[OS/SF] Wanna One : All x BaeJinyoung

ตอนที่ 6 : [SF] : Through the night (end) [แก้คำผิด]

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 38
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 3 ครั้ง
    11 ม.ค. 63

Title : Through the night
Pairing : LaiKuanlin X BaeJinyoung
Genre : Fantasy
Note : winter - fog -spring - summer - rain - autumn




เลือด สีแดงฉานแผ่กระจายเป็นวงกว้าง แม้หยาดฝนที่กระหน่ำลงมาก็มิอาจทำให้เลือดเหล่านี้จางหายไปได้ น้ำฝนพาให้หยาดโลหิตไหลไปยังโคนไม้ต้นหนึ่ง ต้นไม้ที่ไร้ชีวิต ไร้การสื่อสารเช่นมนุษย์ แต่กลับเป็นพยานของเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น

“ในนามของข้า ผู้สืบทอดฤดูกาลแห่งศารท ข้าขอใช้พลังทั้งหมดที่ข้ามีฝังตราสัญลักษณ์ประจำตัวของข้าไว้ภายใต้ผืนดินของภูเขาไฟอันศักดิ์สิทธิ์ หากทายาทแห่งข้าได้รับรู้ความจริง คำสาปแห่งสายเลือดข้าจักสูญสิ้น...และ

...ข้าขอแลกวิญญาณข้ากับการต่อชีวิตให้สายเลือดของข้าคนใดคนหนึ่ง เพื่อกลับมาทวงคืนความยุติธรรมและแสดงให้เห็นว่าผู้พิพากษาแห่งเทพมิใช่สิ่งถูกต้องเสมอไป เขาจักเป็นผู้ลบโทษแห่งสายเลือดที่มิเคยเกิดขึ้นจริง...”

 

เฮือก

ร่างเล็กผุดลุกขึ้นมาเป็นครั้งที่สอง ต่างกันเพียงคราวนี้เขาเห็นร่างสูงทันทีที่ลืมตาขึ้นมา

“ข้าคิดแล้วว่าเจ้าต้องสะดุ้งตื่นอีก” ร่างสูงลุกขึ้นจากเก้าอี้มานั่งบริเวณขอบด้านข้างของเตียง ส่งผลให้ร่างเล็กขยับตัวออกไปอีกฝั่งเล็กน้อย ร่างสูงยกยิ้มมุมปาก ก่อนจะเอื้อมมือไปหาร่างที่นั่งสั่นอยู่ข้างๆเขา

“ท่านจะทำอะไร” จิรัสย์ยกมือขึ้นเพื่อป้องกันว่าท่านผู้สืบทอดตรงหน้าจะทำอะไรเขาหรือไม่ แต่ร่างสูงเพียงวางมือลงบนเส้นผมสีม่วงมุกของเขาอย่างแผ่วเบาเท่านั้น

“เจ้าชอบหิ่งห้อยหรือไม่” ร่างเล็กทำสีหน้างงงวยใส่ เป็นคำถามที่เขาไม่เคยคาดว่าจะได้รับจากร่างสูงที่ถูกขนานนามว่าสายหมอกที่เย็นชาที่สุดแม้แต่น้อย

“หิ่งห้อย?”

“เจ้าพูดออกมา ตอนที่เจ้าหลับ”

“...” ร่างเล็กไม่ได้ตอบอะไรออกไป ร่างสูงร่ายเวทดึงบานหน้าต่างให้เปิดออก ก่อนที่หิ่งห้อยนับร้อยบินเขามาภายในห้อง

“สวยเหลือเกิน” ร่างเล็กพึมพำออกมาและแย้มรอยยิ้มกว้าง มือเล็กพยายามเอื้อมคว้าหิ่งห้อยเหล่านั้นเพื่อดูมันอย่างชัดๆสักครั้ง

ร่างสูงเพียงแบมือออก หิ่งห้อยสองสามตัวที่บินอยู่ใกล้ๆก็บินมาวนอยู่บนฝ่ามือนั้น ดวงตาสีเฮเซลนัทจ้องมองฝ่ามืออีกฝ่ายอย่างสนอกสนใจ ตรงข้ามกับดวงตาสีนิลที่จ้องมองใบหน้าเล็กอย่างพินิจพิจารณาและยอมรับกับตัวเองว่าเขาไม่สามารถละสายตาจากร่างเล็กนี้ได้

“แต่นี่ยังไม่เข้าฤดูร้อนหรือฤดูฝนมิใช่หรือ แล้วเหตุใด...” ร่างเล็กถามขึ้น ก่อนจะเงยหน้าสบตากับอวัศย์ที่นั่งจ้องมองหน้าเขามาครู่ใหญ่

“วิรุณคงอยากให้เจ้าเห็น” อวัศย์ตอบเสียงนิ่งแต่เลี่ยงการสบตากับจิรัสย์

“ท่านกำลังโกหก”

“เจ้าผิด”

“ไม่ ข้าถูก ท่านต่างหากที่อยากให้ข้าเห็น” ร่างเล็กแย้งออกมาทันที พลางพยายามหันไปจ้องตาอีกฝ่าย

“...”

“ท่านวิรุณจะรู้ได้อย่างไร ในเมื่อเขาเข้ามาหลังจากข้าตื่น” อวัศย์นิ่งเงียบไป ดวงตาสีเฮเซลสบกับดวงตาสีนิลที่ปกติจะมีเพียงความนิ่งสงบ แต่วันนี้ดวงตาสีนิลกลับสั่นไหว

ตึกตัก...ตึกตัก...

