รักจรดใจ

ตอนที่ 34 : ตอนที่ 14.1

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 179
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 14 ครั้ง
    29 ก.ค. 61

“วันนี้หมอเอิงไม่กลับบ้านที่อัมพวาหรือคะ” อรนิดาถามเมื่อเห็นว่าไม่มีตารางตรวจแล้ว แต่พลอยโพยมยังไม่กลับบ้าน

         “พี่หมอให้เข้าเวรแทนค่ะ เห็นว่าเป็นวันเกิดแม่ก็เลยรีบกลับบ้าน แต่เดี๋ยวพอเสร็จจากเลี้ยงฉลองก็คงกลับมาเข้าเวรตามเดิม”

         “หา...แต่หมอเอิงไม่เคยเป็นหมอเวรตอนกลางคืนไม่ใช่หรือคะ”

         พลอยโพยมยิ้ม นี่คืออีกเรื่องที่ทำให้พีรดาไม่ค่อยชอบใจเธอนัก เพราะเธอได้รับอภิสิทธิ์ไม่ให้อยู่เวรนี่แหละ แต่วันนี้มันหลีกเลี่ยงไม่ได้จริงๆ ก็เลยต้องรับปากอยู่แทนไปก่อน

         “แต่มันจะดีเหรอคะ ถ้าหากมีใครรู้เข้า”

         “ไม่มีใครพูดหรอกค่ะ อีกอย่างหมอดาก็กลับไปแล้วด้วย พี่ๆ เขาช่วยกันปิดเพราะเห็นแก่พี่หมอนั่นแหละ”

         “แต่...”

         “พี่นิกลับบ้านได้เลยนะ ไม่ต้องห่วงเอิงหรอก พี่หมอฝากฝังเอิงไว้กับพี่พยาบาลสุดสวยแล้ว”

         “ค่ะ ถ้างั้นพี่นิกลับแล้วนะคะ”

         หลังจากที่คุยกันเสร็จแล้ว พลอยโพยมก็เข้าไปตรวจคนไข้ตามปกติ เสร็จแล้วก็เดินลัดเลาะไปที่มุมสุขใจ เพื่อพักผ่อนสายตา ทว่า...

         “คุณปุ่น...ยังไม่กลับหรือคะ”

         “ยัง อย่ายืนค้ำหัวผู้ใหญ่” ชายหนุ่มเตือนโดยไม่เงยหน้าจากหนังสือ แต่ก็พอจะรู้ว่าพลอยโพยมยืนเงอะงะทำตัวไม่ถูกอยู่ตรงหน้าเขา

         “ฉันอยู่ใกล้คุณปุ่นทีไรรู้สึกเหมือนกลับไปเป็นเด็กทุกทีเลย” หญิงสาวเอ่ย แล้วนั่งลงที่เก้าอี้ใกล้กับที่เขานั่ง “แต่จะว่าไปอายุคุณปุ่นน่าจะรุ่นๆ พี่ชายของฉันนะคะ”

         “อือ”

         “แสดงว่าจริง ถ้างั้นขอเรียกพี่...”

         “ผมไม่มีน้องสาว” เขาขัดขึ้นโดยไม่มองหน้า

         พลอยโพยมห่อปาก “ก็แค่อยากสนิทด้วย เห็นว่าบ้านอยู่ใกล้กัน ขนมที่บ้านก็เคยเอาไปฝาก”

         “เธอต้องการอะไรจากเรื่องนี้เหรอ” สรรพนามเปลี่ยนกะทันหัน

         คราวนี้พลอยโพยมถึงกับห่อไหล่ ลองได้เรียก เธออย่างนี้แสดงว่าลำดับอายุมาเต็มขั้น

         “ต้องการเรียกพี่ค่ะ อยากสนิทด้วย”

         “เธอกำลังจีบฉันอยู่หรือไง” เขาพับหนังสือเก็บ สบตามองคนตัวเล็กตรงๆ

         “เปล่าค่ะ” หญิงสาวตาโต ไม่คิดว่าเขาจะถามตรงๆ แบบนี้ ใครจะไปพูดความจริงเล่า อีกอย่างเธอเป็นผู้หญิงจะรักจะชอบแค่ไหน สุดท้ายที่ทำได้ก็แค่มองเท่านั้นแหละ

