*...::il[The Marvel of Wager - เกมกล คนท้าพนัน]li::...*

ตอนที่ 12 : Marvel [No.1] - Chapter II : ศพ

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 253
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 0 ครั้ง
    30 มี.ค. 50


บทที่   2   ศพ



          กลิ่นคาวส่งผลให้เด็กสาวโก่งตัวอาเจียน   สำรอกมื้อค่ำที่เพิ่งกินประทังชีวิตออกมาจนหมดสิ้น   กลิ่นเลือดคลุ้งคาวปนเปมากับสายลมยามค่ำคืน   ทั้งเน่าเหม็นและน่าสะอิดสะเอียน   ไม่รู้ทำไมเหมือนกัน   กรีนดีโอปราดเข้ามาเป็นฝ่ายพยุงเธอเอง   แต่ยิ่งอยู่ใกล้ชายหนุ่ม   ลิฟาร์ยิ่งรู้สึกอยากอ้วกอีกรอบ


         
เลือด...กลิ่นของเลือด


         
ความทรงจำเก่าผุดขึ้นมาในหัวราวกับภาพตัดต่อ   ลิฟาร์ทรุดตัวลงกับพื้น   สองมือกุมศีรษะตนขณะดวงตาคู่โตสีคล้ายอัญมณีทับทิมเบิกถลน   เสียงตึกตักกระแทกกระทั้นรัวเร็วราวกับจะรวมเป็นหนึ่งเดียวกับเสียงของหัวใจ   แต่ทุกครั้งที่มันดัง...ความเจ็บแปรบก็ประดังเข้ามาจนเด็กสาวกรีดร้อง


         
ทั้งกรีนดีโอและคู่หูคนละขั้วปราดเข้ามาใกล้   แต่ก็ถูกเด็กสาวที่ควบคุมสติแทบไม่อยู่สะบัดให้ออกห่าง   ไม่มีใครเข้าถึงตัวเธอได้   ลิฟาร์น้ำตาคลอด้วยความเจ็บปวด   ภาพที่เห็นเป็นคล้ายเงามืด   กลุ่มควันสีดำ   ดำทมิฬราวกับจะกลืนกินเธอ


         
น่ากลัวเหลือเกิน...คุณชายคาเล็คเพิ่งเคยสัมผัสความกลัวเป็นครั้งแรก


         
น่ากลัว...น่ากลัวเกินไป...เกินที่เด็กอย่างเธอจะรับไหว


         
ทันใดนั้นภาพก็เปลี่ยนไป


         
พื้นสีดำแห่งความมืดเจิ่งนองไปด้วยน้ำเหนียวข้นสีแดงฉาน   กำลังไหล่รินมาจากทุกสารทิศจนแปดเปื้อนจุดที่เธอยืนอยู่   ลิฟาร์กวาดสายตามองอย่างหวาดกลัว   แล้วเธอก็ได้ยินเสียงร้องไห้


         
'...ความโดดเดี่ยวคือมิตรแท้ของข้าอันยิ่งยง...'


         
"ใครน่ะ !"


         
ลิฟาร์กรีดเสียงร้องก้องกังวาน   เสียงสตรีผู้ใดไม่ใคร่รู้เอ่ยแทรกเข้ามาในความทรงจำ   จากสีดำเปลี่ยนเป็นสีแดงแห่งโลหิต   มันปะปนมากับสายน้ำตาที่หลั่งดั่งน้ำทะเล   เสียงคร่ำครวญร้องไห้ยังไม่เงียบไป   เสียงกระแทกกระทั้นแรกก็ยังไม่จบสิ้น   เกิดอะไรขึ้น...นี่มันอะไรกัน


         
"ลิฟาร์ !" กรีนดีโอคว้าตัวเด็กสาวมาแล้วตะโกนใส่หน้า   เสียงของชายหนุ่มดังพอจะกึกก้องป่าจนนกบินหนีจากรัง   ดวงตาสีทับทิมเอ่อล้นด้วยน้ำตา   เริ่มกลับมามองเห็นชายตรงหน้ามีตัวตนอีกครั้ง


         
"โดดเดี่ยว..." ลิฟาร์เพ้อ   ถึงคำพูดที่จำได้เมื่อครู่ "...มิตรแท้"


         
"อะไร   นายเป็นอะไร"


         
ร่างบางอ่อนระโหยจนทรุดลงอย่างไร้เรี่ยวแรง   กรีนดีโอซึ่งเหนื่อยอยู่แล้วแทบจะพยุงตัวเด็กสาวไม่ไหว   เคลาส์ตรงเข้ามาช่วยประคองเธอไว้   ส่วนหนุ่มปลาปักเป้ายืนดูอยู่ที่เดิม   ส่งสายตาเชิงไม่พอใจมาทางคู่หูตน


         
กรีนดีโอเงยหน้าขึ้นมองชายหนุ่มผมแดง   ดวงตาสองคู่สบประสานกันนิ่งเป็นเวลาเนิ่นนานแต่ไม่มีใครสังเกต


         
...ปีศาจกับปีศาจ...


         
"เราต้องกลับแล้วเคลาส์" ครอซเป็นฝ่ายละสายตาก่อน "เราอยู่ที่นี่นานเกินไปแล้ว"


         
"พวกเขาบาดเจ็บ" หนุ่มผมบรอนซ์โต้ "เราต้องมีน้ำใจช่วยเหลือเขานะ"


         
"น้ำใจบ้าอะไร   พวกนี้คือศัตรูของเรานะ"


         
"นายจะปล่อยไปแบบนี้ไม่ได้นะ   ถึงจะเป็นศัตรูแต่ตอนนี้การช่วยเหลือสำคัญกว่า"


         
"เคลาส์ ! นี่มันในเกมนะไม่ใช่บ้านนาย   ถ้าเราไม่ชนะก็คือตาย   ช่วยเหลือพวกนี้ไปตอนหลังมันก็ต้องมาฆ่าเราอยู่ดีนั่นแหละ"


         
"แต่ว่า..."


