คืนค่าการตั้งค่าทั้งหมด
คุณแน่ใจว่าต้องการคืนค่าการตั้งค่าทั้งหมด ?
ลำดับตอนที่ #4 : จดหมายลาดาย
18.14 น. ...ร้านไก่ทอดในห้างสรรพสินค้า
ชายที่ว่าเป็นนักสืบ มีนามว่า “ชาญชัย” รูปร่างสันทัดพอๆ กับเศกสรรค์ แต่ผิวขาวและหน้าตาตี๋ สไตล์เกาหลีหน่อยๆ เท่าที่แม็กซ์สังเกตดู คนๆ นี้ก็คงเคยเป็นตำรวจมาด้วยเหมือนกัน
ต้นสายปลายเหตุที่ชาญชัยได้มาพบแม็กซ์ ก็เพราะเขาได้รับการว่าจ้างจากสาวโสดระดับไฮโซคนหนึ่ง ที่ชื่อ “วนิสา อัครทรัพย์ไพศาล” ให้สืบเรื่องการตายของหลานสาวเธอที่เกิดขึ้นเมื่อบ่ายของวันนี้ ...ใช่แล้ว!! หลานสาวเธอก็คือ “ภาวิณี อัครทรัพย์ไพศาล” นั่นเอง
แม็กซ์ถอนหายใจครั้งแล้วครั้งเล่าขณะที่จ้องกระดาษแผ่นหนึ่งที่วางอยู่บนโต๊ะด้านหน้า โดยมีหนึ่งตำรวจและหนึ่งนักสืบคอยมองอยู่ที่นั่งฝั่งตรงข้าม เมื่อเห็นว่าเวลาผ่านไปแล้วเนิ่นนาน ชาญชัยก็อดจะเอ่ยปากถามความคืบหน้ากับเด็กหนุ่มไม่ได้
“เป็นไงบ้างน้อง พอจะรู้มั้ยว่าข้อความในอีเมลของผู้ตายมีอะไรซ่อนอยู่บ้าง?”
แม็กซ์ส่ายหน้าช้าๆ ท่าทางคิดหนัก
“ลองคิดให้ดีๆ น่า น้องแม็กซ์” เศกสรรค์เอ่ย
“มันก็คงแค่จดหมายลาตายธรรมดาๆ มั้งครับ ...เฮ้อ!! ...ผมไม่รู้จริงๆ”
เศกสรรค์ทำหน้าผิดหวัง แต่ชาญชัยกลับมีสีหน้าเหมือนผู้ชนะ เขายื่นมือไปหยิบกระดาษที่วางตรงหน้ามาพับเก็บใส่กระเป๋าเจมส์บอนด์ของตนเอง
“อืม...ยังไงก็ขอบคุณน้องมากนะ ที่อุตสาห์มา พี่ก็กะไว้อยู่แล้วล่ะ ว่ามันคงไม่มีอะไรซ่อนอยู่”
“เอ มันจะไม่เหมือนกับรหัสที่พวกน้องเคยใช่กันแต่ก่อนเหรอ?” นายตำรวจยังคงติดใจไม่หาย
เด็กหนุ่มส่ายหน้าอีกครั้ง
“คงไม่ใช่รหัสแบบที่พวกผมเคยใช้หรอกครับ แต่ถึงจะเป็นรหัสก็คงถอดยากมากนะ ผมว่า”
“พี่ก็คิดอย่างนั้น เอาล่ะ...ถ้าเสร็จเรื่องแล้ว กูคงต้องกลับก่อนน่ะ ไอ้เศก ถ้ามีอะไรคืบหน้ารีบโทรหากูเลยนะเว้ย”
เอ่ยลาเสร็จสรรพ ชาญชัยก็รีบรุดออกจากวงสนทนาอย่างรวดเร็ว คงเหลือก็เพียงสองหนุ่มต่างวัยที่นั่งจ้องหน้ากันอยู่
“เฮ้อ!! ขอโทษน้องแม็กซ์ด้วยนะ ที่รบกวนให้น้องต้องเสียเวลาเปล่าๆ” เศกสรรค์พูดพลางทำหน้าเซ็งๆ
“ก็ไม่เชิงหรอกครับ”
“หือ ไม่เชิงยังไงเหรอ?”