ร่างเล็กเอื้อมมือมาจับบริเวณหัวใจของตนเอง ก่อนจะพบว่านั่นไม่ใช่เสียงหัวใจของเขา

“เจ้าควรหลับต่อ แล้วพรุ่งนี้ข้าจะพาเจ้าไปที่ที่เจ้าต้องการจะไป” ร่างสูงพูดตัดบท ก่อนจะรีบลุกขึ้นยืนเพื่อออกไปจากห้องนี้

“ท่าน...จะช่วยข้าหรือ” ร่างเล็กคว้าแขนของอีกฝ่ายไว้ได้ทัน ก่อนจะออกแรงรั้งให้อีกฝ่ายหันกลับมา

“ข้า...เพียงทำในสิ่งที่ข้าเห็นสมควรเท่านั้น”

“แล้วท่านเห็นสมควรว่าอย่างไร”

“ข้าเห็นสมควรว่าจะทำอย่างที่ใจข้าอยากทำ” ร่างสูงสบตาจิรัสย์พลางเอื้อมมืออีกข้างมาจับมือเล็กที่รั้งแขนของเขาเอาไว้

“ข้าให้สัญญาว่าจะ...ปกป้องเจ้าเท่าที่ข้าจะสามารถทำได้” ร่างเล็กส่ายหน้าพลางยิ้มเล็กน้อยกับดวงตาที่ไหววูบ

“ท่านมิจำเป็นต้องปกป้องข้า ข้าเป็นเพียงความผิดพลาดที่เกิดขึ้นเพื่อการทวงคืนความยุติธรรมเท่านั้น” 

“เช่นนั้น เจ้าจะเป็นความยุติธรรมของข้า”

“ท่าน...”

“ข้าจักทวงชีวิตที่เป็นของเจ้าคืนมาให้เอง ชีวิตที่มิต้องทำสิ่งใดเพื่อใคร” น้ำตาค่อยๆร่วงหล่นลงจากดวงตาสีเฮเซล ร่างสูงไม่พูดสิ่งใดอีก เพียงใช้นิ้วเรียวปาดน้ำตาออกจากใบหน้าเล็ก นั่งลงตรงตำแหน่งเดิมที่เขาเพิ่งลุกขึ้นมา และพาร่างเล็กให้หลับใหลลงภายในอ้อมแขนของเขา

“หลับเถิดเด็กน้อย ครั้งนี้เจ้าจักฝันดี ข้าให้สัญญา”

 

แสงอาทิตย์ที่แทรกผ่านช่องว่างระหว่างผ้าม่านและเสียงเหล่านกที่ออกท่องเวหาแต่เช้าตรู่ปลุกให้จิรัสย์ตื่นขึ้น ร่างเล็กหันไปมองที่นอนด้านข้างเขาเป็นอันดับแรก

“ข้าอาจฝันไป”  ร่างเล็กคิดในใจเมื่อที่นอนด้านข้างเขาปราศจากร่างสูงของผู้สืบทอดฤดูหมอก

“เจ้าตื่นแล้วหรือ” ร่างเล็กหันไปมองอีกด้าน ก่อนจะพบร่างสูงที่เดินออกมาจากห้องนำภายในห้องรับรองแขกแห่งนี้

“ทำไมเจ้าทำหน้าประหลาดเช่นนั้น” ร่างสูงเดินเข้าใกล้ ร่างเล็กก็ถดถอยหลังกลับไปพร้อมใบหน้างงๆ

“ข้าคิดว่าเมื่อคืนข้าฝัน” จิรัสย์พึมพำกับตัวเองแต่ก็ดังพอที่ร่างสูงที่อยู่ใกล้ๆจะได้ยิน

               ร่างสูงยิ้ม ยิ้มแบบที่เจ้าตัวรับรองได้ว่าไม่เคยมีผู้ใดเคยเห็นมาก่อนอย่างแน่นอน เขาคว้ามือซ้ายของร่างเล็กขึ้นมา ก่อนที่จะประทับริมฝีปากลงบนโคนนิ้วนางของร่างเล็กและลูบไล้อย่างแผ่วเบา

               “เจ้าเห็นวงแหวนนี้หรือไม่ มันคือคำสัญญาของข้า และหลักฐานว่าเจ้าไม่ได้ฝัน” รอยสลักคล้ายวงแหวนที่ล้อมรอบนิ้วนางข้างซ้ายและการกระทำของร่างสูงทำให้จิรัสย์หน้าขึ้นสีขึ้นมาทันที

“มันมากเกินไป ข้ามิสมควรได้รับคำสัตย์ที่แลกด้วยชีวิตท่าน”

“เจ้าดูถูกตัวเองเกินไป” จิรัสย์ส่ายหน้า

“ท่านมิได้รู้จักข้ามากขนาดนั้น”

“เช่นนั้น จงเล่าเรื่องของเจ้าให้ข้าได้ฟัง”

“ข้า...”

“ข้ามิได้ต้องการเรื่องคำสาป ข้าต้องการรู้เพียงเรื่องของเจ้า”

“คำสาปเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตข้า”

“งั้นข้าขอเพียงส่วนที่เกี่ยวกับเจ้า เพราะสิ่งอื่นมิได้สำคัญสำหรับข้า เพียงเจ้าเท่านั้นที่ข้าให้ความสำคัญที่สุด...

...แลกกับข้าจะเล่าเรื่องของข้าให้ฟังเช่นกัน” ร่างสูงส่งยิ้มให้ พลางยื่นมือออกไปให้ร่างเล็ก จิรัสย์ยิ้มออกมา ก่อนจะคว้ามืออีกฝ่ายแน่น

“ตกลง ข้าจะเล่าให้ท่านฟัง”

“จิตวิญญาณข้าเกิดจากเลือดของนาง ประกอบกับความผิดพลาดของห้วงเวลาที่บิดเบี้ยวจากการทำพันธสัญญาระหว่างนางและผู้ดูแลแห่งกาลเวลา จึงมอบดวงใจและจิตวิญญาณให้แก่ข้า

ข้าคอยเฝ้าดูแลทายาทของนางหลังจากถูกส่งมายังห้วงเวลาปัจจุบัน สร้างที่กำบัง หาอาหาร ลบความทรงจำ ทำอย่างนี้ต่อไปเรื่อย จวบจนท่านพี่ข้าพบกับผู้สืบทอดฤดูใบไม้ผลิคนปัจจุบัน ข้าจึงได้อยู่ในร่างมนุษย์เช่นนี้

หน้าที่สำคัญที่สุดของข้า คือเลี้ยงดูเมล็ดพันธุ์นี้ให้เติบโต และนำไปประกอบพิธีกรรมในคืนเดือนมืดที่จะมาถึงนี้ แต่สิ่งที่ใช้ประกอบพิธีทั้งหมดอยู่ที่บ้านข้าทางทิศใต้ ข้าจำเป็นต้องกลับไป...”

