คืนค่าการตั้งค่าทั้งหมด
คุณแน่ใจว่าต้องการคืนค่าการตั้งค่าทั้งหมด ?
ลำดับตอนที่ #4 : ตอนที่ 4 ภายในกำแพงพระราชา
ตอนที่ 4 : ภายในกำแพงพระราชา
“แอนนา เซลเวน”
บริเวณหน้าประตูโรงเรียนพระราชา บัดนี้กำลังคับคั่งไปด้วยผู้คนมากมายแต่ที่เห็นเด่นชัดที่สุดก็คงเป็นเหล่าบรรดาริ้วขบวนพลพรรคจากป้อมปราการต่างๆ ที่มาในชุดเต็มยศคอยรอต้อนรับสมาชิกน้องใหม่กันอย่างพร้อมเพรียง
“…ปราการปราชญ์” สิ้นเสียงประกาศ ขบวนที่นำโดยธงสีขาวรูปแหวนอันเป็นสัญลักษณ์ของปราการแห่งปราชญ์ก็ต่างพากันโห่ร้องรับขวัญกันถ้วนหน้า
“คาโล วาเนบลี....ป้อมอัศวิน”
“เฮ้!!!!”
ร่างสูงสมส่วนของเจ้าชายแห่งคาโนวาลเคลื่อนกายไปยังกองขบวนที่นำโดยผื้นธงลายดาบไขว้บนพื้สีแดงสดก่อนจะหยุดอยู่เบื้องหน้าของรุ่นพี่ที่ต้องคอยผลัดเปลี่ยนกันมามอบเสื้อคลุมแก่สมาชิกใหม่
“ยินดีต้อนรับสู่ป้อมอัศวิน คาโล วานบลี เดอะ ไนท์ ออฟ เอดินเบิร์ก” รุ่นพี่ในชุดเสื้อคลุมเต็มยศเอ่ยพร้อมกับยื่นเสื้อคลุมสีแดงสดที่ถูกพับมาอย่างเรียบร้อยแก่เด็กหนุ่ม
“ขอบคุณครับ” คาโลเอ่ย
“เฟลิโอน่า เกรเดเวล...”
บรรยากาศโดยรอบพลันเงียบลงเพราะทุกคน ณ ที่นั้นต่างลุ้นกันตัวแทบโก่งว่าเจ้าของสมญาธิดาแห่งความมืดนั้นจะกลายเป็นสมาชิกใหม่ของป้อมปราการใด
“ป้อมอัศวิน!”
“เฮ้!!!!!”
เสียงดังสั่นของเหล่าสมาชิกจากป้อมอัศวินทั่งยิ่งกว่าครั้งไหนๆ คงเป็นเพราะได้ทั้งเจ้าชายและเจ้าหญิงที่ได้ชื่อว่าเก่งกาจไม่แพ้ใครมาเข้าร่วมสังกัดเดียวกัน
“ยินดีต้องรับเข้าสู่ป้อมอัศวิน เฟลิโอน่า เกรเดเวล เดอะ ไนท์ ออฟ เอดินเบิร์ก ขอให้มีความสุขในบ้านหลังที่สองแห่งนี้”
น้ำเสียงใจดีและรอยยิ้มอบอุ่นที่สามารถพิฆาตใจสาวมาได้นักต่อนักของเจ้าชายผู้สุขุมและเยือกเย็นแห่งเจมิไน เจ้าชายโรเวน ฮาร์เวิร์ด ผู้มีเรือนผมและดวงตาคมกริบทรงเสน่ห์สีไพรินสวย และยังรั้งตำแหน่งเสนาธิการฝ่ายซ้ายคนสำคัญประจำป้อมอัศวิน
“ขอบคุณค่ะ” เรียวปากสวยแย้มยิ้มเล็กน้อยพร้อมกับยื่นมือออกไปรับผืนผ้าจากรุ่นพี่ ก่อนจะเดินไปอยู่ที่ท้ายขบวน
