รักจรดใจ

ตอนที่ 42 : ตอนที่ 17.1

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 175
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 16 ครั้ง
    1 ส.ค. 61

“คุณหมอมีธุระอะไรหรือครับ” คนสวนของปฏิรพนั่นเอง

         “เอาแมวมาคืนค่ะ” พลอยโพยมเอ่ยพลางยิ้มแย้มสดใส

         “มิน่าล่ะหาไม่เจอ ที่แท้ก็ไปอยู่กับคุณหมอนี่เอง”

         พลอยโพยมมองเลยเข้าไปในบ้านก่อนเอ่ยขึ้น “วันนี้เจ้านายไม่อยู่บ้านหรือคะ”

         “ไม่อยู่ครับ แต่ถ้าคุณหมอจะเข้าไปนั่งเล่นข้างในก็ได้นะครับ ด็อกเตอร์บอกว่าถ้าเป็นคุณหมอก็ให้เข้ามาได้เลย ตามสบายครับ”

         “ไม่ดีกว่าค่ะ” หญิงสาวตอบปฏิเสธด้วยความลังเล พอจะยื่นแมวให้กับคนสวนจึงรีบเอ่ยขึ้น “ให้หมอเข้าไปได้จริงๆ เหรอคะ” พลอยโพยมเพิ่งนึกขึ้นได้ว่ามีเรื่องที่เธอต้องพิสูจน์ในบ้านหลังนี้

         “ได้สิครับ” เขาเปิดประตูต้อนรับ

         พลอยโพยมจึงต้องก้าวเท้าผ่านประตูเข้าไปในบ้าน หลังจากที่คนสวนเปิดประตูให้แล้ว เขาก็ขอตัวไปทำงานอย่างอื่นต่อทันที ทว่ามีสิ่งหนึ่งที่พลอยโพยมไม่ค่อยแน่ใจนัก คนสวนเคยบอกว่าเขามีภรรยาแล้ว แต่ทำไมเธอจึงไม่เคยเห็นเลยสักครั้ง

 

เท้าเล็กๆ ค่อยๆ เยื้องย่าง กระทั่งแน่ใจว่าถึงจุดที่เคยเกิดปัญหาแล้วนั้นจึงลองยกเท้าเตะอากาศเบาๆ ปรากฏว่าเท้าผ่านได้โดยดีไม่มีสิ่งกีดขวางใดๆ พลอยโพยมมองซ้ายมองขวาจนกระทั่งแน่ใจแล้วว่าคงไม่มีใครเห็นแน่นอน แล้วจึงวิ่งโหย่งเท้าขึ้นชั้นบนอย่างรวดเร็ว

         หญิงสาวสำรวจทุกห้องอย่างรวดเร็ว กระทั่งถึงห้องที่เคยเห็นในความฝัน อันที่จริงก็ไม่น่าจะใช่ความฝัน แต่การหลอกตัวเองอย่างนั้นทำให้พลอยโพยมสบายใจมากกว่านั่นเอง

         “แถวนี้ก็ปกติดีนี่นา” หญิงสาวก้าวเข้าไปด้านใน สำรวจดูทุกซอกทุกมุม แล้วกลับออกมา ทว่าสายลมเย็นๆ ที่พัดแรงจนทำให้เกิดเสียงออดแอดนั้นเรียกให้เธอก้าวตามไปดูอย่างสงสัยใคร่รู้

         เมื่อประตูเปิดอ้าออกร่างเล็กจึงถือวิสาสะเข้าไปดูข้างในทันที ห้องที่เห็นอยู่นี้เป็นห้องนอนของใครสักคน หรือไม่ก็อาจจะเป็นเจ้าของบ้านเองนั่นแหละ โทนสีของการตบแต่งห้องเป็นโทนสีเบส มีหลักฐานอย่างหนึ่งที่ทำให้พลอยโพยมแน่ใจว่าห้องนี้เป็นของปฏิรพแน่นอนนั่นก็คือรูปภาพ และสิ่งที่ทำให้พลอยโพยมรู้สึกชาหนึบไปจนถึงท่อนขาก็คือรูปที่แขวนอยู่บนผนังห้อง

