ต้านรัก CEO จอมบงการ

ตอนที่ 4 : Chapter 1 : เจ้าชายแห่งลาสเวกัส 100%

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 10,327
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 23 ครั้ง
    5 ก.ค. 60

Chapter 1 : เจ้าชายแห่งลาสเวกัส (The Billionaire Prince of Las Vegas)


“ขอโทษด้วยนะมิสเตอร์เทย์เลอร์ที่รบกวนเวลาทำงาน แต่ผมมีเรื่องจะแจ้งให้ทราบ เท่าที่ดูแล้ว คุณคงไม่เหมาะกับงานของที่นี่ คุณคิดว่าไง”

        ชาร์ลส์ แอชตัน วินเทอร์เอ่ยด้วยเสียงเรียบเรื่อย แต่รอยยิ้มเย็นเยียบบนมุมปากและดวงตาสีควันบุหรี่ฉายแววจริงจังเฉียบขาดทำให้จอห์นสัน เทย์เลอร์ บริกรหนุ่มของห้องอาหารซึ่งถูกเรียกมาคุยในห้องทำงานถึงกับเสียวสันหลังวาบด้วยรู้ดีว่าใกล้ชะตาขาดเต็มที

        ปกติชาร์ลส์อ่านคำร้องเรียนของลูกค้าด้วยตัวเองเป็นประจำ พบว่ามีลูกค้าร้องเรียนเรื่องความไม่กระตือรือร้นในการให้บริการและความไม่เป็นมิตรของจอห์นสันมาเป็นครั้งที่สองแล้ว และบริกรหนุ่มไม่ปรับปรุงตัว ฉะนั้นคงถึงเวลาจัดการขั้นเด็ดขาดเพื่อไม่ให้โรงแรมดิ แอชตัน วินเทอร์เสื่อมเสียชื่อเสียงที่สั่งสมมาจากรุ่นสู่รุ่นไปมากกว่านี้

ความเป็นมาของดิ แอชตัน วินเทอร์มักน่าทึ่งเสมอสำหรับใครหลายคนที่ได้ฟัง ใครจะเชื่อว่าจากเกสต์เฮาส์ธรรมดาๆที่มีห้องพักไม่กี่ห้อง จะกลายเป็นอาณาจักรธุรกิจโรงแรมอันยิ่งใหญ่ ขยายสาขาไปกว่าสองร้อยแห่งทั่วโลกแล้วในปัจจุบัน ความสำเร็จเหล่านั้นมาจากมันสมองและการทุ่มเททำงานอย่างหนักของคนในตระกูลวินเทอร์ ไม่ใช่เพียงโชคชะตาอย่างเดียว เขาซึ่งเป็นผู้บริหารรุ่นล่าสุดจึงยอมไม่ได้ หากจะมีอะไรทำให้โรงแรมเสียหาย ดังนั้นไม่ว่าจะเป็นสาขา.แม่อย่างลาสเวกัสหรือว่าประเทศไหน มาตรฐานการบริการต้องอยู่ในระดับเดียวกัน นั่นคือยอดเยี่ยมมากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้

พนักงานที่ทำผิดพลาดหรือถูกลูกค้าเขียนร้องเรียน ชาร์ลส์จะให้โอกาสเพียงครั้งเดียวเท่านั้น หากมีครั้งที่สองอีกจะถูกไล่ออกทันที และแน่นอน เขายุติธรรมมากพอที่จะตรวจสอบและถามโดยละเอียด ก่อนตัดสินอนาคตของใคร

“ผม” จอห์นสันคิดหาคำตอบอยู่นาน แต่ก็หาคำพูดดีๆไม่ได้ พนักงานทุกคนรู้ดีว่า หากถูกชาร์ลส์เรียกเข้าพบที่ห้อง ทั้งที่ไม่ได้ทำงานร่วมกันโดยตรง เก้าสิบเปอร์เซ็นต์มักไม่ใช่เรื่องดี เขาไม่คิดเลยว่าวันนี้จะเป็นตัวเอง

“เชิญ!” ชาร์ลส์ลุกขึ้นจากเก้าอี้ทำงานหลังโต๊ะไม้เนื้อดี ผายมือไปยังประตูทางออกโดยไม่รอฟังข้ออ้างใดๆ

“แต่ผมยังไม่ได้ตอบ

“ผมถามเพื่อให้คุณตอบตัวเอง ไม่ใช่ตอบผม ไปได้แล้ว!

