คืนค่าการตั้งค่าทั้งหมด
คุณแน่ใจว่าต้องการคืนค่าการตั้งค่าทั้งหมด ?
ลำดับตอนที่ #4 : -3-
-3-
องค์หญิงยังคงกัดฟันทนสู้กับความเจ็บปวด ภายใต้ราตรีอันมืดมิดที่ไม่มีแสงจันทร์สาดส่องเหมือนทุกทียิ่งทำให้ความกลัวเข้าครอบงำ ถึงกระนั้นพระองค์ยังต้องเดินหน้าต่อไป อีกเพียงนิดเดียวเท่านั้นก็จะเข้าเขตวังแล้ว
พิษสงของธนูดอกนั้นช่างร้ายแรงยิ่งนัก พระโลหิตก็ไหลออกมามากเสียจนฉลองพระองค์เปียกชุ่ม กลิ่นคาวเลือดตลบอบอวลผสมไปกับกลิ่นเหงื่อ พระองค์หายใจหอบและถี่มากขึ้นจนในที่สุดก็ทนไม่ไหว
ตุบ…
ร่างบางล้มลงแทบจะในทันที องค์หญิงซึลกิหมดซึ่งเรี่ยวแรงจะตะโกนเรียกให้ใครมาช่วยเหลือ หรือแม้แต่จะขยับกายไปด้านหน้าอีกเพียงนิด
อย่าว่ากระนั้นเลย เพียงจะหายใจเข้าออกต่อไปยังลำบาก ความเจ็บปวดแต่แรกเริ่มก็มิได้หายไปสักนิด มีแต่จะเพิ่มพูนให้ทรมานทั้งร่างกายและจิตใจ
คืนนี้จะเป็นคืนสุดท้ายที่พระองค์ได้ลืมตามองดูโลกแล้วอย่างนั้นหรือ…
จูฮยอนอยากจะกลับบ้านทันทีหลังจากที่เด็กสาวที่อ้างว่าชื่อคังซึลกิพามาส่งที่หน้างาน อนึ่งเพราะนางไม่เห็นความสลักสำคัญอะไรที่จะเข้าไปในงานอีก ซ้ำด้วยว่าเวลาก็ผ่านไปนานแล้วหากกลับช้ากว่านี้ผู้เป็นบิดาอาจไม่พอใจเป็นได้ แต่ดันโชคร้ายเจอกับจุนฮยอกเสียก่อน พอบอกจะขอตัวกลับเด็กหนุ่มก็ทำตัวงอแงใหญ่ บอกว่าเพิ่งเดินด้วยกันได้ไม่นานเท่านั้น จูฮยอนจึงต้องจำใจเดินเที่ยวเป็นเพื่อนเด็กหนุ่มอยู่พักหนึ่ง
แต่พอถึงเวลาที่ได้กลับมาบ้าน จูฮยอนก็ต้องหยุดชะงัก เหตุเพราะหน้าบ้านมีพวกทหารมายืนออกันไม่ต่ำกว่าสิบนาย ยืนคุยกับพ่อของตนแบบประชิดตัว นั่นทำให้คุณหนูเบหน้าซีดหนัก พลางเดินเข้าไปอย่างช้าๆ มองซ้ายมองขวาอย่างดีแล้วก็ยังมิวายถูกเรียกเข้าไปหา
“นำลูกสาวของกระผมไปแทนก็ได้ขอรับ นางพอมีวิชาติดตัวอยู่บ้าง”
สิ้นเสียงทุ้มของหมอเบ จูฮยอนหันมองหน้าผู้เป็นพ่อด้วยความงุนงง ในระหว่างนั้นพวกทหารก็กระซิบกระซาบอะไรกันจูฮยอนก็มิอาจทราบได้ แต่ไม่นานนักพวกนั้นก็หันมาโค้งศีรษะทำความเคารพ ก่อนจะลากแขนนางให้ไปนั่งบนอานม้า
“ด…เดี๋ยว นี่มันอะไรกันคะท่านพ่อ”
“จูฮยอน เจ้าจงใช้วิชาที่พ่อถ่ายทอดให้ ทำงานนี้ให้สำเร็จเถอะนะ”
มิได้… คำตอบของหมอเบมิได้ทำให้จูฮยอนคลายความสงสัยได้เลยแม้แต่น้อย เด็กสาวขมวดคิ้วอย่างงุนงงและกรีดร้องเสียงดังเมื่ออาชาสีขาวเริ่มออกวิ่ง
นี่นางกำลังจะถูกพาตัวไปที่ไหนกันแน่?
