[OS/SF] Wanna One : All x BaeJinyoung

ตอนที่ 2 : [OS] : Lovely #95fox00cat

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 491
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 40 ครั้ง
    5 ต.ค. 61

OS : Lovely #95fox00cat
Pairing : Minhyun X Jinyoung



Day-1

                Tokyo, Japan

                “โอเคแน่นะอิแพ?” เสียงแว้ดๆจากปลายสายที่โทรข้ามประเทศมายังคงเต็มไปด้วยความห่วงใยของ อีแดฮวี เพื่อนสมัยเรียนประถม เรียกรอยยิ้มให้แก่เจ้าของชื่ออย่าง แพจินยอง ได้ในทันที

                “เออน่า แค่มาดูคอนเสิร์ตแล้วก็เดินเที่ยว อาทิตย์เดียวกูก็กลับแล้ว”

                “มันน่าห่วงเพราะเป็นมึงนี่แหละ” อีกเสียงดังแทรกเข้ามาในสาย ซึ่งเป็นใครไปไม่ได้นอกจาก อันฮยองซอบ เพื่อนร่วมกลุ่มอีกคนนั่นเอง

                “เออๆ จะระวังแล้วกัน...กูวางสายก่อนนะพวกมึง เจอที่พักละ”

                แพจินยองกดตัดสายเพื่อนสนิทที่มีเพียงแค่ 2 คนในโลกแคบๆของเขา การตัดสินใจมาญี่ปุ่นเพียงคนเดียวครั้งนี้ นับเป็นสิ่งที่สร้างความตื่นตกใจแก่เพื่อนทั้งสองและครอบครัวของเขาเป็นอย่างมาก

จะไม่ให้ตกใจได้ยังไงกัน ก็คนอย่างแพจินยองที่ใส่แมสก์ปิดปากตลอดเวลา ไม่พบปะผู้คน ไม่พูดจากับคนแปลกหน้า เก็บตัวอยู่แต่ในห้องเกือบจะตลอดเวลา คนแบบนี้นี่นะ ตัดสินใจเดินออกมาจาก comfort zone ของตัวเอง แถมยังเป็นการตัดสินใจของเจ้าตัวเองอีกต่างหาก!

“มึง...ป่วยป่ะวะแพ”

“ตบกูที่แดฮวี กูไม่ได้ฝันอยู่ใช่มั้ยวะ”

 แพจินยองยังจำสีหน้าตื่นตระหนกของแดฮวีและฮยองซอบได้ดี บางทีเขาก็ไม่เข้าใจว่าทำไมคนที่พร่ำบอกให้เขาออกมาจาก comfort zone อยู่ตลอดเวลา กลับเป็นคนที่ดูทำใจได้ยากที่สุด เมื่อวันหนึ่งเขาเลือกที่จะก้าวขาออกมาด้วยตัวเอง อีกอย่าง การมาญี่ปุ่นครั้งนี้ก็เพื่อสิ่งสำคัญที่สุดสิ่งหนึ่งในชีวิตของเขา

‘ForCrown’s Last Concert in Tokyo’ 

โปสเตอร์ประกาศที่เผยแพร่ออกมาเมื่อเดือนก่อนทำให้แพจินยองตัดสินใจในทันทีว่าเขาจะต้องไม่พลาด! ‘ForCrown’ เป็นวงดนตรีสัญชาติญี่ปุ่นที่เขารัก เป็นสิ่งที่ปลอบโยนชีวิตของเขาเสมอมา ตลอดทั้งช่วงชีวิตวัยรุ่นของเขาจมอยู่กับวงดนตรีวงนี้ เขายังไม่เคยได้สัมผัสบรรยากาศของการเล่นดนตรีสดแม้แต่ครั้งเดียว และนี่ยังเป็นคอนเสิร์ตสุดท้ายก่อนจะแยกวงกันไปอีก ต่อให้ต้องออกมาเสี่ยงภัยกับโลกภายนอก เขาก็ยอม!

ตอนนี้ เขาหยุดยืนอยู่หน้าโฮมสเตย์สามชั้นสีแดงอิฐตัดกับประตูสีขาวมุก เบนสายตามองไปรอบๆก่อนจะพบว่าโฮมสเตย์ที่เขาได้ติดต่อจองไว้ทางเว็บ Airbnb หลังนี้ ดูจะเป็นสิ่งปลูกสร้างที่สะดุดตากว่าบ้านหลังอื่นๆในละแวกนี้โดยสิ้นเชิง

                แอ๊ด

                ทันทีที่แพจินยองขยับออกมาเยื้องกับประตูเพื่อกดกริ่ง ประตูบานขาวก็เปิดออก เขาสะดุ้งสุดตัวจนปัดกระเป๋าลากสัมภาระของตัวเองล้มดังโครม

                “เฮ้ยคุณ! ขอโทษที่ทำให้ตกใจ มา...เดี๋ยวช่วยเก็บ” ภาษาญี่ปุ่นที่พ่นออกมารัวๆ ทำเอาแพจินยองที่กำลังก้มหน้าเก็บสัมภาระของตัวเองนิ่งไปเกือบนาทีได้และเหมือนคู่สนทนาจะรู้ตัว เขาเลิกคิ้วเล็กน้อยก่อนจะเปลี่ยนไปใช้ภาษาอังกฤษแทน

                “Sorry, you’re new guest?

                “Yes...อ่า เดี๋ยวผมเก็บเอง...” จินยองตอบกลับไปเป็นภาษาญี่ปุ่น ทำไมเขาจะพูดไม่ได้ล่ะ เขาเรียนจบเอกภาษาญี่ปุ่นมาเชียวนะ และแน่นอน แรงจูงใจก็คือวง ForCrown นี่แหละ หลังจากยัดของที่หล่นออกมาจนพอให้หิ้วได้ง่ายแล้ว เขาก็เงยหน้าขึ้นเพื่อพูดต่อให้จบประโยค แต่สายตาเจ้ากรรมดันเผลอไปสบตากับคู่สนทนาที่เมื่อครู่เขายังไม่ได้ให้ความสนใจสักเท่าไร

                “...แล้วก็ผมพูดภาษาญี่ปุ่นได้นะคุณ เมื่อกี้แค่ตั้งตัวไม่ทะ...ทัน”

                “ผมมินฮยอน...ฮวังมินฮยอน เป็นผู้อาศัยแล้วก็เป็นเพื่อนของเจ้าของบ้าน ยินดีที่รู้จักครับ คุณชื่อ...?” คู่สนทนามองประสานเข้ามาในตาของเขาและยื่นมือข้างหนึ่งออกมา แพจินยองรีบก้มหน้าหลบสายตาและหลบใบหน้าที่เริ่มขึ้นสี แต่เจ้าตัวคงไม่รู้ว่าตอนนี้หน้าของเขาแดงลามไปจนถึงใบหูแล้ว

            ตึกตัก...ตึกตัก...

                เสียงหัวใจเต้นรัวดังก้องอยู่ในหัวของเขา จินยองกำมือแน่น ก่อนจะตัดสินใจคว้ากระเป๋าลากและเดินผ่านคู่สนทนาเข้าประตูที่พักมาทันที ทิ้งให้มินฮยอนยืนอยู่ที่หน้าประตูพร้อมความสงสัยในตัวเพื่อนร่วมบ้านคนใหม่

                “แปลกดีแฮะคนๆนี้”

.

.

.

.

.

