Teacher you’re my love ปิ๊งรักครู(หนุ่ม)หน้าใสหัวใจเย็นชา

ตอนที่ 12 : อีกด้านของผู้ชายชื่อคีย์บอร์ด (100%)

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 75
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 0 ครั้ง
    9 ส.ค. 59



10

***อีกด้านของผู้ชายชื่อคีย์บอร์ด***


                คาบวิทยาศาสตร์สุดน่าเบื่อถูกเปลี่ยนให้เป็นคาบที่น่าสนใจขึ้นมาในบันดล! หลังจากที่ได้รับแจ้งจากสื่อประชาสัมพันธ์ในช่วงบ่ายว่าจะมีการเรียกประชุมครูหมวดวิทยาศาสตร์ทุกท่านในเวลาบ่ายสอง พวกเราชาว 4/10 ก็เตรียมพร้อมจะสลายตัวกัน หากเรื่องที่ตื่นเต้นมากกว่านั้นไม่เกิดขึ้นเสียก่อน


                “จากการศึกษาจากกล้องจุลทรรศน์กำลังขยายสี่ร้อยเท่านะครับ พบว่าโครงสร้างภายในและส่วนประกอบต่างๆ ของพืชใบเลี้ยงเดี่ยวจะมีคลอโรพลาสค์เรียงตัวกันเป็นวงรอบๆ เส้นลำเลียงวาสคิวลาร์บัลเดิลนะครับ ส่วนพืชใบเลี้ยงคู่นั้นจะมีคลอโรพลาสต์เรียงต่อกันเป็นแถวอย่างเป็นระเบียบอยู่ใต้แผ่นเอพิเดอร์มิสครับ


                ครูผู้สอนได้เตรียมการมาเป็นอย่างดี ท่านไม่ปล่อยเวลาว่างของพวกเราให้สูญเปล่าไป และได้ส่งตัวแทน ม.6 สายวิทย์พิเศษทั้ง 9 ชีวิตมาเล่าสรุปการสำรวจพืชให้พวกเราฟัง จะว่าคิดพวกหัวกระทิมาเลยก็ว่าได้และจุดพีคมันอยู่ที่...คีย์บอร์ดคือคนนำเสนอเรื่องพวกนั้นนั่นเอง...


                “แฟนแกนี่ทั้งหล่อทั้งเก่งเลยอ่ะ มาดเขาเหมาะกับการเป็นครูที่สุดเลยอ่ะ” เกรซที่นั่งอยู่ข้างๆ ออกอาการคลั่งไคล้คีย์บอร์ดสุดฤทธิ์ ขณะที่คนอื่นๆ ในห้องก็มีอาการไม่ต่างกัน

                “แกดูนั่นสิ ขนาดนั่งกดสไลด์ยังเท่ได้ขนาดนี้ แล้วนี่ถ้าลุกขึ้นมาแร๊พจะเท่ขนาดไหน” แน่นอนเบนต้าร์พูดถึงพี่เฮลเชียลกับโอปออยู่ ในกลุ่มงานของคีย์บอร์ดมีสมาชิกทั้งสิ้น 3 คน คือคีย์บอร์ดเป็นคนนำเสนอหลัก มีพี่ดราก้อนเป็นคนนำเสนอรองและมีพี่เฮลเชียลเป็นคนกดสไลด์ และเชื่อมั้ยว่าการนำเสนอของกลุ่มนี้ทำให้ฉันกับน้ำอิงที่ทำท่าจะหลับในตอนแรกได้รับการกระตุ้นให้ตื่นขึ้นทันที

                “ไม่น่าเชื่อว่าพี่คีย์บอร์ดของแกจะพูดประโยคยาวๆ กับเขาได้ด้วย” อ่าว...พูดได้สิน้ำอิงพูดแปลกละ

                “พูดได้สิ ไม่งั้นเขาจะสอนภาษาอังกฤษฉันรู้เรื่องได้ยังไงกัน”