ภายใต้ฟ้าใหม่ในวันปีใหม่ ตอนนี้ท้องฟ้าเริ่มฉายแววสดใส กลุ่มเมฆเริ่มจับกลุ่มกันเป็นก้อน เห็นเป็นสีขาวสะอาด เหมือนดังภาพวาดของจิตรกรมือฉมัง
หากแต่มันคือภาพที่เป็นความจริง และอยู่ตรงหน้าจูฮยอนนี่เอง นางเสมองท้องฟ้าอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะมองตรงไปด้านหน้า สิ่งที่พวกเขาเรียกมันว่า พระราชวัง
พระราชวังแห่งแคว้นโนรันที่นางอาศัยอยู่…เพิ่งจะเคยเห็นเป็นครั้งแรก แล้วนางก็ไม่เคยคิดว่าจะได้เห็นเสียด้วย มันคือสิ่งก่อสร้างขนาดใหญ่ที่บรรจุผู้คนที่มีศักดิ์ไว้เป็นจำนวนมาก
ว่าแต่ทำไมนางถึงได้มาอยู่ที่นี่ได้?
“เชิญทางนี้ขอรับ”
ทหารนายหนึ่งกล่าวขึ้นก่อนจะเดินนำหน้าเด็กสาวไป จูฮยอนทำตาปริบๆด้วยความที่นางก็ไม่รู้เรื่องใดๆจึงได้แต่ตามน้ำ และนั่นยิ่งตอกย้ำความคิดที่ว่าพระราชวังนั้นใหญ่โตมากจริงๆ นางขยับขาไปกี่ก้าวก็มิอาจนับได้ แต่นั่นก็ยังดูเหมือนยังไม่สาแก่ใจนายทหารหนุ่ม เขายังคงเร่งฝีเท้าไปด้านหน้าก่อนจะเข้าไปในตำหนักแล้วผายมือให้เป็นเชิงบังคับ ว่าที่ๆนางต้องเดินไปต่อคือภายในห้องนี้เพียงลำพัง
“ไม่มีเวลามากพอที่จะอธิบาย ขอให้คุณหนูรีบเถอะขอรับ”
เมื่อเขาบอกเช่นนั้นจูฮยอนจึงจำใจพยักหน้าตอบกลับโดยที่นางก็ยังไม่รู้สาเหตุของการมาที่นี่อย่างแน่ชัด นางไม่รู้อะไรสักอย่างแต่ก็ต้องเดินเข้าไปในห้องนั้นก่อนที่จะโดนดาบคมๆในฝักนั่นเฉือนคอ… ก็ดูเอาเถอะ หน้าตาของทหารนายนั้นดูเคร่งครึมเสียเกินจะพูดจาเย้าหยอกในเวลานี้ได้
เป็นเรื่องแปลกที่ไม่คิดว่าจะมีใครเหมือน คือชีวิตจูฮยอนอยู่ในกรอบมาตลอด เรื่องตื่นเต้นที่ทำให้หัวใจเต้นโครมๆได้มีน้อยจนแทบจะไม่มีเลยก็ว่าได้ ทว่าตั้งแต่เมื่อคืนจนถึงตอนนี้ หัวใจนางไม่ได้หยุดพักเลย
เบจูฮยอนที่ขึ้นชื่อว่าเป็นคุณหนูตระกูลเบไม่ได้นอนดึกมาตั้งแต่เกิด หากแต่คราวนี้ต่างออกไป นางรู้ตัวดีว่าไม่ได้หลับนอนตั้งแต่ตอนหัวค่ำ แต่แปลกนักที่ไม่ได้รู้สึกอ่อนเพลียอะไร มีเพียงแต่ความรู้สึกเหนื่อยหลังจากโดนคนแปลกหน้าฉุดวิ่งออกไปเท่านั้นที่ยังจำได้แม่นยำ