“ตอนนี้หัวใจของข้าหยุดเต้น”

“ข้าไม่อาจรู้ได้ว่าหลังจากทำพิธี ข้าจักมีชีวิตอยู่หรือไม่”

“ข้าอาจจากท่านไป ตลอดกาล”

               อวัศย์นั่งนิ่งอยู่ข้างเตียงของร่างเล็กที่ผล็อยหลับไป สำหรับเขา การตายเป็นเหมือนฝันสำหรับเทพที่มีอายุขัยเฉลี่ยมากกว่า 500 ปี คงดีไม่น้อยที่จะได้ปลดภารกิจบนบ่า ละทิ้งตัวตนและจากไป แต่นั่นมิใช่สำหรับเขาในตอนนี้ ตอนที่เขามีสิ่งที่ต้องการปกป้อง แต่สิ่งนั้นกลับกลายเป็นสิ่งที่ต้องแตกสลายหายไปในไม่ช้า

               “ท่านไม่หลับหรือ” เสียงร่างเล็กเรียกให้อวัศย์หันไปมองทันที

               “เจ้าหลับไม่สนิทรึ”

               “ข้าคิดว่าเช่นนั้น”

               “เช่นนั้นข้าคิดว่าข้าควรกลับห้องข้าจักดีกว่า” ร่างสูงเลิกผ้าห่มเพื่อจะลุกขึ้นแต่ร่างเล็กก็รั้งมือเขาเอาไว้

               “ข้า...ไม่อยากอยู่คนเดียว” ร่างสูงยกยิ้มกว้าง ฝ่ามือใหญ่เอื้อมไปลูบผมสีม่วงมุกอย่างแผ่วเบา

               “เจ้าอยากได้สิ่งใดอีกหรือไม่”

               “หิ่งห้อย...ข้าอยากเห็นมันอีก”

               “เหตุใดเจ้าจึงชอบแมลงแห่งแสงพวกนี้นัก” อวัศย์ร่ายเวทดึงให้หน้าต่างเปิดออกเรียกให้เหล่าหิ่งห้อยเข้ามาเช่นคืนก่อน

               “เพราะมันเป็นสิ่งแรกที่ข้าได้เห็น”

               อวัศย์ปล่อยให้จิรัสย์นอนมองฝูงหิ่งห้อยไปเงียบๆ ก่อนที่เจ้าตัวจะล้มตัวนอนลงข้างกายร่างเล็ก และรวบเอาคนตัวเล็กเข้ามาในอ้อมกอด

               ตึกตัก...ตึกตัก...

               “ท่านรู้หรือไม่...นี่เป็นเสียงแรกที่ข้าได้ยิน...” ร่างเล็กเอ่ยพร้อมรอยยิ้มบาง พลางทาบมือลงบนตำแหน่งหัวใจของร่างสูง

               “...เสียงหัวใจ แต่หัวใจของข้ากลับไร้เสียงเสียแล้ว”

               “ข้าจะเรียกเสียงหัวใจของเจ้ากลับมาให้เอง ข้าสัญญา” จิรัสย์ยิ้มกว้าง เพราะคำสัญญานั้นหมายความว่าร่างสูงจะทำทุกวิถีทางให้เขามีชีวิตต่อไป

               “ขอบคุณสำหรับทุกอย่างที่ท่านทำเพื่อข้า” อวัศย์ส่ายหน้า ก่อนจะจุมพิตลงบนหน้าผากของร่างเล็ก

               “ข้ามิได้เพียงทำเพื่อเจ้า ข้าทำ...เพื่อเรา”

 

               บ้านไม้หลังเล็กยังคงเหมือนเดิมจากคราวที่เขาเดินออกไป ต่างกันเพียงยามนี้ไร้ร่างของพี่ชายของเขา จิรัสย์คิดว่าผู้สืบทอดฤดูใบไม้ผลิคงพาพี่ชายของเขาไปอยู่ด้วยแล้ว

               “ข้าต้องรีบไปเตรียมของ แล้วเราจักไปวังทางเหนือกัน” อวัศย์พยักหน้ารับคำ ก่อนจะปล่อยให้ร่างเล็กไปจัดการธุระของตน ร่างสูงเดินไปรอบๆอย่างสนอกสนใจ

               มือเรียวคว้าเอากรอบรูปเก่าหลังชั้นหนังสือเตี้ยๆขึ้นมา ใบหน้ามีความสุขเต็มไปด้วยรอยยิ้มที่ต่างจากใบหน้าที่ซ่อนรอยความเศร้าไว้เสมออย่างที่เขาเห็นปัจจุบัน

               “เจ้าช่างเหมาะกับรอยยิ้ม”

               “เช่นนั้นเจ้าจงเป็นรอยยิ้มให้เขา” เสียงใสของหญิงสาวเรียกให้อวัศย์หันไปมองอย่างระแวดระวัง มือเรียววางกรอบรูปลง ก่อนที่ใบหน้าราวรูปสลักที่นิ่งเสมอจะแสดงอาการประหลาดใจออกมาอย่างเห็นได้ชัด

               “ท่านคือ...”

               ติ๊ก...ต่อก...ติ๊ก...ต่อก...

