[One Piece] If ...สมมติว่าเหล่าโจรสลัด [Au Fic Yaoi]

ตอนที่ 29 : [ShortAU][if...]Winter Waltz. (Doflamingo x Luffy)

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 1,976
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 22 ครั้ง
    23 ธ.ค. 58






Winter Waltz


AU Mafia;

Doflamingo x Luffy

//เปิดเพลงเพื่อเพิ่มอรรถรสในการฟัง//



 

            ราตรีเคียงดาว เดือนลอยเด่นคลอเมฆา...

            เหมันต์โปรยปราย วายุหวีดหวิวเคลื่อนคล้อยลูบไล้พักตร์

 

            “ฮืม...”

 

            ไม่บ่อยนักที่จู่ๆเขาก็มานั่งริมระเบียงพลางเขียนบทกวีลงบนเศษกระดาษ ลมหนาวของเดือนธันวาคมพัดโปรยลูบไล้ผิวกายชวนยะเยือกและอ้างว้างกระนั้นก็ไม่สามารถทำให้ร่างสูงใหญ่ใต้ผ้าคลุมขนนกหวานแหววรู้สึกถึงลมแผ้วพัดนั่นได้

 

            ขยับหมุนปากกาจรดอยู่ที่ท่อนสุดท้ายของกลอนวรรคแรก ไม่มีอะไรผุดขึ้นมาในสมองแม้แต่นิด ราวกับว่ามันหายไปเสียเฉยๆ “ให้ตายสิ... รู้สึกความจำสั้นยังไงก็ไม่รู้”

 

            ก๊อกๆ

 

            “ว่ามา”โดฟลามิงโก้ได้ยินเสียงฝีเท้าตั้งแต่ก่อนหน้านั้นแล้วแต่กลับรอให้คนข้างนอกเคาะประตูเสียก่อนจึงขานออกไป ลุกยืนย้ายตัวไปนั่งที่โต๊ะทำงานด้านในโดยไม่ลืมที่จะปิดประตูระเบียงหลบลมหนาวด้วย ครั้นเมื่อเอนนั่งลงกับเก้าอี้หนังอุ่นๆแล้วจึงมีคนเปิดเข้ามาในห้อง

 

            คนที่เข้ามาคือลอว์ เพื่อนร่วมงานของเขา “ดอฟฟี่ ไม่ใช่ว่าวันนี้คุณต้องไปงานพรอมหรือ?”

 

            งานพรอม? นึกพลางเหลือบไปเห็นจดหมายที่เปิดอ่านค้างไว้ อ่า...ใช่ เขาถ่อจากฝรั่งเศสกลับมาลอนดอนนี่ก็เพราะจดหมายบ้านี่แท้ๆ กับแค่ต้องไปงานพรอม...

 

            ...งานพรอมที่เจ้าเด็กลิงนั่นเป็นคนเชิญ...

 

            ชายสวมแว่นพ่นลมหายใจหนักหน่วงก่อนจะยอมไสร่างให้ลุกขึ้นตามหลังชายที่เกลียดเขาสุดชีวิตคนนั้นไป ในหัวคิดเรื่องเรื่อยเปื่อยในขณะที่ร่างกายย่ำต่อไปอาดๆอย่างเบื่อหน่าย ว่าไปแล้วเด็กนั่นก็เกลียดเขาขนาดนั้นแท้ๆ...ทำไมถึงยังจะเชิญเขาไปอีก อุตส่าห์ใช้ให้คนมาส่งบัตรเชิญมาถึงปารีส

 

            มังกี้ ดี ลูฟี่... เด็กชายในเครือข่ายมาเฟียขาว หลังจากเดินทางไปนู่นมานี่จับมาเฟียดำเลวๆเข้าคุกเข้าตารางไปหลายต่อหลายคน เขาเองก็ไม่เว้น— แม้ว่าเขาจะมีอำนาจรัฐบาลอยู่ก็โดนพวกหมาบ้าอย่างอาคาอินุยัดใส่ลูกกรงไปหลายเดือนกว่าจะไถ่ตัวออกมาได้

 

            แล้วนี่อะไร ทำไมจู่ๆมาส่งจดหมายหา...เพียงแค่จั่วหัวสั้นๆว่าเชิญไปงานเลี้ยงฉลองวันคริสต์มาสนี่น่ะเหรอ? ง่ายไปหน่อยหรือเปล่านะ...