                หลังจากเหตุการณ์ระทึกใจหน้าประตูบ้านของแพจินยอง เขาก็เข้ามาพบกับคุณเจ้าของบ้าน คานาดะ เคนตะพวกเขาคุยกันนิดหน่อยเรื่องการเลือกห้อง คุณเจ้าของบ้านประจำอยู่ที่ห้องชั้น1เพื่อความสะดวกในการติดต่อและมีห้องครัว รวมทั้งห้องนั่งเล่นอยู่ที่ชั้นนี้ 

ชั้น2และชั้น3เป็นห้องสำหรับแขก โดยมีห้องพัก 3 ห้อง และห้องน้ำรวม (ซึ่งเขาคิดว่านี่แหละคือข้อเสียของบ้านพักในญี่ปุ่น) ในแต่ละชั้น เขาได้พักในห้องชั้นบนสุดซึ่งผู้อาศัยคนก่อนเพิ่งออกไปเมื่ออาทิตย์ก่อน นับว่าเป็นเรื่องดีสำหรับคนเก็บตัวและรักความสงบสุดๆอย่างแพจินยอง

ก๊อกๆ

                ระหว่างที่เขากำลังวุ่นกับการจัดของ เสียงเคาะประตูห้องก็ทำเอาคนขี้ระแวงหันขวับไปมองทันที จินยองลังเลอยู่พักหนึ่ง แต่ก็คิดขึ้นมาได้ว่าน่าจะเป็นคุณเคนตะที่เอาผ้าห่มมาเพิ่มให้ตามที่เขาขอไว้เมื่อครู่มากกว่า เจ้าตัวจึงพูดอนุญาตแทน เพราะตอนนี้เขาก็กำลังมือไม่ว่างอยู่ซะด้วย

                “เข้ามาได้เลยครับพี่เคนตะ ผมไม่ได้ล็อก”

                “ผมเอาผ้าห่มมาให้ครับ” เสียงที่เขาจำได้ว่าไม่ใช่เสียงของคุณเจ้าของบ้าน และแน่นอน แพจินยองจำได้ทันทีว่าเป็นเสียงของ ฮวังมินฮยอน ที่เจอกันที่หน้าประตู ทำเอาเจ้าตัวชะงักมือที่กำลังยกกระเป๋าเดินทางขึ้นวางไว้หลังตู้เสื้อผ้า แต่นั่นทำให้มินฮยอนรีบวางผ้าห่มที่ถูกเจ้าของบ้านบังคับให้ขนมาให้และเข้าไปช่วยดันกระเป๋าใบโตที่ดูหมิ่นเหม่จะตกลงมาทับเจ้าของเอาได้ให้เข้าที่

                “คุณ!...ขะ ขอบคุณครับ” จินยองก้มหน้าอีกครั้ง ก่อนจะพูดพึมพำออกมา

                “อ้าวคนเรา ต้องขอบคุณผมไม่ใช่หรอ ขอบคุณพื้นทำไมครับ” มินฮยอนนั่งยองๆ เพื่อให้เห็นใบหน้าใต้แมสก์ของคนตัวเล็ก และช้อนตาขึ้นเพื่อสบตากับคนตรงหน้า

            ตึกตัก...ตึกตัก...

                จินยองรับรู้ถึงเสียงหัวใจเต้นรัวของตัวเองอีกครั้ง รวมถึงอาการร้อนๆดั่งเลือดสูบฉีดทั่วใบหน้า เขาอยากจะร้องไห้ซะให้ได้ เพราะอาการที่ไม่คุ้นเคย แต่เขาว่าเขารู้ตัวดีว่าอาการที่เกิดขึ้นคืออะไร

            “ถ้ามึงตกหลุมรักใครสักคน กูล่ะอยากรู้จริงๆว่ามึงจะเป็นไง”

            “กูว่า...กูมีคำตอบให้มึงแล้วล่ะแดฮวี”

                “ว่าไงครับคุณ ยังไม่ได้แนะนำตัวกันเลยนะ เมื่อกี้คุณเรียกไอ้เคนว่าพี่ แสดงว่าอายุน้อยกว่าผมสินะ”

                “คะ ครับ ผมชื่อแพจินยอง อายุ 22 ครับ”

                “ครับ จำชื่อผมได้ใช่มั้ย” แพจินยองพยักหน้าหงึกหงักรับแทนคำตอบ

                “มีอะไรให้ช่วยก็บอกนะครับ ผมอยู่ห้องข้างๆ” จินยองพยักหน้ารับอีกครั้ง

                “โอเคครับ งั้นผมไม่กวนคุณแล้วดีกว่า” จินยองค่อยๆเงยหน้าขึ้นเพื่อจะบอกลา แต่ก็ต้องตกใจอีกเมื่อคนที่คิดว่าน่าจะเดินไปถึงประตูแล้วยังยืนยิ้มให้เขาอยู่ตรงที่เดิม

            ตึกตัก...ตึกตัก...

            “อ่า...เคยมีมนุษย์คนไหนถูกหลอมละลายเพราะรอยยิ้มบ้างไหม ถ้าไม่ก็ขอบอกไว้เลยว่าแพจินยองนี่แหละ...คนแรก”

.

.

.

.

.

                “What!? เอาจริงป่ะอิแพ” เสียงจากวีดิโอคอลแอปพลิเคชั่นสีเขียวดังขึ้นจนจินยองที่ใส่หูฟังอยู่ต้องนิ่วหน้าและกดลดเสียงลงทันที แน่นอนว่าเสียงดังๆแหลมๆแบบนี้จะเป็นใครไปไม่ได้นอกจากอีแดฮวี

                “มึงจะตะโกนเสียงดังทำไม หูจะแตก” และอันฮยองซอบคืออีกคนหนึ่งที่คิดแบบเขา

                “ก็กูตกใจ หรือมึงไม่ตกใจอิอัน”

                “ไม่ตกใจ...ไม่ตกใจก็บ้าแล้ว แพมันเคยชอบใครที่ไหน กูแทบจะต่อสายตรงหาแม่มึงแล้วเนี่ยแพ”

                “อย่าเว่อร์ได้ป่ะ” จินยองบ่นอุบอิบใส่สองเพื่อนสนิท ตอนนี้ที่ญี่ปุ่นเป็นเวลาประมาณ 4 ทุ่ม ซึ่งเป็นช่วงที่จินยองจะถอดแมสก์ออก ที่จริงเขาไม่ใส่แมสก์เวลาอยู่ในห้องส่วนตัวคนเดียวหรือกับเพื่อนสนิท แต่ตอนนี้เขาอยู่ต่างที่และเหตุการณ์เมื่อบ่ายที่มินฮยอนโผล่เข้ามายิ่งสนับสนุนว่าเขาควรใส่แมสก์ตลอดยกเว้นตอนนอน

“ไม่มั่นใจในตัวเอง” เป็นคำจำกัดความที่ดีสำหรับมนุษย์แบบแพจินยอง

                “เว่อร์อะไร แม่มึงจะต้องดีใจ”

                “กูแค่ใจเต้น อาจจะเพราะว่าพี่เขาหน้าตาดี”

                “มึงไม่ใจเต้นกับคนหล่อค่ะอิแพ กับพี่แดน พี่สอง ไอ้ไล มึงก็ไม่ได้ใจเต้นด้วยมั้ย”

                “อาการแพ้คนหล่อเกิดขึ้นกับอิฮวีเท่านั้นแหละ”

                “แหมมมม มึงก็ด้วยแหละอิอัน”

                “งั้นอาจจะเพราะพี่เขาใจดีแล้วก็น่ารัก”

