[OS/SF] Wanna One : All x BaeJinyoung

ตอนที่ 4 : [SF] : Through the night (1) [แก้คำผิด]

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 95
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 4 ครั้ง
    11 ม.ค. 63

Title : Through the night

Pairing : LaiKuanlin x BaeJinyoung

Genre : Fantasy

Note : winter - fog - spring - summer - rain - autumn




“ท่านพ่อ” น้ำเสียงนิ่งของบุตรชายเพียงคนเดียวของเขา เรียกให้ผู้ครองอำนาจสูงสุดหรือ องค์ราชา ของโลกแห่งนี้ออกจากภวังค์ ก่อนจะหันกลับมาสบตาเหล่าผู้สืบทอดพลังแห่งเทพฤดูกาลทั้งหก

               “เหมันต์เป็นอย่างไรบ้าง” ผู้สูงวัยหันไปถามผู้สืบทอดที่อายุเกือบน้อยที่สุดที่กำลังจะจบภารกิจฤดูของตนในไม่ช้านี้

               “ยอดเยี่ยมครับท่านลุง ปีนี้พลังข้าหมุนเวียนไร้ที่ติ อาจเพราะบรรลุอายุ 120 ปีแล้วกระมัง พายุหิมะน้อยลงกว่าปีก่อนๆ แถมข้ายังควบคุมสัตว์ป่าได้คล่องขึ้นอีกต่างหาก” ชายร่างเล็ก ผิวขาวซีด รับกับเรือนผมสีขาวราวหิมะและนัยน์ตาสีม่วงอเมทิสต์ตอบกลับด้วยน้ำเสียงร่าเริงที่มีเพียงคนสนิทเท่านั้นที่จะได้สดับฟัง จนไม่อยากจะเชื่อว่าเขาเป็นผู้ครอบครองฤดูที่เงียบเหงาอย่างเหมันต์

               “โอ เจ้าอายุ 120 ปีแล้วฤา แล้วข้าจะไม่แก่ลงได้เยี่ยงไร...แล้วเจ้าพร้อมหรือยัง อวัศย์”

               “ข้าเคยไม่พร้อมด้วยหรือท่านอา” น้ำเสียงหยิ่งยโสจากชายร่างสูง ผู้เป็นเจ้าของฤดูหมอกเอ่ยขึ้น แต่กลับไม่มีผู้ได้คัดค้านท่าทางโอหังนั่น แม้ว่าเขาจะเป็นผู้สืบทอดที่มีอายุน้อยที่สุดก็ตาม อาจเป็นเพราะทุกคนต่างรู้ดีว่าเขาไร้ที่ติเพียงใด และคนเยี่ยงเขา...ไม่เคยทำผิดพลาด

               “นั่นน่ะสิ เจ้าสมบูรณ์แบบและโดดเดี่ยวอยู่เสมอ แต่รู้หรือไม่ ข้าเป็นหนึ่งในคนที่อยากเห็นเจ้าพลาดสักครั้ง” อวัศย์เสยผมสีควันบุหรี่ของตนด้วยอารมณ์หงุดหงิดต่อคำกล่าวขององค์ราชาเล็กน้อย แต่ดวงตาสีดำยังคงนิ่งสนิทไม่ฉายแววยินดียินร้ายแต่อย่างใด

“ข้าคิดว่าท่านคงมิได้เห็นเป็นแน่ท่านอา” ชายหนุ่มที่สูงที่สุดและอายุน้อยที่สุดในบรรดาผู้สืบทอดกล่าวขึ้น เขามีเส้นผมสีน้ำเงินครามกับดวงตาสีดำสนิทเฉกเช่นเดียวกับฝาแฝดของเขา อวัศย์ และเขาคือผู้ครอบครองฤดูฝน วิรุณ

“เหตุใดเจ้าจึงคิดเช่นนั้น วิรุณ” องค์ราชาถามกลับพร้อมรอยยิ้ม แน่นอนว่าทุกคนย่อมรู้คำตอบเป็นอย่างดี

“เพราะท่านส่งมอบอวัศย์ให้ท่านพี่ศรัณเป็นผู้ดูแลนี่” ผู้ถูกกล่าวพาดพิงอย่างศรัณยิ้มให้น้องเล็กอย่างเอ็นดู