                “นั่นสินะ ว่าแต่แกดูอิตาดราก้อนเถอะ ตอนไร้สาระนี่พูดซะน้ำไหลไฟดับ แต่อีตอนนำเสนอนี่เสียงสั่นเชียว ไม่มีความกล้าแสดงออกเอาซะเลย” อะไรกันน้ำอิงเพื่อนฉัน ฉะไหนวิจารณ์ว่าที่สามีขนาดนั้นเชียว

                “เอาน่ะแกเป็นคนบอกเองไม่ใช่หรอว่าพี่เขาเป็นคนจีน บางทีเขาอาจจะกลัวออกสำเนียงผิดก็ได้” ไม่ผิดหรอก พี่ดราก้อนเป็นลูกครึ่งจีนกับอะไรสักอย่างซึ่งก็ไม่ค่อยทราบรายละเอียดของผู้ชายคนนี้เท่าไหร่ แต่ที่แน่ๆ เขาไม่ใช่คนไทยแน่เพราะน้ำอิงเคยบอกว่าพี่ดราก้อนไม่มีหมายเลขบัตรประชาชน

                “แต่เขาพูดไทยชัดนะ และก็ควรจะพูดให้ชัดตอนนำเสนองานด้วยสิ” น้ำอิงเริ่มใส่อารมณ์ ก่อนที่เสียงเฮฮาจากสมาชิกทั้งหลายในห้องจะดังขึ้น จะอะไรซะอีกก็ตอนนี้ถึงช่วงที่เขาเปิดให้ถามคำถามได้แล้วยังไงล่ะ

                “ว่าแต่ว่าไอ้มิสๆ นั่นมันคืออะไรหรอคะพี่คีย์บอร์ด ใช่ไอมิสยูรึเปล่าคะ?” ยัยน้ำผึ้งเสียงหวานยกมือขึ้นถามโดยมีเสียงโห่ร้องชอบใจจากเพื่อนๆ ในกลุ่มของหล่อน ฮึ!...เริ่มแล้วไง


                “จะไอมิสยูหรือยูมิสไอเนี่ยก็ต้องถามใจน้องเองล่ะนะครับว่าอยากให้เป็นแบบไหน แต่เอพิเดอร์มิสคือส่วนประกอบของใบพืชครับ มันจะเป็นแผ่นบางๆ อยู่นอกสุดของใบพืชพี่เฮลเชียนที่คว้าไมค์ไปตอบให้แทนกวาดยิ้มหวานๆ ละลายสายตาผู้หญิงทั้งห้อง ขณะที่คนถูกถามอย่างคีย์บอร์ดได้แต่ทำหน้านิ่งแข่งกับเสียงกรีดร้องไป กดดันละสิ! แหงล่ะ ฉันจ้องเขาอยู่

     แล้วเส้นใยบางๆ ที่พอจะเชื่อมโยงความสัมพันธ์ของเราล่ะคะชื่ออะไร?” ยัยไข่มุก หรือไอ้ไข่ กะเทยล่ำบึ๊กประจำห้องยกมือขึ้นถามพี่เฮลเชียล แล้วพวกเขาก็ประทะคารมหวานๆ ใส่กัน


     จนกระทั่งผู้หญิงคนหนึ่งเดินเข้ามา..


     “ว้าว...!!” เสียงโห่ร้องจากพวกผู้ชายดังขึ้นบ้าง เมื่อผอมบางของผู้หญิงหุ่นนางแบบคนหนึ่งย่างกรายเข้ามาในห้อง ไม่ได้มีแต่พวกผู้ชายหรอกพี่ชื่นชมในความสวยของนาง ขนาดฉันที่เป็นผู้หญิงด้วยกันก็ยังชอบนางเลย


     เธอสวยมาก...