         “พี่โอ่ง พี่แพร หมอปุ่น คนนั้นคือใคร แล้วนั่น...” เธอ! “เรื่องนี้ไม่จริงแน่ๆ” หญิงสาวพึมพำพลางเข้าไปแตะที่รูปภาพ ขณะถามตัวเองซ้ำไปซ้ำมาว่าเธอมาอยู่ในภาพนี้ได้อย่างไร ในรูปนั้นหญิงสาวสะดุดตาเข้ากับต่างหูซึ่งล้อมเพชรเม็ดเล็กไว้อย่างน่ารัก

         “เราเคยมีเครื่องประดับแบบนี้ด้วยเหรอ ไม่ใช่เราสิ” พลอยโพยมตัวแข็งทื่อ ในภาพเหมือนเธอก็จริง แต่เจ้าตัวจะไม่รู้เชียวหรือว่าตัวเองเป็นเช่นไร

         ใบหน้ารูปไข่หวานกว่าเธอเสียอีก แววตาดูหรืออ่อนโยนยิ่งนัก สัดส่วนความสูงไม่ต่างจากเธอมากเท่าไหร่ พลอยโพยมคิดว่าตัวเองนั้นเตี้ยกว่าเพียงหนึ่งเซนติเมตรเท่านั้น แต่คำถามที่มีก็คือ...รูปตัวเองแท้ๆ จะมองเพี้ยนไปได้อย่างไรกัน เธอกำลังสร้างเรื่องหลอกตัวเองได้อย่างน่ากลัวที่สุด การไม่ยอมรับตัวเอง และมองเห็นภาพหลอน ไม่ยอมรับความจริงเป็นจิตเภทระดับที่น่ากลัวมาก

         “ไม่จริงๆ” หญิงสาวทรุดลงกับพื้น “โอ๊ย...ปวดตรงหัวใจจังเลย ทำไมถึงได้ปวดใจอย่างนี้นะ” หญิงสาวใช้มือเกาะผนังเพื่อยึดตัวเองให้ลุกขึ้น ทว่าแขนกลับอ่อนแรงเกินไป “ลุกไม่ได้ หรือว่าเราจะเป็นบ้าจริงๆ”

         “เธอไม่ได้บ้าหรอก แต่อาจจะไม่สบายเท่านั้นเอง” เสียงตอบกลับโดยไม่ได้คาดหมายด้วยสรรพนามที่ไม่ค่อยได้ยินบ่อยนัก

         พลอยโพยมเงยหน้าขึ้นมองจึงพบร่างสูงคุ้นตา หญิงสาวมีความโล่งใจ และเหนื่อยหล้าพอกัน

         “คุณปุ่น...” ถ้อยคำเรียกหาแหบพร่า โหยหาโดยไม่รู้ตัว กระทั่งมืออุ่นยื่นมารอให้หญิงสาวคว้าไว้เบาๆ พลอยโพยมจับมือเขาอยู่อย่างนั้นโดยไม่รู้ว่าจะทำอะไรต่อไปดี

         “คงรู้สึกเหนื่อย” ชายหนุ่มทรุดนั่งลงใกล้ๆ ขณะที่จับมือเล็กไม่ยอมปล่อย

         “ค่ะ เหนื่อยที่ใจ” พลอยโพยมฝืนพูดกับเขา

         “หายใจเข้าลึกๆ ไม่มีเรื่องอะไรทั้งนั้น สิ่งที่เธอเห็นมันเป็นความจริง ใจของเธอไม่ได้ผิดปกติแต่อย่างใด”

         “ถ้าอย่างนั้น คุณปุ่นจะบอกว่าเราเคยรู้จักกันมาก่อนหรือคะ”