                “นั่นก็เป็นจุดเริ่มต้นของการชอบใครสักคนได้เหมือนกันแหละ แต่ที่พวกกูต้อนมึงอยู่เนี่ย เพราะมึงใจเต้นทุกครั้งที่เจอหน้าพี่เขาต่างหาก” แดฮวีเริ่มบรรยายเรื่องทฤษฏีความรักให้เขาแล้ว

                “เอาน่า นี่เพิ่งวันแรก ไม่ต้องรีบมากก็ได้ แต่มึงไปแค่อาทิตย์เดียวนะแพ จะทำอะไรก็รีบทำ พวกกูก็รับประกันไม่ได้ว่าผลจะออกมาดีมั้ย แต่มึงลองพยายามก่อนดีกว่าปล่อยไปเฉยๆรึเปล่า มึงลองคิดดูดีๆ” คำพูดของฮยองซอบทำให้จินยองพูดไม่ออก ใช่ เขาไม่ได้มีเวลามากขนาดนั้น...และเขาก็ไม่ได้คิดว่าจะเจอคนที่ทำให้เขาเกิดอาการแบบนี้ได้ง่ายๆหรืออาจจะหาอีกไม่ได้เลยด้วยซ้ำ

                “ขอบคุณนะพวกมึง กูขอเวลาอีกนิด...แล้วกูจะมาบอกว่ากูตัดสินใจยังไง”

.

.

.

.

.

Day-2

            “แย่ล่ะ...ทำไงดี” คือคำที่วนเวียนอยู่ในหัวของจินยองมาเกือบครึ่งชั่วโมงแล้ว

เมื่อคืนหลังจากวางสายจากเพื่อนสนิทและรับสายข้ามประเทศจากคุณแม่ แพจินยองก็หลับไปในช่วงเกือบเช้าของอีกวัน เมื่อเขาตื่นขึ้นมาก็พบว่าเป็นช่วงบ่ายแก่ๆและไม่มีผู้อาศัยคนไหนอยู่ในบ้านเลย มีเพียงคุณเคนตะที่นั่งยิ้มกับเจ้าแมวคุโระอยู่ในห้องนั่งเล่นเท่านั้น

แพจินยองถามทางไปมินิมาร์ทเล็กๆจากคุณเคนตะ เขามั่นใจว่าเขาสามารถไปถึงที่หมายได้เพราะเส้นทางไม่ซับซ้อนสักนิด แต่ตอนนี้...

เขาหลงทาง!

หลังจากนั่งทำใจมาสักพัก เขาก็ตัดสินใจว่าจะถามทางจากคนแปลกหน้า แต่ทันทีที่จินยองจะเอ่ยปากขอความช่วยเหลือจากคุณแม่ลูกหนึ่งที่กำลังจะเดินผ่านเขาไป เขาก็รู้สึกถึงน้ำหนักมือที่วางบนไหล่แคบๆของเขา

                “มาทำอะไรแถวนี้ครับคุณ” เขาสะดุ้ง ตาเบิกโพลง และสะบัดมือของใครอีกคนออก ก่อนจะพบว่าเป็นเพื่อนข้างห้องของเขานั่นเอง

                “คุณมินฮยอน!... ผมตกใจหมด” จินยองเอื้อมมือมากุมที่อกข้างซ้ายของตัวเองเป็นเชิงบอกให้ใจเย็นลง แต่...

            ตึกตัก...ตึกตัก...

                เขาก็รู้สึกถึงอาการใจเต้นแรงที่ไม่ใช่แค่การตกใจอีกครั้ง

                “ขอโทษทีครับ...ไม่เป็นอะไรใช่มั้ย คุณนี่ขี้ตกใจจังนะครับ”

                “ใครอ่ะมิน รู้จักหรอ?” เสียงเล็กๆดังขึ้นทำให้จินยองเบนสายตาไปมอง หญิงสาวร่างเล็กแค่ไหล่ของมินฮยอน หน้าตาจิ้มลิ้ม ผิวขาวใสน่าทะนุถนอมสมเป็นคนญี่ปุ่น

            “อ่า เหมาะสมกันเป็นบ้า”

                จินยองได้แต่คิดในใจ แต่ใบหน้าใต้แมสก์ก็ส่งยิ้มให้ทั้งสองคนซึ่งน่าจะรับรู้ได้จากตาที่หยีลงของเขาว่าเขากำลังส่งยิ้มให้อยู่

                “อือ เพื่อนข้างห้อง เพิ่งย้ายมาเมื่อวาน”

                “อ้าว ทำไมเราไม่เห็นรู้เลย มิอุระค่ะ เป็นผู้อาศัยเหมือนกัน แต่พักอยู่ชั้น2” หญิงสาวยื่นมือพร้อมส่งยิ้มเป็นมิตรมาให้ จินยองรู้สึกได้ว่ามินฮยอนกำลังจ้องเขม็งเมื่อเขาเอื้อมมือไปเช็คแฮนด์ตอบรับการทักทาย

                “ผมแพจินยองครับ”

                “คุณยังไม่ตอบผมเลยนะครับว่ามาทำอะไรแถวนี้”

                “เขากำลังไม่พอใจ?...” จินยองคิดในใจพลางขมวดคิ้วเล็กน้อย

                “...งั้นนี่ก็น่าจะแฟนเขา..ล่ะมั้ง” คิดในใจเองเสร็จสรรพ แต่ปากก็ตอบเหตุผลที่เขามาที่นี่ไป

                “คือผม...หลงทางนิดหน่อยครับ”

                “ไอ้เคนไม่ได้บอกทางหรอ?” จินยองรีบโบกไม้โบกมือเป็นพัลวันเพราะกลัวว่ามินฮยอนจะเข้าใจผิด เรื่องนี้มันความผิดเขาเต็มๆ

                “บอกแล้วครับๆ ผมหลงเอง คือผมแค่จะไปมาร์ท...”

                “น่าเอ็นดูจัง มิอุว่าจินยองน่าจะเลี้ยวมาผิดซอยนะ”

                “คุณจะไปมาร์ททำไมครับ?” มินฮยอนถามขึ้น

                “อ่า ซื้อของใช้นิดหน่อยครับ พอดีผมไม่ชอบแพคของเยอะๆ”

                “เดี๋ยวผมพาไป”

                “ครับ? ไม่เป็นไรคุณ แค่บอกทางผมก็พอ”

                “ไอ้เคนบอกทางมาคุณก็หลงอยู่ไม่ใช่หรอครับ เดี๋ยวผมพาไปเอง”

                “แล้วคุณมิอุระ...”

                “โอ๊ย มิอุกลับเองได้สบายมากจ้า มินไปกับจินยองเถอะ”

                “อืม เจอกันนะ”

                “จ้า”

.

.

.

.

.

                “น่าอึดอัด...” บรรยายสถานการณ์ที่มาร์ทและทางเดินกลับบ้านพักได้ดี ทั้งสองคนแทบจะไม่ได้พูดอะไรกันเลยนอกจากคำถามเบสิค อย่างเช่น แผนกของใช้อยู่ตรงไหนครับ? หรือ ที่บ้านมีผ้าขนหนูให้รึเปล่า?แค่นั้น

                “วันนี้ขอบคุณมากนะครับ” จินยองพูดขึ้นเมื่อเดินมาจนถึงห้อง ไม่รอให้มินฮยอนตอบกลับ เจ้าตัวก็รีบเปิดประตูเพื่อจะเข้าสู้พื้นที่แคบๆของตัวเองอีกครั้ง

                “เดี๋ยวก่อนคุณ” แต่ก็ต้องชะงักมือที่กำลังปิดประตูเมื่อเสียงทุ้มนุ่มเรียกเอาไว้

                “พรุ่งนี้จะไปไหนรึเปล่า?”