     “ถ้าไม่มีคำถามแล้ว พวกเราขอจบการสรุปผลการทดลองเพียงเท่านี้นะครับ ขอบคุณครับคีย์บอร์ดคว้าไมค์จากพี่เฮลเชียลมาตัดบท คนอื่นอาจจะกำลังคลั่งไคล้ในความสวยของผู้มาใหม่จนไม่ทันสังเกตสีหน้าไม่สบอารมณ์ของคีย์บอร์ด เขาเก็บอุปกรณ์ต่างๆ ขณะเดียวกันที่กลุ่มของพี่เจนัสที่รอจะนำเสนอต่อก็ได้ออกมาเตรียมอุปกรณ์ต่อ และหนึ่งในสมาชิกกลุ่มของพี่เจนัสก็คือเจ้าหญิงผู้เลอโฉมคนนั้น


     “ตั้งแต่เรียนที่นี่มาครึ่งเทอมฉันเพิ่งจะเคยเห็นผู้หญิงที่สวยเตะตาก็วันนี้แหละ” น้ำอิงว่า ในขณะที่ฉันกำลังสังเกตสีหน้าของพี่ชอลลีที่มองมาทางฉัน เขาคล้ายจะบอกบางอย่างกับฉัน และฉันก็ตีความหมายเป็นว่า...


     เขาต้องการให้ฉันออกไปหาคีย์บอร์ด?


     “เดี๋ยวมานะแก” ฉันบอกเพื่อนๆ แล้วลุกตามคีย์บอร์ดออกไป ในขณะที่เขากับเพื่อนในกลุ่มกำลังวิจารณ์การนำเสนอเมื่อสักครู่อยู่

     “ก็โอเคนะ แต่ว่า...” พี่เฮลเชียนเงียบไป แล้วสะกิดคีย์บอร์ดให้มองมาทางฉัน “แฟนแกมา”

     “งั้นเดี๋ยวพวกฉันไปเก็บของก่อนนะ เสร็จแล้วตามไปล่ะ” พี่ดราก้อนที่รีบร้อนต่อการกลับบ้านหันมาส่งยิ้มให้ฉันหลังบอกเพื่อนเสร็จ ทั้งสองเดินออกไปคีย์บอร์ดก็หันมาทักทายฉัน

     “ว่าไง การนำเสนอเมื่อกี้เข้าใจรึเปล่า”

     “เข้าใจ แต่สงสัยว่าทำไมจู่ๆ ถึงตัดบทแล้วเดินออกมาแบบนี้”

     “ก็จบการนำเสนอแล้ว จะยืนให้พวกนั้นถามอะไรไร้สาระทำไมล่ะ” โห่ นี่นายจะเอาสาระมันทุกลมหายใจเลยรึไง “ยังเหลือการนำเสนออีกกลุ่ม เข้าไปฟังซะ เธอต้องส่งสมุดท้ายคาบไม่ใช่หรอ”

     “ก็ใช่แหละ” ดูๆ คีย์บอร์ดก็ไม่มีอะไรนี่นา แล้วทำไมพี่ชอลลีต้องการส่งสายตาบอกให้ฉันตามเขาออกมาด้วยล่ะ

     “อะไร...จะถามอะไรฉัน” คีย์บอร์ดจะเอื้อมมือจับศีรษะ แต่ฉันเบี่ยงตัวออกมาก่อน ไม่เอาอ่ะ เดี๋ยวดราม่าอีก ถึงเพื่อนในกลุ่มของฉันและเขาจะรู้ความสัมพันธ์ของเราแล้ว แต่ประชากรทั้งโรงเรียนยังไม่รู้

     “ไม่มีไรหรอก ไว้เจอกันที่บ้านแล้วกันเนาะ ไปละเดี๋ยวไม่ทันเพื่อน” ฉันยิ้มลาแล้วเดินเร็วๆ กลับไปที่ห้อง เขาไม่เรียกตามฉันเพราะกลุ่มของพี่เจนัสได้เริ่มการนำเสนอแล้ว ฉันกลับเข้ามานั่งแล้วมองพี่คนสวยนำเสนองานกับพี่เจนัสไป โดยมีพี่ชอลลีกดสไลด์ให้และพูดเสริมบ้างในบางครั้ง

 


...