หลังจากพิธีการประกาศป้อมปราการที่สังกัดจบไปแล้ว เหล่านักเรียนใหม่แห่งโรงเรียนพระราชาจึงแยกย้ายกันไปยังที่อยู่ใหม่องตนด้วยการนำทางของรุ่นพี่ ป้อมอัศวินที่สภาพภายนอกไม่ได้ดูดีมากแต่ก็ไม่ถึงกับแย่สักเท่าไหร่ ด้านหน้าเป็นลานหญ้าขนาดย่อมและมีธงสีแดงลายดาบปักอยู่รอบๆ นอกจากนี้ยังมีคบเพลิงตามจุดต่างๆที่คงจะจุดในเวลากลางคืน ตัวอาคารที่ทำจากอิฐสีส้มแดงและฉาบทับด้วยปูนขาวธรรมดาที่ร่อนหรือมีรอยกระดำกระด่างเป็นบางจุดเหมือนอาคารทั่วไป แต่ก็แฝงไว้ด้วยกลิ่นอายความขลังแบบแปลกๆ
นักเรียนในป้อมอัศวินมักจะเป็นผู้ชายเสียส่วนใหญ่จึงไม่แปลกที่ปีนี้จะมีนักเรียนหญิงหลงเข้ามาเพียงสี่คน ส่วนที่เหลืออีกกว่าสิบสี่คนนั้นจะเป็นผู้ชายกันทั้งหมด เฟลิโอน่าที่ในตอนแรกจะถูกหลายคนจะแสดงอาการเกร็งใส่ไปนิดแต่เมื่อลองได้สนทนาทำความรู้จักกันจึงลดระดับความน่ายำเกรงไปโข เพราะธิดาแห่งความมืดนั้นไม่ได้น่ากลัวอย่างที่หลายๆ คนคาดเอาไว้ ออกจะตรงกันข้ามเสียด้วยซ้ำ ทำให้ตอนนี้เธอสามารถทำความรู้จักเพื่อนร่วมชั้นแทบทุกคนแล้ว
“ช่วยพักการทำวามรู้จักกันสักเดี๋ยวนะจ๊ะเด็กๆ”
ภายในห้องโถงใหญ่ของป้อมอัศวินเหล่าสมาชิกใหม่เริ่มจะจับกลุ่มคุยกันอย่างสนุกสนานต้องค่อยๆ เงียบเสียงลงเมื่อมีเสียงจากสตรีร่างท้วมที่เพิ่งมาถึง
"ขอบคุณจ้ะ เอาล่ะ ก่อนอื่นครูก็จะขอแนะนำตัวก่อนนะ ครูชื่อแรมเซิลหรือจะเรียกครูว่ามิสแรมเซิลก็ได้ ครูเป็นอาจารย์ประจำป้อมนี้ถ้ามีปัญหาอะไรสามารถมาปรึกษากันได้นะจ๊ะ วันนี้พวกเราเจอกันแค่นี้ก่อนเพราะเดี๋ยวครูต้องไปประชุมแล้ว รายละเอียดอื่นๆ ครูจะให้รุ่นพี่ของพวกเธอชี้แจงกันเองเป็นลำดับต่อไป สุดท้ายนี้ก็ขอต้อนรับเข้าสู่ป้อมอัศวินของเรานะจ๊ะ หวังว่าพวกเธอจะได้ประสบการณ์ดีๆ จากที่แห่งนี้ ครูต้องไปแล้ว ลาล่ะจ้ะ" มิสแรมเซิลโบกมือน้อยๆ ก่อนจะรีบเร่งเดินออกไป
"ในฐานะตัวแทนรุ่นพี่ทุกคนก็ขอกล่าวยินดีต้อนรับอย่างเป็นทางการกันอีกครั้ง ป้อมอัศวินของเราก็ไม่มีอะไรมากทุกคนจะอยู่ร่วมกันเหมือนครอบครัว กฎของที่นี่คือห้ามมีเรื่องจนถึงขั้นต่อสู้กัน แต่ก็จะมีการยกเว้นในบางกรณี" พอพูดถึงตรงนี้ก็ดูจะเรียกความใจจากเด็กใหม่ขึ้นมาได้ทั้นที เพราะสมาชิกป้อมอัศวินทุกคนต่างก็ขึ้นชื่อเรื่องความเลือดร้อนและชอบการต่อสู้กันทุกคนอยู่แล้ว