         
พลันนั้นเองชายหนุ่มร่างสูงก็ลุกขึ้นยืน   กรีนดีโอเสยเรือนผมสีกาแฟที่เปือกชื้นให้ออกจากหน้าผาก   ดวงหน้าซีดเซียวก้มลงมาก่อนช้อนดวงตาสีน้ำตาลอ่อนคู่คมเหลือบสบตาสีน้ำเงินเข้มของหนุ่มครอซ   ความมืดและวังเวง   เสียงแมลงหวีดร้องแว่วเรไรกลับเงียบลงราวกับไปมีใครกดสวิตซ์


         
ครอซเผลอก้าวถอยหลังเมื่อกรีนดีโอก้าวมาข้างหน้า   สองตาประสานนิ่งนานอยู่ในการเฝ้ามองของเคลาส์ผู้ไม่เข้าใจอะไร   เหงื่อซึมผ่านใบหน้าขาวดูดีของชายผมดก   ทั้งที่อากาศออกเหน็บหนาว


         
"หยุดพลังนั่นเดี๋ยวนี้" กรีนดีโอเอ่ยเสียงเรียบ


         
"อะไรนะ"


         
"ฉันรู้ว่าเป็นฝีมือนาย"


         
"อย่ามากล่าวหามั่วมั่ว   ยัยบ้านั่นจู่ ๆ ก็ล้มลงไปเองต่างหาก"


         
คำว่ายัยบ้าทำให้กรีนดีโอดูขรึมมากขึ้น   ใบหน้าฉาบความเย็นชาไร้อารมณ์เช่นเดียวกับดวงตาสีน้ำตาลอ่อนที่แทบจะไร้แวว   ชายผมแดงกลืนน้ำลาย   ดวงตาคู่นี้ไม่สะท้อนภาพเปลวไฟจากคบเพลิง


         
ผมสีกาแฟบีบน้ำหยดย้อยตามใบหน้าชายหนุ่ม   ลมเย็นไม่อาจพัดให้มันปลิวไปตามได้   เสื้อผ้าหนาเปียกชื้นแฉะ   แต่กลับทำให้ชายตรงหน้าดูดีจนอดชื่นชมในใจเองไม่ได้


         
ปีศาจขุมไหนกัน...แต่ถึงรู้เขาคงจำไม่ได้...ครอซคิด


         
"คนที่ทำจริงเขาไม่หาข้ออ้างกันแบบนี้หรอก...ครอซ"


         
"นาย..." ชายผมดกเลิกคิ้ว "รู้จักชื่อฉันได้ไง"


         
กรีนดีโอไม่ตอบคำถาม   ชายหนุ่มตรงเข้ามาใกล้เรื่อย ๆ จนกระชิดตัวครอซที่มีเพียงคบเพลิงเป็นตัวกั้น


         
"หยุดทรมานลิฟาร์ได้แล้ว" เสียงทุ้มเอ่ยกดดัน


         
ครอซไม่แน่ใจว่านี่คือความกลัวหรือไม่   ปีศาจทอดทิ้งความหวาดกลัวไปตั้งนานแล้วหากมีชีวิตเกินห้าร้อยปี   คงเพราะถ้าหากพบเจอเรื่องร้ายทำลายความรู้สึกทุกวี่วัน   หัวใจอาจด้านชา   แต่ในกรณีบางตนยังเหลือความเป็นมนุษย์อยู่ไม่น้อย   ตัณหา   ราคะ   และความใคร่   สิ่งนี้ต่อให้กลายเป็นอะไรหรือเวลาผ่านไปนานเพียงไหนก็ตัดไม่ขาด


         
หนุ่มฉายาปลาปักเป้าเริ่มอารมณ์ไม่ดีเสียแล้ว   เขามองผ่านตัวกรีนดีโอไปยังเด็กสาวที่นอนทุกข์ทรมานบนตักเคลาส์   เจ้าบ้านั่น...ศัตรูแท้ ๆ ยังอยากช่วยเหลือ   ทั้งที่สัญญากันไว้ก่อนแล้วว่าจะยอมทำทุกอย่างเพื่อชัยชนะ


         
ครอซมองหน้าคนเจ็บด้วยสายตาหมั่นไส้   เขาไม่รู้ว่าพลังของเขามีผลกับหล่อนอย่างไร   แต่มันก็เหมือนกับทุกคนที่โดนไปนั่นแหละ   เหยื่อทุกคนจะได้สัมผัสความเจ็บปวดอย่างแท้จริง...


         
"ดูแลคู่หูนายให้ดีหน่อย" ครอซเอ่ย "ยัยนั่นไม่รอดไปถึงด่านสองแน่   ถ้าไม่รีบผ่าหมาออกจากปาก"


         
"คู่หูฉัน   ฉันเชื่อใจ" ครานั้นบนมุมริมฝีปากก็ถูกยกขึ้น "ลิฟาร์ฉลาด...ไม่เหมือนคู่หูนาย"


         
"แก !"


         
ก่อนที่ครอซจะด่าไปมากกว่านั้น   กรีนดีโอก็รีบรุดไปดูอาการลิฟาร์


         
สาวน้อยถอนหายใจหอบแฮ่ก   ดวงหน้ายังติดค้างความหวาดกลัว   ตามองไปยังที่ที่ไม่มีใครล่วงรู้   ราวกับว่าที่แห่งนั้นมีบางอย่างน่าพิศวงงงงวยอยู่   มันฉายความหวาดระวังอย่างเห็นได้


         
ทันใดนั้นครอซก็ตรงเข้ามาฉุดแขนคู่หูให้ออกห่างจากสองคนนั้น   ด้วยแรงของปีศาจทำให้เคลาส์เซถลาไม่อาจยื้ออยู่ที่เดิมได้


         
"กลับได้แล้ว" เสียงนั้นห้วนห้าวราวกับตะคอก   เคลาส์มองหน้าชายหนุ่มอย่างไม่พอใจนิดหน่อย


         
"เขาบาดเจ็บทั้งคู่เลยนะ" เขาอ้าง


         
"ไม่   ถ้าไม่ฆ่าพวกมันเราก็ต้องกลับ" ครอซยื่นคำขาด


         
"ผมไม่สบายใจเลยถ้าจะปล่อยพวกเขาไว้แบบนี้"


         
"เราต้องกลับ   เคลาส์   อย่าลืมว่าเรามาทำอะไร   และเพื่ออะไร"


         
ลูกผู้ดีอังกฤษเม้มริมฝีปาก
"นายอยากเห็นผมเล่นเกมด้วยใจระส่ำระส่ายเหรอ"


         
"อ่ะ..." ครอซสะอึก


         
"นายอยากเห็นผมเป็นทุกข์เหรอ   นายก็รู้ว่าถ้าผมอยากช่วยใครแล้วก็ต้องช่วยจนถึงที่สุด   นายก็รู้ตั้งแต่วันแรกที่เราเจอกันไม่ใช่เหรอ"


         
"..."