“คุณชาร์ลส์ครับ

“ออกไป” ชาร์ลส์เอ่ยเสียงต่ำอย่างเริ่มโมโหที่อีกฝ่ายพูดภาษาคนไม่รู้เรื่อง ใบหน้านิ่งขรึมน่าเกรงขาม ดวงตาสีควันบุหรี่ดุดันมีอำนาจ ทำให้คนถูกมองร้อนๆหนาวๆ รีบค้อมศีรษะและหันหลังออกจากห้องแทบไม่ทัน

ชายหนุ่มส่ายหน้าด้วยความเหนื่อยใจ ถ้าไม่ท้าทายกฎระเบียบของโรงแรม เขาคงไม่ต้องไล่ออกแบบนี้ เดือนๆหนึ่งต้องมีพนักงานถูกไล่ออกไม่ต่ำกว่าห้าคน สาเหตุหลักๆก็คือไม่รู้จักหน้าที่ตัวเอง คนพวกนี้น่าเบื่อที่สุด!

เจ้าของโรงแรมวัยสามสิบปีอยู่ในชุดสูทสีดำสนิทพอดีตัวซึ่งตัดเย็บเพื่อเขาโดยเฉพาะจึงส่งเสริมให้เขาดูสง่างามโดดเด่นสมฉายาเจ้าชายแห่งลาสเวกัสโดยไม่มีใครคัดค้าน ด้วยรูปร่างสูงใหญ่กว่าร้อยเก้าสิบเซนติเมตร ใบหน้าหล่อเหลาราวรูปปั้นเทพบุตรกรีก ดวงตาสีควันบุหรี่มีเสน่ห์ชวนค้นหา แต่ก็ดุดันเฉียบขาดเมื่อถึงเวลาจริงจัง ทุกสิ่งทุกอย่างที่รวมเป็นเขา อธิบายได้ง่ายๆด้วยคำว่าเพอร์เฟ็กต์

ชาร์ลส์ไม่ได้มีดีแค่รูปลักษณ์ภายนอกที่ทำให้สาวๆต่างหลงใหลเท่านั้น แต่ยังเก่งกาจในด้านการทำงานอย่างหาตัวจับยาก หลังจบด้านบริหารธุรกิจจากมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด ชาร์ลส์ก็เริ่มเรียนรู้งานอย่างตั้งใจจากพ่อแม่ ชายหนุ่มเข้ามานั่งแท่นบริหารโรงแรมเต็มตัวจริงๆเป็นเวลาประมาณแปดปีแล้ว ส่วนมิสเตอร์และมิสซิสวินเทอร์ ตอนนี้เกษียณตัวเองและกำลังใช้เวลากับการท่องเที่ยวรอบโลกและพักอยู่ในแต่ละประเทศประมาณสามเดือนเพื่อเรียนรู้ผู้คนและวัฒนธรรมอันหลากหลาย

แม้ธุรกิจโรงแรมจะมีการแข่งขันสูง แต่ภายใต้การบริหารของซีอีโอฝีมือฉกาจอย่างชาร์ลส์แล้ว ดิ แอชตัน วินเทอร์ไม่เคยประสบภาวะขาดทุน และยังขยายสาขามากขึ้นเรื่อยๆ เพราะชายหนุ่มมีกลยุทธ์อันยอดเยี่ยมและรอบคอบในการจัดการกับทุกเรื่องเสมอ

ถ้าพูดถึงด้านความรัก เป็นที่รู้กันดีว่าชาร์ลส์ แอชตัน วินเทอร์ขึ้นชื่อในเรื่องผู้หญิง เขาเปลี่ยนคู่ควงไม่ซ้ำหน้า สาวๆทุกคนเต็มใจเป็นผู้หญิงชั่วคราวของเขา เพราะต่างอยากมีช่วงเวลาอันแสนวิเศษและสุดหฤหรรษ์กับเจ้าชายแห่งลาสเวกัส แม้ความสุขเหมือนอยู่บนสวรรค์จะยาวนาวแค่วันเดียวหรือไม่กี่ชั่วโมง แต่ดูเหมือนเท่านั้นก็เพียงพอสำหรับพวกเธอ