“เดี๋ยวๆ ใจเย็นๆ กันก่อน ตอนนี้พี่ต้องแจ้งเรื่องที่ควรทาบในเบื้องต้นให้หมดก่อน ส่วนที่นอกเหนือจากนั้นก็ค่อยว่ากันอีกที...ตอนนี้ก็มาแนะนำตัวเหล่าสภาสูงของป้อมก่อนเลยแล้วกัน เริ่มจากพี่ โรเวน ฮาร์เวิร์ด ชั้นปีที่ห้า เสนาธิการฝ่ายซ้าย” โรเวนว่าจบ สมาชิกคนอื่นๆ ของสภาสูงประจำป้อมก็ผลัดกันแนะนำตัวและตำแหน่งบ้าง
"ไธนอส ทิลดอล ชั้นปีที่ห้า เสนาธิการฝ่ายขวา"
"พี่ชื่อโซมาเนีย มิสทรัล ชั้นปีที่ห้าเช่นกัน เป็นสี่ผู้คุมกฎจ้ะ"
“ชิวาส เดเบส ชั้นปีที่ห้า เป็นสี่ผู้คุมกฎ”
“ตอนนี้ก็มีกันอยู่เท่าที่เห็นล่ะนะ จริงๆ ต้องมีหัวหน้าป้อม เซอร์เทวิส ฟีลิปปี้ อยู่ด้วยแต่ตอนนี้เขาติดภารกิจอยู่ที่ต่างเมือง กลับมาถึงเมื่อไหร่คงได้เจอกัน แล้วก็ผู้คุมกฎอีกสองคนที่เหลือคงกำลัง....” โรเวนที่กำลังพูดอยู่จำต้องหยุดลงเมื่อมีเสียงของผู้มาใหม่แทรกขึ้นมาเสียก่อน
“นี่! ลอลี่ เดินเร็วๆ หน่อยสิ ป่านนี้โรวี่คงเริ่มแนะนำสภาสูงแล้วนะ” เสียงพูดปนหอบที่ได้ยินมาก่อนตัวที่คงจะไม่ได้สะดุดหูของใคร แต่ไม่ใช่กับเฟลิโอน่า
…ลอลี่?
“มาสายนะพวกนาย แบบนี้มันใช้ได้ที่ไหน” โซมาเนียเอ่ยขึ้นนเมื่อผู้คุมกฎสองคนสุดท้ายประกฎตัว
“ฉันไม่ผิดนะโซมี่ ลอลี่ต่างหากที่ช้า นี่เริ่มแนะนำตัวกันไปแล้วใช่ไหม”
เจ้าของเรือนผมและดวงตาสีรัตติกาลหลังกรอบแว่นทรงกลมเอ่ยถาม พลางกวาดตามองเหล่าสมาชิกใหม่ที่นั่งกันอยู่ แต่ก็ต้องหยุดสายตาอยู่ที่ใครคนหนึ่งที่เขาไม่คิดว่าจะเจอที่นี่
“เธอ...” เสียงนี้หาใช่มาจากคนที่เอ่ยแก้ตัวเมื่อครู่ แต่กลับมาจากอีกคนที่มาด้วยกัน ดวงตาสีอเมธิสต์คู่คมสบเข้ากับดวงตาสีน้ำตาลหวานอย่างไม่อาจละสายตา ใบหน้าที่มักนิ่งเฉยกำลังแสดงดีหน้าแปลกใจอย่างที่คาดไม่ถึง
“ลอลี่ๆ นั่นใช่...ใช่ไหม”
น้ำเสียงประหลาดใจของคนที่ไม่ค่อยแสดงออกกับน้ำเสียงตื่นเต้นของอีกคนทำให้หญิงสาวที่อยู่ข้างๆ อดที่จะถามขึ้นมาไม่ได้
“พวกนายมีปัญหาอะไรกับรุ่นน้องของพวกเรางั้นเหรอ”
“เปล่า ไม่มีอะไร...ต้องแนะนำตัวใช่ไหม ฉันลอเรนซ์ ดอร์น สี่ผู้คุมกฎ” ใบหน้าที่เมื่อครู่ไม่ได้นิ่งเฉยอบ่างปกติกลับไปนิ่งเรียบดังเดิม คู่หูที่อยู่ข้างๆ กันเหลือบมองเพียงนิดก่อนจะหันไปแนะนำตัวบ้าง
“ส่วนพี่ ลูคัส ซาโดเรีย สี่ผู้คุมกฎเช่นกัน ยินดีที่ได้รู้จักทุกคน”
ทุกท่าทางและสายตาของคนที่มาช้านั้นล้วนถูกคนที่อยู่ก่อนแต่แรกจับจ้องไว้ทั้งสิ้น ก่อนผู้มีตำแหน่งสูงสุดในป้อม ณ ตอนนี้จะว่าขึ้นบ้าง