 

สัจจะมาต่อเวรตอนเกือบจะห้าทุ่มแล้ว พลอยโพยมคิดว่าหากกลับบ้านตอนนี้ก็คงไม่มีรถแน่ จึงตัดสินใจอยู่ว่าจะนอนพักอยู่ที่ศูนย์ หรือกลับไปนอนบ้านพี่ชายดี หญิงสาวเก็บกระเป๋าและใช้ความคิดเงียบๆ กระทั่งประตูห้องเปิดอ้าออก

         กลับอัมพวาไหม กลับด้วยกันถ้อยคำชวนน่าฟัง ทว่าคนชวนมีสีหน้าเรียบ

         หญิงสาวมองสบตาเขา แล้วหลุบตาลงต่ำ

         มันดึกแล้วคุณปุ่นจะกลับทำไมคะ บ้านที่นี่ก็มี อีกอย่างฉันนอนที่นี่ได้ค่ะ

         ปฏิรพมองคนตัวเล็กที่เตรียมกระเป๋าไว้เรียบร้อยแล้ว หากเดาไม่ผิดพลอยโพยมคงกำลังตัดสินใจอยู่ว่าจะอยู่ต่อหรือกลับดีกว่า

         ผมอยากกลับ แล้วคุณก็น่าจะกลับด้วยกันเสียเลย

         เอิงนอนที่นี่ก็ได้ค่ะ ไม่รบกวนดีกว่า

         กลับหรือไม่กลับ น้ำเสียงโทนต่ำเล็กน้อย แต่ก็ทำให้คนตัวเล็กตัดสินใจได้ในทันที

         กลับค่ะ พรุ่งนี้เป็นวันหยุดด้วย ดีเหมือนกัน

         ไปกันเลยไหม เขาถามขณะมองคนตัวเล็กที่สะพายกระเป๋าเตรียมตัวสำหรับเดินทางเสร็จเรียบร้อยแล้ว

         ค่ะ

         พลอยโพยมเดินตามร่างสูงไปที่รถ หญิงสาวส่งยิ้มให้กับดลภพทันทีที่พบหน้ากัน แล้วขึ้นไปนั่งทางด้านหลัง ฝั่งตรงข้ามคนขับ แต่ถูกปฏิรพบอกให้กระเถิบไปนั่งฝั่งเดียวกับคนขับแทน เธอก็เลยต้องนั่งซุกตัวเงียบๆ อยู่ในรถไปจนตลอดทาง

 

“บ้านที่กรุงเทพฯ ออกจะใหญ่โต ทำไมไปซื้อบ้านแถวอัมพวาละคะ” หญิงสาวทนอยู่กับความเงียบไม่ไหว จึงเอ่ยขึ้นลอยๆ คิดไว้ว่าหากปฏิรพไม่คุยด้วย ก็ยังเหลือดลภพอยู่อีกคน ยังไงฝ่ายนั้นก็คงไม่ปล่อยให้เธอพูดอยู่คนเดียวเป็นแน่

         “ผมชอบ” ถ้อยคำเอ่ยตอบไม่มีรอยหงุดหงิด

         พลอยโพยมผิดคาดนิดหน่อย แต่หญิงสาวก็อดที่จะอมยิ้มไม่ได้ จึงหันหน้าไปคุยกันเขา

         “ฉันก็ชอบอยู่อัมพวามากกว่ากรุงเทพฯ ค่ะ อากาศสดชื่นต่างกันมากด้วย แล้วคุณปุ่นอยู่ที่นั่นกับใครคะ”

         “ก็เท่าที่คุณเห็นนั่นแหละ”

         “เท่าที่เห็น...” พลอยโพยมเอ่ยน้ำเสียงเบากับตัวเอง ถ้าเขาจะตอบแบบนี้ ไม่ตอบเสียยังจะดีกว่า เมื่อเห็นว่าคุยไปก็ไม่สนุกแล้ว หญิงสาวจึงเอนตัวนอนศรีษะซุกอยู่ตรงซอกหนึ่งของเบาะรถ ขณะที่ตาเหลือบมองเห็นตุ๊กตาผ้าเด็กผู้หญิงห้อยต่องแต่งอยู่ใกล้มือ จึงได้แอบถักเปียเล่นฆ่าเวลา และพอถักเสร็จแล้วก็เลยหลับตาลง