จริงๆแล้วชาร์ลส์เคยแต่งงานมาหนึ่งครั้งตอนอายุยี่สิบห้า แต่ภรรยาของเขาเสียชีวิตหลังจากคลอดลูกเพียงสามชั่วโมง เขาจึงกลายเป็นพ่อหม้ายเนื้อหอมที่สาวๆรุมล้อมเข้าหา เพื่อท้าชิงตำแหน่งภรรยามหาเศรษฐีอันดับต้นๆของโลกและแม่เลี้ยงของแอนเจลิน่า แอชตัน วินเทอร์ ลูกสาวผู้น่ารักของเขา ทว่าชาร์ลส์ไม่เคยคิดจะลงหลักปักฐานกับผู้หญิงคนไหน เพราะยังไม่มีใคร ใช่ สำหรับเขา

ทุกวันนี้แม้จะมีสาวสวยเซ็กซี่หุ่นระดับนางแบบรายล้อมรอบกาย ช่วยปลดเปลื้องความปรารถนาของร่างกาย แต่ในส่วนลึกของหัวใจเขากลับว่างโหวง ไม่รู้สึกลึกซึ้งกับใคร เหมือนหัวใจกลายเป็นเพียงก้อนเนื้อธรรมดาๆที่ถูกแช่ไว้ใต้ทะเลน้ำแข็งอุณหภูมิติดลบ หรือเขาจะกำลังรอคอยใครคนหนึ่งซึ่งอาจไม่มีวันได้พบกันอีก

เด็กสาวชาวไทยคนนั้น

ทำไมยัยเด็กกะโปโลถึงยังมีอิทธิพลกับเขาจนทำให้นึกถึงได้บ่อยๆนะ ทั้งที่เวลาผ่านมานานจนไม่รู้ว่าเด็กนั่นจะจำเขาได้หรือเปล่า ป่านนี้เจ้าหล่อนคงมีชีวิตของตัวเอง และอาจจะแต่งงานมีครอบครัวไปแล้วก็ได้ เขาเองก็ควรจะลืมเธอสักที

เสียงโทรศัพท์มือถือของชาร์ลส์ดังขึ้น หยุดความคิดของชายหนุ่มลงโดยอัตโนมัติ มือหนาหยิบสมาร์ทโฟนสีเทาเครื่องบางออกมาจากกระเป๋าเสื้อสูทเนื้อดี ปกติแล้วเบอร์ส่วนตัวของเขาไม่ค่อยมีคนโทร.เข้านัก เพราะเขามีเบอร์สำหรับคุยเรื่องธุรกิจโดยเฉพาะ และอีกเบอร์สำหรับสาวๆ นั่นหมายความว่าคนที่โทร.มาเลขหมายนี้ต้องสนิทสนมกันระดับหนึ่ง

ทว่าเบอร์ที่โทร.เข้ามาไม่ได้ถูกบันทึกไว้ในเครื่อง

“สวัสดีครับ” ชาร์ลส์คิดว่าอาจเป็นเพื่อนคนใดคนหนึ่งเปลี่ยนเบอร์ ปลายสายเงียบไปผิดปกติจนเขาต้องเอ่ยขึ้นอีก “สวัสดีครับคุณ ได้ยินไหม”

“ได้ยินค่ะได้ยิน อย่าเพิ่งวางนะคะ” เธอตอบแบบลนๆ สำเนียงแม้ไม่ใช่อเมริกันแท้ๆ แต่ก็เรียกได้ว่าใกล้เคียงเจ้าของภาษา แต่อะไรก็ไม่น่าแปลกเท่าน้ำเสียงคุ้นหูซึ่งทำให้ลมหายใจเขาขาดห้วง

“ครับ ผมรอฟังอยู่” เขาอยากได้ยินเสียงเธอให้มากกว่านี้

“ไม่ทราบว่านั่นคุณชาร์ลส์ผู้ปกครองของแองจี้หรือเปล่าคะ”

“ครับ ผมชาร์ลส์ เป็นพ่อของแองจี้” ชาร์ลส์คิดว่าต้องเคยคุยกับคนปลายสายมาแล้วแน่ๆ ไม่เช่นนั้นคงไม่คุ้นเสียงแบบนี้

“ดีใจจริงๆค่ะที่ติดต่อคุณได้ ฉันเวณิกาค่ะ ตอนนี้แองจี้ลูกสาวของคุณอยู่กับฉัน แกคงพลัดหลงกับคุณระหว่างทางน่ะค่ะ ฉันเห็นยืนร้องไห้อยู่บนทางเท้าเลยเข้าไปช่วย ไม่แน่ใจว่าฉันจะพาแองจี้ไปพบคุณได้ที่ไหนคะ” น้ำเสียงของเธอดูโล่งอกมาก

สิ่งที่เธอบอกทำให้ชาร์ลส์ลืมทุกอย่างที่กำลังคิด เขารู้สึกวาบลึกในอกเหมือนหัวใจถูกกระชากทิ้ง สีหน้าและน้ำเสียงเครียดเคร่งกระวนกระวาย “พลัดหลงเหรอครับ?