"เอาล่ะๆ ตอนนี้ก็รู้จักพวกพี่กันทุกคนแล้ว ต่อไปก็ขอให้พวกเธอแนะนำตัวเองบ้างนะ เริ่มจากทางด้านซ้ายก่อนเลย"
การแนะนำตัวของเหล่าสมาชิกใหม่เริ่มขึ้นและดำเนินไปอย่างราบรื่น แต่ก็สามารถสร้างความตกใจและคาดไม่ถึงให้ใครบางคนได้เป็นอย่างดี จากนั้นก็ต่อด้วยการอธิบายกฎระเบียบของป้อมอัศวินแห่งนี้ รวมถึงกฎคร่าวๆ ของโรงเรียนพระราชา การชี้แจงถึงรายละเอียดต่างๆ และตอบข้อสงสัยของสมาชิกใหม่ที่จะยกมือถามเป็นบางช่วงนั้นกินเวลาไปไม่น้อยแต่สุดท้ายก็เสร็จสิ้นลง จะเหลือก็แต่หัวข้อสุดท้ายที่เชื่อว่าทุกคนกำลังรอคอยมันอยู่
"ต่อไปจะเป็นการแบ่งห้องพัก คนที่อยู่ห้องแรกจะมีสามคนซึ่งสามคนนั้นคือคนที่สอบเข้าได้คะแนนเป็นสามอันดับแรกมีตำแหน่งเป็นหัวหน้าชั้น และอย่างที่บอกไปก่อนหน้านี้ ทั้งสามคนนั้นจะต้องรับคำท้าประลองจากเพื่อนร่วมชั้นคนอื่นที่ต้องการตำแหน่งหัวหน้าชั้นอย่างไม่มีข้อแม้ และผู้ชนะเท่านั้นที่จะมีสิทธิ์อยู่ห้องนั้น" ว่าจบก็เกิดเสียงซุบซิบขึ้นมาทันที
"เงียบๆ กันก่อน" เมื่อโรเวนพูดปรามเสียงพูดคุยจึงค่อยๆ เงียบลง เขาจึงเอ่ยต่อ "คนที่อยู่ห้องแรก...เฟลิโอน่า เกรเดเวล คาโล วาเนบลี และ คิลมัส ฟีลมัส" สิ้นเสียง ผู้ที่เคยเกือบมี หรือาจมีเรื่องบาดหมางกันมาก่อนแล้วก็พลันเบือนหน้ามาสบกันแทบจะทันที แต่ด้วยวุฒิภาวะและการรู้จักวางตัวจึงไม่มีใครเอ่ยขัดขึ้นมาให้เสียมารยาท
เบื้องหน้าประตูไม้ขนาดกลางสภาพถือว่าดีพอใช้ของห้องแรกสุดบนชั้นที่เป็นของเหล่าปีหนึ่ง หรือก็คือห้องของผู้ที่เป็นหัวหน้าชั้นปีปรากฎร่างทั้งสามของคนที่จะมาเป็นเจ้าของกลุ่มต่อไป
“เฮ้ ฉันก็พอรู้มาบ้างล่ะนะว่าพวกนายไม่ค่อยกินเส้นกัน แต่ถ้าจะมายืนเล่นสงครามประสาทกันตรงนี้ต่อไปก็ช่วยหลีกทางให้ฉันเข้าห้องก่อนจะได้ไหม” เสียงของหนึ่งในเจ้าของห้องหัวหน้าชั้นปีดังขึ้นอย่างที่ไม่ได้เกรงกลัวสักนิดว่าคนที่จะมาเป็นเพื่อนร่วมห้องอีกสองคนที่เหลือนั้นจะเป็นใครมาจากไหน
“ขอโทษที” แล้วก็เป็นหญิงสาวเพียงคนเดียวตรงนั้นที่เอ่ยขึ้นบ้างก่อนจะทำการยุติสงครามประสาทที่เพื่อนใหม่ว่า ด้วยการหันไปเปิดประตูห้องพักเข้าไปเป็นคนแรก แต่ก็ต้องเจอเรื่องไม่คาดฝันเสียได้