“เช่นนั้น ท่านพี่วสันต์น่าจะรู้เรื่องเจ้าดีที่สุดกระมัง” อวัศย์ตอกกลับแฝดของตนนิ่งๆ ส่วนวสันต์ยิ้มตอบกลับเช่นเคย เขาคือผู้ครองรอยยิ้มดั่งฤดูใบไม้ผลิ และความอบอุ่นของเขามักส่งถึงผู้ใกล้ชิดเสมอ อุปนิสัยดังกล่าวประกอบกับการเป็นพี่ใหญ่ในผู้สืบทอดรุ่นนี้ ทำให้งานแรกของการเป็นผู้สืบทอดของวสันต์คือการเลี้ยงดูหนึ่งในฝาแฝด...วิรุณ

“แน่นอน ข้าย่อมรู้ดี” วสันต์ตอบกลับพร้อมหัวเราะเบาๆให้กับการถกเถียงกันเล็กๆน้อยๆของคู่แฝด ก่อนที่ดวงตาสีเขียวมรกตจะเบนไปมองอีกหนึ่งผู้สืบทอดที่เริ่มออกอาการหงุดหงิดขึ้นมา

“ท่านเรียกพวกข้ามาเพื่อถามไถ่สารทุกข์สุกดิบเท่านั้นหรือ” เสียงติดหาเรื่องจากชายผู้มีผมสีแดงเพลิงกล่าวขัดขึ้น

“ท่านพี่ ท่านกำลังเสียมารยาท” เหมันต์เขย่าแขนและบ่นใส่ผู้ที่มีศักดิ์เป็นพี่ชายแท้ๆของตน

“อารมณ์ร้อน พูดจาขวานผ่าซาก สมเป็นเจ้า...คิมหันต์” คิมหันต์ เหยียดยิ้มมุมปากเป็นเชิงรับคำของผู้มีศักดิ์เป็นลุงของเขา

“ข้ามิได้ว่างมากนัก เพราะถัดจากสิสิรและใบไม้ผลิก็จักเป็นฤดูของข้า”

“ข้ารู้ดีๆ แต่ขอข้าคุยกับลูกชายของข้าก่อน เจ้าจะยินดีหรือไม่”

“ข้ามิอาจขัดประสงค์ท่าน” คิมหันต์ตอบกลับก่อนจะเบนสายตาสีอเมทิสต์เหมือนดั่งน้องชายออกไปนอกหน้าต่างเป็นการตัดบทสนทนา

“ใบไม้ร่วงเป็นฤดูที่น่าเศร้าสำหรับเจ้าหรือไม่” ชายหนุ่มร่างกำยำสมส่วน ดวงตาสีน้ำตาลเข้มรับกับเส้นผมสีน้ำตาลช็อกโกแลตของเจ้าตัวอย่างไร้ที่ติ เขาคือผู้สืบทอดสายตรงขององค์ราชา...ศรัณ

“ไม่เลยท่านพ่อ”

“ลึกลับ เป็นคุณสมบัติของผู้สืบทอดฤดูกาลนี้ฤา แต่ข้าเป็นพ่อเจ้า เจ้าควรเล่าสิ่งที่เจ้าพบให้ข้าได้ฟังบ้าง”

“ขออภัย แต่ข้ามิอาจแพร่งพราย” องค์ราชาพยักหน้ารับ ก่อนจะถอนหายใจออกมา

“ที่ข้าเรียกพวกเจ้ามาวันนี้ เพราะข้าคิดว่าสมควรแก่เวลา...ที่พวกเจ้าจะได้รับรู้ตราบาปอันยิ่งใหญ่ของผู้สืบทอดแห่งฤดูกาลเสียที” สิ้นคำขององค์ราชา ทุกสิ่งเงียบสงัด ผู้สืบทอดทั้งหกมองตรงไปยังองค์ราชาด้วยแววตาสงสัย

“พวกเจ้าเคยเห็นสตรีเพศเป็นผู้สืบทอดแห่งฤดูกาลหรือไม่”

“ไม่เลยครับ” วิรุณเป็นคนตอบ

“เจ้าคิดว่าเพราะเหตุใด”