         
"ก็เพราะผมเป็นอย่างนี้นายถึงได้เลือกผมมาเล่นเกมด้วย   นายบอกเองนี่"


         
"เอ้อ..." หนุ่มผมแดงปั้นหน้าไม่ถูก "ฉันกลัวนายหวั่นไหว   ฉันแค่ไม่อยากให้นายห่วงคนอื่นทั้งที่ยังเล่นเกมอยู่"


         
"ไม่   ผมไม่ทำหรอก   แต่ขอแค่ครั้งนี้ครั้งเดียว   ครั้งเดียวจริง ๆ"


         
คราวนี้ชายหนุ่มเงียบไป   ดวงตาสีฟ้าของเคลาส์เป็นประกายระริกราวกับเด็กขอขนม   แล้วกำลังรอคำอนุญาต   ครอซเกาท้ายทอยแกรก   พยายามไม่หันไปสบตาคนตรงหน้าเพราะเดี๋ยวจะรู้ว่าเขาใจอ่อนอีกแล้ว   พ่อหนุ่มหน้าหวานตรงหน้าทำให้เขาขัดอะไรไม่ได้เสียทุกที


         
การรอคอยจบลงเมื่อครอซส่งเสียงอืมในลำคอ   หนุ่มผมบรอนซ์คลี่ยิ้มกว้างแล้วจึงหันหลังไปหาสองคนนั้นและอุ้มลิฟาร์ขึ้นมา   ก่อนเอ่ยคำสั่ง


         
"นายพาคู่หูของลิฟาร์กลับแค้มป์   ส่วนผมจะพาลิฟาร์ไปเอง"


         
"อะไรนะ !"


         
นั่นเป็นเสียงอุทานประสานกันระหว่างเสียงของครอซกับกรีนดีโอ   แต่ไม่ว่าใครก็ไม่อาจปฏิเสธได้ทั้งนั้นเพราะตอนนี้ชายหนุ่มพาร่างบางวิ่งหายไปในความมืดแล้ว


         
กรีนดีโอกับครอซมองหน้ากัน   ชายหนุ่มผมแดงยังไม่ก้าวออกจากตำแหน่งเดิม   และกรีนดีโอก็ไม่สามารถขยับไปไหนได้   แค่ตั้งสติไม่ให้สลบก็จะแย่อยู่แล้ว


         
"นรกเอ้ย"


         
แล้วทั้งคู่ก็สบถพร้อมกันอีกรอบ

++

          กลิ่นเลือดเหม็นหืนเหือดหายไปแล้ว   ลิฟาร์พบว่าสีแดงถูกกลบเกลื่อนด้วยสีดำอีกครั้ง   ราวกับเวลาไหลย้อนกลับไปเป็นจุดเริ่มต้น   ความมืดอันธกาล   มืดมิดแสนสลัวน่ากลัวประดุจความตายกลับมาอยู่ดังเดิม


         
เกิดอะไรขึ้นกับเธอ   ที่นี่ที่ไหน   แล้วเหตุใดเธอจึงมาอยู่ตรงนี้ได้


         
เกมเหรอ...ไม่ใช่...ทุกคนหายไปไหนหมด


         
เด็กสาวกวาดมองไปรอบ ๆ   เธอไม่พบอะไรนอกจากตัวเธอ   หรือบางทีทุกสิ่งทุกอย่างอาจถูกความมืดกลืนกินไปหมดแล้วก็เป็นได้   ลิฟาร์กอดตัวเอง   อยู่คนเดียวไม่ใช่เรื่องน่ากลัว   ความเงียบ   ความโดดเดี่ยวมันคือมิตรภาพอันยั่งยืน   เป็นสิ่งที่ผลักดันให้คนที่ยอมรับมันก้าวไปสู่เส้นทางอันแข็งแกร่ง



         
'...ความโดดเดี่ยวคือมิตรแท้ของข้าอันยิ่งยง...'



         
เสียงสตรีดังครวญครางพร่ำคำนั้นอีกครั้ง   เนื้อความช่างตรงตามความหมาย   แต่มันคือเสียงของใครกัน   แล้วทำไมเธอถึงได้ยิน


         
อยากออกไปจากที่นี่


         
ลิฟาร์คิดในใจ   ทั้งที่ไม่ได้หวาดกลัวความมืดแบบนี้แต่กลับรู้สึกอยากกลับไปหาแสงสว่าง   กลับไปหาเจ้าสามตัวนั่นแล้วก็เล่นเกมต่อ   แต่หนทางออกมันอยู่ที่ใดกัน   นั่นคือปริศนา


         
เร็วเท่าความคิด   แสงสว่างก็ส่องมาจากจุดใดจุดหนึ่งบนเบื้องฟ้า   ลงมากระทบกับพื้นที่ซึ่งอยู่ห่างจากเธอไม่เท่าไหร่   ลิฟาร์หรี่ดวงตาครุ่นพินิจ   ตรงแสงสว่างนั้นมีใครนั่งคุดคู้อยู่   ชายผ้าสีน้ำทะเลกระจายเต็มพื้นซึ่งปูด้วยหญ้าแห้งสีเขียว   เรือนผมสีดำสนิทม้วนเป็นมวยสูงกรัดด้วยเข็มกลัดสีทองลายดอกพิกุลแล้วล้อมตาข่ายอีกที   ไหล่บางใต้เสื้อแขนตุ๊กตาสั่นสะท้านพร้อมส่งเสียงสะอื้น   ใบหน้าซุกอยู่ในสองมือไม่อาจเห็นได้ว่าหน้าตาเป็นอย่างไร


         
ใคร ?


         
นั่นคือสิ่งที่ลิฟาร์อยากรู้   ผู้หญิงคนนั้นหันหลังให้เธอ   หล่อนร้องไห้หนักราวปานจะขาดใจตาย


         
เด็กสาวย่างเท้าเข้าไปหา   มือหนึ่งเอื้อมไปหมายจะจับไหล่แล้วให้หันมา   แต่ก่อนจะทำอย่างนั้น   หล่อนก็หันหามาก่อนแล้ว


         
สตรีชุดสีน้ำทะเลปรากฏอยู่ในดวงตาสีทับทิมที่เบิกกว้าง   มันสะท้อนเห็นใบหน้าของผู้หญิง   ผู้หญิงที่งดงามเหนือใคร   ดวงหน้าขาวล้อมไล้เรือนผมสีรัตติกาล   แก้มนวลเปียกชื้นไปดวงหยาดน้ำตาซึ่งไหลรินมาจากเนตรหวานอันทอประกายความปวดร้าว   ดวงตาคู่นั้น...คุ้นเคยที่สุดสำหรับลิฟาร์   แม้นมันจะปกปิดด้วยหยาดน้ำตาและความทุกข์มากเพียงใดเธอก็จำได้


         
หล่อนคือคนที่เธอใกล้ชิดมากที่สุด



         
'...กรีนดีโอ...'



