รักจรดใจ

ตอนที่ 14 : ตอนที่ 6 หมอกล่อมเด็ก

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 345
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 14 ครั้ง
    14 มิ.ย. 61

“เอิง แม่วานเอาขนมเบื้องไปให้เพื่อนบ้านหน่อยลูก” คุณโฉมฉายบอกลูกสาวที่กำลังหยอดขนมเบื้องอย่างตั้งใจ ในขณะที่เภาลีนาเอาแต่แคะขนมเข้าปากอย่างเดียว

         “บ้านป้าใจหรือจ๊ะ”

         “ไม่ใช่จ้ะ ถัดจากบ้านป้าใจไปอีกหลัง เขาไปๆ มาๆ แม่เห็นว่ายังไงก็เป็นเพื่อนบ้านกันทำความรู้จักกันไว้ก็ไม่เสียหลายนะ”

         “ก็ดีนะจ๊ะ เภาไปด้วยกันไหม”

         “ไม่ไปหรอก เภารู้สึกว่าตัวเองไม่ค่อยถูกชะตากับบ้านหลังนั้น เมื่อวานตอนหัวค่ำเรือเราล่มตรงหน้าบ้านเขาพอดี”

         “เภา...” คนตัวเล็กจุ๊ปากเตือน เพราะแม่ไม่รู้เรื่องที่เรือล่มเมื่อวานนี้

         “เมื่อกี้นี้แม่ได้ยินว่าเรือล่มใช่ไหม” คุณโฉมฉายหูดีตามเคย “เรือใครล่มเหรอ”

         “เป็นเรือของนักท่องเที่ยวน่ะจ้ะแม่ ไม่มีอะไรหรอก เอิงเอาขนมไปได้แล้วใช่ไหมจ๊ะ” หญิงสาวยื่นมือขอกล่องขนม เมื่อมารดายื่นให้ก็รีบรีบมาทันที ก่อนไปพลอยโพยมบุ้ยใบ้ให้เพื่อนรักปิดปากให้สนิท ถ้าหากคุณโฉมฉายรู้เข้าละก็ ต่อไปคงไม่ยอมให้เดินทางทางเรืออีกเป็นแน่

 

เส้นทางซึ่งทอดเข้าสู่ตัวบ้านเล็กมากจนพลอยโพยมคิดว่ามีเพียงรถจักรยานหรือไม่ก็รถมอเตอร์ไซค์เท่านั้นที่สามารถสัญจรได้สะดวก เจ้าของบ้านคงอยากรับแขกตรงท่าน้ำทางเดียว จึงไม่ยอมตัดถนนเพื่อให้รถใหญ่เข้ามาในบ้านได้

         หญิงสาวหยุดชะเง้อมองตรงประตูที่เปิดแง้มไว้เล็กน้อย เพราะไม่อยากเสียมารยาทเข้าบ้านผู้อื่นโดยไม่ได้รับอนุญาต  ไหนบอกว่ามีคนมาอยู่แล้วยังไงล่ะ แต่ทำไมภายในบริเวณบ้านจึงได้เงียบเชียบนัก หญิงสาวดูนาฬิกาบนข้อมือ ขืนรอนานขนมเบื้องคงเหนียวไม่อร่อยเหมือนตอนกินกรอบๆ ปล่อยไว้นานคงไม่ดีแน่

         “มีใครอยู่ไหมคะ ฉันเป็นเพื่อนบ้านถัดไปอีกสองหลังค่ะ วันนี้ตั้งใจเอาขนมมาฝากค่ะ”

         “มีครับคุณ” เสียงตอบรับดังมาจากรั้วอีกฝั่ง คนขานรับเป็นชายวัยกลางคน รูปร่างท้วม เขามีสีหน้างัวเงีย แถมยังใช้หลังมือปาดน้ำใสๆ ตรงมุมปากออกราวกับคนเพิ่งตื่นนอน