“ใช่ค่ะ ฉันกับเพื่อนพยายามช่วยกันตามหาคุณตามข้อมูลที่ได้จากแองจี้แต่ไม่เจอ ตอนนั่งพักฉันสังเกตว่าแองจี้สะพายกระเป๋าใบเล็กๆพอดีเลยลองค้นดูเผื่อจะเจอข้อมูลญาติ แล้วก็เจอเบอร์โทรศัพท์อยู่ในนั้นจริงๆ ฉันเลยลองติดต่อมานี่ละค่ะ ตอนนี้แองจี้เริ่มจะร้องไห้อีกครั้ง หลังจากหยุดไปพักใหญ่ ฉันขอบอกแกแป๊บนึงนะคะว่าจะได้เจอคุณพ่อแล้ว”

ชาร์ลส์ได้ยินผู้หญิงที่ทั้งชื่อและเสียงคุ้นหูพูดกับลูกสาวเขา ต่อจากนั้นเสียงร้องดีใจของแองจี้ก็ดังมาตามสาย ชายหนุ่มโล่งใจขึ้นเล็กน้อยที่รู้ว่าลูกปลอดภัย แต่จะไม่วางใจจนกว่าจะได้ตัวแองจี้กลับมา

“แองจี้ยิ้มกว้างเลยค่ะที่รู้ว่าจะได้กลับไปหาคุณพ่อแล้ว ตกลงให้ฉันพาแองจี้ไปพบที่ไหนดีคะ”

“ผมจะรออยู่ที่ล็อบบี้ของโรงแรมดิ แอชตัน วินเทอร์” ท่าทางวันนี้เขาต้องไล่พี่เลี้ยงของแองจี้ออกอีกคน โทษฐานที่ดูแลลูกสาวเขาไม่ดีจนพลัดหลงกัน ทั้งที่ไม่ควรเกิดเรื่องแบบนี้ขึ้นเลย และครั้งนี้ไม่จำเป็นต้องสอบสวน เพราะความผิดพลาดที่อาจส่งผลต่อความปลอดภัยของแองจี้ไม่สามารถให้อภัยได้ ถ้าไม่เจอพลเมืองดี เขาไม่อยากนึกเลยว่าลูกสาวจะเป็นอย่างไร

“อ๋อ ฉันพักอยู่ที่นั่นเหมือนกันค่ะ เดี๋ยวรอไม่เกินสิบห้านาที ฉันจะพาแองจี้กลับไปส่งให้คุณนะคะ” บุคลิกของเธอน่าจะสดใสไม่ต่างจากน้ำเสียง

ชายหนุ่มยิ้มพราย เธอคงไม่รู้ว่าเขาเป็นเจ้าของโรงแรม เพราะเบอร์โทรศัพท์ที่ใส่ไว้ในกระเป๋าสะพายของแองจี้เผื่อกรณีฉุกเฉินไม่ได้ระบุนามสกุล

“ตกลงครับ ขอบคุณมาก คุณเวณิกา” นอกจากลูกแล้ว ชาร์ลส์ยังอยากเจอหน้าผู้หญิงที่จะพาลูกมาส่งเป็นอย่างสูง เพราะสงสัยว่าเธอคือใคร ทำไมถึงทำให้เขารู้สึกคุ้นเคยได้ถึงขนาดนี้

เจ้าของโรงแรมหนุ่มเตรียมตัวออกจากห้องทำงาน แต่แล้วเสียงอินเตอร์คอมจากเลขาฯก็ดังขึ้นเสียก่อน

“คุณชาร์ลส์คะ สายจากมิสเตอร์กรีน บริษัทรีโวล์ฟ คอร์เปอร์เรชั่น ที่ทางเรากำลังเจรจาเรื่องความร่วมมือทางธุรกิจค่ะ ให้ดิฉันโอนเข้าไปเลยไหมคะ”