         
เสียงใสเอ่ยจากริมฝีปากสีสดราวกับกลีบกุหลาบ   คำนั้นเป็นชื่อของชายที่เธอเพิ่งรู้จักเมื่อสามวันก่อน   กรีนดีโอ...หล่อนรู้จักกรีนดีโองั้นเหรอ



         
'...กรีนดีโอหรือ...?'



         
พลันนั้นสติสัมปชัญญะของลิฟาร์ก็ดับวูบ   ทุกอย่างเปลี่ยนเป็นสีขาว   เจิดจ้าและลบเลือนภาพทั้งหมดให้หายไปเกลี้ยง


         
นี่มันอะไรกัน


++

          แสงสว่างแยงเข้านัยน์ตาที่ปิดสนิท   เปลือกตาบางปรือขึ้นก่อนกระพริบถี่เพื่อปรับภาพให้ชินกับแสง   เสียงวิหกนกน้อยร้องเพลงแว่วผ่านเข้ามาในสติเลือนราง   ความเมื่อยล้าตามร่างกายทำให้เด็กสาวอยากล้มตัวลงนอนต่อ   แต่ก็ทำไม่ได้


         
ผ่านแมกไม้สีเขียวขจีไปคือท้องฟ้าในยามเช้าตรู่   รุ่งอรุณของวันที่สองดูสดชื่นหลังจากผ่านพ้นเมื่อคืนไปแล้วสิ้น   เมฆน้อยสีขาวกระจายเต็มผืนฟ้า   สายลมเย็นชื่นใจพากลิ่นไอธรรมชาติอย่างบริสุทธิ์   ใบไม้ปลิวละล่องไปตามแรงพัด   ล้อเล่นสายลมบรรเลงอย่างสนุกสนาน


         
ลิฟาร์ยันตัวลุกขึ้น   เกศาสีดำขลับยาวสลวยพลิ้วไล้แผ่นหลังขาวเนียนละเอียด   ปกติเธอเป็นคนผิวดีอยู่แล้ว   ถึงเป็นผู้ชายแต่ก็ไม่ค่อยได้ออกไปเล่นสมบุกสมบันแบบเด็กคนอื่น   ลิฟาร์หมกตัวอยู่ในห้องสมุดหรือห้องคอมพิวเตอร์   ใช้เวลาเกือบทั้งวันในการค้นคว้าความรู้ใส่ตัวเอง   ส่วนมากจะเป็นเรื่องราวเกี่ยวกับตำนานประวัติศาสตร์   การได้รับรู้และหาข้อเท็จจริงในตำนานใดตำนานหนึ่งเป็นเรื่องสนุกสำหรับคุณชายคาเล็คนัก


         
เด็กหนุ่มในร่างเด็กสาวมองดูร่างกายตัวเอง   ไม่ว่าจะมุมไหนก็ดูเป็นผู้หญิง   หน้าตาเหมือนเฟอร์ริต้าทุกประการแม้สีตาจะแตกต่าง


         
การได้เปลี่ยนแบบนี้อาจเป็นการเรียนรู้อย่างหนึ่ง   ในเกมเธออาจใช้ร่างนี้ทำอะไรได้ง่ายกว่าตอนเป็นผู้ชายบ้าง   ยากกว่าบ้าง   แต่มันก็เป็นความรู้สึกใหม่ที่ไม่เคยสัมผัส


         
แต่...


         
ลิฟาร์ถอนหายใจ


         
มันก็ยังทำใจไม่ได้อยู่ดี...


         
"ตื่นแล้วเหรอ"


         
เสียงทุ้มนุ่มหูของชายหนุ่มดังเรียกความสนใจ   ดวงตาสีทับทิมตวัดไปมอง   ก็พบว่าคนที่พูดนั้นกำลังเก็บของใส่กระเป๋าอยู่กับคู่หูผมแดง   พ่อหนุ่มปักเป้ากับคุณชายอังกฤษนั่นเอง


         
เคลาส์ยิ้ม
"ทานข้าวเช้าหน่อยไหม"


         
คำว่าข้าวเช้าทำให้หน้าครอซบูดบึ้งมากขึ้น   ชายหนุ่มผมดกลอบส่งสายตาอาฆาตมาทางเธอ   ลิฟาร์ไม่ได้เหลือบมอง   แต่เธอรู้ว่ามันเป็นอย่างไร


         
"ไม่ล่ะ" เด็กสาวบอกปัด "ฉันไม่ชอบกินข้าวเช้า"


         
"งั้นก็แอปเปิ้ลสักลูก" ไม่ว่าเปล่าเคลาส์ก็โยนลูกแอปเปิ้ลผลสีแดงเข้มมาให้   ลิฟาร์คว้าไว้ก่อนมันจะตกพื้น "ทานอะไรลองท้องก่อนออกเดินทางจะได้ไม่เป็นลม"


         
"เดินทาง ?" เด็กสาวทวน "พวกนายจะไปไหน"


         
"ไปกับเราไง"


         
ลิฟาร์ชะงักเล็กน้อยก่อนหันไปด้านหลัง   กรีนดีโอส่งยิ้มหวานเหมือนเดิมมาให้ขณะเช็ดมีดซับเบิร์นของเธอด้วยผ้า   ดวงตาสีน้ำตาลอ่อนเป็นประกายมองสบกับเธอ   ก่อนลิฟาร์จะเอ่ยถาม


         
"กับเรา ?" เธอพูด "ไปหุบเขามิสเทียร์เรียสนั่นน่ะเหรอ"


         
"ใช่" กรีนดีโอรับ


         
"ไปด้วยกัน   พร้อมกันเนี่ยนะ"


         
"ก็ใช่ไง"


         
"นายจะบ้ากันไปใหญ่แล้ว   ถึงพวกนั้นจะมีบุญคุณกับฉันแต่เราเดินทางด้วยกันไม่ได้หรอก"


         
"ก็พวกเขาก็จะไปเหมือนกันนี่นา   มีเพื่อนร่วมทางด้วยก็ไม่เหงานะ   เนอะ   เคลาส์"


         
"แน่นอน" หนุ่มผมบรอนซ์เข้าขากันได้ดีทีเดียว


         
ลิฟาร์ไม่เข้าใจ   เมื่อคืนคู่หูเธอยังดูเหมือนไม่ชอบหน้าสองคนนั่นอยู่เลยแล้วทำไมพอเช้ามากลับจะบอกให้เดินทางไปด้วยกัน   ไปด้วยกัน
! สี่คนเนี่ยนะ   ศัตรูกันทั้งนั้น   ให้ตายเถอะ   ไอ้บ้าผมกาแฟนี่คิดอะไรอยู่กันแน่   เธอไม่เข้าใจเลย

 

          แต่เพราะแบบนี้ครอซเลยหน้าบูดแต่เช้าสินะ


          สาวน้อยขยี้ผมตัวเองอย่างหงุดหงิด   ถ้าอย่างนั้นการไขปริศนาก็ยากขึ้นน่ะสิ   จะให้พวกนี้ช่วยเกิดได้คำตอบขึ้นมาแล้วก็ต้องผ่านด่านสองไปทั้งสองคู่   ไม่เอาด้วยหรอก   เธอไขคนเดียวก็ได้ไม่จำเป็นต้องให้ใครมาสมรู้   กรีนดีโอเองก็น่าจะคิดอย่างนั้น   แต่ทำไมเขา...