                “ไม่ครับ ผมไม่มีแพลนอะไร คงอยู่ที่นี่”

                “งั้นตื่นเช้าๆนะคุณ ผมจะพาไปเดินเล่น”

                “ครับ?”

                “9โมงเจอกันหน้าห้องคุณ อย่าเลทนะครับ”

                ไม่ทันได้ตอบรับหรือแย้งคำพูดของอีกคน มินฮยอนที่พูดจบก็เดินเข้าห้องตัวเองไป ทิ้งให้จินยองยื่นนิ่ง ตาค้างอยู่สักพัก ก่อนที่จะปิดประตูห้องลงเช่นเดียวกัน

            ตึกตัก...ตึกตัก...

            คืนนี้จะนอนหลับมั้ยเนี่ยแพจินยอง

.

.

.

.

.

Day-3

                มหาวิทยาลัย Tokyo

            “เขาบอกว่าจะพามาเดินเล่น” จินยองนั่งหน้ายุ่ง (แน่นอนว่าไม่มีใครเห็นเพราะแมสก์สีดำนี่)

เมื่อเช้าเขากะว่าจะแกล้งหลับเพื่อหลีกเลี่ยงการออกมาข้างนอก เขาอยากจะนอนห่อตัวอยู่ในผ้าห่มทั้งวันเหมือนที่ทำอยู่ประจำ แต่เหมือนคนข้างห้องจะไม่เข้าใจเขาสักเท่าไหร่ ประมาณแปดโมงกว่าๆ มินฮยอนที่คาดว่าเพิ่งจะอาบน้ำเสร็จมาเคาะประตูห้องของเขา ครั้งแรกจินยองไม่ตอบกลับ เขานอนนิ่งๆและคิดว่ามินฮยอนจะหยุด แต่เปล่าเลย มินฮยอนเคาะเรียกเขาเกือบจะทุก 2 นาที จนจินยองต้องเอื้อมมือหยิบแมสก์มาใส่ ลุกไปเปิดประตู ขมวดคิ้วใส่คนตรงหน้า แต่ก็ได้รอยยิ้มสดใสที่ทำเอาตาพร่ากลับมา

“อรุณสวัสดิ์ครับคุณ ผมอาบน้ำเสร็จแล้ว คุณอาบต่อได้เลย” และยังทำตัวเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้นได้อีก จินยองถอนหายใจ พยักหน้ารับเบาๆและเข้าไปหยิบอุปกรณ์อาบน้ำของตัวเอง

“ใช้สบู่ผมได้นะครับ วางไว้ให้แล้วในห้องน้ำ คุณคงชอบ” จินยองรู้สึกว่าหน้าร้อน(ที่ไม่ใช่ฤดู) อีกครั้งกับคำพูดของคนตรงหน้า แต่ในใจก็คอยคิดอยู่อย่างเดียว

“คุณมิอุระ...คุณมิอุระ...” ซึ่งกลายเป็นคาถาลดอัตราการเต้นของหัวใจและเพิ่มความหดหู่ขึ้นเล็กน้อยของจินยองไปแล้วในตอนนี้

หลังจากเดินเท้ามาทางเดียวกับที่เขาหลงไปเมื่อวาน ประมาณ 15 นาทีก็ถึงมหาวิทยาลัยที่จินยองได้รู้ว่าคุณคนข้างห้องเขามาเรียนต่อปริญญาโทที่นี่นั่นเอง และใช่...คุณมิอุระก็เรียนที่นี่เช่นเดียวกัน

                “ไอ้มิน ไม่ได้มาพร้อมมิอุหรอวะ” เสียงไม่คุ้นหูดังขึ้น จินยองหันไปมองที่ม้านั่งที่ตั้งอยู่ไม่ไกลก็พบกลุ่มคนที่คาดว่าเป็นเพื่อนของมินฮยอนนั่งอยู่ก่อนแล้ว

                “แค่อยู่บ้านเดียวกัน ไม่ต้องมาพร้อมกันทุกวันก็ได้ป่าววะ” มินฮยอนตอบกลับ จินยองค่อนข้างแปลกใจกับวิธีพูดที่ไม่คุ้นเคยของมินฮยอนเล็กน้อย แต่ก็เข้าใจได้ เพราะพวกเขาเพิ่งรู้จักกันเองนี่นา

                “คำพูดคำจามึงนี่นะ... กูล่ะสงสารมิ ชอบมึงมาตั้งนาน” จินยองทำหน้างงกับตัวเองเล็กน้อย เมื่อได้รู้ว่าทั้งสองคนไม่ได้เป็นแฟนกันอย่างที่เขาคิด แล้วก็เรื่องน่าสงสัยอีกเรื่องที่เขาคาใจตั้งแต่เมื่อวาน

            “แล้วเมื่อวาน...เขาโกรธอะไร”

                “มิอุรู้อยู่แล้วว่ากูคิดยังไง เออ นี่เพื่อนข้างห้องกู ชื่อแพจินยอง” จินยองหน้าเหวอ เมื่อมินฮยอนเอื้อมมือมาวางบนไหล่เขาและดึงเขาเข้ามาประชิดตัว

                “สะ สวัสดีครับ ยินดีที่รู้จัก” จินยองตอบกลับเสียงเบา ไม่กล้าสบตาใคร เขาเลยยืนมองปลายเท้าตัวเองที่ขยับดุ๊กดิ๊กไปมาเพื้อลดความตื่นเต้นของเขาเอง

                แต่เจ้าตัวคงไม่รู้ว่ามีสายตาที่มองเขาด้วยความเอ็นดูอยู่ข้างๆ คังดงโฮ เพื่อนสนิทของมินฮยอนที่มองทั้งคู่อยู่ก็ได้แต่เบะปากใส่มินฮยอนที่โอบไหล่ เพื่อนข้างห้องไม่ปล่อยสักที

                “จินยองอายุเท่าไหร่ ดูน่าจะเด็กกว่าพวกเรานะ” หญิงสาวเพียงคนเดียวที่นั่งอยู่ตรงนี้พูดขึ้น

                “อ่อ my name’s Nicky, nice to meet you.” คุณนิกกี้ดูเป็นผู้หญิงห้าวๆ อารมณ์ลูกสาวเจ้าพ่อคงได้ และจินยองคิดว่าเธอคนนี้ต้องสูงมากกว่ามาตรฐานชาวตะวันตกแน่ๆ ขนาดแค่นั่งยังดูความสูงพอๆกับคนอื่นๆในกลุ่มที่เป็นผู้ชายเลย

                “ยินดีครับ ผมอายุ 22

                “ทำไมไม่เรียกไอ้มินว่าพี่ล่ะ เรียกคุณๆกันอยู่นั่น อึดอัดเปล่าๆน่า just relax เถอะ” ผู้ชายอีกคนที่นั่งอยู่พูดขึ้นบ้าง ดูจากลักษณะภายนอกแล้ว เขาฟันธงว่าเป็นชาวตะวันตกอีกคนในกลุ่มนี้แน่นอน

                “คนนี้ชื่อยูจีน แล้วก็ คุณไม่ต้องไปสนใจอะไรมันมากหรอก ปล่อยมันไป” มินฮยอนแนะนำตัวแทนเพื่อนเสร็จสรรพ ยังไม่ทันที่คุณยูจีนจะได้เถียง คุณเคนตะกับคุณมิอุก็เดินเข้ามาร่วมกลุ่มพอดี

                “อ้าว มึงพาจินยองมาด้วยหรอ กูก็อุตส่าห์ต้มข้าวต้มกุ้งไว้ให้” เคนตะบ่นออกมาเป็นเชิงหยอกล้อ แต่ทำเอาจินยองหน้าเสียไปเลย