 

            ใจแรกก็ไม่อยากมานักหรอก แต่คนคะยั้นคะยอ(ออกแนวบังคับเลยด้วย)ก็ไม่พ้นลอว์ ทำให้เขาต้องถ่อสังขารเพลียๆยังไม่หายบาดเจ็บจากการปะทะกันคราวก่อนขึ้นเครื่องมาลงที่อังกฤษ— ไม่ต้องแปลกใจ เจ้าเด็กนี่เป็นสายตำรวจ(อยู่แล้วล่ะมันช่วยเจ้าเด็กลิงยัดเขาเข้าคุกนี่)แต่ว่าเป็นพันธมิตรกับเด็กลิงนั่น ตอนนี้ที่มาอยู่กับฉันเพราะคุมความประพฤติไม่ให้ออกนอกลู่นอกทางแบบก่อนหน้านี้ เชื่อเขาเลย....

 

            ปึง เสียงปิดประตูรถฝั่งข้างคนขับไม่ใคร่จะพอใจนัก ส่วนนายอย่างเขาก็ไปนั่งอยู่หลังรถอย่างไม่ใคร่จะมีแรงเท่าไหร่...คนขับคือกราดิอุสเช่นเดิมทุกครั้ง ได้ยินเสียงเขาบ่นอุบกับลอว์เรื่องลากเจ้านายตามใจอะไรแบบนั้นแต่ก็เงียบไปหลังโดนบอกให้ออกรถเพราะใกล้สายเต็มที

 

            โดฟลามิงโก้ยกแขนก่ายหน้าผากขณะรอรถเคลื่อนตัวออกไปอย่างช้าๆ กลางลอนดอนน่าจะเรียกได้ว่าค่อนข้างโชคดีที่หิมะไม่กองกันพะเนินเป็นภูเขา มีถนนหนทางให้ขับผ่านไปยามมีธุระเร่งด่วน กระนั้นช่วงเทศกาลแบบนี้ก็น่าจะรถติดอ้วกเลยกระมัง

 

            เสียงวิทยุที่ลอว์เปิดมีแต่เพลงคริสต์มาส ฟังแล้วรู้สึกเอียน...ครั้นจะคุยกันก็ไม่พ้นโดนเจ้าเด็กบ้านั่นบ่นหูชาอีกแน่นอน เด็กบ้าอะไรมีเรื่องมาบ่นเขาได้ทุกวัน— จะแปลงร่างเป็นแม่เขาแบบไอ้โรซี่ที่ตายไปแล้วแน่ๆ...

 

            ไม่ถึงยี่สิบนาทีเบนท์ลีสีดำของเขาก็จอดเทียบหน้าประตูทางเข้างานที่ชุกชุมไปด้วยผู้คนมากมาย ลอว์อีกเช่นเคยลงจากรถไปเป็นคนแรกเพื่อไปทักทายคนของเจ้าเด็กลิงมังกี้ ดี ลูฟี่ ที่กำลังยืนต้อนรับอยู่ไม่แม้แต่จะหันมาเรียกเขาลง ตกลงใครกันแน่ที่อยากมางานนี้...

 

            เจ้าของเสื้อขนนกสีหวานสบถเบาๆลงตามไปไม่รอกราดิอุสที่ลุกลี้ลุกลนจะลุกมาเปิดประตูให้สักนิด “ไปจอดรถไปกราดิอุส... ฉันไปกับลอว์ได้”

 

            ได้ยินอย่างนั้นแม้คนสนิทอย่างชายสวมแว่นจะลังเลแต่ก็ยอมออกรถไปจอดรถไว้บริเวณที่เจ้าบ้านกำหนด ปล่อยร่างสูงเป็นจุดรวมสายตาหลายสิบหลายร้อยคู่ให้หันมองตัวร้ายที่มาถึงงาน...

 

            ไม่ใคร่ใส่ใจ โดฟลามิงโก้ก้าวย่างอาดๆเข้างานไม่ทักทายใคร ทำเพียงยิ้มมีเลศนัยผ่านพวกคนที่เคยรู้จักเขารวมถึงคนทีเคยถูกเขาทำร้ายต่างๆนาๆก็มี ทุกคนต่างส่งสายตาเกลียดชังผ่านมาทางเขาแทบทั้งสิ้น... น่าเหนื่อยใจ เขาว่าเขารีบทักเจ้าเด็กนั่นให้เห็นว่ามาแล้ว จากนั้นก็รีบกลับปารีสไปเสียดีกว่า...

 

            “ไง มาด้วยงั้นเหรอ...”

 

            ชะงักกับเสียงทุ้มที่ฟังแล้วคุ้นเคย เหลียวมองก็ถึงได้พบกับจระเข้หนุ่มกำลังยืนจิบไวน์ใกล้ๆ ข้างกันมีเด็กหนุ่มร่างสูงไม่แพ้กันในชุดสูททางการเต็มยศ... “ไม่นึกว่าไอ้นกสติแตกแบบแกก็มางานแบบนี้ด้วย?”