ชาร์ลส์ยกข้อมือขึ้นดูนาฬิกา ให้ตายเถอะ เขาลืมสนิทว่ามีนัดคุยโทรศัพท์กับมิสเตอร์กรีนวันนี้ อีกสิบห้านาที ผู้หญิงที่ชื่อเวณิกาจะพาลูกสาวเขามาส่ง แต่การสนทนากับนักธุรกิจวัยกลางคนคงไม่จบง่ายๆแน่ เขาตัดสินใจอย่างรวดเร็วและบอกผู้ช่วยสาว



เวณิกาเดินจูงมือแองจี้ไปตามฟุตปาธ เพื่อไปส่งยังโรงแรมดิ แอชตัน วินเทอร์ตามนัดหมายกับพ่อของเจ้าตัว รัญชิดาเดินตามหลังและปลีกวิเวกถ่ายรูปวิวเล่นเป็นระยะตามประสาคนไม่ค่อยถูกกับเด็ก

        “ฉันเชื่อแล้วว่าแกเกลียดเด็กจริงๆ แองจี้น่ารักขนาดนี้ยังไม่อยากเข้าใกล้อีก” เวณิกาอดขำเพื่อนไม่ได้

        “ไม่ใช่รังเกียจนะ แต่ฉันกลัวจะทำแองจี้ร้องไห้ถ้าเข้าไปเล่นด้วย ฉันไม่รู้วิธีเล่นกับเด็กเหมือนแกนี่นา ปล่อยให้แกดูแลไปแหละดีแล้ว ฉันรอเจอพ่อของแองจี้ก็พอ” รัญชิดาเอ่ยด้วยแววตาเคลิ้มฝัน อยากเห็นคุณพ่อสุดหล่อของแม่หนูเต็มที

        “ตามใจ” หญิงสาวว่าแล้วหันกลับมาคุยกับเด็กน้อยที่กำลังเอร็ดอร่อยกับไอศกรีมแท่งรสสตรอว์เบอร์รี่ในมือ “อร่อยไหมจ๊ะแองจี้”

        “อร่อยมากๆเลยค่ะ หนูชอบไอติมสตรอว์เบอร์รี่ที่สุด แล้วก็ชอบพี่สาวด้วยค่ะ พี่สาวสวยแถมยังใจดีที่สุดในโลก” แองจี้เอ่ยเสียงเจื้อยแจ้วและมองเวณิกาด้วยดวงตากลมโตเป็นประกายชื่นชม

        “แองจี้ก็น่ารักที่สุดเลยจ้ะ” อยู่ด้วยกันไม่ถึงสามสิบนาที แต่เธอรู้สึกถูกชะตากับหนูน้อยอย่างบอกไม่ถูก แม้แองจี้จะงอแงตามประสาเด็กบ้าง แต่ก็ไม่ได้กรีดร้องโวยวายจนน่าหยิกให้พุงเขียวเหมือนเด็กหลายคนที่เคยเจอ ถือว่าเป็นเด็กพูดรู้เรื่องคนหนึ่งทีเดียว

        “ถ้าแดดดี๊เจอพี่สาว แดดดี๊ต้องชอบพี่สาวเหมือนหนูแน่ค่ะ” คนตัวเล็กบอกเสียงมั่นใจและแลบลิ้นเลียไอศกรีมหวานฉ่ำต่อ

        หัวใจเวณิกาเต้นผิดจังหวะอีกครั้ง หลังจากเกิดอาการนี้หมาดๆตอนได้ยินเสียงพ่อของแองจี้ กระแสบางอย่างในน้ำเสียงทุ้มห้าวทำให้โลกทั้งใบของเธอหยุดหมุน สติลอยหายไปในทันที จนเขาต้องเรียกเธอเพราะนึกว่าสายหลุด เสียงของชาร์ลส์เหมือนเสียงของใครคนหนึ่งที่หายไปจากชีวิตเธอเนิ่นนาน จนเธอคิดว่าคงจะไม่ได้พบกันอีกแล้ว เขากับเธอไม่ได้ล่ำลากัน เพราะอีกฝ่ายผิดสัญญาที่ว่าจะมาพบ และหลังจากนั้นก็ไม่ได้เจอหน้าอีกเลยถึงปัจจุบัน แต่มันคงไม่บังเอิญขนาดนั้นหรอกมั้ง   

รัญชิดาเห็นเวณิกาเงียบไม่ตอบก็แทรกเข้ามาพร้อมทำหน้าหวาดหวั่นแทนเพื่อน “หืม จะดีเหรอจ๊ะหนูแองจี้ ถ้าแดดดี๊ของหนูชอบเพื่อนพี่ หม่ามี๊ของหนูต้องไม่ชอบใจแน่”