         “เคย” เขาตอบตามจริง

         “แล้วทำไมฉันถึงจำคุณปุ่นไม่ได้”

         “เพราะหัวใจ บางครั้งก็จดจำเฉพาะสิ่งที่รัก ในตอนนั้นผมอาจไม่สำคัญมากพอให้จดจำก็ได้”

         แล้วใจที่กำลังเรียกร้องหาเขาในเวลานี้ล่ะ มันคืออะไร พลอยโพยมไม่กล้าตอบตัวเอง

         “แต่ฉัน” หญิงสาวสับสน และร้องไห้ออกมา เสียงร่ำไห้เพียงเบาๆ ทำให้ชายหนุ่มที่นั่งดูอยู่นั้นอดที่จะคว้าคนตัวเล็กเข้ามาปลอบไม่ได้

         “เวลานั้นเป็นเวลาที่นานมาก พี่ไม่แปลกใจเลยที่เอิงจะลืม” สรรพนามเปลี่ยนไปอีกครั้ง

         “ฉันเคยได้รับอุบัติเหตุจนความจำเสื่อมหรือคะ”

         “ไม่ใช่” เขาเอ่ยแค่นั้น เพราะไม่มีคำอธิบายใดที่ดีกว่าการเงียบ จนคนตัวเล็กผละออกจากอ้อมแขนเพื่อชี้ให้เขาดูใครสักคนในรูป

         “เราเคยเจอกันแค่ครั้งเดียวหรือคะ ทำไมฉันถึงจำคุณปุ่นกับผู้ชายคนนั้นไม่ได้เลย”

         ปฏิรพถอนหายใจแผ่ว ผู้ชายในภาพคือสิปปะ เขากับสิปปะ และเพชรเพทายเป็นเพื่อนรักกัน แต่ความสัมพันธุ์ของเขากับเพชรเพทายนั้นขาดสะบั้นลง เพราะผู้หญิง ชายหนุ่มมองรูปหน้าเรียวแล้วได้แต่สงสาร

 

พลอยโพยมมีไข้เล็กน้อย ส่วนหนึ่งเกิดจากจิตใจที่อ่อนแอผสมกับความเหนื่อยล้า ปฏิรพโทรศัพท์ไปขอกับมารดาของพลอยโพยมเองว่าต้องการให้หญิงสาวค้างที่นี่ เพราะอาการไข้อาจจะเพิ่มขึ้นอีกก็เป็นได้

         “บ้านอยู่ใกล้ๆ แค่นี้เอง ทำไมกลับไปนอนบ้านไม่ได้ละคะ คนแถวนี้เขาจะคิดยังไง” พลอยโพยมกังวลเรื่องปากชาวบ้าน

         “เขาจะคิดยังไงก็ช่างเขา แต่คงไม่มีใครคิดอะไรหรอก”

         คำนี้แท้ๆ เชียวที่ทำให้คนตัวเล็กถึงกับมองค้อนเขา เขาจะไปรู้ได้ยังไงว่าคนอื่นไม่คิด เขาเพิ่งมาอยู่ที่นี่ได้ไม่นาน แต่ก็อย่างว่าแหละ เขาไปอยู่เมืองนอกเสียนานก็เลยอาจจะไม่ค่อยแคร์สังคมเท่าไหร่

         “ผมแคร์นะ แต่ตอนนี้คงให้คนมีไข้ต่ำ ไปอยู่ไกลหูไกลตาไม่ได้หรอก อ้าปาก” เขาสั่งพลางดึงที่วัดไข้เข้าไปในปากหญิงสาว

         พลอยโพยมอ้าปากมองเขาตาแป๋ว นึกทึ่งที่เขาอ่านใจเธอถูกหลายเรื่อง และสรรพนามที่เขาเอ่ยกับเธอก่อนหน้านี้ก็ไม่มีแล้ว ถ้อยคำแทนตัวเองกลายห่างเหินดังเดิม