               เสียงก้าวเดินที่เข้าใกล้เข้ามาเรื่อยๆทำให้ร่างสูงรู้ได้ทันทีว่าหญิงสาวตรงหน้าเขาคือใคร แต่ก่อนที่เขาจะได้เอ่ยปากถาม หญิงสาวแปลกหน้าก็ยื่นของสิ่งหนึ่งให้เขาและหายไปทันที

               อวัศย์แบมือออก ก่อนจะพบว่าในมือของเขามีนาฬิกาโบราณเรือนเล็กเท่าฝ่ามือ ด้านบนมีปุ่มสลักเล็กๆที่สามารถกดลงไปได้ พร้อมสายคล้องคอ แต่การเดินของเข็มนาฬิกาช่างแปลกประหลาด หน้าปัดของนาฬิกาเรือนนี้มีเข็มเพียงเข็มเดียว แม้ว่ามันดูเหมือนจะหยุดเดิน แต่หากสังเกตดีๆจะพบว่ามันกำลังเดินย้อนหลังกลับไปเรื่อยๆ

               “ท่านอวัศย์” เสียงของจิรัสย์เรียกให้เขาผละออกจากที่ที่ยืนอยู่ สอดนาฬิกาเข้าไปด้านในเสื้อและออกไปพบกับร่างเล็กที่ยืนรอเขาอยู่ด้านนอก

               “ข้าพร้อมแล้ว”

               “เช่นนั้น...เรามาจบเรื่องในอดีตกัน”

 

เสียงก้าวเดินที่มั่นคงดังขึ้นเมื่อเท้าของทั้งสองเหยียบย่ำลงบนบันไดสีขาวมุกที่เชื่อมเส้นทางสู่พระราชวังของเทพสูงสุด...องค์ราชา

ร่างทั้งสองกุมมือของกันและกันแน่น มือเล็กเย็นเฉียบต่างจากมือของร่างสูงที่ค่อยใช้นิ้วโป้งเรียวลูบปลอบประโลมอยู่เสมอ

ประตูบานใหญ่เปิดออกเมื่อทั้งสองก้าวมาถึงหน้าห้องโถงกลางพระราชวังแห่งนี้ เสียงฝีเท้าเรียกให้องค์ราชา เทพองค์อื่นๆ ผู้สืบทอดฤดูรุ่นเก่าและรุ่นปัจจุบัน และข้าราชบริพาลระดับสูง ที่กำลังชุมนุมกันอยู่หันมามองเป็นตาเดียว

เสียงซุบซิบเกิดขึ้นทันทีเมื่อทุกคนต่างเห็นร่างเล็กที่มีเส้นผมสีม่วงมุกแสดงตราแห่งคำสาป

“ทหาร คุมตัวเขาไป” เสียงของใครสักคนดังขึ้น ทหารบริเวณรอบๆห้องโถงเดินเข้ามาใกล้ แต่กลับไม่สามารถแตะต้องตัวของจิรัสย์ได้

“เจ้าทำอะไรของเจ้า อวัศย์” บิดาของคู่แฝดและมีศักดิ์เป็นน้องชายขององค์ราชากล่าวขึ้นเสียงดังลั่นห้องโถง

“ข้าเพียงทำในสิ่งที่ข้าควรทำเท่านั้น ท่านพ่อ”

“สิ่งที่เจ้าควรทำคือจับมันเข้ารับโทษที่คุกใต้ดินจนกว่าจะหมดโทษ” เสียงแหลมจากญาติสักคนเอ่ยขึ้นมาบ้าง

“ข้ามีโทษอันใดฤา” ร่างเล็กพูดขึ้นมาเสียงเรียบ

“...” ทั้งห้องโถงเงียบสนิท

“เหตุใดพวกท่านจึงให้คำตอบข้ามิได้” ร่างเล็กยกยิ้มมุมปาก ก่อนจะหันไปสบตาผู้สืบทอดฤดูใบไม้ผลิ

“ท่านวสันต์...ท่านตอบข้าได้หรือไม่ ผู้พิพากษาเช่นท่าน...ตอบข้าได้หรือไม่ว่าข้าทำผิดอันใด”

“ข้ารู้ดีว่ามันมิใช่ความผิดเจ้า แต่ต้นตระกูลเจ้าก่อคดีที่มิอาจยอมความได้” วสันต์ตอบกลับ แต่ร่างเล็กกลับหัวเราะลั่น

“เจ้าคิดว่าการสังหารองค์ราชาเป็นเรื่องน่าขำอย่างนั้นหรือ” องค์ราชาเอ่ยขึ้นอย่างไม่ยินดียินร้ายแต่อย่างใด

“ข้าเพียงหัวเราะให้กับ...ความโง่งมของพวกท่าน”

“เจ้า!!!

“เด็กนี่มัน!!!

“ทหาร จับมัน!!!

ในขณะที่ทหารจำนวนมากเตรียมเจาะเข้ามาในม่านลวงตาที่สร้างจากสายหมอกของอวัศย์ สายลมหอบใหญ่พัดเข้ามาล้อมรอบทั้งสองเอาไว้พร้อมใบไม้สีน้ำตาลแห้ง ก่อนที่ร่างหนาของผู้สืบทอดฤดูใบไม้ผลิที่มิได้อยู่ในห้องก่อนหน้านี้ปรากฏตัวขึ้นพร้อมชายแปลกหน้าที่มีเส้นผมสีดำสนิท แต่กลับมีดวงตาสีม่วง

“จงหยุด เหล่าทหารทั้งหลาย หากเจ้าเข้ามามากกว่านี้ ข้าไม่อาจรั้งความรุนแรงของพายุนี้ได้” เสียงนุ่มทุ้มแต่กลับเยือกเย็นเอ่ยขึ้น

“เจ้ากำลังทำอะไร หลานข้า” เสียงแหบแห้งของผู้มีศักดิ์เป็นพี่ชายขององค์ราชาและบิดาของคิมหันต์และเหมันต์เอ่ยขึ้น

“ข้ากำลังทำ...หน้าที่แห่งผู้สืบทอดฤดูไม้ผลิที่พวกท่านมิเคยล่วงรู้” ศรัณหันไม่จ้องมองผู้สืบทอดรุ่นเก่าที่ไม่เคยค้นหาความจริงของใบไม้ผลิ

“เจ้ากำลังกระทำผิดกฎโดยให้ความช่วยเหลือผู้กระทำผิด เจ้ายอมรับหรือไม่” เสียงของหนึ่งในผู้พิพากษากล่าวขึ้น

“ข้ามิเห็นเช่นนั้น” ร่างสูงโต้กลับ

“เช่นนั้นเราคงมิสามารถเจรจาได้” เวทมนตร์หลากสีจากหลายทิศทางโจมตีเข้ามายังที่ที่ศรัณยืนอยู่ แต่กลับสะท้อนกลับไปโดยการช่วยเหลือจากผู้สืบทอดรุ่นปัจจุบัน

“วสันต์ เจ้า!!!