“กฎของการสืบเชื้อสายแห่งเทพฤดูกาล เทพฤดูกาลต้องสัมพันธ์เพียงเทพด้วยกันหรือผู้มีเวทเท่านั้น เมื่อให้กำเนิดบุตรเพศชายที่ได้รับเลือกจากฤดูกาลจะได้เป็นผู้ถูกเลือก ก่อนจะเป็นผู้สืบเชื้อสายดั่งพวกข้า แต่หากไม่ ก็จะถูกจัดอยู่ในชนชั้นกลางหรือผู้มีเวท หากให้กำเนิดบุตรเพศหญิงจักอยู่ในกลุ่มผู้มีเวทโดยทันที” วสันต์พยักหน้าเห็นด้วยกับคำตอบของศรัณ

“ใช่ ตามตำราที่พวกเจ้าและคนอื่นๆได้เรียนรู้เป็นเช่นนั้น แต่ความจริงหาได้เป็นเช่นนั้นไม่...” คำตอบขององค์ราชาทำให้ทั้งหกตกตะลึง

“...ฤดูกาลมิได้เลือกผู้สืบทอดจากพลังเพียงอย่างเดียว แต่ยังเลือกจากความพึงพอใจส่วนตัวด้วย ดังนั้น สตรีเพศจึงสามารถถูกเลือกได้เช่นกัน

...และเคยมีครั้งหนึ่ง...เพียงครั้งเดียว ในประวัติศาสตร์อันยาวนานของอาณาจักร ที่สตรีถูกเลือกเป็นผู้สืบทอด”

“เหตุใดจึงไม่ปรากฏในหน้าประวัติศาสตร์หรือไม่มีผู้ใดกล่าวถึงนางเลยล่ะครับท่านลุง” เหมันต์ถามด้วยความสงสัย

“ใจเย็นๆหลานข้า เรื่องที่ข้ากำลังจะเล่าให้ฟังจะเป็นคำตอบให้กับเจ้า”

“นางเป็นผู้สืบทอดฤดูใบไม้ผลิเช่นเจ้า...ลูกข้า นางถูกเลือกท่ามกลางเสียงคัดค้านมากมาย แต่พวกเจ้าคงรู้กันดี ไม่มีผู้ใดทัดทานการเลือกของฤดูกาลได้ นางจึงก้าวเข้ามาเป็นหนึ่งในผู้สืบทอด แต่ในทางกลับกันบุตรชายขององค์ราชาในยุคนั้นกลับไม่ถูกเลือก...พวกเจ้าเริ่มเห็นลางความวุ่นวายแล้วใช่หรือไม่” ทั้งหกพยักหน้ารับ

“เมื่อย่างเข้าวัสสานะ ซึ่งผู้ครอบครองสายฝนจะมีพลังอำนาจมากที่สุด เหตุการณ์เลวร้ายได้เกิดขึ้น เมื่อเขาร่วมมือกับองค์ราชาอย่างลับๆในการกักขังผู้สืบทอดฤดูใบไม้ผลิ”

“วิธีการของพวกขี้แพ้ รวมหัวกันทำให้ฤดูใบไม้ผลิไร้ผู้ดูแล” คิมหันต์เอ่ยขัดขึ้นมาด้วยความหงุดหงิด

“ใช่ และมันขัดกฎของผู้สืบทอดที่ว่าห้ามละเลยภารกิจโดยเฉพาะเมื่อถึงฤดูกาลของตน บทลงโทษคืออะไร พวกเจ้าคงรู้กันดี”

“คำสาป” อวัศย์ตอบ

“อย่างที่เจ้ารู้ เราไม่มีโทษประหารชีวิต แต่การใช้คำสาปกับเทพหรือผู้มีเวทก็คงไม่ต่างจากการให้โทษประหาร เพราะคำสาปนั้นจะทำให้กลายเป็นผู้ไร้เวท...แต่คำสาปนั้นกลับใช้ไม่ได้ผลกับนาง”

“อาจเพราะนางเป็นสตรีเพศกระมัง” วสันต์เอ่ยขึ้นมา

“ถูกต้อง หลังจากนั้นนางหลบหนีจากการสังหารขององค์ราชาที่ต้องการปกปิดเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น นางได้รับความช่วยเหลือจากผู้ไร้เวทที่อยู่แถบชายแดนทางทิศใต้และพบรักกับชายหนุ่มคนหนึ่ง...