 

ตกเย็น


                ฉันเหลือบมองนาฬิกาเป็นรอบที่ร้อยแล้วมั้ง หลังรู้สึกว่านี่มันเลยเวลาเรียนของเรามามากแล้ว นัดกันว่าจะเรียนตอน 5 โมงถึง 1 ทุ่มแต่ตอนนี้ปาเข้าไปจะ 6 โมงแล้ว แต่ก็ยังไม่เห็นวี่แววของอีตาครูสอนพิเศษนั่นเลย

                ฉันจึงตัดสินใจบอกความรู้สึกกับคนที่คุยกันอยู่ในไลน์ตอนนี้ไป


                Piano OMO : หงุดหงิดจังเลยค่ะ คีย์บอร์ดบอกให้รีบกลับบ้าน แต่ป่านนี้เขายังไม่มาเลย


                พี่ชอลลีเป็นคนเดียวในคิวท์บอยส์ที่รู้ว่าคีย์บอร์ดเป็นคนช่วยสอนภาษาให้ฉัน ถ้ายังจำกันได้จะรู้ว่าทั้งสองเคยเจอกันที่บ้านฉันมาแล้ว และช่วงนี้ฉันคุยกับพี่เขาบ่อยจนรู้สึกสนิทกับเขามากกว่าคีย์บอร์ดซะอีก


                Cheolly Ritthinon : อ้าว...น้องยังรอเขา?


     Piano OMO : ….???


     Cheolly Ritthinon : คีย์บอร์ดไม่ได้บอกหรอว่าวันนี้จะไปกับบิวต์


     อะไรนะ?!.....ไปกับบิวต์?

     บิวต์คือแฟนเก่าของคีย์บอร์ด แล้วคีย์บอร์ดไปหาบิวต์ทำไม.........อร๊าย!!!! นี่มันเรื่องอะไรกัน!!!

 


ปัง!


                ฉันทิ้งร่างลงบนเบาะนุ่มทันที่เบียดร่างเข้ามาในรถหรูของพี่ชอลลี ฉันแทบจะย้ายไปนั่งฝั่งคนขับแล้วเหยียบรถออกไปด้วยความเร็วสูง เพราะในตอนนี้ไม่ว่าเขาจะทำอะไรมันก็ช้า ไม่ทันใจฉันสักอย่าง


                “ขับให้เร็วกว่านี้หน่อยเถอะค่ะพี่ชอลลี เปียโนไม่ไหวแล้วนะ” ฉันแทบจะพ่นไฟใส่พี่ชอลลีเลยตอนนี้

                “ขับเร็วกว่านี้มีหวังโดนตำรวจเรียกไปเป่าแอลกอฮอล์แน่ครับ ใจเย็นหน่อยเถอะน่าเปียโน” จะว่าไปก็จริงอย่างที่พี่เขาว่า ตอนนี้เข็มไมล์มันอยู่ที่ 100 แล้ว แต่ใจฉันนี่สิที่มันร้อนรนเกินไป เป็นใครจะใจเย็นอยู่ได้ล่ะ ถ้ารู้ว่าแฟนตัวเองนอกใจน่ะ


                ฉันพยายามปลอบใจตัวเองนะว่าบางทีเขาอาจจะแค่คุยกัน เขาอาจจะแค่ปรับความเข้าใจกันเพราะคนที่เป็นแฟนกันเมื่อเลิกกันไปแล้วก็เป็นเพื่อนที่ดีต่อกันได้ แต่อีกใจหนึ่งก็อดคิดไม่ได้ว่าเขาจะกลับไปคบกันอีก แล้วฉันล่ะ ความรู้สึกของฉันที่ให้เขาไปล่ะ ฉันจะเอาคืนมายังไง!!



