รักจรดใจ

ตอนที่ 46 : ตอนที่ 19

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 162
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 16 ครั้ง
    4 ส.ค. 61

ปฏิรพหัวเสียกับเรื่องที่เกิดขึ้น แต่เขาก็ควบคุมอารมณ์ได้ดี ชายหนุ่มมองร่างซึ่งหลับใหลอยู่บนเตียงด้วยความเป็นห่วง เขาไม่คิดว่าเวทิศจะใช้ไม้นี้ ความทรงจำบางส่วนที่สำคัญของพลอยโพยมถูกเก็บไปแล้ว ในความทรงจำนั้นอาจไม่มีเรื่องราวหลัก แต่เขาคิดว่าหากเวทิศนำไปปะติดปะต่อเข้าด้วยกัน ก็น่าจะได้ข้อมูลที่สำคัญบ้าง

         แต่การลงมือครั้งนี้ของเวทิศ ทำให้เขาได้รู้อะไรบางอย่าง

         เวทิศน่าจะแฝงตัวอยู่ใกล้ๆ เรา

         อยู่ใกล้เราก็มีออกหลายคน น้ำเสียงกวนๆ เอ่ยแทรกขึ้นกลางอากาศ

         ฉันจะให้คุณภพตรวจสอบไปที่โรงพยาบาลของผู้บาดเจ็บ

         นายคิดว่าเวทิศเกี่ยวข้องกับหมออย่างนั้นเหรอ

         มีความเป็นไปได้สูงมากทีเดียว

\        แต่ตอนนี้นายควรจัดการกับเรื่องของเอิงได้แล้ว ฉันรู้ว่านายลังเล เพราะกลัวว่าเอิงจะรับเรื่องราวทั้งหมดไม่ได้ ส่วนเรื่องของโอ่ง เขาก็ทุกข์ใจไม่แพ้นายหรอก คราวนี้ถ้าจับมือกันได้ก็คงมีโอกาสรับมือกับเวทิศได้สูงกว่าที่ผ่านมา

         ฉันจะพาเอิงไปอยู่ด้วย เกิดเรื่องอย่างนี้คงปล่อยให้อยู่กับแม่แค่สองคนไม่ได้หรอก

         นายกลัวว่าเวทิศจะแตะต้องตัวเอิง หรือกลัวว่าเอิงจะรู้เรื่องบางอย่างเข้ากันแน่

         ใบหน้าคมนิ่งราวกับผ้าที่โดนขึงจนตึง ถ้าฉันบอกว่ากลัวทั้งสองอย่างล่ะ น้ำเสียงยามเอ่ยมีแววทดท้อ ในแบบที่คนอื่นไม่เคย

         อย่าลืมว่าฉันเป็นห่วงนายนะปุ่น ประโยคท้ายลิบหายไปอย่างรวดเร็ว ขณะที่ร่างเล็กเริ่มรู้สึกตัวตื่นขึ้น

         ที่นี่ที่ไหนคะ พลอยโพยมกวาดตามองเพดาน เธอไม่เคยมาที่นี่

         บ้าน... น้ำเสียงอธิบายน่าฟัง

         พลอยโพยมหันมองจึงเห็นปฏิรพ เขายืนอยู่ข้างๆ ด้วยสีหน้ามีรอยเคร่งขรึม ออกจะแปลกสักหน่อยก็ตรงที่เธอเห็นว่าเขาหน้าซีดเซียวกว่าทุกครั้งที่พบกัน

         บ้านใครคะ

         บ้าน...ผม ถ้อยคำเอ่ยหายไปครู่หนึ่ง แต่คนฟังไม่ได้ติดใจอะไรนอกจากยิ้มหวานออกมา

         เอิงนี่ยังไง รู้สึกว่าจะได้นอนบ้านคุณปุ่นบ่อยครั้งเหลือเกิน อย่างนี้ชักสงสัยขึ้นมา

         สงสัยเรื่องอะไรเหรอ

         สงสัยว่าคุณปุ่นมีบ้านอยู่กี่หลังกันแน่ จะได้ตามไปค้างให้หมดทุกหลังเลย

         มีแค่นี้แหละ ขืนมีเยอะกว่านี้คงเหงาน่าดู เขาหยุดคำพูดไว้เท่านี้

         เอิงนี่แย่จัง ช่วงนี้ชักจะขี้โรคขึ้นทุกวัน น่าจะตรวจสุขภาพดูสักที หญิงสาวเอ่ยยิ้มๆ ใบหน้าพิศุทธิ์ซีดเซียวไร้เลือดฝาดไม่ต่างจากคนยืนเฝ้าเท่าใดเลย