แต่เมื่อนางให้กำเนิดบุตร ผลของคำสาปก็ได้ปรากฏขึ้น นางได้ให้กำเนิดบุตรชายทั้งหมด 7 คน และทุกคนล้วนเป็นผู้ไร้เวท”

“เมื่อผู้ไร้เวทมีสัมพันธ์กับผู้มีเวท บุตรที่กำเนิดออกมาก็จะเป็นผู้ไร้เวทอยู่ดี นอกจากนี้ เด็กที่กำเนิดจากบุตรชายของนาง ล้วนเป็นเพศชายทั้งหมดเช่นกัน ผู้ไร้เวทมักมีอายุขัยสั้นกว่าผู้มีเวทและเทพ ทำให้ไม่มีสายเลือดของนางหลงเหลืออยู่เลย”

“เหมือนโดนล้างตระกูลเลยนะครับ” เหมันต์ด้วยความรู้สึกเห็นอกเห็นใจ

“ถ้ามีใครสักคนให้กำเนิดบุตรเพศหญิง อาจเป็นผู้มีเวทก็ได้” อวัศย์เอ่ยขึ้นมา

“นั่นสินะ เพราะคำสาปให้ผลแต่กับเพศชาย แต่คำสาปอาจทำให้ไม่สามารถมีบุตรเพศหญิงก็ได้เช่นกัน” วสันต์ลูบคางอย่างใช้ความคิด

“แต่ท่านเล่าเรื่องนี้ให้พวกข้าฟังทำไมกัน ท่านลุง” คิมหันต์ถามขึ้นอย่างสงสัย ในเมื่อสายเลือดของนางก็สิ้นสุดไปแล้ว ไม่มีเหตุผลที่องค์ราชาจำเป็นต้องบอกให้พวกเขารู้เลย

“ที่ป่าแถบทิศใต้...ข้าเห็นผ่านดวงตาที่เชื่อมกับเหยี่ยวของข้า ชายผู้มีเส้นผมสีม่วง” องค์ราชาเหลือบมองบุตรชายของตนที่แววตาสั่นไหวเพียงเล็กน้อย ก่อนจะจางหายไป

“สีม่วง? แล้วมันเป็นปัญหาอย่างไร ในเมื่อทุกคนในที่แห่งนี้ต่างมีสีผมและดวงตาสืบทอดกันมาจากบรรพบุรุษ คิมหันต์และเหมันต์ยังมีดวงตาสีม่วงเลย” วิรุณผายมือไปทางสองพี่น้องที่มีดวงตาสีม่วงส่องประกาย

“เพราะสีม่วงหมายถึงคำสาป” คิมหันต์ตอบเสียงนิ่ง

“เจ้าเกิดทีหลังข้าจึงอาจไม่รู้เรื่องนี้ ข้ากับท่านพี่มิได้เกิดตามวิธีธรรมชาติเช่นพวกเจ้า” เหมันต์เป็นผู้ไขข้อสงสัยให้ วิรุณพยักหน้าหงึกหงัก แต่ก็ไม่ได้ถามไปมากกว่านี้เนื่องจากเห็นว่าเป็นเรื่องส่วนตัว

“ทายาทของนางทุกคนมีเส้นผมสีม่วง” องค์ราชาเอ่ยขึ้นมานิ่งๆ

“ท่านจะให้พวกข้าพา ชายผู้มีผมสีม่วง ที่ท่านเอ่ยถึงมาที่นี่หรืออย่างไร” คิมหันต์เอ่ยแทรก เขายังคงไม่เห็นความจำเป็นที่จะต้องรับรู้เรื่องนี้อยู่ดี

“ใช่”

“เพื่ออะไรท่านลุง ข้าคิดว่าเรื่องที่มันผ่านไปแล้วก็ควรปล่อยผ่าน เขาอาจไม่รู้เรื่องในอดีตเลยก็เป็นได้” วสันต์กล่าวด้วยน้ำเสียงนุ่มประจำตัวของเขา