         
ลิฟาร์โผลงลุกขึ้น   กระทืบเท้าไปทางกรีนดีโอแล้วชะเง้อมอง


         
ด้านหลังของชายหนุ่มเป็นเนินสูง   พอปีนขึ้นไปแล้วก็พบป่าแอปเปิ้ลขึ้นเต็มไปหมด   กลิ่นหอมของแอปเปิ้ลลอยตามสายลม   ทำให้อารมณ์ขุ่นเคืองเริ่มคลายลง   ทำไมมีต้นแอปเปิ้ลถึงขึ้นเยอะแยะมากมายขนาดนี้   ราวกับมีคนจงใจปลูกมันไว้ติดกับป่าทึบอย่างนั้นแหละ


         
"อ๊ะ อ๊ะ   กินลูกในมือให้หมดก่อนค่อยไปจ้องเอาลูกอื่นนะ"


         
ลิฟาร์หันไปทางคนแหย่อย่างเสียงไม่ได้   ตายยากจริงไอ้บ้านี่


         
"เมื่อคืนไปไหนมา" เด็กสาวยิงคำถาม "ทำไมถึงเปียกมะล่อกมะแล่กแบบนั้น"


         
"ก็แค่ไปจัดการศัตรู" กรีนดีโอบอก "พวกมันจะจับตามองนาย   เพราะนายเป็นคนหาคำตอบ"


         
"ศัตรู ? แล้วพวกนี้ก็เป็นศัตรูเหมือนกันนะ" ลิฟาร์โบ้ยไปทางคู่หูคนละขั้ว


         
"ฉันหมายถึงพวกที่หมายตาเราต่างหาก   สำหรับสองคนนั่นถ้าเคลาส์ยังอยู่เจ้าปลาน้อยก็ทำอะไรเราไม่ได้   เพราะงั้นฉันไม่ถือว่าเป็นศัตรู"


         
"อ๋อ เหรอ" เธอลากเสียงยาว


         
ศัตรูเหรอ   กรีนดีโอบอกเองว่าถ้าไม่ใช่พวกประสงค์ร้ายเขาจะไม่ถือว่าเป็นศัตรู   เขาต้องการอะไรกันแน่...


         
"นายจัดการไปหรือยัง"


         
"จัดการอะไร"


         
ลิฟาร์หลบสายตา
"จัดการ 'ศัตรู' ของนายไง"


         
กรีนดีโอไม่ตอบในทันที   นั่นยิ่งทำให้หัวใจของเด็กสาวเต้นถี่รัว   หยุดไม่ได้   ความรู้สึกโหวงเหวงราวกับไม่กล้าฟังคำตอบของชายหนุ่ม   เธอไม่ได้มองสบกับสายตาที่ส่งตรงมา   ความจริงเธอไม่อยากมองมันด้วยซ้ำ   ลิฟาร์รู้สึกลำคอตีบตันไปหมด


         
"อืม" ชายหนุ่มรับเสียงสั้น "จัดการแล้ว"


         
คุณชายคาเล็คเม้มริมฝีปากแน่น   คำว่าจัดการในความหมายของเธอคืออะไร   ในความหมายของเขาคืออะไร   ถ้าในความหมายของเธอหมายถึงการฆ่า   แล้วในความหมายของเขา...มันตรงกันไหม


         
บางทีคู่หูของเธออาจ
'จัดการ' กับเฟอร์ริต้าในความหมายเดียวกันก็ได้


         
หากเป็นเช่นนั้นเธอก็อยู่กับฆาตกร...


         
ลิฟาร์มองลูกแอปเปิ้ลสีแดงในมือ   เธอไม่รู้สึกอยากกินเลยสักนิด
"นายกินอะไรไปหรือยัง"


         
"ฉันไม่ตะกละเหมือนนายหรอก" กรีนดีโอไม่ลืมแขวะ   นั่นทำให้บรรยากาศตึงเครียดหายไปในพริบตา "ฉันอิ่มมาตั้งแต่เมื่อคืนแล้ว"


         
"เออ ดี   ไปกินเองคนเดียวแล้วปล่อยให้ฉันหิวจนตาลาย" ลิฟาร์ประชด


         
กรีนดีโอยิ้มกริ่ม
"อาหารที่ฉันกินไม่ถูกปากนายหรอก"


         
"คงไปกินของดีล่ะสิ   ถึงได้เหนื่อยหอบขนาดนั้น"


         
"ก็..." ดวงตาสีน้ำตาลกรอกขึ้นฟ้าควานหาคำแก้ตัว "ก็คงจะเป็นอย่างนั้น   แค่พักเหนื่อยหลังออกกำลังกายก็หายแล้ว   แต่ฉันไม่ได้เป็นไข้อย่างที่เจ้าผมบรอนซ์นั่นบอกหรอกนะ   ไม่ต้องเป็นห่วง"


         
"ใครห่วงนาย" ลิฟาร์ค้านทันใด "ฉันกลัวนายตายก่อนจะไปถึงเส้นชัยต่างหาก   ถ้านายตายฉันก็ตกรอบน่ะสิ"


         
"ฮะ ฮะ มันก็เรียกว่าห่วงอยู่ดีแหละ"


         
ชายหนุ่มหัวเราะ   ขณะที่เด็กสาวได้แต่กำหมัดเพราะตอบโต้ไม่ได้   เธอกระทืบเท้ากลับไปนั่งที่เดิม   แต่ก่อนจะยกลูกแอปเปิ้ลขึ้นกัดกิน   มือน้อยก็ชะงักกึก


         
"สองคนนั่นเอาแอปเปิ้ลมาจากสวนใช่ไหม" ลิฟาร์หันไปถามคู่หู


         
"หืม   คงงั้นมั้ง" กรีนดีโอโคลงศีรษะเมื่อเห็นท่าทางแปลกของเธอ "ทำไมเหรอ"


         
"เคลาส์   เครอซ !"