         “เลิกอ้าปากได้แล้ว” เขาบอกเมื่อเห็นว่าหญิงสาวยังคงอ้าปากอยู่

         “คุณปุ่นนี่สุดยอดเลยนะคะ อ่านใจเอิงถูกตั้งหลายครั้งแน่ะ” หญิงสาวถือโอกาสเปลี่ยนคำแทนตัวเองเสียใหม่

         “อย่าลืมนะว่าผมเป็นจิตแพทย์ ผมศึกษานิสัยคนมาพอสมควร เดาถูกก็ไม่น่าแปลก” เขาเล่าสั้นๆ

         “เอิงว่าแล้วทำไมถึงอยากสนิทกับคุณปุ่นนัก เป็นเพราะเรารู้จักกันมาก่อนนี่เอง คุณปุ่นเป็นเพื่อนพี่โอ่งมานานแค่ไหนแล้วคะ ดูจากรูปแล้วน่าจะสนิทกันมากๆ เลยเนอะ”

         “สนิทมาก แต่ยังไงก็ให้เรียกพี่ไม่ได้” เขาดักคอหญิงสาว

         “สงสัยที่บ้านจะมีพี่น้องหลายคน” หญิงสาวพึมพำคนเดียว

         “ผมเป็นลูกคนเดียว ไม่อยากมีน้องเพิ่มอีกคน” เขาพูดยิ้มๆ

         “แหม...” เธออยากจะพูดนักว่าไม่มีใครอยากเป็นน้องสาวเขาหรอก แต่ก็ได้แต่เก็บคำนั้นไว้ในใจ

         ปฏิรพเก็บเครื่องมือทางการแพทย์ แล้วหันมาคุยต่อ

         “หน้าแบบนี้เป็นน้องสาวไม่ได้ เป็นอย่างอื่นเถอะ” เขาลุกเอากล่องเครื่องมือไปเก็บ “อีกสักพักต้องกินยา ถ้าไม่อยากนอนก็ไม่ต้องนอน ถ้าเบื่อจะหาอะไรมาให้ทำ เวลาเป็นไข้นอนมากๆ จะเพลีย ต้องขยับตัวบ้างถึงจะดีขึ้น” เขาเปลี่ยนเรื่องเพื่อกลบเกลื่อนประโยคก่อนหน้านี้

         “เอิงจะนอน หญิงสาวตอบทันควัน เมื่อเห็นสีหน้าเจ้าเล่ห์ของเขา

         รู้ทันอย่างนี้ก็ไม่สนุกนะสิ เขาพูดยิ้มๆ

         คราวก่อนเอิงนั่งเฝ้าคุณปุ่นซะเพลียเลย ไม่เอาแล้วค่ะ พูดพลางพลิกตัวหันหน้าไปอีกด้าน เพื่อซ่อนสีหน้าเขินอาย

         ปฏิรพอมยิ้มน้อยๆ ทำไมเขาจะไม่รู้ล่ะ ที่บอกว่าเคยเจอกันแค่ครั้งเดียวนั้นล้วนแต่โกหกทั้งสิ้น แต่ถึงแม้จะเจอกันแค่ครั้งเดียว เขาก็สามารถจดจำใบหน้านวลพิศุทธิ์แบบนี้ได้ชัดเจน ต่อให้นานแค่ไหนก็ไม่มีวันลืมเด็ดขาด

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 16 ครั้ง

49 ความคิดเห็น

  1. #44 หมีหญ่าย (@marada) (จากตอนที่ 42)
    วันที่ 1 สิงหาคม 2561 / 22:04

    อ่านรวดเดียวมาถึงตอนนี้ คิดว่าเค้าเคยเป็นแฟนกันเเน่ๆเลย (เดาล้วนๆ555)


    #44
    0
  2. #43 banidin (@banidin) (จากตอนที่ 42)
    วันที่ 1 สิงหาคม 2561 / 18:42
    เค๊าเคยเป็นอะไรกันน๊า...
    #43
    0