เป็นความรู้สึกที่ทั้งเหนื่อยทั้งสุข…ตลกพิกล
ทันใดในความคิดใบหน้าของเด็กหญิงนามคังซึลกิกลับสว่างวาบขึ้น ป่านนี้คนๆนั้นจะเป็นอย่างไรบ้างจูฮยอนไม่สามารถรู้ได้ เพราะตอนที่ซึลกิเดินมาส่ง นางก็ไม่ได้สนใจเขาแต่อย่างใด ยังเดินลิ่วๆรีบออกไปจากที่ตรงนั้นเหตุเพราะอยากกลับบ้านให้เร็วที่สุด
แต่พอหลังจากก้าวเข้ามาในห้องแล้วจูฮยอนยิ่งตกใจเข้าไปใหญ่ ไม่รู้ว่าความคิดของนางทับซ้อนกับความจริงหรืออย่างไร เพราะผู้หญิงคนนั้น…เหมือน…คังซึลกิ มากเหลือเกิน
ภายในห้องดูหรูหรา ตกแต่งสวยพอประมาณมิได้รกรุงรังเหมือนอย่างที่นางเคยเห็นตามร้านน้ำชาที่ท่านพ่อเคยพาไปบ่อยๆ ซ้ำยังเต็มไปด้วยหนังสือที่มีมากมายหลากหลาย อันที่จริง…คุณหนูเบจูฮยอนชอบอ่านหนังสือ แต่ต้องไม่ใช่ตอนนี้
ร่างบางเดินปรี่ตรงเข้าไป ณ เตียงใหญ่ ปรากฏภาพหญิงสาวสภาพเปลือยท่อนบนและพันหน้าอกไว้ด้วยผ้าสีอ่อน แต่ถึงกระนั้นบาดแผลที่กลางลำตัวก็ยังดูน่ากลัวมากกว่าจะให้มองไหล่ขาวๆนั่นอยู่ดี
จูฮยอนขมวดคิ้วพลางนั่งลงที่ข้างๆ สองมือจับข้อมือของอีกคนมาตรวจชีพจรก่อนจะปรายตามองกล่องยาและเครื่องมือต่างๆที่เตรียมไว้พร้อมอยู่แล้ว นางพอมีวิชาติดตัวบ้างอยู่ก็จริง แต่งานช้างแบบนี้กับคุณหมอมือสมัครเล่นมันไม่ยากเกินไปหน่อยอย่างนั้นหรือ
ทางด้านคนที่นอนเจ็บ องค์หญิงคังซึลกิขบกรามแน่นไม่ปล่อย ดวงตาเรียวเล็กบัดนี้หยีลงด้วยความเจ็บปวด แต่ก็รู้สึกได้ทุกสัมผัสของใครบางคนที่พระองค์เองก็ไม่รู้
อ่อนโยน…นิ่มนวล
คงเป็นหมอที่ดีที่สุด มือเบาที่สุด
แล้วก็… หอมที่สุดด้วย
กลิ่นเหมือนดอกไม้ไม่มีผิด
กลิ่นหอมอ่อนๆบวกกับฤทธิ์ของบาดแผลทำให้เคลิ้มหลับได้ไม่ยากนัก และถ้าพระองค์หลับไปเสียตอนนี้ การที่จะตื่นขึ้นมาอีกครั้งคงแทบจะเป็นไปไม่ได้ หากแต่เสียงหวานๆที่คอยถามไถ่นั่นเหมือนเป็นยาชั้นดี ที่ทำให้องค์หญิงยังคงสู้ทนต่อไป
“ไม่เป็นไรแล้วนะ เจ้าเชื่อใจข้าเถอะ”
น้ำเสียงอ่อนหวานราวกับอยากจะปลอบประโลมนั่นทำให้องค์หญิงเชื่อ…เชื่อหมดใจ พระองค์เพียงแค่พยักหน้าตอบกลับไปเบาๆนั่นก็ทำให้คุณหมอมือใหม่ใจชื้นขึ้นไปอีกเปราะ