                “ขอโทษครับพี่เคนตะ ไว้มื้ออื่นนะครับ” เคนตะหัวเราะร่า ก่อนจะเอื้อมมือมาลูบหัวจินยองที่ดูเหมือน เจ้าคุโระ แมวดำของเขาเข้าไปทุกทีที่เจอ

                “แพ้กุ้งไม่ใช่หรอคุณน่ะ” จินยองมองเจ้าของเสียงและแน่นอน เป็นใครไปได้นอกจากคุณคนข้างห้องนั่นเอง

                “รู้ได้ยังไงครับ? ผมไม่ได้บอกใครนะ”

                “ความลับครับ แต่เรื่องนี้ต้องบอกนะคุณ เกิดคุณไม่รู้และซี้ซั้วกินขึ้นมาล่ะแย่เลย” มินฮยอนเตือนเชิงดุ ทำเอาจินยองหน้าหงอย เคนตะก็อดไม่ได้ที่จะไปลูบหัวผู้อาศัยคนใหม่ที่ดูยังไงก็เหมือนแมวเขาชัดๆอีกครั้ง

                “อย่าดุน้องสิวะไอ้มิน หน้าหงอยหมดแล้ว”

                “รู้กันได้ไงว่าจินยองทำหน้ายังไงอ่ะ น้องปิดหน้าปิดตาซะขนาดนี้” เสียงของมิอุดังขึ้นบ้าง

                “นี่ไง ดูตาสิ/ที่ตาไง” มินฮยอนกับเคนตะโพล่งขึ้นมาพร้อมกัน

                ปฏิกิริยาอัตโนมัติของจินยองคือยกสองมือขึ้นปิดทั้งใบหน้าของตัวเอง ทำเอามินฮยอนหลุดยิ้มกว้างออกมา เพื่อนๆทุกคนของเขารับรู้ทันทีว่าไอ้เพื่อนคนนี้คิดไม่ซื่อกับน้องข้างห้องที่น่าเอ็นดูสุดๆคนนี้อย่างแน่นอน

.

.

.

.

.

หลังจากนั่งรอมินฮยอนคุยงานกับเพื่อนๆจนเสร็จ ทั้งสองคนก็แยกตัวออกมาหาร้านอาหารที่ดงโฮเป็นคนแนะนำให้ จินยองนั่งมองผู้คนที่เดินผ่านไปมาด้านนอกร้านตามความเคยชิน มินฮยอนก็แอบมองคนตัวเล็กกว่าเป็นพักๆจนกระทั่งอาหารที่สั่งไว้มาเสิร์ฟ

แพจินยองหยิบช้อนและตะเกียบเพื่อคีบราเม็ง แต่เขาก็ต้องชะงักเมื่อนึกขึ้นได้ว่าเขาใส่แมสก์ปิดปากอยู่ เจ้าตัวเล็กมองคนนั่งฝั่งตรงข้ามทันทีและพบกับรอยยิ้มกวนๆเชิงท้าทาย

“ร้ายจริงๆ” จินยองว่าเขาผ่านสายตา แต่ก็คิดไม่ตกว่าจะทำยังไง

“ไม่กินหรอคุณ เดี๋ยวหายร้อนแล้วไม่อร่อยนะครับ”

“ผมจะกลับไปกินที่ห้องครับ”

“สั่งใส่ชามมาแล้วนะคุณ กินเถอะครับ ดูสิ คุณป้าแกรอคำชมอยู่นะ” จินยองมองไปที่คุณป้าเจ้าของร้านอย่างที่คนพี่บอก คุณป้าส่งยิ้มให้เขาและทำท่าลุ้นรอให้เขาได้ชิมฝีมือแกอยู่

จินยองกำมือแน่น หลับตาลง และผ่อนลมหายใจออกมาเบาๆ

เอาก็เอาวะ

มือเล็กปลดแมสก์ปิดปากออก แต่เจ้าตัวก็เอาสองมือตะปบปิดหน้าตัวเองไว้แทน มินฮยอนยิ้มอย่างเอ็นดูคนตรงหน้าอีกครั้ง ก่อนจะเอื้อมมือมาจับข้อมือเล็กให้เอามือออกจากใบหน้าช้าๆ

ตึกตัก...ตึกตัก...

...ตึกตัก...ตึกตัก

ไม่รู้ว่าตอนนี้เสียงหัวใจของใครกันแน่ที่ดังมากกว่ากัน

.

.

.

.

.

Day-4

                “มึงยอมเปิดแมสก์จริงๆหรอวะ” เสียงคุ้นหูของแดฮวีดังผ่านมือถืออีกครั้ง พร้อมใบหน้าของเพื่อนสนิททั้งสองที่เขามักจะวิดีโอคอลไปหายามดึกเสมอ

                “มึง กูว่าพี่เขาเป็นสิ่งมหัศจรรย์ของโลกแน่ๆ ทำได้ไงวะ กว่าพวกเราจะทำได้แม่งเกือบเดือน” ฮยองซอบพูดโต้กลับมาบ้าง

                “กูถอดเพราะคุณป้าเจ้าของร้านต่างหาก” จินยองบ่นอุบอิบจนปากเล็กๆขยับไปมาเล็กน้อย

                “แล้ววันนี้เป็นไง” แดฮวีถาม

                “ไม่เป็นไง วันนี้ไม่เจอกันอ่ะ เขาไปทำวิทยานิพนธ์มั้ง พี่เคนตะกับคุณมิอุก็ไปด้วย”

                “หน้าหงอยเชียวเพื่อนเรา โอ๋นะเจ้าแมวน้อย คิดถึงเขาล่ะสิ”

                “อะไรเล่า เปล่าสักหน่อย” จินยองเถียง

                “มึงรู้ตัวป่ะแพ ว่าเวลามึงโกหกมึงจะเม้มปากแล้วหลบตามองไปทางด้านขวา”

                “กูก็หลบตาตลอดป่ะ มึงอย่ามามั่ว”

                “ปกติถ้าหลบตามึงจะชอบมองพื้นนะอิแพ” แดฮวีช่วยเสริม

            ก๊อกๆ

                เสียงเคาะประตูทำให้บทสนทนาหยุดชะงัก จินยองเดินไปเปิดประตู แต่ก็ไม่เจอใคร เขามองซ้ายมองขวาสักพักแล้วค่อยๆปิดประตูลง แต่จังหวะที่แง้มประตูปิด สายตาเจ้ากรรมก็ก้มลงไปมองที่พื้นหน้าห้องพอดี

                                “ดื่มนมอุ่นๆก่อนนอนจะได้หลับสบายๆนะคุณ แล้วก็จะได้ไม่ต้องโทรไปรบกวนเพื่อนทุกคืนด้วย

                                  ปล. ผนังห้องไม่ได้หนาขนาดนั้นนะครับคุณ

                         -คนข้างห้อง-”

...

..

งั้นแปลว่า...เขาได้ยิน...ทั้งหมด...

..

...

ก่อนหน้านี้แพจินยองเคยบอกว่าจะละลายใช่มั้ย...ตอนนี้เขารู้สึกเหมือนจะระเหิดเป็นไอไปเลย

.

.

.

.

.