“ทำไมมาช้านักล่ะครับท่านพี่”
เด็กหนุ่มที่ไม่น่าจะมาอยู่ที่นี่ได้ หรือที่จริงควรจะกลับบ้านเกิดไปตั้งแต่หลายชั่วโมงก่อนเหตุใดจึงมาทำเหมือนว่ากำลังนั่งรอแขกมาเยี่ยมบ้านตัวเองเช่นนี้กัน
“พี่ควรจะต้องถามมากกว่าไม่ใช่รึไง ทำไมยังไม่กลับบ้านอีกหือ ฟรานซิส” ร่างเพรียวบางรีบเดินปรี่เข้าไปยืนต่อหน้าผู้เป็นน้องชายที่กำลังนั่งอยู่บนเก้าอี้ของส่วนที่จัดไว้สำหรับตั้งโต๊ะทำงาน สมาชิกอีกสองคนที่เหลือจึงเดินตามเข้ามาดูเหตุการณ์บ้าง ไม่สิ คนที่สนใจดูเหมือนจะมีแค่คนเดียว ส่วนอีกคนก็เดินไปยังเตียงที่อยู่ชิดผนังด้านในก่อนจะวางกระเป๋าลงไปเป็นการบอกนัยๆ ว่า ‘ฉันจะนอนเตียงนี้’
อีกเตียงที่เหลือจึงตกเป็นของนักฆ่าแห่งซาเรสไปโดยปริยาย ซึ่งเจ้าตัวก็เพียงแค่เดินไปทิ้งตัวนั่งเท้าคางที่ปลายเตียงแล้วดูสองพี่น้องทายาทเจ้าแห่งปีศาจราวกับเป็นเรื่องสนุกสนานเสียเหลือเกิน
“ก็ผมเป็นห่วงท่านพี่ เอาน่า ยังไงท่านเสนาธิการฝ่ายซ้ายก็อนุญาตแล้ว ไม่มีใครว่าหรอกครับ” คำว่า ท่านเสนาธิการฝ่ายซ้าย ทำเอาคนนั่งเท้าคางเลิกคิ้วขึ้นอย่างประหลาดใจยิ่งนัก รวมถึงยังทำให้คนที่กำลังกึ่งนั่งกึ่งนอนอ่านหนังสือไม่สนใจสิ่งรอบตัวในตอนแรกต้องเหลือบมองเล็กน้อยก่อนจะกลับไปอยู่ในโลกส่วนตัวดังเดิม
“เจ้าชายโรเวนเนี่ยนะ” เฟลิโอน่าถามย้ำอย่างต้องการความแน่ใจซึ่งฟรานซิสก็ยิ้มรับอย่างไม่ปฏิเสธ “เฮ้อ แล้วพี่จะทำยังไงได้ล่ะ จะอยู่ก็อยู่แต่ห้ามก่อเรื่องไม่อย่างนั้นจะเป็นอย่างไร รู้ใช่ไหม แล้วก็อย่าลืมบอกท่านพ่อท่านแม่ด้วยล่ะ” เมื่อพี่สาวสุดที่รักยอมให้ในที่สุดฟรานซิสก็พลันยิ้มกว้างดีใจเสียเหลือเกิน
“ผมบอกพวกท่านแล้วครับเพราะรู้ว่าท่านพี่ต้องยอมแน่ๆ ท่านพี่มาเหนื่อยๆ ก็นั่งพักก่อนนะครับ กระเป๋านี่เดี๋ยวผมจัดการให้” เด็กหนุ่มว่าอย่างลิงโลดก่อนจะคว้ากระเป๋าในมือพี่สาวมาถือไว้เอง แต่ก่อนไปก็ไม่ลืมยื่นหน้าไปกดจมูกลงบนแก้มเนียนทั้งสองข้างอย่างเท่าเทียม แล้วก็เดินไปทางประตูที่จะเชื่อมกับห้องเล็กๆ สำหรับหญิงสาวเพียงคนเดียวของห้อง
“น้องชายเธอนี่สุดยอดจริงๆ ถึงกับไปคุยกับเจ้าชายโรเวนได้เนี่ย” คนที่นั่งดูเหตุการณ์อยู่ตลอดว่าขึ้นเมื่อคนที่ถูกกล่าวถึงหายเข้าไปในห้องเล็กแล้ว