“ข้ามิอาจปล่อยให้พวกท่านทำร้ายน้องข้าได้ การใช้ความรุนแรงมิใช่สิ่งที่ปัญญาชนพึงกระทำ” การโต้กลับของผู้สืบทอดฤดูใบไม้ผลิพ่วงตำแหน่งผู้พิพากษาผู้ซื่อตรงทำเอาผู้สูงวัยทั้งห้องหน้าม้านไปตามๆกัน

“แต่พวกเจ้า

“จงฟัง องค์ราชา ราชนิกุล เหล่าเทพ ผู้พิพากษา และผู้มีเวทผู้โง่เขลาทั้งหลาย นี่คือข้อความจากข้า...สตรีผู้สืบทอดฤดูใบไม้ผลิคนแรก...สู่พวกเจ้า...”

 

ย้อนกลับไปใจกลางกลุ่มพายุ

ร่างเล็กหยิบเอาต้นไม้ประหลาดซึ่งแต่ละต้นมีสีประจำแต่ละฤดูกาลทั้ง6ฤดู จัดวางล้อมรอบตนเอง ก่อนจะสบตาร่างสูงที่ยืนมองอยู่ด้านนอกวงเวทพิธีกรรมที่มีจิรัสย์เป็นจุดศูนย์กลาง

“หวังว่าข้าจะได้ลืมตาขึ้นมาพบท่าน” จิรัสย์ยิ้มให้ร่างสูง ก่อนจะประกบมือทั้งสองแน่นพร้อมหลับตาลง

แสงสีม่วงส่องออกมาจากตำแหน่งหัวใจของร่างเล็ก เมล็ดพันธุ์สีม่วงมุกที่แปรสภาพเป็นต้นอ่อนรูปร่างคล้ายนาฬิกาทรายค่อยๆแทรกออกมาจากร่างของจิรัสย์ ริมฝีปากเล็กพึมพำบางสิ่งออกมาโดยไม่รู้ตัว

“ข้าขอเรียก...จิตวิญญาณที่หลงเหลือของผู้สืบทอดฤดูใบไม้ผลิผู้ถูกสาป...สู่ต้นอ่อนแห่งกาลเวลา และขอแลกการละเมิดกฎแห่งกาลเวลานี้....ด้วยพลังชีวิตของข้า”

สิ้นคำของจิรัสย์ ร่างเล็กก็ทรุดตัวลงทันที อวัศย์รีบพุ่งตัวเข้ามาเพื่อจะรอรับแต่กลับถูกพลังของต้นไม้ทั้ง6ต้นที่ล้อมเป็นเกราะกำบังการขัดขวางพิธีดีดให้กระเด็นออกมาก

ร่างสูงกระหน่ำทุบกำปั้นลงบนพื้นแข็งจนเลือดซึม แต่ร่างกายกลับชาจนไม่รับรู้ความเจ็บปวดใดๆ น้ำตาไหลลงมาจากดวงตาสีนิลแต่ปราศจากเสียงสะอื้น

“ทำไมต้องเป็นเจ้า จิรัสย์”

ไร้คำตอบให้กับร่างสูง มีเพียงต้นอ่อนสีม่วงมุกที่เริ่มเปลี่ยนรูปร่างจากนาฬิกาทรายขนาดเท่าฝ่ามือสู่ร่างของมนุษย์ทั่วไป

“จงฟัง องค์ราชา ราชนิกุล เหล่าเทพ ผู้พิพากษา และผู้มีเวทผู้โง่เขลาทั้งหลาย นี่คือข้อความจากข้า...สตรีผู้สืบทอดฤดูใบไม้ผลิคนแรก...สู่พวกเจ้า...”

เมื่อร่างของผู้สืบทอดฤดูใบไม้ผลิผู้ถูกสาปปรากฏขึ้นต่อหน้าเหล่าชนชั้นสูงทั้งหลาย เรียกความตื่นตะลึงให้กับเหล่าเทพทั้งมวล

ต่างจากกานต์และศรัณที่พุ่งสายตามาที่ร่างเล็กของจิรัสย์ที่กำลังสลบไสลอยู่ภายในอ้อมแขนของอวัศย์

“ไม่นะ จิรัสย์ ไม่...” น้ำตาของทายาทแห่งคำสาปตัวจริงไหลลงมาดั่งทำนบแตก โดยมีศรัณคอยประคองอยู่ข้างๆ

ติ๊ก...ต่อก...ติ๊ก...ต่อก...

จู่ๆเสียงนาฬิกาเรือนเล็กที่อวัศย์เก็บเอาไว้ก็ดังเข้ามาในโสตประสาท พร้อมกันกับที่คิมหันต์ เหมันต์ วสันต์และวิรุณเดินเข้ามาใกล้

“เด็กน้อย...เขาเพียงหลับไปใช่หรือไม่” วิรุณเอ่ยถามแฝดของตนอย่างคาดหวัง แต่อวัศย์กลับไม่ตอบ และไม่ได้ฟังคำถามของวิรุณแม้แต่นิด มือเรียวล้วงเอานาฬิกาเรือนเล็กออกมา ก่อนจะพบว่าเข็มนาฬิกาเข้าใกล้ตำแหน่งเลข12เต็มที

“นาฬิกานั่น!!!” เหมันต์เอ่ยขัดขึ้นมาพร้อมเบิกตากว้าง

“เจ้ารู้จักมันหรือ” คิมหันต์ถามน้องชายของตน

“แน่นอน แต่ตอนนี้เจ้าต้องรีบกดปุ่มสลักนั่น” อวัศย์ไม่รอช้า รีบกดปุ่มตามที่เหมันต์สั่ง เสียงเข็มนาฬิกาหยุดไปพร้อมกับการเคลื่อนไหวที่อีกเพียงเสี้ยววิเข็มนาฬิกาจะทาบทับตำแหน่งเลข12

เหมันต์ใช้สายตาสั่งให้อวัศย์วางนาฬิกาเรือนนั้นบนร่างของจิรัสย์ ก่อนจะร่ายเวทน้ำแข็งเพื่อผนึกร่างของจิรัสย์ให้คงอยู่อย่างเดิมจนกว่าจิตวิญญาณของจิรัสย์จะกลับคืนมา