         ปฏิรพแอบมองคนตัวเล็กจากทางหางตา ภาพนั้นทำให้เขารู้สึกเจ็บปวดขึ้นมาอย่างบอกไม่ถูก และดูเหมือนว่าดลภพจะเข้าใจดี จึงเอ่ยบางอย่างขึ้น

         “หมอเอิงง่วงแล้วหรือครับ”

         “เปล่าค่ะ แต่เอิงไม่รู้ว่าจะคุยอะไร ก็เลยแกล้งหลับ”

         คำตอบซื่อๆ ทำให้ชายหนุ่มที่นั่งอยู่ข้างกันอมยิ้มในหน้า นิสัยของพลอยโพยม ส่วนหนึ่งที่เขาชื่นชอบก็คือคำพูดคำจาที่ไม่ค่อยปิดบังความรู้สึก ช่างเป็นคนที่มองออกง่าย ไม่รู้จักระมัดระวังตัวเอง และบางทีเธอมักจะลืมว่าตัวเองนั้นเป็นผู้หญิง ในส่วนของเรื่องนี้อาจเป็นเพราะชีวิตวัยเด็กที่ผ่านมานั้น พลอยโพยมมักคลุกคลีกับเด็กผู้ชายเป็นส่วนใหญ่ ก็เลยติดนิสัยตรงไปตรงมานั่นเอง

         “คุณปุ่นยิ้มอะไรคะ”

         “เปล่า”

         “ฉันไม่เชื่อหรอก คนเราอยู่เฉยๆ จะยิ้มได้ยังไง” หญิงสาวหันมาคาดคั้นกับเขา

         “คุณอยากรู้จริงๆ เหรอ”

         “ค่ะ” เธอตอบ ดวงตาหวานใสแป๋ว รอคอยคำตอบที่อยากฟัง

         “งั้นเข้ามาใกล้ๆ สิ”

         พลอยโพยมกระพริบตา ไม่รู้ว่าปฏิรพจะมาไม้ไหนกันแน่ แต่ความอยากรู้อยากเห็นทำให้เธอตัดสินใจยื่นหน้าเข้าไปใกล้เขา

         “ต้องตอบจริงๆ นะคะ ห้ามหลอกเด็ดขาด”

         “ครับ”

         พลอยโพยมรู้สึกตงิดใจกับคำรับของเขาอยู่เหมือนกัน แต่ก็ยังอยากรู้คำตอบมากกว่าจึงรอฟังเงียบ

         “ที่ผมยิ้มเป็นเพราะว่า...น่ารักดี”

         พลอยโพยมรู้สึกเหมือนขาดอากาศหายใจในทันทีที่ได้ยินคำจากปากเขา เธอทำอะไรไม่ถูก แม้แต่ขยับตัวยังไม่กล้าเลยด้วยซ้ำ และเนิ่นนานทีเดียวกว่าเธอจะกล้าขยับตัว และเอ่ยคำพูดออกมา

         “คุณปุ่นพูดอะไรออกมารู้ตัวบ้างหรือเปล่าคะ”

         “ทำไมละครับ ก็น่ารักจริงๆ” เขาเอ่ยแล้วเอื้อมมือมาจับตุ๊กตาพลิกไปพลิกมา พอดูเสร็จก็ปล่อยมือทันที

         พลอยโพยมหน้าม้านที่เผลอเข้าใจผิด คิดว่าเขาชมตัวเอง ความอายทำให้เธอแกล้งหลับอีกหน และคราวนี้ไม่มีใครกล้าชวนเธอคุยอีกเลย เนื่องจากบรรยากาศในรถเต็มไปด้วยความขัดเขิน ความไม่แน่ใจ ซึ่งพลอยโพยมนั่นแหละที่รู้สึกขัดเขินกว่าใครทั้งหมด

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 14 ครั้ง

49 ความคิดเห็น

  1. #40 banidin (@banidin) (จากตอนที่ 34)
    วันที่ 29 กรกฎาคม 2561 / 10:07
    คุณปุ่นนิสัยไม่ดี...แกล้งน้องเอิงตลอดๆ
    #40
    0