“ฉันก็ไม่แปลกใจนักหรอก แต่ที่สงสัยกือน้องฉันเอาอะไรไปต่อรองกับเขาเนี่ยสิ เพราะเจ้าชายโรเวนไม่น่ายอมให้มาอยู่ได้เลยหรอกจริงไหม คิลมัส” เฟลิโอน่าหย่อนกายนั่งลงบนเก้าอี้ตัวเดียวกับที่ฟรานซิสนั่งเมื่อครู่ ก่อนจะเบือนหน้าไปหาเพื่อนใหม่ที่เป็นฝ่ายเปิดบทสนทนาขึ้นก่อน
“ที่เธอบอกก็อาจถูก คงต้องลองถามไม่น้องชายเธอก็เจ้าชายโรเวนดูล่ะนะ แล้วอีกอย่างเรียกฉันว่าคิลก็พอ”
“ยินดีที่ได้รู้จัก คิล ฉันเฟลิโอน่า แต่คิดว่าไม่ต้องบอกก็คงรู้ใช่ไหม” เฟลิโอน่าหยอกเพื่อนใหม่ที่คงจะต้องอยู่ร่วมห้องกันไปอีกนานถ้าไม่มีใครมาท้าสู้ชิงตำแหน่งหัวหน้าสั้นปีเสียก่อน แต่เธอคิดว่าคงไม่มีใครอยากลองหรอกกระมัง แต่ก็ไม่แน่เพราะอย่างไรก็ได้ชื่อว่าป้อมอัศวิน
คิลไหวไหล่เล็กน้อยเป็นเชิงยอมรับ “ก็จริงของเธอนั่นแหละ” ก่อนจะหันไปหาอีกหนึ่งสมาชิกที่ทำตัวราวกับกำลังอยู่คนเดียวไม่สนใจสิ่งรอบตัวใดๆ ทั้งสิ้น “เฮ้! แล้วท่านเจ้าชายอีกคนไม่คิดจะมาทำความรู้จักกันบ้างหรือไง”
เสียงเรียกของคิลทำให้เจ้าชายแห่งเมืองนักรบลดหนังสือลงเพียงนิดก็จะเบือนใบหน้านิ่งเฉยมาสบ แล้วกล่าวเพียงสั้นๆ ก่อนจะหันกลับไปสนใจหนังสือเหมือนเดิม
“คาโล วาเนบลี ยินดีที่ได้รู้จัก”
“ฉันว่าน่าจะจับหมอนี่ไปเรียนวิชาว่าด้วยการสานสัมพันธไมตรีกับผู้อื่นเป็นอย่างแรกเลย” คิลเอ่ยเน้นย้ำเป็นบางคำหวังจะทำให้คนที่ถูกพาดพิงมีปฏิกริยาอะไรบ้างแต่สุดท้ายก็ไม่
“ปล่อยเขาเถอะคิล”
คิลหยักหน้ารับคำเพียงนิดก่อนจะเลิกสนใจเจ้าชายน้ำแข็งที่ถูกตั้งฉายาให้ภายหลังจากนั้นไม่นานซึ่งเฟลิโอน่าก็เห็นด้วยแต่คนถูกตั้งฉายาก็ยังคงไม่มีทีท่าจะสนใจแต่อย่างใด คิลกับเฟลิโอน่าจึงคุยเรื่องต่างๆ มากมาย ทั้งเรื่องของเดมอสที่คิลยังไม่เคยไป รวมถึงเรื่องของประเทศต่างๆ ในเอเดนที่เด็กหนุ่มไปมาแล้วเกือบทุกเมือง และไม่นานก็มีคนมาร่วมวงสนทนาอีกคนหลังจากเข้าไปจัดข้าวของของตนและผู้เป็นพี่สาวเรียบร้อยแล้ว และเมื่อสมควรแก่เวลาจึงแยกย้ายกันไปทำธุระส่วนตัวและเข้านอนกันอย่างรวดเร็วด้วยความอ่อนเพลีย
เช้าวันใหม่ เป็นวันที่อากาศสดใสอีกวันหนึ่ง ท้องฟ้าโปร่ง ลมพัดเย็นสบาย จึงทำให้ยากยิ่งนักถ้าจะลุกจากที่นอนซึ่งก็เป็นโอกาศที่ดีเพราะกว่าโรงเรียนพระราชาจะเริ่มเปิดการเรียนการสอนก็ในอีกสามวันข้างหน้า แต่ภายในห้องอาหารดราก้อนของป้อมอัศวินกลับเนืองแน่นไปด้วยฝูงชนมากมายที่แค่มองก็คงตอบได้ว่าจุดประสงค์นั้นคืออะไร