        “หม่ามี๊ไม่อยู่กับเราแล้วค่ะ แดดดี๊บอกว่าหม่ามี๊ไปอยู่บนสวรรค์ ที่นั่นไกลมากและกลับมาหาเราไม่ได้แล้ว” แองจี้เอ่ยพาซื่อพลางชี้ไปบนฟ้า

        เวณิกาได้ยินเช่นนั้นก็อดเวทนาหนูน้อยที่ต้องเสียแม่ไปแต่เด็กไม่ได้ และเข้าใจความรู้สึกของคนที่ไม่มีพ่อแม่เป็นอย่างดี เพราะพ่อแม่เธอก็เสียไปแต่เด็กเหมือนกัน

        “ว้าย พ่อหม้ายหนุ่มสุดหล่อ ฟังดูเร้าใจชะมัด” รัญชิดาทำท่ากระดี๊กระด๊า ทว่าหันมาชงเพื่อนแทน “เอาเลยยัยเวย์ คนนี้อาจเป็นเนื้อคู่แก”

        “เพ้อเจ้อละ”

        “ไม่แน่นะ ท่าทางหนูแองจี้ก็ชอบแกมาก แบบนี้สะดวกเลย ลูกชอบ พ่อก็ต้องชอบด้วย Love me love my daughter” เพื่อนเธอจินตนาการไปไกลกว่าเดิมพร้อมสร้างสำนวนขึ้นมาใหม่

        “พอเลยๆ” เวณิกาเบรก “บอกแล้วไงว่าฉันไม่คิดเรื่องความรัก อาจจะไม่แต่งงานเลยก็ได้”

        “จ้า ยัยผู้หญิงต่อต้านความรัก อย่าให้เห็นนะว่าควงหนุ่มอเมริกันกลับไทยด้วย”

        “บ้า ไม่มีแน่ๆ” หญิงสาวส่งค้อนให้เพื่อน

        “ไม่แน่หรอก บรรยากาศในเวกัสเต็มไปด้วยแสงสีตื่นตาตื่นใจขนาดนี้ แกอยู่เที่ยวคนเดียวอาจใจแตก” รัญชิดาหัวเราะคิกคัก

        “ไม่มีทางอะ ไม่เชื่อก็คอยดูแล้วกัน” เวณิกาพูดจบก็หันไปหาแองจี้ ริมฝีปากอิ่มคลี่ยิ้มเมื่อเห็นคนตัวเล็กกินไอศกรีมเพลินจนเลอะแก้มข้างหนึ่ง “หนูน้อย ไอศกรีมเลอะหมดแล้วจ้ะ” เธอเอ่ยเสียงนุ่มนวลและหยุดเดิน มือเรียวหยิบกระดาษทิชชู่ออกมาจากกระเป๋าสะพายของตัวเอง นั่งยองๆลงเช็ดแก้มยุ้ยนุ่มนิ่มอย่างเบามือ “สะอาดแล้วจ้ะ”

        “ขอบคุณค่าพี่สาว” ดวงตากลมโตเปล่งประกายสดใสและชื่นชมพี่สาวคนสวยมากขึ้นเรื่อยๆ

        “ไม่เป็นไรจ้ะ ไปกันต่อดีกว่า เดี๋ยวคุณพ่อจะรอนาน” ว่าแล้วก็จูงมือเจ้าตัวจ้อยเดินต่อ

        “ถ้าไม่บอกนี่คิดว่าลูกแกชัดๆ ดูแลดีขนาดนี้” รัญชิดาแซว ไม่แปลกหรอกที่นางฟ้าน้อยจะชอบเพื่อนเธอ ตั้งแต่พบกันจนถึงตอนนี้ เวณิกาดูแลแองจี้อย่างดีจนเธอนับถือในความอ่อนโยน อดทน และมีจิตวิทยาในการดูแลเด็กของเพื่อน ถ้าเป็นเธอ คงสติแตกเพราะไม่รู้จะทำยังไงให้แองจี้หยุดร้องไห้ หากมีลูก เธอจะจ้างเวณิกานี่ละมาเป็นพี่เลี้ยง

        “แกห้ามพูดอะไรทำนองนี้ตอนเจอพ่อแองจี้นะ” เวณิกากลัวเหลือเกินว่าเพื่อนจะพิเรนทร์ พูดชงเธอกับพ่อของหนูน้อย ถ้าเป็นแบบนั้น เธอคงอายจนไม่รู้จะเอาหน้าไปไว้ที่ไหน