                    “เดี๋ยวสิครับ” พี่ชอลลีคว้าแขนฉันไว้ ก่อนที่ฉันพรวดเข้าไปในพื้นที่คอนโดฯ หรูแห่งนั้น “เราต้องใช้นี่เข้าไป” เขาว่าพลางชูการ์ดใบหนึ่งให้ฉัน ฉันลืมไปเลยว่าที่นี่มีระบบความปลอดภัยแน่นหนาต้องใช้การ์ดเป็นตัวปลดล็อกประตูแรก ฉันปล่อยหน้าที่นี้ให้พี่ชอลลีเป็นคนดำเนินการแล้วเดินตามเขาเข้าไปข้างใน

                    ถ้าจำไม่ผิดเหมือนนี่จะเป็นคอนโดฯ ที่เคยมากับคีย์บอร์ดเมื่อเดือนที่แล้วก่อนที่จะโดนพวกนักเลงทำร้าย ถึงตอนนั้นจะไม่ได้เข้ามาข้างในแต่ลางสังหรณ์บางอย่างก็เริ่มประติดประต่อเรื่องราวจนมีแววว่าจะส่งผลให้เกิดดราม่าในอนาคต

                ...มันจะเป็นไปได้มั้ยว่า...สถานที่ที่คีย์บอร์ดมาเยือนในตอนนั้นจะเป็นที่อยู่ของพี่บิวตี้อะไรนั่น


กึก!


                พี่ชอลลีชะงักพร้อมส่งสัญญาณบอกให้ฉันหยุดเมื่อเราเดินมาถึงมุมหนึ่งของทางเดินกว้าง เหมือนเขาจะเห็นอะไรบางอย่างที่ไม่อยากให้ฉันเห็น แต่เขาไม่บอกอะไรฉัน เขามองหน้าฉัน....แล้วกุมมือฉันไว้


                “อะไรคะ?” ฉันกระซิบถามเขา

                “...” ความเงียบทำให้ฉันอยากรู้ว่า ข้างหน้ามีอะไร ฉันค่อยๆ เอี้ยวตัวออกไปดู และก็ได้รู้ธาตุแท้ของผู้ชายหลอกลวงคนนั้น

 



                “ฉันพอใจกับผลงานวันนี้ของนาย”

                ริมฝีปากที่เพิ่งจะมอบจูบหวานให้ร่างสูงตรงหน้าเอ่ยชม ปลายนิ้วเรียวลูบไล้อยู่บนร่างกายของเขา ขณะที่อีกฝ่ายเอาแต่ยืนยิ่งพิงหลังอยู่กับพนัง


                “...” นี่มันอะไรกัน...

     คีย์บอร์ดกลับไปหาผู้หญิงคนนั้น ไม่!! ฉันยอมรับมันไม่ได้!!


 

                “เปียโน”

                พี่ชอลลีวิ่งตามฉันมา ในขณะที่ฉันก็ร้องไห้ออกมาเหมือนจะเป็นบ้าให้ได้ตรงนั้น ฉันแทบจะทรุดลงร้องไห้เมื่อวิ่งมาถึงรถของเขา มันเป็นความรู้สึกแรกที่เกิดขึ้น มันอธิบายไม่ถูก ฉันผิดหวังมากกับสิ่งที่เขาทำ เขาหลอกลวงฉันมาโดยตลอด เขาเลิกกันแล้วก็จริง แต่ไม่แน่ว่าความรู้สึกของเขายังเหมือนเดิม

   

             เขายังรักผู้หญิงคนนั้น ถึงได้กลับไปหาเธอใช่มั้ย

 



20.48 น.