“นาฬิกานั่นใช้เพื่อผนึกพลังชีวิตที่เหลืออยู่ของมนุษย์...คล้ายๆการหยุดเวลา แต่ไม่เคยมีผู้ใดรับรองได้ว่าผู้ถูกผนึกจักใช้เวลากี่วัน หรือาจเป็นกี่ปีเพื่อกลับเข้าสู่ร่างของตน ดังนั้น ข้าจึงต้องผนึกร่างนี้เพื่อป้องกันการเปลี่ยนแปลงของร่างกายตามกาลเวลา ตอนนี้พวกเราทำได้เพียงรอจิตของเขากลับมาเท่านั้น”

“เขาจะกลับมาหาข้าใช่หรือไม่” กานต์ถามด้วยเสียงแหบแห้งพร้อมสะอื้น

“เขาจะต้องกลับมา” อวัศย์ตอบกลับ

“ตอนนี้เจ้าต้องทำหน้าที่ของเจ้า การกระทำของน้องเจ้าจะต้องไม่สูญเปล่าจริงหรือไม่” ศรัณพูดเรียกสติกานต์ กานต์พยักหน้ารับก่อนจะค่อยๆลุกขึ้นยืน

“ฝากน้องข้าด้วย” กานต์พูดกับอวัศย์ ร่างสูงเพียงพยักหน้าตอบรับ

“ข้าจะอยู่กับเจ้าเอง” เหมันต์ตบบ่าผู้มีศักดิ์เป็นน้องชายของเขา ก่อนจะปล่อยให้คิมหันต์ วสันต์และวิรุณเดินตามศรัณและกานต์ไป

“รีบตื่นแล้วกลับมาหาข้า...เด็กน้อย”

 

กานต์เดินตรงเข้าหาร่างโปร่งแสงของหญิงสาวคนหนึ่งซึ่งกำลังเผชิญหน้ากับเหล่าราชนิกุล ทหาร และเหล่าเทพตนอื่นๆ ที่ยังคงตกตะลึงจนหาเสียงของตนไม่เจอ

“ท่านหญิง” กานต์ส่งเสียงเรียกแผ่วเบา ผู้ถูกเรียกหันกลับมามองหน้าทายาทของตนพลางแย้มรอยยิ้มบาง หญิงสาวยื่นมือเรียวมาทางกานต์ เขาไม่ลังเลแม้แต่นิดที่จะเดินเข้าไปจับมือนั้น

“ท่านทั้งหลาย ข้าขอแนะนำทายาทข้า...”

“เจ้า!!! ทำได้เยี่ยงไร ตระกูลบาปเยี่ยงเจ้าควรสิ้นไปนาน อั่ก” แรงบีบรัดที่คอทำให้เทพตนหนึ่งซึ่งกำลังกล่าววาจาหยาบคายถึงกับกระอักเลือดออกมา

“ตระกูลบาปหรือ พวกท่านช่างโง่งมกว่าที่ข้าคิดไว้ นี่มันผ่านมากี่ร้อยปีแล้วหรือ พวกท่านยังคงมิรู้ความจริงใดๆ” น้ำเสียงประชดเปล่งออกจากริมฝีปากบางพร้อมแรงเหวี่ยงมหาศาล ทำเอาทั้งห้องโถงสั่นสะเทือน

“ท่านต้องการสิ่งใดกัน ท่านหญิง” เสียงเนิบๆขององค์ราชายังคงไม่เปลี่ยนแปลง

“หากข้าตอบว่าชีวิตท่าน ท่านจะให้ข้าได้หรือไม่ องค์ราชา”

“จองหองยิ่งนัก หญิงต้องสาป จับนาง!!!” หนึ่งในราชนิกุลกล่าว เหล่าทหารที่ล้อมวงอยู่ตีวงเข้ามาใกล้ แต่กลับถูกดันออกมาด้วยพลังของวสันต์ คิมหันต์และวิรุณ

“พวกเจ้าทรยศรึ!!!

“หามิได้ท่านอา พวกข้าเพียงปกป้องพี่น้องข้าเท่านั้น” วิรุณที่ยืนกำบังเกราะพายุของศรัณอยู่อีกชั้นกล่าวโต้ตอบญาติสักฝั่งหนึ่งของพวกเขา

“เอาล่ะ เหล่าเทพผู้โอหัง จงฟัง...” เสียงมีอำนาจกล่าวขัดขึ้น หญิงสาวใช้แขนข้างหนึ่งดันให้กานต์มาอยู่ด้านหน้า และใช้แขนทั้งสองข้างคล้องคอทายาทของนางเอาไว้

“...ข้าจักถ่ายทอดความทรงจำที่ข้าฝังเอาไว้นานนับร้อยปี อันเป็นความจริงที่พวกเจ้ามิฝักใฝ่จะรู้ ข้าจักพาพวกเจ้าไป...เห็นในสิ่งที่พวกเจ้าควรจะเห็น...” สิ้นคำของนาง กานต์ก็สานสายใยเวทสีม่วงมุกล้อมรอบห้องโถงแห่งนี้ ผนังด้านหนึ่งค่อยๆมีรอยบิดเบี้ยวและปรากฏหลุมสีดำขึ้นพร้อมกับร่างของหญิงสาวที่เคยส่งนาฬิกาให้อวัศย์ก้าวเดินออกมา

“ด้วยนามของข้า ผู้ดูแลกาลเวลาตนที่589 กาลเวลาจงหวนกลับ จงหมุนกลับไปยังสถานที่ที่ข้าได้ทำพันธสัญญาต่อกัน”

 

“เงียบจัง”

“หนาวด้วย”

“ข้าอยู่ที่ไหน”

“นั่นสิ เจ้าอยู่ที่ไหนกัน”

“เจ้าเป็นใคร”

“ข้าคือเจ้า”

“คือข้า?”

“เจ้าต้องการจะกลับไปหรือไม่”

“กลับไปไหน”

“ไปพบพี่เจ้า พบความวุ่นวาย พบภาระที่ไม่เกี่ยวกับเจ้า พบการแก้แค้นที่เจ้ามิได้ข้องเกี่ยว”

“แต่มันเป็นหน้าที่ข้า”

“เช่นนั้นหน้าที่ของเจ้าก็ลุล่วง เจ้าต้องการจะกลับไปอีกหรือ”

“ข้า...”