        “ไม่รับประกัน” อีกฝ่ายทำตาใสและยิ้มเย้า

        “ยัยดาด้า อย่าเด็ดขาด ไม่งั้นฉันจะชงแกกับมิสเตอร์เวสเวิร์ธบ้าง” หญิงสาวขู่กลับ

        “ไม่นะ!แค่คิดก็สยองแล้ว เธอไม่มีทางเอาตาผู้บริหารจอมเผด็จการนั่นมาเป็นสามีแน่

        ทั้งสามคนมาถึงล็อบบี้ของโรงแรมในอีกสิบนาทีต่อมา สายกว่าเวลานัดห้านาที แต่มองไปรอบๆบริเวณ เวณิกายังไม่เห็นว่าใครดูคลับคล้ายคลับคลาจะเป็นชาร์ลส์ พ่อของแองจี้เลย

        หญิงสาวพาคนตัวเล็กไปนั่งยังมุมหนึ่งของล็อบบี้อันโอ่โถงตกแต่งสวยงามในโทนสีน้ำตาลขาวและเฟอร์นิเจอร์สีดำหนังแท้เกรดเอ กระจกสีเข้มที่กรุรอบบริเวณทำให้ดูหรูหรามีระดับมากขึ้นอีก

        เธอสอบถามเด็กน้อยและพบว่าเจ้าตัวอยู่ในช่วงปิดเทอมจึงมาอยู่ที่นี่ แต่ถ้าช่วงเปิดเทอมก็จะอยู่บ้านที่แคลิฟอร์เนีย เพราะเข้าโรงเรียนที่นั่น ส่วนผู้เป็นพ่อทำงานที่ลาสเวกัสเป็นหลักและกลับบ้านแค่เสาร์อาทิตย์ 

        หญิงสาวเอาสมุดโน้ตให้แองจี้วาดรูปเล่นฆ่าเวลาไปพลาง หนูน้อยสนุกสนานกับการวาดรูปการ์ตูนจนลืมไปเลยว่ากำลังรอพบพ่อ ส่วนรัญชิดานั่งเล่นโทรศัพท์มือถืออยู่บนโซฟาอีกตัวใกล้ๆกัน

        “สวยไหมคะพี่สาว” แองจี้หันไปถามเวณิกาด้วยใบหน้าเปื้อนยิ้ม

        “สวยจ้ะ เสียดายจังไม่มีสี จะได้ให้แองจี้ระบายด้วย”

        “ที่ห้องหนูข้างบนมีสีกล่องใหญ่มากเลยค่ะ เดี๋ยวเราไปวาดรูปเล่นด้วยกันนะคะ”

        คำชวนแสนไร้เดียงสา แต่ทำให้เธอลำบากใจจะตอบ เพราะยังไม่รู้เลยว่าพ่อของแองจี้เป็นคนยังไง บางทีเขาอาจไม่อยากให้ลูกสาวสนิทกับคนแปลกหน้าก็ได้

        “นะคะ” ดวงตาโตแป๋วบริสุทธิ์มองอย่างออดอ้อน

        “จ้า ไว้ว่างๆพี่จะไปนะ” เวณิกายิ้มหวานตอบ

        “ว้าย นั่นลูกสาวของคุณชาร์ลส์นี่นา”

        “คุณชาร์ลส์ คู่ควงสุดหล่อล่ำของเธอน่ะเหรอ”

        “ใช่สิจ๊ะ”

        เสียงแหลมสูงของสองสาวผมบลอนด์ดังขึ้น ก่อนที่ทั้งสองจะเข้ามาหาแองจี้ ทำเหมือนเวณิกากับรัญชิดาเป็นอากาศที่มองไม่เห็น

        “สวัสดีจ้ะหนูแองจี้ จำน้าเฮเลนได้ไหมจ๊ะ” สาวสวยในชุดเกาะอกสีน้ำเงินรัดรูปจีบปากจีบคอ

        “จำได้ค่ะ คุณเฮเลนเป็นคู่ควงเก่าของแดดดี๊” หนูน้อยตอบเสียงซื่อและตรงจนคนฟังแทบจะหงายหลัง