“เฮ้อ ข้ามิได้อยากทำเช่นนี้หรอก แต่ก่อนนางสิ้นชีพ นางได้ก่อเหตุการณ์ร้ายแรงขึ้น นางลอบสังหารองค์ราชา...โทษของการลอบสังหารคือกักขังตามอายุขัยของผู้ถูกลอบสังหารที่เหลือจากอายุขัยเฉลี่ย อายุขัยเฉลี่ยของเทพคือ 800 ปี องค์ราชาถูกลอบสังหารตอนอายุเพียง 386 ปีเท่านั้น เท่ากับนางต้องโทษถึง 414 ปี ยังไม่รวมที่นางหลบหนีการจับกุมหลังตัดสินโทษ สุดท้ายเราพบร่างไร้วิญญาณของนางใกล้หุบเขาทางทิศตะวันตก คาดว่านางจะปลิดชีพตนเอง

โทษที่เหลือของนางถูกส่งต่อให้กับผู้สืบสายเลือดคำสาป แต่เนื่องจากทุกคนเป็นผู้ไร้เวท อายุขัยจึงสั้น ทำให้การรับโทษถึงปัจจุบันยังไม่ได้ครึ่งหนึ่งของโทษทั้งหมดของนาง”

“แต่ข้าไม่เห็นด้วย หากพวกท่านตัดสินโทษนางเช่นนี้ แล้วองค์ราชากับผู้ร่วมมือกักขังและลอบสังหารนางไม่ควรถูกตัดสินโทษด้วยหรือ” เหมันต์กล่าวด้วยเสียงสั่นเครือ คิมหันต์ที่ยืนอยู่ข้างๆถอนหายใจฟึดฟัดกับความขี้แยของน้องชาย แต่ก็ส่งมือไปลูบหลังของเหมันต์อย่างแผ่วเบา

“ข้ามิได้บังคับพวกเจ้า ผู้ใดเห็นสมควรที่จักทำก็จงทำ หากไม่ เจ้าก็จงนิ่งเฉยและอยู่ในจุดของเจ้า แต่เจ้าคงไม่ทำให้ข้าผิดหวังใช่หรือไม่ วสันต์ ศรัณ อวัศย์”

“ท่านพี่วสันต์ โปรดบอกข้าว่าท่านจะไม่รับคำด้วย” วิรุณจ้องเข้าไปในตาของผู้ที่ดูแลตนมาแต่ยังเยาว์วัย วสันต์ถอนหายใจหนัก เป็นหนึ่งในไม่กี่ครั้งที่ได้เห็นใบหน้าไร้รอยยิ้มของเขา

“เมื่อหักลบโทษแล้ว โทษของนางและผู้สืบสายเลือดก็ยังคงมากกว่าอยู่ดี ในฐานะที่ข้าหนึ่งเป็นผู้พิพากษา ข้าต้องปฏิบัติตามกฎ...ข้าขอโทษ” วสันต์ตอบกลับด้วยเสียงแผ่วเบา

“ข้านับสิ่งที่ท่านให้มาเป็นภารกิจ และอย่างที่ท่านรู้ว่าข้าไม่เคยพลาด” อวัศย์ตอบพร้อมสีหน้าเรียบนิ่ง

“ข้าทำไม่ได้ และข้าขอไม่ให้เหตุผลกับการกระทำของข้า” ศรัณกล่าวขึ้นพร้อมรอยยิ้มที่ทุกคนเห็นพ้องต้องกันว่าเป็น รอยยิ้มการค้าประจำตัวของเขา ก่อนจะโค้งคำนับองค์ราชาและวสันต์ที่อายุมากกว่าตน แล้วเดินออกจากห้องโถงนี้ไปทันที

 

“เจ้ากำลังทำอะไรอยู่ น้องข้า” เสียงเรียกจากทางด้านหลัง ทำให้เด็กหนุ่มที่กำลังฝังเมล็ดพันธุ์ลงในกระถางดินเผาหันกลับมายิ้มให้อย่างดีใจ

“ท่านพี่ ท่านกลับมาแล้ว”