“หากกลับไป จักมีคนที่ต้องการเจ้าหรือ...เจ้าเป็นเพียงต้นไม้กลางป่าใหญ่ ไร้ชีวิต ไร้จิตใจ ต่างจากพี่ของเจ้า เขาเป็นดวงใจของฤดูใบไม้ผลิ ตอนนี้พี่เจ้าก็มีผู้ดูแลแล้ว แล้วเจ้าเล่า...จะอยู่อย่างไร”

“ไม่ ข้ามี...”

“ผู้สืบทอดแห่งสายหมอกหรือ เขามีอายุยังไม่ถึงร้อยปี อายุขัยแห่งเทพช่างยาวนาน แล้วเจ้าเล่า...ไม่ว่าจะเป็นต้นไม้หรือมนุษย์ไร้เวท เจ้าก็สิ้นอายุขัยก่อนเขา มันมิต่างกันเลยหากเจ้าจะจากไปตั้งแต่ครานี้”

จิรัสย์นิ่งเงียบ มิโต้ตอบเสียงที่ดังขึ้นภายในหัวของเขา เขาคิดว่าเสียงนิรนามนี่ก็กล่าวได้ถูกต้อง ไม่ว่าอย่างไรเขาก็ต้องตาย เขาเป็นเพียงมนุษย์ธรรมดา ยอมรับชะตากรรมไปตั้งแต่ตอนนี้ก็ไม่ได้แย่อะไร

 

“รีบกลับมาหาข้า...เด็กน้อย” น้ำเสียงทุ้มคุ้นหูเจือเสียงสะอื้นดังขัดขึ้นมา

“ได้โปรด...กลับมาหาข้า”

 

“เจ้าชอบหิ่งห้อยหรือไม่”  เสียงของใครคนนั้นในความทรงจำค่อยๆไหลเข้ามาเรื่อยๆดั่งม้วนฟิล์ม

 

ตึกตัก...ตึกตัก...

เสียงหัวใจที่เขามักได้ยินเสมอยามอยู่ในอ้อมแขนอบอุ่นของผู้สืบทอดแห่งสายหมอกหรือยามดวงตาของเขาสบเข้ากับดวงตาสีนิลคู่สวย

 

 “ท่าน...จะช่วยข้าหรือ”

“ข้า...เพียงทำในสิ่งที่ข้าเห็นสมควรเท่านั้น”

“แล้วท่านเห็นสมควรว่าอย่างไร”

“ข้าเห็นสมควรว่าจะทำอย่างที่ใจข้าอยากทำ”

 

 “ท่านมิจำเป็นต้องปกป้องข้า ข้าเป็นเพียงความผิดพลาดที่เกิดขึ้นเพื่อการทวงคืนความยุติธรรมเท่านั้น” 

“เช่นนั้น เจ้าจะเป็นความยุติธรรมของข้า”

 

               “ท่านรู้หรือไม่...นี่เป็นเสียงแรกที่ข้าได้ยิน...เสียงหัวใจ แต่หัวใจของข้ากลับไร้เสียงเสียแล้ว”

               “ข้าจะเรียกเสียงหัวใจของเจ้ากลับมาให้เอง ข้าสัญญา”

               “ขอบคุณสำหรับทุกอย่างที่ท่านทำเพื่อข้า”

               “ข้ามิได้เพียงทำเพื่อเจ้า ข้าทำ...เพื่อเรา”

 

 

               “ตื่นแล้วหรือ” เสียงไม่คุ้นหูเรียกให้จิรัสย์หันไปมองตามต้นเสียงที่นั่งอยู่ข้างเตียงของเขา

               “ข้า...แค่กๆ”

               “นี่น้ำ ค่อยๆดื่ม เจ้าหลับไปหลายวัน คงต้องรอสักพักกว่าจะกลับมาเป็นปกติ”

               “ท่านคือ...”

               “จริงสิ ข้าลืมแนะนำตัว ข้า...วสันต์ ผู้สืบทอดฤดูใบไม้ผลิ”

               “นี่ข้าถูกจับหรือ” ร่างเล็กถามขึ้นอย่างสงสัย วสันต์ขำเล็กน้อยก่อนจะตอบคำถามร่างเล็ก

               “เปล่า ที่นี่เป็นห้องพำนักห้องหนึ่งในพระราชวังเท่านั้น”

               “ข้าก็คิดเช่นนั้น คุกใต้ดินคงมิได้ใช้ท่านเป็นผู้คุมอย่างแน่นอน” วสันต์ยิ้มรับคำของจิรัสย์

               “ทุกอย่างเรียบร้อยดี โทษของทายาทผู้สืบทอดฤดูใบไม้ผลิถูกชำระ พี่ชายของเจ้าก็ได้เวทคืนมาตั้งแต่เจ้าย้ายตราคำสาปมาที่ตัวเจ้าเอง อีกทั้งตอนนี้เขายังเป็นคู่หมั้นอย่างถูกต้องตามกฎของศรัณและได้รับการยอมรับจากองค์ราชาเรียบร้อยแล้ว ตราคำสาปของเจ้าจากเลือดของนางก็หายไปแล้วเช่นกัน” ร่างเล็กหงายมือทั้งสองข้างของตนขึ้นมา ก่อนจะพบว่าตราคำสาปหายไปแล้วจริงๆ

               “ข้าทำสำเร็จใช่หรือไม่” น้ำเสียงตื่นเต้นของร่างเล็กทำให้วสันต์ยิ้มกว้างขึ้นไปอีกและพยักหน้ารับคำ

               “ท่านพี่ของเจ้าคงอยู่กับศรัณ เขาเพิ่งกลับไปเมื่อเช้า ส่วนอวัศย์ ข้าเพิ่งให้วิรุณแบกเขากลับไปนอนที่ห้อง เขาไม่ได้นอนมาหลายวันแล้ว ยิ่งตอนนี้จบฤดูหมอกสู่ฤดูของข้า พลังของเขาก็เลยลดลงไปมาก”

               “ข้าไปพบเขาได้หรือไม่”

               “แน่นอน อวัศย์ต้องอยากพบเจ้าที่สุด น้องข้าคงเสียใจไม่น้อยที่เจ้าพบข้าเป็นคนแรกมิใช่เขา” จิรัสย์ยิ้มกว้างให้กับคำหยอกล้อของวสันต์

               “มา ข้าจะช่วยพยุงเจ้าไป เจ้าอาจไม่ชินร่างนี้นัก”

               “ร่าง?”