 

                พี่ชอลลีจอดรถเทียบหน้าบ้านหลังจากพาฉันไปทานข้าวเย็นเพื่อนปลอบใจ ถึงแต่ละอย่างที่สั่งมาจะเป็นของชอบฉันทั้งนั้น แต่ฉันก็ทานอะไรไม่ลงเลยสักอย่าง แหงล่ะฉันอกหัก ฮือ!!... เพิ่งได้รู้ว่าความเจ็บปวดตอนอกหักมันเป็นแบบนี้เอง...มันเจ็บอย่างนี้นี่เอง!!

                “ถ้ารู้ว่าพาไปแล้วทำให้น้องเสียใจแบบนี้ พี่ไม่น่าพาน้องไปเลย”

                “ไม่เป็นไรหรอกค่ะ เปียโนต้องขอบคุณพี่ชอลลีมากกว่าที่ช่วยทำให้เปียโนตาสว่าง” ฉันหันไปบอกพี่เขา

                “แล้วเปียโนจะทำยังไงต่อไป จะบอกเลิกคีย์บอร์ดมั้ย” ขนาดนี้แล้วถ้าคบต่อไปก็โง่มากแล้วล่ะ

                “ขนาดนี้แล้ว เขาคงไม่คบเปียโนต่อไปแล้วล่ะค่ะ...เขาคงกลับไปคบกันแล้ว” ว่าแล้วก็จุก ฉันพยายามห้ามน้ำตาไม่ให้ไหลซ้ำ เพราะแค่นี้สภาพหน้าฉันมันก็แย่ยิ่งกว่าตอนตื่นนอนแล้ว

                “เป็นยังไงโทรบอกพี่ด้วยนะ พี่รอจะเข้าไปแทนที่เขาเสมอ” ฉันหันไปส่งยิ้มให้พี่ชอลลีบุคคลที่ให้กำลังใจและคอยอยู่เคียงข้างฉันมาตลอด

                คิดๆ ไปคนที่คิดชั่วกับฉันน่าจะเป็นคีย์บอร์ดมากกว่า ทำเป็นบอกว่าพี่ชอลลีไม่ดีอย่างนั้นอย่างนี้ เอาเข้าจริงเขาต่างหากล่ะที่หวังเข้ามาหลอกเอาความบริสุทธิ์ของฉันแล้วทิ้งไปน่ะ ขนาดยังไม่ได้มีอะไรกับเขาฉันยังเสียใจกับสิ่งที่เขาทำขนาดนี้ นี่ถ้าพลาดให้เขาไปละก้อฉันจะอมทุกข์แค่ไหนเมื่อรู้ความจริงทุกอย่างแบบนี้เนี่ย!

                แต่จะโทษใครได้ ฉันใจง่ายไปรักเขาก่อนนี่...

                “ขับรถกลับดีๆ นะคะ” ฉันบอกพลางโบกมือลาสุภาพบุรุษในดวงใจที่ไม่ว่าเวลาจะผ่านไปเท่าไหร่ก็ยังเป็นคนดีเสมอต้นเสมอปลายไม่เปลี่ยน ฉันยืนมองรถที่เขาไปจนสุดสายตา ทำใจอยู่ว่าจะเข้าบ้านยังไงไม่ให้ป๊ากับแม่เห็นสภาพทุเรศๆ ของตัวเองในตอนนี้

                แต่ก็เอาเถอะ...บอกป๊ากับแม่ไปว่าเสียใจที่จองบัตรคอนเสิร์ต Got 8 ไม่ทันท่านก็น่าจะเชื่ออยู่


                “ทำไมเพิ่งกลับ จะสามทุ่มแล้วนะ”

                หากแต่คนที่ซักถามฉันกลับไม่ป๊ากับแม่...และใช่ เขาคือ คีย์บอร์ดที่มาดักรอฉันอยู่หน้าบ้าน

                “แล้วทำไมไปกับชอลลี ไปไหนด้วยกันมา?”