         
ร่างบางปราดไปหาสองคนซึ่งกำลังเก็บของเข้าเป้   มือเล็กชิงเอากระเป๋าใบนั้นมาแล้วเปิดมันออก   มีแอปเปิ้ลสองสามลูกอยู่ข้างใน   ลิฟาร์ไม่รอช้าเอามันออกมาแล้วปาทิ้งไปหลังเนินอย่างรวดเร็ว


         
"เธอทำอะไรเนี่ย !" ครอซโวยแทบจะทันที "นั่นมันเสบียงฉุกเฉินของพวกเรานะ"


         
"พวกนายมันโง่ !" เด็กสาวตวาดกลับด้วยเสียงดังลั่น "เอาแอปเปิ้ลมาทำไม   เห็นว่าไม่มีเจ้าของแล้วจะเก็บไปเลยงั้นเหรอ"


         
"มันไม่มีพิษหรอกน่า" เคลาส์พยายามไกล่เกลี่ยแทน   แต่ลิฟาร์กลับหันดวงตาคมกริบมาให้แทน


         
"อย่าบอกนะว่าพวกนายกินไปแล้ว"


         
ดวงหน้าขาวของหนุ่มอังกฤษเริ่มร้อนผ่าว
"เปล่า เปล่า ผมแค่คิดว่าผลไม้ในป่าไม่น่าจะมีใครทิ้งสารพิษไว้น่ะ"


         
"แล้วเธอทิ้งมันไปทำไม   ฉันเก็บไว้ในกระเป๋าฉันไม่ใช่กระเป๋าเธอ   ไม่อยากกินก็ไม่ต้องมายุ่งสิ" ครอซว่า


         
"เหอะ
" ลิฟาร์ครางกรอดอย่างอารมณ์เสีย "โง่กันหมด   แบบนี้ต่อให้ด่านหนึ่งก็อย่าหวังว่าจะผ่านไปได้เลย   เจ้าพวกสมองทึบ"


         
"เธอ !"


         
"เดี๋ยวนะ" เคลาส์หยุดครอซไว้ได้ก่อน "หมายความว่ายังไงเหรอ"


         
"ฟังให้ดีนะเจ้าพวกโง่ทั้งหลาย" ลิฟาร์กอดอกยกไหล่   สูดลมหายใจลึก ๆ แล้ววางตัวเป็นอาจารย์สอนเด็กอนุบาล "ฉันจะอธิบายให้พวกหลังเขาอย่างนายสองคนได้กระจ่างขึ้น


         
นี่เป็นเกม   เกมของพระเจ้า   เพราะฉะนั้นสถานที่เราอยู่ตอนนี้ไม่ใช่โลกมนุษย์แน่นอน   มันคือดินแดนสวรรค์   ฉันไม่แน่ใจว่ามันเป็นสวรรค์ของจริงหรือเปล่า   แต่ทุกอย่างที่เราเห็นล้วนเป็นไปตามตำนาน   ตำนานของพระเจ้า   แล้วนายไม่คิดแปลกใจหรืออย่างไรว่าทำไมเราจึงพบสวนแอปเปิ้ลหลังจากที่เราออกจากป่า   ถ้าพูดถึงแอปเปิ้ลนายคิดถึงอะไรล่ะ
"


         
"คิดถึงอะไรล่ะ" คิ้วเข้มของหนุ่มผมแดงขมวดมุ่ย


         
"โง่" ลิฟาร์อดซ้ำเติมไม่ได้ "ก็อดัมกับเอวาไง   ต้นกำเนิดของมนุษย์คู่แรกบนโลก   ซาตานแปลงเป็นอสรพิษร้ายแล้วบอกเรื่องเท็จให้เอวาไม่เชื่อฟังพระเจ้า   ความโง่เขลาอยู่คู่มนุษย์มาแต่บรรพบุรุษ   เอวาเชื่อตามคำบอกของซาตานจึงไปบอกอดัมให้เขาเด็ดผลไม้แห่งความรู้ซึ่งอยู่ในสวนเอเดนมาให้ตนกิน   สวนเอเดนเป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์   นั่นถือเป็นการละเมิดกฎของพระผู้เป็นเจ้า   เพราะฉะนั้นพระองค์จึงขับไล่พวกเขาไปอยู่บนโลก   สานพระประสงค์ที่จะให้กำเนิดมนุษย์ของพระผู้เป็นเจ้าให้บรรลุผลสำเร็จ


         
แอปเปิ้ลในที่นี้คือผลไม้แห่งความรู้ที่ว่า   นั่นก็หมายถึง   หากพวกนายกินแอปเปิ้ลจากสวนนั่นล่ะก็   พวกนายก็จะถูกขับออกจากเกมทันที   แต่ไม่ใช่เพียงแค่พวกเราที่เห็นสวนแอปเปิ้ล   บางทีนี่อาจเป็นด่านหนึ่งที่ทดลองความฉลาดของเราเพื่อตัดคนแข่งขันก็ได้
"


         
"ทำไมเธอรู้" ครอซทำหน้าเชื่อครึ่งไม่เชื่อครึ่ง "ฉันกินไปลูกนึงยังไม่เห็นเป็นไร"


         
"ว่าไงนะ !" เสียงเคลาส์และลิฟาร์ดังกรอกหูครอซจนต้องปิดหู


         
"อะไรเล่า" เจ้าปลาน้อยบ่นงุบงิบ "ฉันบอกว่ากินไปลูกนึงแล้วไม่เห็นมีอะไรเลย"


         
"ตายแน่ ๆ นายตายแน่ ๆ"


         
"จะทำไงดี" เคลาส์มีท่าทางกระวนกระวาย "ผมยังไม่อยากตกรอบแรกนะ"


         
"อย่าแช่งฉันนะ !" หนุ่มผมดกว่า "กินนิดเดียวไม่ถึงตายหรอกน่า   ไม่มีหลักฐานนอกจากความเป็นไปได้   แล้ว..."