“เพราะข้ารู้ว่าเจ้าคิดถึงข้า” ผู้มีอายุมากกว่าสวมกอดน้องชายที่วิ่งเข้าหาอย่างเต็มรัก พลางลูบผมสีม่วงประกายมุกอย่างเบามือ

“ท่านไปที่หุบเขาทางตะวันตกอีกแล้วหรือ” จิรัสย์เหลือบไปมองดินสีอิฐที่พี่ชายขนมา มันเป็นดินที่หาได้เฉพาะที่ตีนหุบเขาทางทิศตะวันตกเท่านั้น

“เจ้าอยากได้มิใช่รึ”

“ก็ใช่ แต่ข้ารู้ว่าท่านไปหาบางอย่างด้วย” กานต์สบตาสีน้ำตาลเฮเซลของน้องชาย ก่อนจะยิ้มบางออกมา

“ไม่เคยปิดเจ้าได้เลยสินะ” จิรัสย์ยิ้ม ก่อนจะส่ายหน้าของตนเบาๆ

“สิ่งที่ข้ากำลังจะทำ ข้าทำเพื่อจุดประสงค์เดียวกับท่าน...วันหนึ่งเหล่าพืชพันธุ์ที่ข้าปลูกจักเติบโต และเมื่อถึงเวลานั้น....” จิรัสย์เหม่อมองผืนป่ารอบตัว ก่อนจะเอื้อมมือไปลูบผมสีดำของพี่ชาย เขาสังเกตว่าโคนผมสีม่วงเริ่มขึ้นมาเล็กน้อย

“ข้าจะไปบดยามาให้ ท่านต้องย้อมผมเพิ่ม”

“เจ้าควรจะย้อมด้วย”

“ข้ามิได้เดินทางเช่นท่าน ข้าอยู่เพียงแถบชายป่านี้เท่านั้น ท่านมิต้องกังวล”

“ข้าว่าเจ้าควรกังวล จิรัสย์” เสียงทุ้มของผู้มาใหม่ทำให้จิรัสย์ยิ้มกว้าง

“ท่านพี่ศรัณ”

 

“กลับมาแล้วรึ”

“เจ้าก็เห็นข้าอยู่มิใช่รึ กานต์” กานต์ถอนหายใจหนักเป็นเชิงหงุดหงิด ก่อนจะเดินกระแทกส้นเท้าหนีเข้าบ้านไม้หลังเล็กไป

“ท่านทำอะไรพี่ข้าอีกหรือ” จิรัสย์ถามผู้สืบทอดแห่งฤดูกาลร่างหนาตรงหน้า

“อาจเพราะข้ามิได้ทำอะไรกระมัง” ทั้งสองยิ้มให้กัน ก่อนที่ศรัณจะค้อมตัวเป็นเชิงขออนุญาตเจ้าของบ้านและเดินตามกานต์เข้าไป

“ความรักของพวกท่านช่างสวยงาม” จิรัสย์เอ่ยออกมาเบาๆให้กับสายลม แสงแดด และพืชพันธุ์รอบตัว

“...เพราะท่านสมควรเป็นที่รัก มิใช่ข้า”

 

“เจ้าโกรธอะไรข้าอีก” ศรัณถามยิ้มๆ

“เจ้าทิ้งข้าไว้ แล้วเจ้าก็หายไปทั้งวันโดยมิบอกข้าสักคำ เจ้าคิดว่าข้าควรยิ้มต้อนรับเจ้ากลับมาหรือไง”

“ข้าโดนท่านพ่อเรียก และข้าคิดว่ามันเป็นเรื่องสำคัญสำหรับเจ้า...รวมถึงน้องชายเจ้าด้วย”

“เจ้า...อย่าบอกนะ...”