         น่าจะนอนหลับน้ำลายยืด หญิงสาวคิดขณะที่ยิ้มทักทายเขา

         “บ้านของฉันอยู่ถัดไปอีกสองหลังค่ะ” เธอแนะนำตัวพร้อมกับยื่นกล่องขนมให้เขา

         “ที่แท้ก็คุณหมอนี่เอง เชิญเข้ามาข้างในก่อนสิครับ คุณๆ ไม่อยู่หรอก แต่ท่านบอกไว้ว่าถ้ามีเพื่อนบ้านมาทักทายก็ให้เชิญเข้าบ้านดื่มน้ำดื่มท่าก่อน”

         “รู้ได้ยังไงคะว่าฉันเป็นหมอ”

         “ผมรู้จักกับป้าใจครับ ท่านเล่าเรื่องคุณหมอให้ฟังบ่อย เชิญครับ”

         “แต่ว่า...จะดีเหรอคะ” พลอยโพยมไม่อยากไว้ใจคนที่เพิ่งเจอหน้ากันครั้งแรก

         “ดีสิครับ คุณหมอมาถึงที่นี่ทั้งทีก็รอชิมขนมฝีมือเมียผมสักหน่อยเถอะ อีกอย่างด็อกเตอร์สั่งเอาไว้ว่าหากมีเพื่อนบ้านนำอาหารมาให้ ก็ช่วยตอบแทนกลับให้ทีจะได้ผูกมิตรกันไว้” เขาผายมือเชื้อเชิญ

         “ถ้าอย่างนั้น...” พลอยโพยมลังเล

         “เชิญด้านในเลยครับ” คนงานเชื้อเชิญด้วยความกระตือรือร้น

         พลอยโพยมได้ยินอย่างนั้นแล้วก็ใจอ่อน หญิงสาวเดินตามเข้ามาจนถึงห้องรับแขก ส่วนชายคนนั้นแยกไปอีกทาง สักครู่หนึ่งจึงกลับมาพร้อมกับน้ำดื่มเย็นๆ เธอแปลกใจที่ชายผู้นั้นวางแก้วน้ำไว้อีกด้านซึ่งหากจะกิน เธอต้องเอื้อมแขนยาวๆ เพื่อหยิบขึ้นมาดื่ม เขาทำตัวราวกับว่ากำลังรักษาระยะห่างจากเธออยู่กระนั้นแหละ

         “นั่งรอสักครู่นะครับ ขนมจ่ามงกฎคงใกล้จะเสร็จแล้วล่ะ”

         “ขอบคุณค่ะ” เอ่ยด้วยความเกรงใจ ขณะที่คนงานหายเข้าไปตรงมุมที่คิดว่าจะเป็นห้องครัว

         หญิงสาวได้กลิ่นดอกไม้ ดอกอะไรสักอย่างที่คุ้นเคย เธอไม่ได้ดื่มน้ำ แต่กลิ่นหอมซึ่งแรงขึ้นทำให้ดวงตาสองข้างเริ่มปรือลง จนแผ่นหลังแบบบางแตะเข้าที่พนักโซฟาในท่าเอนหลับ

         เสียงย่ำเท้าในจังหวะสม่ำเสมอตรงเข้ามาใกล้ร่างซึ่งกำลังหลับใหล ผู้หลับไม่รู้ตัวเลยว่าบัดนี้มีสายตาคู่หนึ่งจับจ้องมายังเธอ ร่างสูงนั่งลงที่โซฟาฝั่งตรงข้าม เขาไม่ละสายตาจากร่างเล็กแม้ขณะนั่งลง ลมหายใจเข้าออกในจังหวะเดียวกันของผู้หลับทำให้ชายหนุ่มรู้สึกสบายใจขึ้น

         อย่างน้อยเธอก็รู้จักสงสัย ว่าเหตุใดคนสวนจึงรักษาระยะห่างของตัวเขากับเธอ แต่การที่เรือล่มตรงหน้าบ้านเขาเมื่อวานนี้ เตือนให้ปฏิรพคิดถึงเหตุการณ์หนึ่งซึ่งยังจำได้ติดตา แค่คิดถึงใจเขาก็ปวดร้าวไปหมด