         เป็นลม ผมให้หมอตรวจร่างกายให้แล้ว สุขภาพแข็งแรงดี

         ปฏิรพไม่ได้พูดโกหก เขาให้หมอตรวจสุขภาพพลอยโพยมจริงๆ เพราะเป็นห่วง โชคดีที่ไม่เป็นอะไร เรื่องจะห่วงก็มีเพียงแค่อารมณ์ของพลอยโพยมเท่านั้น คิดอย่างนี้แล้วเขาก็แทบอยากเอื้อมมือไปลูบศีรษะทุยเพื่อปลอบขวัญ แต่หากทำอย่างนั้นก็กลัวว่าคนตัวเล็กจะตกใจเท่านั้นเอง

 

พลอยโพยมจำได้ว่าเรือนไม้หอมตั้งอยู่ด้านหลังของบ้าน หญิงสาวตั้งใจจะไปหาเจ้าศรีของปฏิรพสักหน่อย ก็เลยตั้งใจจะไปขออนุญาตเจ้าของบ้าน ทว่าไม่เห็นเขาก็เลยถือโอกาสไปที่นั่นเลย

         กลิ่นกระถินณรงค์ยังคงหอมอบอวลเหมือนครั้งที่มาหนแรก ร่างเล็กเดินย่ำเท้าผ่านบันไดขึ้นไปเรื่อยๆ จนถึงประตูขึ้นบ้าน เท้าเล็กๆ ก้าวผ่านธรณีประตู แล้วหยุดลงตรงนั้น เพื่อมองดูรองเท้าซึ่งอาจจะเป็นของใครสักคนที่อาศัยอยู่ที่นี่ พลางคิดในใจว่า ครั้งแรกที่มาก็คิดว่าบรรยากาศที่นี่เงียบแล้วเชียว ทว่าวันนี้เงียบจนกลายเป็นวังเวง

         “หนูศรี” หญิงสาวลองเรียกดู ทว่าไร้เสียงตอบกลับมา “จะว่าไม่มีใครอยู่ก็ไม่น่าใช่ เพราะรองเท้าก็ถอดวางให้เห็นอยู่” แต่คิดในอีกแง่หนึ่ง คนที่อาศัยอยู่ที่เรือนนี้อาจมีรองเท้าหลายคู่ก็เป็นได้ เมื่อหาเหตุผลได้แล้ว พลอยโพยมจึงหมุนตัวเตรียมลงจากบ้าน

         โครม!

         หญิงสาวชะงักเท้าแล้วหันมองทันที อดใจหายวาบไม่ได้ เพราะเจ้าศรียังเด็กนัก เกิดเป็นอะไรขึ้นมาละแย่แน่เลย ร่างเล็กเดินแกมวิ่งเพื่อไปดูให้เห็นกับตา

         “หนูศรี” หญิงสาวเรียก เพราะไม่แน่ใจเหมือนกันว่าเสียงโครมที่ดังขึ้นนั้นมาจากส่วนไหนของบ้านกันแน่ จึงได้แต่ไล่เปิดดูทุกห้อง กระทั่งถึงห้องหนึ่งซึ่งไม่ต้องออกแรงผลักมากมายนัก แต่หญิงสาวก็ต้องขืนร่างตัวเองไว้โดยการใช้เท้ายันกับธรณีประตูจนสุดแรง

         “โอ๊ย! เกิดอะไรขึ้นกันแน่เนี่ย ทำไมเหมือนมีอะไรมาฉุด...ช่วยด้วย!” คำเอ่ยหายไปเพียงเท่านั้น เนื่องจากร่างเล็กทนแรงดึงไม่ไหวจนต้องปล่อยร่างให้ไหลไปตามกระแสที่เธอก็ไม่แน่ใจเหมือนกันว่ามันคืออะไรกันแน่

         น่าแปลกที่เธอไม่ได้รับบาดเจ็บใดๆ ที่ที่เธอหลุดเข้ามานั้นเต็มไปด้วยละอองสีขาว และหนาวจับใจเลยทีเดียว ร่างเล็กเดินวนดูรอบๆ พลางใช้มือแหวกม่านอากาศข้างหน้าราวกับกลัวว่าตัวเองจะเดินชนบางอย่างเข้า

         “มีใครอยู่ในนี้ไหมคะ! ใครก็ได้ช่วยตอบฉันทีว่าที่นี่คือที่ไหน” ไม่มีแม้แต่เสียงสะท้อนกลับมา แสดงว่าเขตพื้นที่นี้คงกว้างน่าดู อาจไม่ใช่แค่ห้องแคบๆ อย่างแน่นอน