         
ฉับพลันกำปั้นของคนตัวเล็กก็ตุ้ยเข้ากลางท้องจนชายหนุ่มโก่งตัว   จากนั้นเด็กสาวก็รีบลากคอเสื้อคนแอบกินแอปเปิ้ลโดยไม่อนุญาตด้วยแรงมหาศาลข้ามเนินไป   แล้วก็รวมกำปั้นเข้าท้องอีกครั้ง   ลิฟาร์ไม่รอช้าก้าวถอยห่าง   ปล่อยให้ชายหนุ่มอาเจียนอาหารฝีมือตัวเองออกมาจนหมด


         
เคลาส์ช่วยลูบหลังคู่หูอย่างเบามือ   ใบหน้าแสดงความเป็นห่วงคล้ายตกใจ   ซึ่งนั่นลิฟาร์ก็ไม่แปลกใจ   คนที่เพิ่งกินอิ่มพอโดนต่อยสักหน่อย   จากจุกก็จะกลายเป็นอยากอ้วกออกมาเป็นธรรมดา


         
เมื่อครอซเสร็จแล้ว   เด็กสาวรีบหลบหลังกรีนดีโอ


         
"เธอทำอะไรของเธอ !" ครอซด่า "อยากฆ่าฉันมากนักรึไง   ยัยบ้า !"


         
"นายจะตายก่อนที่ฉันจะฆ่านายน่ะสิ" เสียงใสลอดผ่านทางด้านหลังกรีนดีโอ   ไม่มีวี่แววว่าเธอจะออกมา "กินของเขาไปก็ต้องคืนให้เขา   ฉันไม่ให้นายเอาออกทางอื่นก็บุญแล้ว"


         
"ไม่มีวิธีที่ดีกว่านี้หรือไงล่ะ !" ครอซตะคอก "วิธีที่ไม่ต้องทำให้ฉันเจ็บ...นี่เธอแก้แค้นเป็นการส่วนตัวใช่ไหม"


         
"เปล่านะ"


         
"อย่าตอแหล !"


         
"ฉันหวังดีกับนาย   นายน่าจะขอบคุณฉัน   ใช่ไหมกรีนดีโอ"


         
คนถูกโยงเข้าสงครามสะดุ้งโหยง   ดวงตาสีน้ำตาลอ่อนตวัดมองคนด้านหลังอย่างคาดไม่ถึง   แต่ก็ต้องสะดุ้งอีกครั้งเมื่อเจ้าหล่อนจิกเล็บหยิกแขนเขาเข้าให้


         
"ใช่ไหมกรีนดีโอ" ลิฟาร์เค้นเสียงหวาน


         
"เอ้อ..." ชายหนุ่มเปรย "คงงั้นแหละ   แต่วิธีของลิฟาร์อาจแรงไปสักหน่อย   เพราะมันเป็นกรณีฉุกเฉิน   แล้วบางทีเธออาจพูดถูก   ที่นี่ไม่ใช่โลกมนุษย์   อีกทั้งไม่น่าใช่โลกมายา   ถ้ามันเป็นสวรรค์จริง   สวนแอปเปิ้ลอาจใช่อุทยานที่อดัมกับเอวาเคยอยู่ก็ได้" เขาหยุดพักหายใจ "ฉันเคยบอกลิฟาร์ว่าอย่าดูถูกเกมของพระเจ้า   พอเธอเห็นใบคำถามคงคิดว่ามันไม่สมควรจะประมาทก็ได้กระมัง"


         
"แค่นิดหน่อย" ลิฟาร์ซุบซิบ


         
"แต่ฉัน โอ๊ย..." ครอซแทบจะเขี้ยวงอกอยู่แล้วเอามือกุมท้อง "ผู้หญิงอะไรหมัดหนักเป็นบ้า"


         
"ลิฟาร์ไม่ใช่ผู้หญิง" กรีนดีโอยิ้ม "แต่เป็นผู้ชายในร่างผู้หญิงต่างหาก"


         
ลิฟาร์ฉุกคิด   เขาบอกไปแล้ว   เธอคิดว่าเขาจะปิดเป็นความลับเสียอีกเรื่องนี้   แต่ก็ดีที่เขาบอก   อย่างน้อยเจ้าสองตัวนั่นจะได้ไม่ต้องหาว่าเธอเป็นผู้หญิงอีก


         
"ฉันรู้ !" พ่อปลาน้อยตะเบ็งเสียง   ทั้งกรีนดีโอและลิฟาร์เสียววาบ "ยัยนั่นเป็นทอมใช่ไหมล่ะ   ดูนิสัยฮ้าว ๆ ก็รู้แล้ว"


         
ทั้งเคลาส์และกรีนดีโอหัวเราะคิกกับความคิดของชายผมแดง   ส่วนคนถูกหาว่าเป็นทอมได้แต่กำหมัดแน่น   บังคับไม่ให้มันพุ่งออกไปอย่างสุดกำลัง


         
"นายจะคิดยังไงก็เรื่องของนาย" กรีนดีโอยิ้มแฉ่ง "ฉันบอกความจริงไปแล้ว"


         
"ช่วยได้มากจริงนะนาย" ลิฟาร์เอ็ดอยู่ด้านหลังอย่างโกรธแค้น   สรุปที่คิดว่าคำพูดนั้นจะช่วยอะไรได้กลับไม่ทำให้แตกต่างจากเดิมเลย   เอากับเขาสิ


         
"ฉันทำไปตามหน้าที่" กรีนดีโอยิ้มแก้มปริ


         
ลิฟาร์ไม่ได้สำนึกที่ทำกับครอซแบบนั้น   แต่มันไม่จำเป็นที่เธอต้องสำนึกการกระทำที่สร้างบุญคุณกับเขานี่นา   นั่นถือว่าเธอได้ช่วยชีวิตเจ้าปลาน้อยไปแล้ว   ความจริงนี่ถือว่าช่วยชีวิตคนถึงสองคนด้วยซ้ำ


         
อืม...ถ้าคนใดคนหนึ่งตายไป   อีกคนก็จะหมดสิทธิเล่นต่อ   เคลาส์บอกไว้อย่างนี้


         
หนุ่มผมบรอนซ์ทำท่าจมอยู่กับความคิด   ดวงตามองมายังครอซ


         
"นายน่าจะไปขอบคุณลิฟาร์นะ" เขาพูดในที่สุด


         
"ทำไมฉันต้องขอบคุณ" ครอซว่า "ฉันจะขอบคุณคนที่เกือบจะฆ่าฉันหาพระแสงอะไร   แล้วทียัยนั่นยังไม่มาขอโทษฉันเลย"


         
"ก็ฉันไม่ผิดนี่" เสียงใสของยัยบ้าดังทันที


         
"เธอเล่นแรง" หนุ่มผมแดงทำท่าจุก "ฉันคิดว่า..."