เบจูฮยอนจัดการกับบาดแผลได้ดี ถึงแม้ว่าจะไม่ถึงขั้นดีเยี่ยมแต่นี่ก็ถือว่ามากพอสำหรับลูกสาวตระกูลเบผู้มีวิชาติดตัวอยู่บ้าง…หากแต่มันก็ไม่ได้มากพอที่จะยื้อชีวิตใครได้ ที่นางทำได้ในวันนี้คงเป็นเพราะอาศัยความใจเย็นบวกกับตอนเด็กๆชอบแอบดูพ่อรักษาคนไข้บ่อยๆเลยพอชำนาญขึ้นมาบ้าง
น้ำร้อนๆรสชาติขมๆและไม่เป็นที่น่าพิสมัยนัก นางจำได้ดีว่าเกลียดการดื่มยาแค่ไหนเมื่อยังเด็ก เมื่อโตขึ้นความรู้สึกก็ยังไม่เปลี่ยน ถึงกระนั้นยาก็ยังจำเป็นสำหรับบุคคลผู้นี้อยู่ดี
“ดื่มยาก่อนสิ”
คุณหนูเบพูดพร้อมค่อยๆดันตัวคนเจ็บขึ้นในลักษณะกึ่งนั่งกึ่งนอน ก่อนจะยื่นถ้วยยาร้อนๆไปให้คนไข้ของนางที่ดูเหมือนอาการดีขึ้นบ้างแล้ว เขาถึงได้มองเธอตาแทบจะหลุดขนาดนั้น
พอจัดการเรื่องยาเสร็จก็ดูเหมือนจะหมดธุระของจูฮยอน นางยิ้มให้กับคนไข้ที่หน้าตาเหมือนเด็กสาวที่เพิ่งพบกันเมื่อวาน แต่ก็ไม่อยากจะถามไถ่อะไรไปในตอนนี้ เพราะลำพังนางเองก็ไม่เข้าใจตัวเองเหมือนกัน ว่ามันเกิดอะไรขึ้นบ้าง
ดูช่างเป็นการเริ่มต้นปีใหม่ได้ดีเสียจริง
“เราเคยเจอกันมาก่อนหรือ?”
“ถ้าเจ้าคือคังซึลกิ ก็คงใช่”
พอได้ยินอย่างนั้นองค์หญิงซึลกิก็แอบอมยิ้มอย่างเงียบๆ ทั้ง ๆที่ก็ยังเจ็บอยู่ไม่น้อย หากเป็นปกติพระองค์คงไม่อยากออกเสียงสักคำในเวลาแบบนี้ แต่คราวนี้ต่างออกไป ดูเหมือนว่าหมอคนนี้ไม่ธรรมดา ดูเหมือนนางมีอะไรที่พิเศษ
อย่างน้อยๆพระองค์ก็เคยเจอนางเมื่อคืน ก่อนจะถูกลอบปองร้ายจนบาดเจ็บหนักถึงเพียงนี้
พอคิดได้ดังนั้นองค์หญิงคังขมวดคิ้วโดยพลัน แล้วใครกันเป็นคนส่งตัวพระองค์กลับมาที่วัง? ทหารยาม? นางกำนัลที่เพิ่งกลับจากงานปีใหม่?
“ข้ามาที่นี่ได้อย่างไร”
“ใครจะไปรู้เจ้าล่ะ ข้าก็ถูกนำตัวมาเหมือนกัน”
“องค์หญิงเพคะ!”
เสียงแหบแห้งของหญิงชราที่เปิดประตูเข้ามาโดยไม่บอกกล่าวซ้ำยังวิ่งตรงเข้ามาหาเด็กสาวที่อยู่ตรงหน้า ทำให้จูฮยอนเหลียวมองด้วยความแปลกใจ
องค์หญิง…อย่างนั้นหรือ?