                “แล้วคิดว่าไปไหนมาล่ะ” ฉันย้อนถาม เมื่อเขาเข้ามาหาเรื่องฉัน

                “เธอไหนกับมันมา!” ไม่ต้องเอาเสียงข่มหรอก ถึงน้ำตาจะไหลออกมาอีกรอบแต่ฉันก็จะไม่ยอมนายอีก

                “ก็ไปดูให้เห็นกับตาไง ว่านายยังไม่เลิกกับผู้หญิงคนนั้น!

                “อะไรนะ?” ทำเป็นงง...ฮึ! ฉันอธิบายให้ฟังก็ได้!!

                “ไหนบอกว่ายังไงก็ไม่กลับไปหาคนเขาไง แล้วนี่มันอะไร โดดสอนฉันไป นอนกับผู้หญิงคนนั้นที่คอนโดฯ เธอเนี่ยนะ!” ฉันระเบิดอารมณ์ใส่เขาด้วยความรู้สึกที่พังสิ้นแล้วทุกอย่าง ฉันมั่นใจว่าเขามีอะไรกับผู้หญิงคนนั้นเพราะสังเกตเห็น รอยจ้ำบนคอที่เขาพยายามซ่อนมันไว้ใต้ปกเสื้อ ที่เมื่อเช้ามันไม่มี!

                “ชอลลีมันพาเธอไปหรอ?”

                “มันไม่สำคัญที่นายจะมาถามว่าใครพาฉันไป แต่มันสำคัญที่นายกลับไปมีอะไรกับผู้หญิงคนนั้น!” ฉันไม่เคยสนใจเรื่องอดีตของเขา ไม่ว่าเขาจะผ่านมันมายังไง แต่ปัจจุบันและอนาคตสิ คือสิ่งที่เขาต้องยึดติด “ทำแบบนี้ทำไมอ่ะ ทำแบบนี้ทำไมกัน!” ฉันผลักเขาออกไปสุดแรง ระบายความรู้สึกทุกอย่างที่มีใส่เขาไปไม่ยั้ง

                “ฟังฉันพูดก่อนสิเปียโน เงียบก่อน ฟังฉันสิ!” เขาจับแขนทั้งสองข้างของฉันไว้ บังคับให้ฉันหลุดนิ่งฟังเขา ฮึ! ฉันก็หมดแรงจะทุบตีนายแล้วเหมือนกัน มันเหนื่อยทั้งร่างกาย เหนื่อยทั้งจะถามคำถามบ้าๆ นั่นกับนายแล้ว

                “...” ฉันหยุดฟังเขา... หวังว่าเขาจะปฏิเสธข้อกล่าวหานั่น

                “เราเลิกกันแล้วจริงๆ แต่...” เขาหยุดคำพูดไว้ เหมือนกำลังเรียบเรียงคำพูดออกมาให้ตัวเองดูดีที่สุด “แต่ที่ฉันกลับไปหาเขา เพราะฉันจำเป็นต้องไป”

                “...ไปมีอะไรกับเขา?”

                “อืม” 

               เลว...

 


ผัวะ!!


                มีอะไรกับแฟนเก่าเพราะจำเป็น!... มันเป็นเหตุผลที่ควรใช้อ้างมั้ย ทำไมกัน?! เกิดอะไรขึ้นกับเขา คีย์บอร์ดไม่เคยแสดงความต้องการกับฉันเลยสักครั้ง ไม่มีท่าทีว่าจะคิดเรื่องพรรค์นั้นต่อหน้าฉันด้วยซ้ำ แต่ทำไมเขาถึงเลือกใช้วิธีหักหลังฉันไปมีอะไรกับคนอื่นกันล่ะ

     ...หรือที่ผ่านมาฉันยังรู้จักเขาไม่มากพอ?

