ่มเริ่มทิ้งระยะห่างมากขึ้นทุกทีเมื่อลิฟาร์พยายามตามไปแต่รถสามสี่คันก็วิ่งตัดหน้าเสียก่อน   เขาจึงต้องรอจังหวะถึงจะข้ามไปได้



         
"บ้าเอ้ย!"



         
ลิฟาร์โกรธฮึดฮัดอยู่คนเดียวก่อนจะรีบตามร่างนั้นที่เห็นเพียงจุดเล็กๆตรงปลายถนนให้เร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้



         
เด็กหนุ่มหอบแฮ่ก   ใช้มือยันเสาไฟข้างๆตัวไว้ก่อนจะล้มหน้าคะมำเพราะความหิว   โชคดีที่กรีนดีโออยู่รอ   เขาแกว่งกระเป๋าพลางผิวปากเป็นเพลงราวกับยั่วอารมณ์คนโมโหหิวอีกครั้งก่อนจะเดินเข้าไปในร้านอาหารอิตาลีซึ่งตั้งอยู่หัวมุมของสี่แยกไฟแดง   แม้จะยังเช้าอยู่แต่ภายในร้านก็อัดแน่นไปด้วยลูกค้าและพนักงานในชุดผ้ากันเปื้อนเดินขวักไขว่ไม่อยู่นิ่ง



         
"สองที่"



         
กรีนดีโอบอกกับพนักงานชายคนหนึ่งที่เดินมาถาม   เขาพาลูกค้าใหม่ทั้งสองไปนั่งที่โต๊ะริมหน้าต่างซึ่งมีเก้าอี้อยู่สองตัวพอดี   โชคดีเป็นบ้า ร้านแน่นขนาดนี้ยังมีที่ว่างอยู่อีก   ลิฟาร์คิดในใจ



         
"เอาลาซานญ่าเนื้อกับโค้ก"



         
ลิฟาร์สั่งอย่างมืออาชีพ   ขณะที่กรีนดีโอกำลังลังเลอยู่กับเมนูอาหาร   ชายหนุ่มขบกรามอย่างคนใช้ความคิดหนัก



         
"เอาไอ้นี่"



         
เขาเงยมองบริกรแล้วชี้นิ้วที่ภาพ
'สโมก พอร์ก ช็อป' ร้อนๆพร้อมเสิร์ฟในจานแก้วสลักลายสวยงาม   เส้นสปาเก็ตตี้ต้มสุกโรยด้วยเนื้อหมูหมักน้ำสับปะรด   และตกแต่งด้วยมะเขือเทศฝานเป็นแว่นกับพริกหวานสีสดใสรอบจานดูน่ารับประทาน



         
"แล้วก็...โกโก้เย็นแก้วนึง"



         
บริกรหนุ่มจดรายการใส่กระดาษยิกๆแล้วเดินจากไป   แต่กรีนดีโอยังไม่ละจากเมนูบนแผ่นเคลือบใส



         
"นายจะสั่งอะไรก็น่าจะสั่งให้หมดๆ" ลิฟาร์อดพูดไม่ได้ เพราะนึกว่าชายหนุ่มจะสั่งอะไรต่อ "ตอนสั่งก็เหมือนคนสั่งอาหารไม่เป็น"



         
"ก็ฉันสั่งไม่เป็นจริงๆนี่" กรีนดีโอยอมรับโดยไม่หันไปมอง "หนึ่งพันปีก่อนยังไม่มีร้านหรูขนาดนี้เลย"



         
เด็กหนุ่มถอนหายใจอย่างปลงสังเวช   คนตรงหน้าพูดไร้สาระอะไรของเขาอีกนะ   ทำอย่างกับตัวเองเคยอยู่ตั้งแต่เมื่อพันปีก่อน   อายุขัยมนุษย์มากที่สุดก็ไม่เกินร้อยยี่สิบปีแล้ว   อีกแปดร้อยแปดสิบจะเอามาจากไหน



         
"อย่าทำหน้าแบบนั้นเลยน่า ลิฟาร์ คาเล็ค" คนถูกนินทาในใจวางเมนูลงบนโต๊ะในที่สุด นัยน์ตาสีทับทิมถลึงใส่เพราะชายหนุ่มทำเป็นรู้ความคิดเขาออกอีกแล้ว "สิ่งที่เป็นไปไม่ได้ บางครั้งมันก็สามารถเป็นไปได้เพียงพลิกฝ่ามือ ไม่มีอะไรที่เกินความสามารถของเราหรอก"



         
"นายพูดแบบนี้...หมายความว่าไง"



         
กรีนดีโอเอานิ้วลูบริมฝีปากล่างของตนแผ่วเบาก่อนจะยิ้มบางราวกับนึกเอ็นดูคนไม่รู้ประสีประสาตรงหน้า   เขานั่งเท้าคางแล้วจ้องลึกเข้าไปในดวงตาสีทับทิมคู่นั้น



         
"ฉันไม่ได้บอกว่ามนุษย์สามารถทำได้ทุกอย่าง เพราะฉันหมายถึงสิ่งที่ไม่ใช่มนุษย์ต่างหากที่จะทำได้ทุกอย่างอย่างแท้จริง"



         
คำกล่าวราวกับมีมนตร์ขลังสะกดให้ลิฟาร์ไม่อาจขยับไปไหนได้   เด็กหนุ่มพยายามบ่ายเบี่ยงไปว่าเพราะท้องร้องจัดทำให้เรี่ยวแรงหดหาย   แต่เขาก็ไม่สามารถโกหกตัวเองได้ว่าความจริงแล้วเขากำลังกลัวอยู่ต่างหาก



         
"นะ นาย...หมายถึงอะไร"



         
นัยน์ตาสีน้ำตาลอ่อนหลุบมองโต๊ะและแก้วโกโก้ก็ถูกยกมาเสิร์ฟ   ชายหนุ่มเกี่ยวหูแก้วขึ้นมาจิบ



         
"พระผู้เป็นเจ้าไงล่ะ"



+++

คุยกับPinkMeloN : 28/10/49

สวัสดีค่า ตอนนี้ก็จบบทที่1ไปได้อย่างปลอดภัยเสียที เราก็จะเริ่มบทต่อไปในเร็วๆนี้กันเลยนะคะ

ตัวละครยังออกมาไม่เยอะเลยไม่รู้จะว่าอะไรดี แต่อยากถามว่า...คิดว่าใครเป็นพระเอก?
กระแอมแฮ่มๆ มีคนเดียวนะคะจะบอกให้
ลองๆทายมาดู เพราะถ้าถูกคนแต่งจะแต่งไม่ออก(แล้วถามทำไม)
เอาเป็นว่า....ขอคะแนนโหวตเรื่องนี้ด้วยนะคะ





Ps.หารูปสโมก พอร์ก ช็อป มายั่วน้ำลายไม่เจออ่า T_T

565 ความคิดเห็น