จูฮยอนได้ค้นพบแล้วว่าตนเองนั้นโง่เขลาเป็นที่สุด
นางเกือบลืมไปว่าสถานที่ที่ตนกำลังเหยียบอยู่นี้คือตำหนักหนึ่งในวังหลวง
นางมิทันได้เอะใจกับจำนวนทหารที่รายรอบ
นางเพิ่งรู้ตัวว่าบุคคลซึ่งขึ้นชื่อว่าเป็นคนไข้รายแรกๆของนาง
คือองค์หญิงแห่งแคว้นโนรัน…
“ชเวซังกุง ข้าไม่เป็นอะไรแล้วเชิญท่านไปพักผ่อนเถอะ”
“ต…แต่องค์หญิงเพคะ”
ชเวซังกุงยังมิทันได้เอ่ยต่อ สายตาเย็นเฉียบขององค์หญิงที่ส่งมาก็น่าเกรงขามพอที่จะทำให้นางยอมก้าวออกจากห้องแต่โดยดีทั้งๆที่ก็ยังเป็นห่วงอยู่ไม่น้อย หากแต่ก็นับเป็นเรื่องดีที่ดูเหมือนพระองค์โตขึ้น จากเด็กซนๆคนหนึ่งจนบัดนี้ แค่เพียงใช้สายตาก็ออกคำสั่งได้ไม่ยาก ดีเสียอีกกับการปกครองคนหมู่มาก
“งั้นเรามาคุยกันต่อ”
องค์หญิงคังตรัสขึ้นเมื่อชายกระโปรงของชเวซังกุงลับประตูไป พลางยกยิ้มขึ้นบางๆอย่างไว้เชิง เพราะพระองค์รู้ดีว่าตอนนี้แพทย์สาวด้านหน้านี่กำลังตกใจและกลัวมากอย่างถึงที่สุด
ดูเอาจากนัยน์ตาหวานที่บัดนี้เบิกกว้าง ใบหน้าขาวซีดเผือก ริมฝีปากสีแดงสดเผยอออกเล็กน้อยด้วยความตกใจ ดูน่าขันพอที่จะทำให้ยิ้มได้
“ข…ขอประทานอภัยเพคะ”
“ขอโทษข้าเรื่องอะไร”
“หม่อมฉันช่างเขลานัก ที่ไม่รู้ว่าพระองค์คือ…”
“เรื่องนั้นช่างมันเถอะ ข้าสิต้องขอโทษเจ้า เรื่องเมื่อคืน พอดีข้าเห็นมีทหารวิ่งตามเจ้ามา กลัวจะถูกจับได้ก็เลยรีบดึงเจ้ามาซ่อนในพุ่มไม้ก่อน”
“ทหาร…? หม่อมฉันไม่เห็นมีใครตามมานะเพคะ”
“เครื่องแต่งกายบ่งบอกได้ว่าเป็นทหาร หากแต่แปลกไปจากของเรานิดหน่อย”
คำว่า ของเรา ที่องค์หญิงคังกล่าว จูฮยอนคิดเอาเองว่าคือทหารแคว้นโนรัน… เพียงสิ่งเดียวที่ไม่เข้าใจคือรอมยิ้มแปลกประหลาดขององค์หญิงเมื่อตรัสจบ พระองค์คว้าฉลองพระองค์ตัวที่วางอยู่ใกล้ๆขึ้นมาสวมก่อนจะเอ่ยประโยคที่ทำให้หัวใจประชาชนทั้งแคว้นกระตุกวูบ
“บางทีอาจเป็นทหารของพวกแคว้นกามันแอบลักลอบเข้ามาสืบเสาะอะไรบางอย่าง
ข้าเสียใจที่ต้องพูดคำนี้ บางทีสงครามระหว่างแคว้นอาจเริ่มต้นเร็วขึ้น
เราจำต้องเตรียมพร้อมยอมรับ กับความสูญเสีย…”
มาละค่ะ คือปมเปิมมันก็เยอะแยะ แววดราม่าก็ส่อเค้าตลอดเวลา ถถถถถถถถถ คือในเรื่องพวกชาวบ้านจะรู้จักแค่พระราชาอย่างเดียวเลยอ่ะค่ะ คนอื่นๆจะไม่รู้จักชื่อเลยไรงี้ง่า คำราชาศัพท์กับคำธรรมดานี่เราก็ใช้สลับกัน อยากให้มันอ่านลื่นๆง่ะค่ะ งงๆไปบ้างแต่ยังไงก็ช่วยติชมและติดตามต่อไปด้วยนะคะ ชั่วโมงบินเค้าต่ำง่ะ TvT
◊ SQWEEZ
ความคิดเห็น