                “มันไม่ใช่เหตุผลคีย์บอร์ด อยากก็บอกว่าอยากเถอะ ไม่ต้องอ้างความจำเป็นอะไรทั้งนั้น” ฉันดึงแขนข้างที่เหลือออกมาแล้วถอยกายห่างจากเขา บอกตามตรงว่ารังเกียจนายเหลือเกิน!

                “ฉันขอโทษ สัญญาเปียโนว่ามันจะเป็นครั้งสุดท้าย”


                ครั้งสุดท้าย?...


                ฉันไม่อยากจะเชื่อคำๆ นี้ของเขาเลยสึกนิด เขาจะหลอกลวงฉันอีกหรือเปล่าก็ไม่รู้ และฉันไม่อยากเจ็บแบบนี้อีก มันเจ็บมากจริงๆ นะ ของแบบนี้ใครไม่เจอกับตัวคงไม่เข้าใจหรอก

                “ไม่ ฉันไม่จำเป็นต้องรอนาย ฉันเกลียดนายแล้ว ฮึก”

                “...” คีย์บอร์ดได้แต่ยืนมองฉันคล้ายจะรับรู้ความเจ็บปวดนั้นของฉัน

                “ฉันถามนายซ้ำๆ ว่านายยังรักผู้หญิงคนนั้นรึเปล่า นายยังอยากกลับไปคบอยู่หญิงคนนั้นรึเปล่า แต่นายก็ปฏิเสธ ฮึก ฉันพยายามไม่คิดมากกับคำพูดที่คนอื่นพยายามเตือนฉันมาตลอด ฉันพยายามเชื่อใจนาย แต่สุดท้ายมันก็เป็นจริงอย่างที่พี่เขาบอก”

                “พี่เขา....มันใช่มั้ย?” สายตาของคีย์บอร์ดเปลี่ยนไป แต่มันไม่ใช่เรื่องที่เขาจะไปโกรธคนคนนั้น

                “นายไม่ต้องโทษเขา ทุกอย่างมันเป็นแบบนี้ก็เพราะนาย ถ้าพี่ชอลลีไม่พาฉันไปฉันก็ไม่รู้หรอกว่านายมันเลวขนาดนี้น่ะ ไหนบอกว่าเขาเลวไง ทำไมไม่บอกก่อนคบกันด้วยล่ะว่านายเลวกว่าเขา ทำไมไม่แสดงด้านลบของตัวเองออกมากันล่ะ”

                “ตอนนี้พี่ชอลลีของเธอคงกลายเป็นผู้ชายที่แสนดีไปแล้วสินะ” ใช่! ตอนนี้พี่ชอลลีดีที่หนึ่งในใจฉัน!

                “ไม่ใช่หรอก... แต่พี่ชอลลีเป็นผู้ชายที่แสนดีมาตลอด อย่างน้อยเขาก็ไม่เคยทำให้ฉันเสียใจเหมือนนาย”

                “ก็เธอยังไม่ได้คบกับมันนี่ เธอยังไม่รู้จักนิสัยของมันมากพอ” ฮึ นายคนนี้เก่งเรื่องเอาดีใส่ตัวจริงๆ

     “ฉันก็ยังไม่รู้จักนิสัยของนายเหมือนกัน แต่เท่าที่รู้กันในตอนนี้ทั้งนาย และพี่ชอลลี คนที่ดีที่สุดสำหรับฉันในตอนนี้คือเขา

     ...ถ้าเป็นไปได้ ฉันอยากลองคบกับเขา


...........................................






……………………



Teacher you’re my love 

ปิ๊งรักครู(หนุ่ม)หน้าใสหัวใจเย็นชา

  

-ตริวเตอร์หนุ่มสุดเย็นชา ปะทะ ยัยศิษย์บ๊องจอมทะลึ่ง-

คีย์บอร์ด & เปียโน


นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

28 ความคิดเห็น

  1. #18 Blue'peaceful (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 3 สิงหาคม 2559 / 18:52
    รอๆๆๆๆๆ 
    #18
    0