         หญิงสาวเดินวนอยู่อย่างนั้น กระทั่งเจอบางอย่างที่น่าสนใจเข้า ที่ผ่านมามัวแต่เดินสำรวจจึงไม่ทันได้สังเกตว่าตนเองนั้นได้เดินผ่านม่านละอองหมอกออกมาแล้ว

         “นี่มันอะไรกัน” พลอยโพยมยกมือขึ้นปิดปาก ใจหล่นวูบลงไปถึงตาตุ่ม หญิงสาวพิศดูร่างที่นอนหลับใหลอยู่ในม่านแก้วพลางส่ายหน้า โกหก! โกหก! เรื่องที่เห็นอยู่นี้ล้วนไม่จริง ฝันแน่ๆ

         “โอ๊ย...” หลังจากที่หยิกตัวเองแล้ว พลอยโพยมก็ชักไม่แน่ใจขึ้นมาว่าภาพนั้นเป็นความฝัน หรือว่าความจริงกันแน่

         “หรือว่าจะเป็นฝันซ้อนฝัน” ถ้อยคำเอ่ยพึมพำ “ตัวเราก็ยืนอยู่ตรงนี้ จะไปนอนอยู่ตรงนั้นได้ยังไง” เมื่อคิดว่าต้องพิสูจน์ จึงทำใจกล้าค่อยๆ เดินเข้าไป ทว่า!

         “หายไปไหนแล้ว” ภาพที่เห็นวับหายไปกับตา เหลือเพียงห้องสี่เหลี่ยม และ “หนูศรี!” พลอยโพยมแทบทรุดร่างลงกับพื้น เพราะภาพที่เห็นอยู่ตอนนี้ก็คือ เด็กน้อยกำลังยืนยิ้มแฉ่งให้กับเธออยู่

         “โธ่ พี่ตกใจหมด” หญิงสาวเอ่ยด้วยสีหน้าตื่นตะลึง แม้จะยังสับสน และตกใจกับสิ่งที่เกิดขึ้นเมื่อครู่นี้

         “ไม่เป็นไรจ้ะ เห็นตอนแรกนึกว่าละเมอเสียอีก หนูก็ว่าจะสะกิดพี่หลายทีแล้ว” เด็กน้อยเดินเข้ามาใกล้ พลางเอ่ย “เมื่อก่อนเป็นยังไง ตอนนี้ก็ไม่เปลี่ยนไปเลยแม้แต่นิด ยังน่ารัก สดสวยเหมือนเดิม”

         คิ้วเรียวเลิกขึ้นทันทีเมื่อได้ยินประโยคนั้น

         “หนูพูดเหมือนเคยเห็นพี่เมื่อนานมาแล้วเลยจ้ะ”

         “ถ้าคุณปุ่นรู้จักคุณโอ่ง แล้วทำไมหนูจึงจะไม่เคยพบเคยเห็นพี่เอิงมาก่อนละจ๊ะ”

         หญิงสาวยิ่งประหลาดใจมากขึ้นไปอีก

         “พี่ความจำไม่ค่อยดีค่ะ ก็เลยเหมือนจะลืมเรื่องราวบางอย่างไป ถ้าจะกรุณาพี่สักนิด ช่วยเล่าเรื่องพี่ตอนโน้นให้ฟังหน่อยได้ไหมคะ”

         “เอาไว้ให้คุณปุ่นเล่าให้ฟังสิจ๊ะ” หนูน้อยบ่ายเบี่ยง

         พลอยโพยมคิดว่าคงหมดหวังแน่ๆ เพราะหากอยากเล่าก็คงไม่บ่ายเบี่ยงเช่นนี้หรอก

         “ถ้าอย่างนั้นเล่าเรื่องคุณปุ่นให้ฟังหน่อยสิคะ” คนตัวเล็กมีสีหน้าคาดหวัง

         “ไม่ต้องไปรบกวนเจ้าศรีหรอก ถ้าอยากรู้เดี๋ยวผมจะเล่าให้ฟังเอง ตอนนี้ให้เจ้าศรีพักผ่อนดีกว่า” ปฏิรพปรากฏตัวตรงประตู

         พลอยโพยมนึกบ่นในใจว่าเขาช่างเลือกเวลามาโผล่ได้ถูกจังหวะเสียจริง แต่ก็ต้องยอมตามเขากลับไปที่บ้าน เพราะหากรบกวนหนูน้อยนานกว่านี้ อาจจะถูกเจ้าของบ้านดุเอาก็เป็นได้

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 16 ครั้ง

49 ความคิดเห็น