         “นายเป็นหมอหรือคนกล่อมเด็กนอนกันแน่ปุ่น เขตเวลาของฉันไม่ได้มีไว้เป็นที่พักผ่อนของใครนะ” เสียงเอ่ยแทรกขึ้นกลางอากาศ และไม่ปรากฏให้เห็นร่างเจ้าของเสียง

         ปฏิรพรู้ว่าคำพูดประโยคนั้นสะท้อนอยู่ภายนอกเขตเวลา

         “เรื่องนี้เป็นเรื่องใหญ่เลยนะไสย์ ฉันเพิ่งรู้ว่ากระแสจิตของเธอตอบรับเขตเวลาด้วย นายแน่ใจเหรอว่าป้องกันดีแล้ว” สีหน้าเขาเจือไปด้วยริ้วรอยกังวล “เธอคงไม่รู้ใช่ไหมว่าเราเก็บอะไรไว้ในนี้” เขาหมายถึงเขตเวลาแห่งนี้นั่นเอง

         “ไม่หรอก ถ้านายส่งเธอกลับเร็วๆ”

         “ขอบตาเธอดูคล้ำมากเหมือนคนนอนไม่พอ” เขายังคงสำรวจใบหน้างดงามของหญิงสาว

         “นั่นคือเหตุผลว่าทำไมนายถึงให้คนสวนเชิญเธอมาในบ้านใช่ไหม”

         “การพักผ่อนมีผลต่อความจำของเธอ นายเป็นหมอน่าจะรู้ดีนี่นา อีกอย่างฉันมันพวกนิสัยเสียเห็นใครมีอาการป่วยไม่ได้”

         “นายไม่ได้ช่วยเธอเพราะเหตุผลอื่นหรอกเหรอปุ่น”

         เสียงหัวเราะกลั้วขึ้นมาราวกับจับกระแสบางอย่างจากอีกฝ่ายได้ ใบหน้าผู้ถูกกล่าวหาเริ่มบึ้งตึง เพราะรู้ว่าเพื่อนรักกำลังล้อเขาอยู่

         “ถ้าจะนับตามเหตุผลฉันไม่ควรช่วยเหลือเธอด้วยซ้ำ” ประโยคนั้นมีรอยหงุดหงิด แต่ก็รำคาญตัวเองมากกว่าที่ชอบยุ่งเรื่องของคนอื่น

         “นายแน่ใจนะปุ่นว่าจะนั่งเฝ้าอยู่อย่างนั้น”

         “มีทางอื่นที่ดีกว่านั้นไหมล่ะไสย์”

         “มีนะ แต่ฉันไม่มีเวลามากขนาดนั้น” เสียงเอ่ยแผ่วหายไปโดยไม่บอกกล่าว

         เจ้าของเสียงเมื่อครู่นี้เป็นเพื่อนสนิทเพียงคนเดียวของเขา ทั้งสองพบกันในวัยเด็กขณะที่กำลังบวชอยู่ กระทั่งเข้าศึกษาในชั้นประถมจึงได้ลาสิกขาออกมาร่ำเรียนวิชาทางโลก เมื่อจบชั้นประถมศึกษาทั้งคู่ก็ถูกส่งไปอยู่เมืองนอก เขาและเพื่อนใช้ชีวิตในต่างแดนนานมากกว่าอยู่บ้านเกิดเมืองนอนเสียอีก

ตอนนี้แอบเปิดตัวด็อกเตอร์ไสย์นิดหน่อย  ขอบคุณที่คอยติดตามนะจ๊ะ เหมือนเดิมตามคอนเซ็ปเฮอๆ 

อย่าลืมกด Favorites คอมเม้นต์คุยกันได้ ให้กำลังใจตามความกรุณา ^__^

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 14 ครั้ง

49 ความคิดเห็น

  1. #16 LAM1 (@lamyai1) (จากตอนที่ 14)
    วันที่ 14 มิถุนายน 2561 / 22:05

    เข้ามาให้กำลังใจคนแต่งค่ะ

    #16
    0