        “ว้าย ตายแล้ว” เพื่อนของสาวเจ้าอุทานพลางทำตาโตตกใจ “หนูแองจี้พูดแบบนี้หมายความว่าไงเหรอเฮเลน ไหนเธอบอกว่าเมื่อวานยังสนุกกับคุณชาร์ลส์อยู่บนเพนท์เฮาส์ของเขาอยู่เลย”

        เฮเลนหน้าแตก เพราะจริงๆเธอกับชาร์ลส์ไม่ได้เจอกันมาสองอาทิตย์แล้ว แต่ก็พยายามปั้นหน้าร่าเริงคุยกับเด็กน้อย “แหม หนูแองจี้เข้าใจผิดแล้วละ เพราะน้ายังคบกับพ่อหนูอยู่เลย”

        “หนูจำไม่ผิดค่ะ คู่ควงของแดดดี๊คนล่าสุดชื่อคุณโรซี่ต่างหาก ไม่ใช่เฮเลน” แองจี้ยืนยันคำตอบเดิม

        “ว่าไงจ๊ะเฮเลน ตกลงเธอยังคบกับคุณชาร์ลส์อยู่หรือเปล่า แต่ถ้าเขาจะมีคู่ควงหลายคนก็ไม่แปลกหรอกนะ เพราะทุกคนรู้กิตติศัพท์ดีว่าเขาเป็นเพลย์บอยที่เปลี่ยนสาวๆไม่ซ้ำหน้า”

        “นี่ จะพูดมากไปถึงไหน” เฮเลนเอ็ดเพื่อน

        “ฉันพูดความจริง”

        “อารมณ์เสีย!” พร้อมกับพูด เจ้าหล่อนเดินกระฟัดฟระเฟียดออกไป

        “รอฉันด้วยสิจ๊ะเฮเลน”

        เวณิกาและรัญชิดาหันมามองหน้ากันแล้วได้แต่กะพริบตาปริบๆ สองสาวนั่นมองไม่เห็นพวกเธอจริงๆใช่ไหม แถมยังมาไวไปไวเหลือเกิน

        “อะไรวะเนี่ย มาถึงก็มาจ๊ะจ๋าเสียงสูงเสียงต่ำ แล้วก็บ่นๆๆ แล้วก็ไป” รัญชิดาทำหน้าทึ่งๆ

        “ช่างเขาเถอะน่า ไม่เกี่ยวกับเราสักหน่อย” แม้จะว่าอย่างนั้น แต่อคติเกิดขึ้นในใจเวณิกาแล้ว พ่อของแองจี้เป็นคนเจ้าชู้เหรอเนี่ย ให้ตายเถอะ เธอเกลียดคนเจ้าชู้ที่สุด และไม่อยากให้เด็กน่ารักแบบหนูน้อยเป็นลูกสาวของคนอย่างนั้นเลย!

        “แต่ท่าทางพ่อของแองจี้เสน่ห์แรงน่าดูนะแก ต้องหล่อมากแบบที่แองจี้บอกแน่ ถึงได้มีสาวๆมากมายรุมล้อม” รัญชิดาอยากเห็นตัวจริงชายหนุ่มเต็มที

        ระหว่างคุยกันอยู่นั้น เสียงฝีเท้าที่เดินตรงเข้ามาเรียกสายตาทั้งสามคู่ให้หันไปมองอย่างพร้อมเพรียงกัน


        ระหว่างคุยกันอยู่นั้น เสียงฝีเท้าที่เดินตรงเข้ามาเรียกสายตาทั้งสามคู่ให้หันไปมองอย่างพร้อมเพรียงกัน





ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 23 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

161 ความคิดเห็น

  1. #146 Krisyeol_exo (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 14 มีนาคม 2559 / 08:02
    นางฟ้าตัวแสบน่ารักจริงๆ จะได้เจอกันอีกทีแล่ววว
    #146
    0
  2. #65 Kollam (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 5 มกราคม 2559 / 21:20
    สนุกมากๆๆค่ะ
    #65
    1
    • #65-1 pichayawaree(จากตอนที่ 4)
      6 มกราคม 2559 / 00:00
      ฝากติดตามต่อด้วยจ้า ^O^
      #65-1
  3. #4 Sarun Yok (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 28 พฤศจิกายน 2558 / 17:01
    รอออออออออ
    #4
    1
    • #4-1 pichayawaree(จากตอนที่ 4)
      28 พฤศจิกายน 2558 / 19:07
      ตอนใหม่มาแล้ววว จะมีอะไรเกิดขึ้นหรือเปล่านะ อิอิ
      #4-1