         
คำพูดนั้นกลืนหายไปกับลมหายใจ   ครอซถอดเสื้อสูทออกแล้วปลดกระดุมเสื้อข้างใน   เผยให้เห็นหน้าท้องแน่นด้วยกล้ามเนื้อ   บริเวณตรงกลางมีรอยช้ำจ้ำเป็นสีม่วง   ขณะเดียวกัน   ลิฟาร์ก็ชะโงกหน้าออกจากที่กำบังมาดูว่าเกิดอะไรขึ้น


         
คนที่มีสีหน้าตกใจมากที่สุดคือเคลาส์   โรเจอร์


         
"เจ็บมากไหม" เสียงทุ้มเอ่ยอย่างเป็นห่วง


         
"ไม่" ครอซตอบสั้น ๆ "แต่จุก"


         
"ช่วยไม่ได้นะ   ก็ต่อยครั้งแรกนายไม่ยอมคายออกมาเอง   ครั้งที่สองก็เลยเผลอลงมือหนัก..." ลิฟาร์พยายามบอกเหตุผล   ดวงหน้าของเด็กสาวไม่เปลี่ยนไปจากเดิมแม้แต่น้อย "...ไปนิดหน่อย"


         
"หน่อยของเธอเหรอแบบนี้ !" แม้ตัวเจ็บแต่ปากเขายังไม่สิ้นฤทธิ์ง่าย ๆ


         
"มีแรงด่าก็โอเคแล้วน่า   นายเป็นปีศาจใช่ไหม   ปีศาจก็ต้องอึดกว่าคนปกติเป็นธรรมดา"


         
"เดี๋ยวนะ"


         
กรีนดีโอพูดขัดจังหวะก่อนที่บทสนทนาจะยืดยาวมากไปกว่านี้   เด็กสาวและชายหนุ่มผมแดงตั้งท่าจะมีปากเสียงกันต่อ   ทว่าดวงตาสีน้ำตาลอ่อนสอดส่ายไปรอบตัวอย่างแวดระวัง   ผิดวิสัยจนลิฟาร์ซึ่งอยู่ข้างหลังสะกิดไถ่ถาม


         
กรีนดีโอเหลือบตาลงมา   ไม่ตอบและหันไปมองรอบตัวอีกครั้ง


         
"อะไรเหรอ" เคลาส์ซึ่งไม่เข้าใจเหตุกาลถาม


         
ชายหนุ่มไม่ตอบเช่นเคย   ดูราวกับตนกำลังครุ่นพินิจอยู่คนเดียว


         
ลิฟาร์เกิดความสงสัย   แต่เธอคิดว่าอีกไม่นานชายหนุ่มคงให้คำตอบจึงไม่ซักไซ้


         
น่าแปลกที่ครอซเริ่มรู้สึกถึงบางอย่างในวินาทีต่อมา   ดวงตาคมกริบสีน้ำเงินเข้มกวาดไปรอบราวกับสำรวจ   จมูกของเขาสูดกลิ่นลมดังฟูดฟิด   และเริ่มขยับไปดอมดมแถวไกลตัว


         
"กลิ่นเลือด"


         
ครอซว่าเพียงสั้น   เพียงคำเดียวนั้นก็ปลุกให้เคลาส์และลิฟาร์ตื่นตัว


         
บางทีปีศาจอาจรับรู้สัมผัสได้ดีและเร็วกว่ามนุษย์


         
ลิฟาร์ฉวยเอามีดซับเบิร์นในมือกรีนดีโอมาถือไว้ป้องกันตัว   เคลาส์เองวิ่งไปหยิบเป้เดินทาง   แล้วควักเอาลูกดิ่งสองลูกออกมา


         
"ใกล้เข้ามาแล้ว"


         
กรีนดีโอกระซิบบอก   เสียงนั้นแผ่วเบาแต่ได้ยินทั่วถึงทุกคน


         
สรรพเสียงทุกอย่างเงียบงัน   ราวกับจมปลักกับความคิดของตนอย่างพร้อมเพรียง   สายลมไหวหยุดโบกพัด   ใบไม้ปลิวเสียดสีหยุดสะบัดบิดตัวพลิ้ว   คงเหลือเพียงกลิ่นอายหอมรัญจวนของผลไม้และกลิ่นโลหิตมนุษย์แสนหอมหวาน


         
ร่างหนึ่งหล่นผลุบลงมาจากต้นไม้ใหญ่   สภาพของร่างนั้นเน่าเละไม่เหลือเคล้าดั้งเดิม   ผิวหนังถูกถลกลอกออกเหลือแต่เนื้อสีแดงและไขมันไหลเยิ้ม   น้ำเหลืองหยดย้อยตามใบหน้าออกมาจากทุกรูทวาร   เลือดแดงฉานอาบกายไม่เหลือที่ว่างเว้น   นิ้วมือถูกถอนเล็บจนสิ้น   เหลือเพียงท่อนนิ้วหักงอไม่ได้รูปทรง


         
สิ่งที่ชวนสยดสยองอีกอย่างหนึ่งคือ   ศีรษะของร่างนั้นฉีกออกจากคอ   กระดูกขาวแยงโผล่ส่วนปลายออกมาให้เห็น   เส้นเลือดนับร้อยพยายามเชื่อมให้ต่อติดแต่ไม่เป็นผล   และภายในปากกรวงโบ๋ถูกยัดด้วยลูกตาสองลูกจนเต็มเนื้อที่


         
เสียงฮัมเพลงดังขึ้นจากข้างบนต้นไม้   ทุกสายตาเงยไปมองก็พบกับใครคนหนึ่งนั่งอยู่บนท่อนไม้พลางแกว่งเท้า


         
"สนใจมาเล่นกับฉันบ้างไหมล่ะ   เจ้าตุ๊กตาทั้งหลายเอ๋ย"


         
แม้ใบหน้าเยาว์วัยจะคลี่ยิ้มแจ่มใส   แต่มันกลับทำให้บรรยากาศเริ่มครึ้มเครียดมากขึ้นทุกวินาที




+++++
คุยกับมะนาวขาว 28/3/50

จบแล้ว T[]T จบซะที ยาวมาก
กี่หน้าเนี่ย - - เป็นตอนที่ยาวเฟื้อยน่าปิดเลิกอ่านจริงๆ
แหะๆ 100เปอร์แล้วค่า ขอโทษที่ช้านะคะ = ="
ยังไงก็ขอบคุณทุกคอมเม้ม และทุกข้อมูลตัวละคร
ในที่สุดตัวละครใหม่ก็ออกมาแล้ว >w<
เป็นเด็กจริงๆด้วย 555+
แต่ท่าทางโหดน่าดู ครั้งน่าคงได้NC-15อีกรอบล่ะมั้งเนี่ย = ="
เพื่อเด็กๆนาวจะหลีกเลี่ยง
เอ๊ะ มีใครอยากให้NC-15บ้างมั้ย?
ถ้าไม่มีจะได้ตัดไป...

565 ความคิดเห็น