"ขอบคุณค่ะ" เสียงหวานที่พร่ำพูดขอบคุณแทบจะร้อยครั้งเข้าไปแล้วในเช้าวันนี้ เพราะเหล่าหนุ่มๆ จากป้อมปราสาทอื่นๆ ที่แห่แหนมามอบกุหลาบให้แก่เจ้าหญิงแห่งเดมอสอย่างไม่ขาดสาย แม้ในทีแรกยังมีคนกล้าๆ กลัวๆ อยู่บ้าง แต่พอเห็นท่านเจ้าหญิงยอมรับอย่างไม่เกี่ยงงอนอีกทั้งยังยิ้มรับและเอ่ยขอบคุณด้วยสียงหวานชวนฝันแบบนี้ มันยิ่งเป็นการเชิญชวนเข้าไปอีก
“ท่านพี่จะรับมาทำไมกันครับ” ฟรานซิสว่าขึ้นหลังจากเจ้าชายอะไรสักอย่างจากปราการปราชญ์เดินลับออกไป
“ก็เขาอุตส่าห์เอามาให้ ถ้าไม่รับมันจะเป็นการเสียมารยาทไม่ใช่เหรอ แล้วก็อย่าว่าแต่พี่เลย ตัวเองก็ใช่ย่อยเสียที่ไหน” เฟลิโอน่าว่าพลางมองกองดอกกุหลาบข้างตัวฟรานซิสสส่งให้คนที่บอกว่าไม่ควรรับในทีแรกต้องเกาท้ายทอยแกรกๆ และหมดข้อโต้แย้งในทันใด
“ครับๆ”
"นั่นมาทำอะไรกัน" นักบวชหนึ่งในสี่ผู้คุมกฎที่เพิ่งเดินลงมาถึงห้องอาหารเอ่ยขึ้นอย่างแปลกใจ เพราะมันช่างผิดวิสัยชาวป้อมที่จะตื่นแต่เช้าแล้วลงมารับประทานอาหารเช่นนี้ยกเว้นเฉพาะวันที่มีเรียนเท่านั้น
"นั่นไง สาเหตุ" ผู้เป็นคู่หูว่าแกมหัวเราะพร้อมกับชี้ไปที่จุดสนใจของคนเกือบทั้งโรงอาหารที่กำลังมีชายหนุ่มไม่ทราบสังกัดเดินตรงเข้าไปหาพร้อมดอกกุหลาบในมือด้วยท่าทางหมายมาด
"ไม่เบาจริงๆ เลยนะรุ่นน้องเราเนี่ย แต่ทำที่นั่งเต็มแบบนี้แล้วจะให้นั่งไหนล่ะ" ซาตานอารมณ์ดีพูดขึ้นอีกครั้งพลางเหลือบมองคู่หูที่กำลังจะทำสิ่งที่รู้ๆ กันดี
ฟิ้วๆๆๆๆๆๆๆ
ฝูงมีดบินที่กำลังอวดโฉมให้คนจากป้อมปราการอื่นๆ ได้ดูเป็นขวัญตา แต่ก็มีบางส่วนที่ไปเฉียดผ่านใบหูใครเข้าทำเอาหน้าซีดไปตามๆ กัน
“ที่ป้อมไม่มีห้องอาหารกันหรือไง ใครที่ไม่ได้อยู่ป้อมอัศวินก็กลับไปซะ” น้ำเสียงเย็นเยียบที่มาพร้อมกับคำสั่งที่เฉียบขาดทำให้ใครหลายๆ คนนึกขึ้นได้ว่านั่นคือหนึ่งในสี่ผุ้คุมกฎอันเลื่องชื่อแห่งป้อมอัศวิน และอีกคนข้างๆ นั่นก็เช่นกัน ฉับพลัน ในห้องอาหารที่เนืองแน่นไปด้วยผู้คนมากมายกลับกลายเป็นว่าเหลืออยู่เป็นหย่อมๆ ซึ่งนั่นก็ถือเป็นปกติของห้องอาหารแห่งนี้ในยามเช้าอยู่แล้ว