Day-5

                แอ๊ด

                จินยองแง้มประตูและโผล่หัวออกมามองห้องของมินฮยอนทางด้านซ้าย เขามั่นใจว่ามินฮยอนไม่อยู่ในห้องแน่นอนเพราะเขาเอาหูไปแนบผนังฟังมาแล้ว เจ้าตัวเล็กหันหน้าไปอีกทางซึ่งเป็นห้องน้ำรวม ประตูห้องน้ำเปิดอยู่ แสดงว่าไม่มีคนใช้ จินยองถอนหายใจเพราะนั่นเท่ากับว่ามินฮยอนไม่ได้อยู่บนชั้นนี้ และรวมถึงอาจจะไม่ได้อยู่ที่บ้านวันนี้ด้วย

                ซะเมื่อไหร่ล่ะ

                “ตื่นแล้วหรอคุณ” จังหวะที่จินยองก้าวเท้าออกมาจากห้อง เสียงของมินฮยอนก็ดังขึ้นจากทางบันได และใช่...มินฮยอนเพิ่งเดินขึ้นมาพร้อมชามอาหารที่น่าจะเพิ่งทำเสร็จ จินยองยังเห็นไอร้อนพุ่งขึ้นมาจากชามอยู่เลย

                “อ้าวนิ่งเลย คุณครับ...เมื่อคืนนอนไม่หลับหรอ?” คนข้างห้องยื่นหน้าเข้ามาใกล้ จินยองรีบก้าวถอยมาอยู่หลังประตูทันที

                “...ไม่น่านะ ผมเอานมอุ่นๆมาให้แล้วนี่นา” พูดพร้อมส่งยิ้มกว้างให้ จินยองก้มหน้างุด เอาหัวซุกประตูจนมินฮยอนกลัวว่าคนตัวเล็กจะสิงเข้าไปในประตูซะแล้ว

                “ไม่แกล้งแล้วครับ ผมตักแบ่งมาให้ คุณไม่ลงไปกินข้างล่างใช่มั้ยล่ะ” จินยองพยักหน้าหงึกหงัก พร้อมพูดขอบคุณเบาๆ

                “จะอยู่ที่นี่อีกแค่ 2 วันใช่มั้ยครับ” จินยองนิ่งไปทันที ใช่..เขาเหลือเวลาอีกแค่ 2 วันเท่านั้น

                ต้องทำอะไรสักอย่าง คือสิ่งที่อยู่ในหัวคนตัวเล็กในขณะนี้

.

.

.

.

.

                แพจินยองใช้เวลาทั้งวันไปกับการนั่งคิด นอนคิด ว่าจะทำยังไงต่อไปกับเวลาที่เหลือแค่ 2 วัน จนเขาเริ่มหมดหวังและทำได้แต่โทษตัวเองที่ไม่มั่นใจในตัวเอง จินยองหยิบแม็คบุ๊คประจำตัวมาเปิดแอปพลิเคชั่นนกสีฟ้า เข้าไปท่องโลกออนไลน์ กดเข้าไปดูแฮชแท็กคอนเสิร์ตที่เขาจะดูพรุ่งนี้ และแล้ว...เขาก็เจอ อะไรสักอย่าง ที่เขาคิดว่าเขาทำได้แล้ว

            “ขายบัตรคอนเสิร์ต ForCrown’s Last Concert in Tokyo 2 ที่นั่งติดค่ะ พอดีแฟน...”

                จินยองไม่รออ่านเหตุผลของเจ้าของแอคจนจบ เขารีบทักไปถามเรื่องราคาและวิธีรับบัตร โชคดีสุดๆที่ตอนนี้เจ้าของบัตรอยู่ที่โตเกียวเช่นกัน จินยองไม่ลังเลที่จะจ่ายมัดจำและนัดพบเจ้าของบัตร 2 ใบนี้ทันที แม้ว่าตัวเขาจะมีบัตรอยู่แล้วหนึ่งใบก็ตาม

.

.

.
.
.

ซื้อมาแล้ว...

            ถ้าเขาไม่ชอบล่ะ...

            ถ้าเขายุ่งล่ะ...

            ถ้าเขาไม่ไปล่ะ...

            ทำยังไงดี...

                หลังจากไปตามนัดรับบัตร และจ่ายเงินเต็มราคามาแล้ว จินยองก็กลับมานั่งคิดไม่ตกอยู่ที่ห้องอีกครั้ง ตอนนี้เป็นเวลา 6 โมงเย็น ซึ่งเป็นเวลาปกติที่มินฮยอนจะกลับมาที่บ้าน

                ก๊อกๆ

                เสียงเคาะประตูทำให้ความคิดที่วนเวียนอยู่ในหัวหยุดชะงักไป จินยองเดินไปเปิดประตูและพบกับต้นเหตุที่ทำให้เขาคิดไม่ตกตลอดวันมานี้

                “คุณ ไปกินข้าวกัน”

                “ครับ? กับคนในบ้านหรอ?”

                “ไม่ครับ แค่คุณ...กับผม”

            ตึกตัก..ตึกตัก...

            ให้ตายเถอะคุณคนนี้! เลิกทำให้ใจเต้นแรงได้แล้ว

.

.

.

.

.
                “คุณเป็นอะไรรึเปล่า กินน้อยจังครับ” มินฮยอนมองหน้าไรแมสก์ที่นานๆจะได้เห็นของคนตัวเล็ก เขาสังเกตมาสักพักแล้วว่าวันนี้จินยองดูเหม่อและกินน้อยผิดปกติ

                “เปล่าครับ...ไม่มี..ไม่สิ..” มินฮยอนมองท่าทางที่เหมือนเจ้าตัวจะเถียงกับตัวเองไปมาพร้อมรอยยิ้มกว้าง...ใครจะน่ารักได้เท่าคนตรงหน้าเขาคนนี้กันนะ...ในโลกของฮวังมินฮยอนคงไม่มีอีกแล้ว...

                เขารู้...รู้มาตั้งแต่แรกว่าจินยองชอบเขา ไม่ได้ตั้งใจจะแอบฟัง แต่เสียงงุ้งงิ้งของเจ้าตัวเล็กข้างห้องดังเข้ามาในห้องเขาทุกครั้งที่วิดีโอคอลคุยกับเพื่อน พอรู้ดังนั้นก็กลายเป็นว่าเขาชอบเผลอไปมองปฏิกิริยาเล็กๆน้อยๆของคนตัวเล็กเวลาทำท่าเขินเขาไปซะได้ และแน่นอน มินฮยอนมองว่ามันโคตรจะน่ารักเลย

                “อ้าวคุณ สรุปมีหรือไม่มีครับ”

                “มะ มีครับ...” มินฮยอนมองมือเล็กที่กำลังกำแน่นและสั่นเบาๆเหมือนเจ้าของมันกำลังตั้งใจจะทำเรื่องบางอย่างสุดชีวิต

                “...คุณ...พรุ่งนี้...ไปดูคอนเสิร์ตด้วยกันนะครับ” จินยองตัดสินใจพูดออกมาพร้อมหลับตาปี๋ มินฮยอนก็อึ้งไปสักพักเหมือนกัน เพราะไม่คิดว่าคนตัวเล็กจะกล้าพอที่จะรุกเขากลับบ้าง

                ความเงียบที่เกิดขึ้นทำเอาจินยองใจเสีย ความคิดเชิงลบที่เขาคิดมาทั้งวันเริ่มกลับมาระรานในหัวเขาอีกครั้ง

                “ไปสิครับ คุณชวนทั้งทีนี่” จินยองเงยหน้าขึ้นมองทันที ครั้งนี้เป็นมินฮยอนที่หลบตาและจับท้ายทอยตัวเองอย่างเขินๆ

.

.

.

.

.