“ใช่ ท่านพ่อข้าเห็นน้องของเจ้าผ่านเหยี่ยวที่ให้สำรวจรอบเมืองและมีคำสั่งให้พาตัวน้องของเจ้าไปที่วังใหญ่ทางทิศเหนือ” กานต์เข่าทรุดลงไปกองกับพื้น ศรัณรีบเข้าไปประคองคนรักของเขาพร้อมกอดกานต์ไว้แนบอก

“ท่านจะไม่จับน้องข้าไปใช่หรือไม่”

“ไม่ หน้าที่ของข้าในฐานะผู้สืบทอดฤดูใบไม้ร่วงคือปกป้องพวกเจ้า และในฐานะคนรักของเจ้า ข้าสัญญาจะปกป้องเจ้าด้วยชีวิต และข้าจะไม่ผิดสัญญา”

“ขอบคุณ ข้าขอบคุณเจ้าจริงๆ ศรัณ”

“เอาล่ะ ทีนี้เจ้าหยุดร้องก่อน แล้วบอกข้าว่าเจ้าได้อะไรจากหุบเขา”

“ข้าพบสัญลักษณ์ที่เหมือนตราบนตัวข้ากับจิรัสย์ ใต้ดินสีอิฐที่อยู่ตรงตีนเขา ฝั่งชายแดนที่เชื่อมระหว่างทิศตะวันตกกับทิศเหนือ”

“เจ้าไม่เคยไปแถวนั้น เพราะไม่คิดว่านางจะซ่อนอะไรไว้ในแถบทางเหนือที่ติดกับเมืองของเหล่าเทพกับผู้สืบทอดสินะ”

“อืม แต่เมื่อผลออกมาเช่นนี้แสดงว่าข้าคิดผิด”

“ข้าว่า หากนางกล้าซ่อนหลักฐานไว้ใต้จมูกองค์ราชาขนาดนี้...นางต้องคิดวิธีแก้แค้นแบบเจ็บแสบไว้แน่ๆ”

“และพวกข้าอาจเป็นเครื่องมือการแก้แค้นของนาง” ศรัณยิ้มน้อยๆให้กับกานต์ ก่อนจะรวบตัวเขาเข้ามากอดอีกครั้ง

 

“ท่านพี่หลับแล้วหรือ” จิรัสย์ถามขึ้นเมื่อเห็นศรัณเดินออกมาเพียงคนเดียว

“เจ้า...กำลังทำอะไรกันแน่”

“หน้าที่ของท่านคือปกป้องพี่ข้า มิใช่สงสัยการกระทำของข้า” จิรัสย์ตอบพลางยิ้มน้อยๆ ขณะที่มือเล็กยังคงรดน้ำต้นไม้ที่ถูกย้ายออกมาจากกระถาง

“หน้าที่ข้าคือปกป้องพวกเจ้า” ศรัณตอบกลับเสียงนิ่ง พลางจ้องมองนัยน์ตาสีเฮเซลที่สะท้อนแววเศร้าสร้อยขัดกับใบหน้าที่ยิ้มแย้มอยู่เสมอ

“ท่านอายุเท่าไหร่” ศรัณเลิกคิ้วให้กับคำถามที่เขาไม่ได้คาดคิด

“203 ปี”

“พี่ข้าอายุมากกว่าท่าน7ปี” ศรัณนิ่งไปทันทีหลังจากได้ยินคำตอบ ผู้ไร้เวทมีอายุขัยไม่เกิน150ปีเท่านั้น แล้วเหตุใด...

“แล้วเจ้าอายุเท่าไหร่”

“ท่านพบท่านพี่เมื่อ 27 ปีก่อน...เช่นนั้นข้าจึงมีอายุ 27 ปีเท่านั้น ข้าหมายถึง...ในร่างนี้” จิรัสย์ตอบ

“เจ้าหมายความว่าอย่างไร”

“นั่นไม่ใช่เรื่องที่ท่านต้องรู้...ฟังข้าให้ดี ท่านผู้สืบทอดฤดูกาลแห่งศารท คำตอบที่ท่านกำลังตามหา ข้าจะเป็นผู้ไขข้อข้องใจให้ แต่ท่านต้องสัญญากับข้าว่าจะอยู่เคียงข้างพี่ข้าหลังจากนี้และตลอดไป”

“ข้าให้สัญญา”

“ขอบคุณท่าน ถุงหอมในห้องของพี่ข้าจักทำให้เขาหลงลืมว่าเขาอายุเท่าใด หลงลืมเรื่องความแค้นและคำสาปแห่งใบไม้ผลิ และลืม...ว่าเคยมีข้า” จิรัสย์มองเข้าไปในบ้านหลังเล็กที่พี่ชายของเขาหลับใหลอยู่