"อรุณสวัสดิ์ เมื่อคืนเป็นไง หลับสบายกันไหม" ลูคัสเดินมาทักรุ่นน้องที่เพิ่งจะรู้จักกันเมื่อวานแต่ก็ยกเว้นบางคน ส่วนผู้ที่เพิ่งสำแดงเดชเมื่อครู่ก็เพียงเดินตามมาเงียบๆ
" อรุณสวัสดิ์ค่ะ พี่ลูคัส พี่ลอเลนซ์ เมื่อคืนหลับสบายดีค่ะ" เฟลิโอน่าที่เคยพบกันมาก่อนทักทายกลับไปเป็นคนแรก
“งั้นก็ดีแล้ว ว่าแต่นี่...ใช่คนเดียวกับตอนนั้นหรือเปล่า” ลูคัสที่เหมือนจะคับคล้ายคับคลากับเด็กหนุ่มเรือนผมดีดำสนิท และดวงตาสีรัติกาลเอ่ยขึ้นเป็นเชิงถาม
“ผมฟรานซิสครับ เป็นน้องของท่านพี่เฟลิโอน่า ก็ที่เคยเจอเมื่อตอนนั้นแหละครับ”
“แล้วทำไมถึงมาอยู่ที่นี่ได้ล่ะ” ลูคัสถามพลางเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย
“ก็แค่ไปคุยกับท่านเสนาธิการนิดหน่อยก็ไม่มีปัญหาแล้วครับ”
“โรเวน?” คราวนี้ไม่ใช่ลูคัสแต่เป็นลอเรนซ์ที่เอ่ยเป็นเชิงถามขึ้นหลังจากยืนฟังมาได้สักพัก
“โรวี่เนี่ยนะ”
“ก็นั่นแหละครับ”
คำตอบของเด็กหนุ่มส่งให้คู่หูที่เหมมือนจะไม่ค่อยลงรอยกันเท่าไหร่ต้องเบือนหน้ามาสบกันกันอย่างเสียมิได้ ด้วยความที่รู้นิสัยของคนที่เป็นทั้งเพื่อนและเจ้านายดี
“พวกพี่เริ่มหิวแล้วคงต้องขอตัวก่อนละ ไว้เจอกันใหม่นะ” ซาตานอารมณ์ดีว่าทิ้งท้ายไว้เพียงเท่านั้นก่อนจะเดินผละออกไป แต่เจ้าของดวงตาสีอเมธิสต์กลับปรายตามองเด็กสาวคนเดียวในกลุ่มเพียงนิดก่อนจะเดินตามผู้เป็นเพื่อนไป ซึ่งนั่นก็ไม่ได้รอดพ้นจากดวงตาสีฟ้าเยือกเย็นของเจ้าของสมญาเจ้าชายน้ำแข็ง แต่เจ้าตัวก็ไม่ได้เก็บมาสนใจอะไรเพราะอย่างไรนั่นก็ไม่ใช่เรื่องของตน
“นายก็สงสัยใช่ไหมว่าทำไมโรวี่ถึงยอมให้เจ้าชายฟรานซิสมาอยู่ที่นี่อีกคน” เจ้าของดวงตาสีนิลหลังกรอบแว่นว่าขึ้น
“ก็คงต้องลองถามเจ้านั่นดู ถ้าจะยอมบอกล่ะก็นะ” นักบวชแห่งแอเรียสพูด
“เป็นไปได้ไหมว่าจะเกี่ยวกับเฟลิโอน่า” การที่ซาตานแห่งทริสทอร์จะเอ่ยชื่อใครสักคนอย่างถูกต้องนั้นเป็นอะไรที่หาได้ยาก ซึ่งนั่นหมายความว่าเขาไม่ได้อยู่ในอารมณ์ที่กำลังล้อเล่นไปเรื่อยอย่างปกติ
“อย่าเพิ่งรีบด่วนสรุปถ้ายังไม่รู้ว่าความจริงมันเป็นอย่างไร”
“ฉันก็แค่ตั้งข้อสันนิษฐานไปเรื่อยนั่นแหละ”
แม้ว่ารอเลนซ์จะพูดเช่นนั้นก็ใช่ว่าเขาจะไม่มีความคิดนั้นอยู่ในหัวเลยเสียทีเดียว
-จบตอนที่ 4-
ความคิดเห็น