Day-6

                วันนี้จินยองตัดสินใจไม่ใส่แมสก์ตามที่เพื่อนสนิททั้งสองแนะนำมา และแน่นอน เสื้อผ้าสีสดใสที่ไม่ใช่แนวเขาสักนิด แต่เขาเลือกใส่ในวันนี้ก็ผ่านการคัดเลือกโดยทั้งสองคนเช่นกัน

                “น่ารักเป็นบ้า” เป็นคำจำกัดความที่มินฮยอนมอบให้จินยองวันนี้

                ตั้งแต่เดินลงมาจากชั้น 3 ผ่านกลุ่มเพื่อนมหาลัยที่มาหมกตัวอยู่ที่ห้องนั่งเล่นที่บ้านจนกระทั่งเดินทางมาถึงฮอลล์จัดแสดง มินฮยอนไม่รู้ว่าเขาทำหน้าดุใส่คนรอบข้างไปกี่ครั้ง ทั้งนิกกี้ เพื่อนสาวผมบลอนด์สุดห้าวที่คอยจะมาคว้าเจ้าตัวเล็กไปกอดซะให้ได้

                “จินยอง you look like a doll, so cute!

                และแน่นอน ไอ้เคน เจ้าของบ้านที่เห็นจินยองเป็นแมวของตัวเองทุกครั้ง

                “จินยองงงงง เจ้าแมวววววว” มินฮยอนแทบคว้าตัวจินยองออกจากการตะครุบของเพื่อนสนิทแทบไม่ทัน

                “มิน มึงโซขี้หวงอ่ะ” ยูจีนบ่น

                “ยุ่งน่า...ไปกันเถอะคุณ” จินยองพยักหน้ารับ และยิ้มให้ทุกคนในบ้านเล็กน้อยก่อนออกมา

                จินยองทำหน้างงเมื่อเดินออกมาจากบ้านสักพักมินฮยอนก็ส่งแมสก์สีขาวมาให้

                “ใส่เถอะครับ”

                “ทำไม...” จินยองพูดขึ้นมา น้ำตาคลอหน่วย มินฮยอนรีบเอื้อมมือไปลูบหัวปลอบคนตัวเล็กและตอบกลับไม่ให้คนตรงหน้าเข้าใจผิดไปมากกว่านี้

                 “มีแต่คนมองคุณ ผมหวง...” จินยองยกทั้งสองมือขึ้นปิดหน้าพร้อมเอนหัวพิงไหล่คนตัวสูง

                “...จะใส่เพื่อผมได้มั้ยครับ” คนตัวเล็กพยักหน้ารับทั้งๆที่ยังปิดหน้าอยู่อย่างนั้น

.

.

.

.

.

Last Day

                เมื่อคืนเขาไม่ได้นอน...

                จินยองนอนไม่หลับ เขามีความสุขมากที่ได้ใช้เวลากับมินฮยอน จนกระทั่งกลับมาที่ห้องและรับรู้ความเป็นจริงว่าเช้าวันรุ่งขึ้นเขาต้องกลับแล้ว...

            เหมือนฝัน...แต่ก็ต้องตื่น...คนเราไม่สามารถฝันตลอดไปได้

                จินยองไม่ร้องไห้ ใช่ เขาไม่ใช่คนที่จะร้องไห้ได้ง่ายขนาดนั้น หรือเขาจุกจนร้องไห้ไม่ออกก็ไม่แน่ใจเหมือนกัน

                ถ้ากลับไปแล้ว จะจำกันได้มั้ยนะ

                จินยองไม่เคยเชื่อในความรัก เขาไม่รู้ด้วยซ้ำว่าอาการที่เขาเป็นอยู่ตอนนี้คือชอบหรือรักกันแน่ ไม่มีใครตอบเขาได้นอกจากตัวเขาและคนอีกคนเท่านั้น

            บางที แค่เป็นความทรงจำดีๆช่วงหนึ่งของกันและกันก็เพียงพอ

                จินยองเก็บกระเป๋าเสร็จแล้ว เขาเดินลงไปด้านล่างพร้อมกระเป๋าเดินทางใบเดิม บอกลาทุกคนที่นั่งรวมกันอยู่ชั้นล่างในยามสายของวันอาทิตย์ หลังจากที่คนอื่นๆกล่าวลาจินยองเรียบร้อย ก็พากันย้ายตัวเองขึ้นไปชั้น 2 ปล่อยให้มินฮยอนและจินยองได้อยู่กันตามลำพัง

                “จะกลับแล้วสินะครับ”

                “ครับ...คงไม่ได้เจอกันแล้ว”

               “ผมไม่คิดอย่างนั้นนะ”

                “ครับ?”

                “ขอโทรศัพท์คุณหน่อย ปลดล็อกให้ด้วยนะครับ” จินยองยังคงทำหน้าสงสัยให้คนที่ยืนอยู่ตรงข้าม แต่มือก็หยิบโทรศัพท์มือถือจากกระเป๋ากางเกง สแกนนิ้วปลดล็อกและส่งให้คนตัวโตกว่า

                “แค่นี้ ผมกับคุณก็ติดต่อกันได้แล้ว” กว่าจะรู้ตัวว่าคนตัวโตตรงหน้าทำอะไรลงไป จินยองก็ได้โทรศัพท์กลับคืนมาหน้าจอแสดงรายชื่อผู้ติดต่อที่ถูกบันทึกไว้ว่า คนข้างห้องของคุณ พร้อมอิโมจิหัวใจสีแดงต่อท้าย

                จินยองยกมือขึ้นปิดใบหน้าตัวเองที่ตอนนี้แดงลามไปถึงหู มินฮยอนหัวเราะออกมาเล็กน้อยเป็นเชิงพอใจ ก่อนจะจับข้อมือเล็กให้เอามือออกจากใบหน้า และค่อยๆเกี่ยวแมสก์ที่ปิดหน้าคนตัวเล็กออก ซึ่งจินยองก็ไม่ได้ขัดขืน

                “เดินทางดีๆนะคุณ อย่าลืมผมนะครับ”

                “ใครจะลืมล่ะครับ ขอบคุณสำหรับทุกวันที่ผ่านมา” จินยองขยับปากเล็กๆตอบกลับไป ซึ่งมินฮยอนมองว่าปากเล็กๆของจินยองนี่แหละที่ทำให้เจ้าตัวยิ่งน่าเอ็นดูเข้าไปใหญ่

                “ผมไปส่งคุณที่สนามบินไม่ได้ ขอโทษนะ” จินยองส่ายหน้าไปมาพร้อมส่งยิ้มให้ มินฮยอนเดินเข้าไปใกล้คนตัวเล็กกว่าอีกนิดก่อนจะกางแขนทั้งสองข้างของตัวเองออกอย่างเก้ๆกังๆ

                “ขอกอด..ได้มั้ยครับ” จินยองกำมือทั้งสองข้างแน่น แต่ก็ยอมเดินเข้าสู้อ้อมกอดของอีกคน มินฮยอนกวาดแขนรัดตัวจินยองแน่น ก่อนจะคลายออก จินยองก็ค่อยๆยกมือขึ้นโอบรอบตัวหนาของอีกฝ่ายไว้เช่นกัน

                “ร้องไห้หรอคุณ” เสียงของมินฮยอนดังก้องอยู่ในหูของจินยองที่แนบอยู่กับอก จินยองส่ายหน้ารัว แต่มินฮยอนมองว่านั่นเป็นวิธีเช็ดน้ำตาของคนตัวเล็กซะมากกว่า ดูสิ เสื้อเขาเปียกชุ่มไปหมดแล้ว

                “พอขึ้นเครื่องบิน เปิดฟังเพลงที่ผมโหลดไว้ให้ในเพลย์ลิสต์ด้วยนะครับ”

                “ครับ?”