               “ใช่ ต้นไม้น้อย ข้าคือผู้สืบทอดฤดูใบไม้ผลิผู้ดูแลพืชพันธุ์ทั่วอาณาจักร การปรับร่างของเจ้าสู่เนื้อหนังเทียมเช่นมนุษย์มิใช่เรื่องยากสำหรับข้า”

               จิรัสย์หันไปมองบานกระจกที่สะท้อนใบหน้าและร่างกายของเขา มันเหมือนเดิมทุกอย่าง ต่างกันเพียงเขารู้สึกถึงการทำงานของอวัยวะภายในที่มิใช่เพียงหัวใจ

               “เจ้าจะรู้สึกหิวเช่นเรา มิใช่เพียงกระหายน้ำ เจ้าสามารถเจ็บป่วยได้ดั่งมนุษย์ทั่วไปแม้ว่าเจ้าจักไร้เวท แต่เจ้าจักมีอายุยืนยาว” วสันต์ตอบพลางพยุงร่างของจิรัสย์ไปตามทางเดินเพื่อไปยังห้องพักของอวัศย์

               “ท่านรู้?”

               “ข้ารู้ดี ชื่อเจ้า...มิได้พบเจอกันทั่วไป มีเพียงผู้ถือครองเวลาเท่านั้นที่จักกล้าตั้งชื่อเช่นนี้ อีกทั้งข้ายังได้รับความช่วยเหลือจากผู้ดูแลกาลเวลา หรือกล่าวง่ายๆนางอาจเป็นผู้ให้กำเนิดเจ้า ในการปรับร่างของเจ้าเช่นกัน นั่นยิ่งช่วยร่นเวลาให้ข้าได้มากยิ่งนัก”

               “ท่านพี่...เจ้าตื่นแล้วหรือเด็กน้อย” เสียงใสของวิรุณเอ่ยทักเมื่อทั้งสองเดินมาจนถึงห้องของอวัศย์

               “เขานอนอยู่ในห้อง เจ้าเข้าไปเถิด” จิรัสย์พยักหน้ารับก่อนจะผละจากร่างของวสันต์และตรงดิ่งไปที่เตียง วสันต์กับวิรุณเพียงปิดประตูห้องเพื่อทิ้งให้ทั้งสองได้อยู่ด้วยกัน

              

จิรัสย์นั่งลงบนเก้าอี้ข้างเตียง เอื้อมมือลูบผมสีควันบุหรี่อย่างที่ร่างสูงชอบทำ จ้องมองใบหน้าราวรูปสลักพร้อมรอยยิ้มบาง

               “ข้ากลับมาแล้ว” เสียงเพียงแผ่วเบาแต่กลับคุ้นหูเรียกให้อวัศย์ที่เพิ่งเข้าสู่นิทราได้ไม่นานตื่นขึ้นมาทันที

               ดวงตาสีนิลสบกับดวงตาสีเฮเซลทันทีที่ลืมตาขึ้นมา มือเรียวยาวของร่างสูงจับมือเล็กที่กำลังลูบผมของเขาอย่างแผ่วเบา

               “ข้ามิได้ฝันใช่หรือไม่” จิรัสย์พยักหน้า น้ำใสไหลลงจากดวงตาแต่กลับมีรอยยิ้มประดับอยู่บนใบหน้า

               อวัศย์รวบตัวร่างเล็กเข้าสู่อ้อมกอดทันที จิรัสย์เพียงลูบหลังปลอบโยนร่างสูง

               ตึกตัก...ตึกตัก...

               ...ตึกตัก...ตึกตัก

               “ครั้งนี้ข้าได้ยินเสียงหัวใจเจ้า”

               “นั่นเพราะท่านเรียกมันกลับมา”

               “ขอบคุณที่กลับมาหาข้า” ร่างเล็กยิ้มกว้าง ก่อนจะพูดในสิ่งที่ร่างสูงเคยพูด

               “ข้ามิได้กลับมาเพียงเพื่อท่าน แต่ข้ากลับมา...เพื่อเรา” 


*********************************************************

Talk :
จริงๆเรื่องนี้เราตั้งใจจะแต่ง one shot จากเพลง Through the night ของIU แค่นั้น เพราะเราชอบเพลงนี้มากกกก แล้วพล็อตก็เด้งขึ้นมา จริงๆเรื่องหลักในหัวจอนแรกมีแค่ตรงหิ่งห้อยเท่านั้น แต่พอแต่งแนวฟนตาซีฟิคก็งอกเป็น Short fic เฉยเลย 5555 ติชมได้นะคะ ขอโทษที่ลงตอนนี้ห่างไปนาน เราเพิ่มตอนจบนิดหน่อยเพราะกลัวมันจะตัดสั้นเกินไป เราตั้งใจจะเน้นฝั่งอวัศย์กับจิรัสย์มากกว่าอยู่แล้ว เลยจะมีตัดช่วงของท่านหญิงกับกานต์ออกไปบ้างนะคะ enjoy reading นะทุกคนนนน
ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 3 ครั้ง

11 ความคิดเห็น

  1. #11 ชาแพเอง (@k-tekate) (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 26 มิถุนายน 2562 / 22:44
    ฮื่ออออ ผมปริ่มมากกกก น่ารัก ดีมากๆ ขอบคุณที่แต่งเรื่องนี้ขึ้นมานะคะ ขอบคุณจริงๆๆไคับ
    #11
    0
  2. #9 youaremysundae (@pcxxr) (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 26 มิถุนายน 2562 / 03:10

    ดีมากเลยค่ะ แบบดีไม่รู้จะพูดยังไง ชอบมาก ๆ เลย ; - ; ขอบคุณที่แต่งเรื่องนี้นะคะ โรแมนติกมากแม่

    #9
    0