“ก็...ผมก็ได้เจอพี่ด้วยไง เผลอแป๊บเดียวได้เป็นสารวัตรใหญ่โตแล้วนะครับ”
“ใหญ่โตที่ไหนกัน มันก็พอๆ กับเมื่อสองสามปีก่อนนั่นแหละ... เอ่อ ว่าแต่ว่า...” ตำรวจหนุ่มมองหน้าแม็กซ์อย่างคลางแคลงใจ “ไม่มีอะไรซ่อนอยู่ในจดหมายนั่นแน่นะ?”
“แหมพี่!! ผมก็คิดว่าไม่มีอะไรหรอกครับ ถ้าผมแน่ใจว่ามีล่ะก็ ผมบอกไปแล้ว เอ...แต่จะว่าไปก็แปลกๆ อยู่นะครับ”
“อะไรเหรอที่ว่าแปลก?”
“ทำไมมันดูอะไรๆ ก็รวดเร็วไปซะหมดล่ะครับ เท่าที่ผมรู้นักเรียนหญิงที่ชื่อภาวิณีนั่น เพิ่งเกิดอุบัติเหตุเมื่อประมาณช่วงบ่ายๆ นี่เอง แล้วจากนั้น...ทางฝ่ายคุณป้าของเธอก็มาขอให้พี่ชาญสืบสาเหตุการตายที่แท้จริงเลยใช่มั้ยครับ? พี่ว่ามันเร็วไปมั้ยครับ เพราะระยะเวลาแค่ชั่วโมงสองชั่วโมง ผลการชันสูตรเอย พยานหลักฐานอะไรเอย ทางตำรวจยังไม่น่าสรุปออกมาด้วยซ้ำว่าเป็นอุบัติเหตุหรืออะไรกันแน่”
“หึ...ไม่หรอก จากที่พี่รู้มา เค้าสรุปออกมาแล้วล่ะว่าเป็นอุบัติเหตุ ประมาณหนึ่งชั่วโมงหลังเกิดเหตุได้มั้ง”
แม็กซ์ทำตาโต “โห!! ทำงานกันไวขนาดนั้นเชียวเหรอครับ”
“นี่ประชดกันรึเปล่าเนี่ย” เศกสรรค์พูดยิ้มๆ
“แล้ว...ศพที่เค้าชันสูตรกันนั่น เป็นภาวิณีจริงๆ หรือเปล่าครับ”
“น้องกลัวว่าจะมีการสับเปลี่ยนศพเหรอ สมัยนี้มันยุคไหนแล้ว ถึงศพจะไหม้เป็นตอตะโกจนจำใบหน้าไม่ได้ แต่ก็เป็นเธอจริงๆ นั่นแหละ ไม่ว่าจะเป็น DNA ประวัติการทำฟัน หรือตำหนิภายในอื่นๆ อย่างพวกกระดูกหัก ทุกอย่างบ่งบอกว่าเป็นนักเรียนหญิงที่ชื่อภาวิณีจริงๆ”
เด็กหนุ่มพยักหน้า จากสีหน้าดูเหมือนกำลังคิดอะไรบางอย่าง หลังจากเงียบไปชั่วอึดใจ เขาก็เอ่ยขึ้น
“ถ้าภาวิณีเกิดอุบัติเหตุเสียชีวิตจริง คุณป้าวนิสาอะไรนั่นก็จะเป็นคนได้รับกองมรดกที่เหลืออยู่แต่เพียงผู้เดียวเลยน่ะสิครับ”
“ใช่ แถมด้วยเงินประกันอีก สิบล้าน”
“อืม...สิบล้าน เงินแค่สิบล้าน คงไม่ใช่เหตุจูงใจที่มากพอสำหรับป้าของภาวิณีแน่ เพราะแค่มรดกกว่าร้อยล้าน บวกกับธุรกิจส่งออกที่กำลังทำเงินด้วยแล้ว สิบล้านก็ดูจะน้อยไปถนัดตา”
“น้องกำลังคิดว่า ป้าของเธอเป็นคน...”
แม็กซ์ส่ายหน้าทันที
“ไม่ครับ ไม่ใช่...ป้าของภาวิณีเป็นคนจ้างพี่ชาญชัยเพื่อให้สืบสาเหตุการตายที่แท้จริงใช่มั้ยครับ ผมแค่กำลังคิดว่าถ้าป้าเธอต้องการเงินประกัน อาศัยแค่ผลสรุปจากตำรวจก็ไม่เห็นต้องยุ่งยากจ้างนักสืบไปตามสืบอีก ...ถ้าอย่างนั้นแล้วเพราะอะไรล่ะ? ที่เธอต้องจ้างนักสืบไปสืบซ้ำอีกครั้ง...”