                “ตามนั้นครับ อย่าลืมนะ...ลาก่อนนะคุณ”

                “ครับ ลาก่อน”

.

.

.

.

.

                จินยองนั่งมองออกไปด้านนอก ละอองน้ำที่ก่อตัวเป็นเมฆพวกนี้ดึงดูดความสนใจของเขาได้เสมอ จนเกือบถึงสถานที่ปลายทาง เจ้าตัวถึงนึกขึ้นได้ว่าคนตัวโตได้บอกให้เขาทำอะไรบางอย่าง จินยองเปิดเพลย์ลิสต์ที่มีเพลงดาวน์โหลดล่าสุดที่เขาไม่คุ้นชื่อ หยิบหูฟังมาเสียบ ก่อนจะกดเล่นเพลง

                น่ารักดี (lovely) -อ้อนแอ้น

                จินยองนั่งยิ้มกับเนื้อเพลงที่ใครอีกคนสั่งให้ฟัง แต่คิดไปคิดมา เขามากกว่าที่ควรจะเป็นคนส่งเพลงๆนี้ให้มินฮยอน

...เธอน่ารักขนาดเนี้ยจะให้ไปหลงใคร

เธอน่ารักขนาดเนี้ยจะให้ไปรักใคร

Oh baby เธอขอร้องเถอะนะ ช่วยไปน่ารักไกลๆ

ก่อนที่your smile จะทำให้ฉันละลายหายไป...

.

.

.

.

.
                South Korea,สนามบินอินชอน

                “อิแพ ทางนี้ๆ” จินยองหันไปมองตาเสียงของแดฮวีที่กำลังโบกมือให้อย่างเอาเป็นเอาตาย โดยมีฮยองซอบมองเพื่อนที่ไฮเปอร์เกินเหตุอยู่ข้างๆ

                “คิดถึงมึง ถึงจะคอลกันเกือบทุกคืนก็เหอะ” แดฮวีโผเข้ากอดทันทีที่จินยองเดินเข้ามาใกล้

                “เออ คิดถึงพวกมึงเหมือนกันแหละ”

                “แล้วเป็นไง กับคนข้างห้องอ่ะ” ฮยองซอบถามขึ้นอย่างห่วงๆ พร้อมมองร่องรอยบวมๆที่ใต้ตาและรับรู้ได้ทันทีว่าแพจินยองเพิ่งผ่านการร้องไห้มาแน่นอน

                “ไม่รู้ว่ะ... กูเปิดโหมดเครื่องบินแปบ เผื่อแม่จะโทรมา” จินยองเพิ่งนึกขึ้นได้ว่าเขายังไม่ได้แตะโทรศัพท์ตั้งแต่เครื่องแลนดิ้ง สายเรียกเข้าเกือบสิบสายจากผู้เป็นแม่ทำให้จินยองรู้ว่าหลังจากนี้เขาจะต้องโดนบ่นหูชาแน่นอน

            ติ๊ง

                เสียงแจ้งเตือนจากแอปพลิเคชั่นสีเขียวทำให้จินยองขมวดคิ้ว แต่ทันทีที่เขาเห็นชื่อผู้ส่ง จินยองก็รีบกดเข้าไปที่หน้าแชททันที     

คนข้างห้องของคุณ❤️: ส่งสติกเกอร์

คนข้างห้องของคุณ ❤️: ถึงแล้วทักมาบอกด้วยนะคุณ

ผมถึงสนามบินแล้วครับ กำลังจะกลับบ้าน : แพจินยอง

คนข้างห้องของคุณ❤️: ปลอดภัยดีนะครับ

ครับ แน่นอน : แพจินยอง

คนข้างห้องของคุณ❤️: คุณครับ

ครับ? : แพจินยอง

คนข้างห้องของคุณ❤️: ผมจะเคลียร์วิทยานิพนธ์เสร็จภายใน 2-3 วันนี้

คนข้างห้องของคุณ❤️: รบกวนเป็นไกด์พาเที่ยวเกาหลีให้หน่อยนะครับ

คนข้างห้องของคุณ❤️: อาทิตย์หน้าผมจะไปหา

คนข้างห้องของคุณ❤️: คิดถึงคุณแล้วครับ

คนข้างห้องของคุณ❤️: ส่งสติกเกอร์

            อ่า คุณคนนี้นี่ เก่งเรื่องทำให้แพจินยองเขินจริงๆ

.

.

.

คิดถึงคุณแล้วครับ : ฮวังมินฮยอน

ส่งสติกเกอร์ : ฮวังมินฮยอน

ตัวเล็กของผม❤️: ส่งสติกเกอร์

ตัวเล็กของผม❤️: แพก็คิดถึงคุณเหมือนกันครับ

            แค่สติกเกอร์ที่ส่งให้ มินฮยอนก็เห็นแต่คำว่าแพจินยองน่ารักน่าเอ็นดูออกมาเต็มไปหมด ยิ่งตอบกลับข้อความแล้วใช้ชื่อแทนตัวเองแบบนี้ มินฮยอนรู้สึกเหมือนจะวูบ! เจ้าตัวเล็กไม่อ่อนโยนต่อใจฮวังมินฮยอนเลย!



END


ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 40 ครั้ง

11 ความคิดเห็น

  1. #6 -JxK (@jomjamexotic) (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 7 ตุลาคม 2561 / 09:14

    น้องน่ารักกกกกกกก แงง้งงงง ;____; https://www0.dek-d.com/assets/article/images/sticker/jj-04.png

    #6
    0
  2. #5 bebebae11 (@bebebae11) (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 5 ตุลาคม 2561 / 08:15
    ตลก จินยองโป๊ะแตก ข้างห้องไม่ได้หนานะ 5555555 เอ็นดูน้องน่ารักกก
    #5
    0
  3. #4 beebom05 (@beebom05) (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 4 ตุลาคม 2561 / 23:00
    มีแต่คำว่าน่ารักเต็มไปหมด ชอบมากเลย
    #4
    1
    • #4-1 YuMeJiK (@pianosugar) (จากตอนที่ 2)
      5 ตุลาคม 2561 / 00:15
      ดีใจที่ชอบนะคั้บบบบ
      #4-1
  4. #3 maimes' ❀ (@wacharaporn) (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 4 ตุลาคม 2561 / 20:43

    น่ารักมากๆ เลยค่ะ เอ็นดูน้องแบบอยากบีบเลยอะ ขำตอนพี่เค้าบอกว่ากำแพงห้องไม่ได้หนาคือแบบยัยน้องเล่าอะไรให้เพื่อนฟังพี่เค้าได้ยินหมดเลย สรุปก็คือต่างคนต่างน่ารักสำหรับกันและกันนั่นแหละ ตอนน้องบอกแพก็คิดถึงคุณคือใจบางงงงง ฮือออ ><

    #3
    1
    • #3-1 YuMeJiK (@pianosugar) (จากตอนที่ 2)
      4 ตุลาคม 2561 / 21:01
      ขอบคุณที่เอ็นดูยัยน้องนะคั้บ ขอบคุณสำหรับคอมเม้นด้วย อุแง
      #3-1
  5. #2 cozy (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 4 ตุลาคม 2561 / 19:37

    จะละลายตายกับความน่ารักของน้อนนนนน งืออออ

    สนุกมากๆเลยค่ะ

    #2
    1
    • #2-1 YuMeJiK (@pianosugar) (จากตอนที่ 2)
      4 ตุลาคม 2561 / 21:00
      แง ดีใจที่ชอบนะคั้บ
      #2-1