“เจ้าต้องทำถึงเพียงนั้นเลยหรือ”

“ท่านพี่ข้าเกิดมาเพื่อเป็นที่รัก” จิรัสย์ตอบด้วยรอยยิ้มสดใส

“เจ้าก็เช่นกัน เจ้าเป็นที่รักของพี่เจ้าและของข้า” ศรัณตอบกลับ เขาก็รักจิรัสย์เหมือนน้องชายคนเล็กที่น่าทะนุถนอมและน่าสงสารคนหนึ่ง

“ข้าขอบคุณท่านเสมอ...และในขณะเดียวกันข้าก็รู้สึกผิดต่อท่านเสมอเช่นกัน”

“ข้ารู้ตั้งแต่รับหน้าที่นี้แล้ว แต่เจ้าจงไตร่ตรองให้ดี เจ้ามีชีวิตของเจ้า เจ้ามิใช่ตัวแทนของใคร” จิรัสย์ยิ้มมุมปาก ก่อนจะตอบคำพูดของศรัณด้วยน้ำเสียงนิ่งเรียบ

“ถูกของท่าน ข้ามิใช่ตัวแทนของใคร ข้าเป็นเพียงเศษเสี้ยวของความผิดพลาดเท่านั้นเอง” สิ้นคำเอ่ยของจิรัสย์ สายลมพัดหวีดหวิวนำพาใบไม้สีส้มเหลือบน้ำตาลที่มิน่าจะพบได้ในฤดูหนาวเช่นนี้กวาดนำร่างของชายร่างเล็กพัดหายไป

“น้องเจ้านี่ร้ายเหลือทน” ศรัณพูดขึ้นมาหลังจากเกิดความเงียบขึ้นมาพักหนึ่ง

“มิเช่นนั้นจะเป็นน้องของข้ารึ” เสียงของผู้ที่เคยหลับใหลกล่าวขึ้น ก่อนจะปรากฏร่างบางของกานต์พร้อมถุงหอมที่ไร้ดอกไม้แห้งภายในอย่างที่ควรจะเป็น

“หากเจ้าไม่เห็นถุงหอมนี่เมื่อ30ปีที่แล้ว ข้าคงถูกลบความทรงจำอีกหลายครา”

“เจ้าจะทำอย่างไรต่อไป”

“ไปที่วัง...ของบิดาเจ้า”

“ข้าเห็นด้วยอย่างยิ่ง หากน้องเจ้าต้องเผชิญหน้ากับผู้เที่ยงตรงอย่างท่านพี่วสันต์และผู้ไม่ผิดพลาดอย่างอวัศย์ น้องเจ้าต้องแย่แน่ๆ” กานต์ส่ายหน้าไปมาพร้อมรอยยิ้มประดับบนใบหน้า

“ชื่อข้าคือผู้เป็นที่รัก แล้วเจ้ารู้หรือไม่ ชื่อของเขาแปลว่าอะไร” ศรัณส่ายหน้าเป็นคำตอบ

“จิรัสย์...แปลว่าผู้เป็นนิรันดร์”


************************************************************


*เหมันต์ = ฤดูหนาว / สิสิระ = ฤดูหมอก / วสันต์ = ฤดูใบไม้ผลิ / คิมหันต์ = ฤดูร้อน / วัสสานะ = ฤดูฝน / สารท = ฤดูใบไม้ร่วง*


ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 4 ครั้ง

11 ความคิดเห็น

  1. #8 ชาแพเอง (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 19 มิถุนายน 2562 / 23:02

    คือดีมากกกกก แบบลุ้นน่าติดตามมาก ระรานตาไปหมดเลยค่ะ ฮื่อ รอนะคะไรท์สู้ๆ

    #8
    0
  2. #7 phareal62 (@phareal62) (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 19 มิถุนายน 2562 / 18:51
    โอ้ยยยยน่าติดตามมากๆเลยค่ะ จิรัสย์คือปมของเรื่องนี้แน่ๆ ถ้าเจอกับอวัศย์จะเป็นยังไงนะ
    #7
    0