“อาจเป็นเพราะ...เธอไม่แน่ใจว่าภาวิณีตายเพราะอุบัติเหตุจริงๆ หรือเปล่าล่ะมั้ง สำหรับเรื่องนี้พี่กับไอ้ชัยก็คุยกันอยู่”
“ไม่ใช่ครับ...” แม็กซ์พูดแล้วเงียบไปพักหนึ่ง “...ผมว่าเพราะเธอไม่แน่ใจว่าภาวิณีตายไปแล้วจริงๆ หรือเปล่าต่างหาก”
สารวัตรทำหน้าแปลกใจ “ทำไมน้องคิดอย่างนั้นล่ะ? หรือว่า...ในจดหมายลาตายนั่นซ่อนอะไรไว้”
“ผมก็ไม่แน่ใจเหมือนกัน ไว้ถ้าแน่ใจแล้วจะบอกดีกว่า”
เศกสรรค์มองเด็กหนุ่มครู่หนึ่ง จากนั้นก็พยักหน้าพร้อมกับถอนหายใจ เขาดื่มน้ำอัดลมที่วางอยู่อึกใหญ่ก่อนจะชวนแม็กซ์เปลี่ยนไปคุยเรื่องอื่นต่อ จนกระทั่ง...เสียงโทรศัพท์มือถือของแม็กซ์ดังขัดจังหวะการสนทนาขึ้น
“ฮัลโหล!! อยู่ไหนแล้วตอนนี้!! อือ...อือๆๆ ...ได้ๆ ...จะรีบไปรับ รอก่อนแล้วกัน” แม็กซ์พูดโต้ตอบกับปลายสาย หลังวางหูเขาก็ขอตัวลาสารวัตรหนุ่มออกจากร้านไป
...ที่ป้ายรถเมล์ เด็กหนุ่มหาที่นั่งเหมาะเจาะดีแล้ว ก็คว้าปากกากับสมุดเล่มหนึ่งออกจากกระเป๋า พอเปิดหาหน้าว่างๆ ได้ แม็กซ์ก็รีบจดข้อความที่เห็นจากกระดาษของนักสืบหนุ่มลงไปทันที ...ข้อความนั้นมีอยู่ว่า
[b]>สวัสดี
>
>จดหมายนี้คงเป็นฉบับสุดท้ายแล้วที่
>ฉันจะเขียน ก็รู้อยู่แล้วว่าเป็นเพราะ
>อะไรสินะ ฉันฆ่าตัวตาย ว่าไปใคร
>จะสน เป็นเพราะไม่ใช่คนมีเพื่อนคง
>ไม่จำกันต่อ ฉันไปสบาย ฉันหมดห่วง
>แล้วฉันจะเลือกการฆ่าให้หายหมดทุกข์
>คนทุกทุกคนคงรู้อยู่แล้ว ฉันพยายาม
>ระวังตัว แต่ว่าตัวฉันมันทนไม่ไหว
>ไม่ไว้ใจใคร ไม่ให้ใครมาหวังดี
>สัตว์ตัวหนึ่งอย่างฉัน แต่นรกรอฉันอยู่[/b]
แม็กซ์จำข้อความนั้นได้เป็นอย่างดี เพราะเขาทวนซ้ำไปมาอยู่หลายรอบ มันมีลักษณะการเขียนแบบแปลกๆ และใช้คำที่อ่านแล้วรู้สึกได้ถึงอะไรบางอย่างที่น่ากลัวซ่อนอยู่เบื้องหลัง...อะไรบางอย่าง ที่อาจจะบ่งบอกได้ถึงต้นเหตุการตายที่แท้จริงของ “ภาวิณี อัครทรัพย์ไพศาล” !!
บังเอิญรถเมล์สายที่เขาต้องการวิ่งมาเทียบป้ายพอดี แม็กซ์จึงต้องหยุดความคิดของเรื่องข้อความในอีเมลนี้ไว้ก่อน เพราะเขากำลังจะดิ่งตรงไปหาแหล่งข้อมูลอีกแหล่งที่น่าจะให้ข่าวสารในเรื่องนี้ได้ดีพอสมควร
...หิ่งห้อย นักข่าวสาวตัวแสบ ในยามนี้คงมีเรื่องจะบอกกับเขาเยอะแยะเลยทีเดียว
ความคิดเห็น