 

            “ว่าเขา แกก็จระเข้จิตผิดปกติเหมือนกันนั่นแหล่ะ”กดเสียงต่ำหัวเราะ “บินจากดามัสกัสมาถึงลอนดอน ระวังจะหนาวตายคาที่นี่ล่ะ เจ้าสัตว์เลื้อยคลาน...”

 

            “พูดแบบนี้กับพ่อนี่จงใจจะฟาดปากกันงั้นสิ”

 

            เมื่อเด็กหนุ่มที่อยู่ข้างๆทำท่าจะอาละวาด จระเข้ทรายก็รีบยกแขนห้ามพร้อมกับมือขวา ดัส ที่เข้ามาล็อคแขนไว้อีกคน “ซาเวียร์ ที่นี่งานเลี้ยง มีมารยาทหน่อย...”

 

            “เชอะ...”

 

            ร่างสูงลอบเค้นหัวเราะ ซาเวียร์เป็นลูกชายบุญธรรมของคร็อกโคไดล์...แต่เลือดร้อนไม่ต่างจากเจ้าตัวตอนวัยหนุ่มสักนิด สมแล้วที่ได้มาเป็นพ่อลูกกันแบบนี้ “เอาเถอะ...ฉันกะจะจับมือเด็กนั่นพอเป็นพิธีแล้วรีบบินกลับปารีสไปเลย...”

 

            “...บรรยากาศที่นี่...”

 

            เสียงพูดของเจ้าพ่อมาเฟียทะเลทรายทำให้เขาฉุกคิดขึ้นมาได้เช่นกัน “อย่างเด็กนั่นน่ะเหรอจะชวนพวกฉันมา...เรื่องแบบนี้คงมีลับลมคมใน”

 

            “คนทำไม่น่าใช่เด็กไม่รู้ประสีประสาแบบนั้นหรอก”อีกอย่างที่นี่ลอนดอน... เป็นถิ่นเกิดของลูฟี่หรือก็ไม่ใช่อีก แค่เลือกที่นัดมามันก็ผิดสังเกตอย่างมหันต์แล้ว... “อาจจะเป็นการ์ป— หมอนั่นเกษียณไปแล้วก็จริงแต่ใช่ว่ารัฐจะเข้ามายุ่งตุกติกไม่ได้...หลังเอสตาย...ก็เหมือนเป็นโรคประสาทกับรัฐบาลไปเลย”

 

            หลังการสั่งจับตัวโปรโตกัส ดี เอส ทายาทของมาเฟียเจ้าตำนานโกล ดี โรเจอร์...เขาถูกสั่งประหารทั้งที่ก็เป็นมาเฟียปกติที่ไม่เคยมือเปื้อนเลือด แถมยังอยู่ใต้ปีกของหนวดขาวซึ่งมีธุรกิจหลายล้านเป็นเบื้องหน้ายัดเงินไถ่มาได้ง่ายๆ กระนั้น...ก็ต้องตาย...

 

            การ์ปเองก็ช่วยอะไรไม่ได้แม้จะเป็นเพื่อนกับจอมพลเรือ แต่คำสั่งของรัฐบาลทำให้สิ่งที่เขาเจอคือการทนดูคนที่เป็นเหมือนหลานชายแท้ๆถูกฉีดยาตายบนเก้าอี้ประหาร ทั้งยังติดทัณฑ์บนอีก...ที่สุดแล้วก็ปลดเกษียณตัวเองออกมาเพราะรัฐบาล...

 

            ช่างโหดร้าย แต่โลกนี้ก็แบบนี้...ไม่มีอะไรมาปราณีพวกเขาทั้งนั้น

 

            “ลูฟี่!!” “ลูฟี่นี่นา” “หมวกฟาง” “หัวหน้าหมวกฟาง!

 

            เสียงอื้ออึงเซ็งแซ่ทำให้สองเจ้าพ่อเลิกคุยกันพลางเบนสายตาไปมองผู้ที่ออกมาจากห้องส่วนตัวชั้นสองกับผองเพื่อน ดวงตาใต้แว่นไลลิคตวัดเห็นเด็กหนุ่มผู้สวมหมวกฟางในชุดสูทไม่เรียบร้อยเช่นเคยๆ ใบหน้าที่ราวกับถูกพระเจ้าหยุดอายุเอาไว้นิรันดร์ยิ้มกว้างเฉิดฉายเหมือนแสงอาทิตย์ท่ามกลางฤดูหนาว แค่เห็นผ่านๆก็พาลทำให้หัวใจอบอุ่น

 

            ทั้งที่เป็นผู้นำของเหล่ามาเฟียทั้งปวง ทั้งที่มีรอยยิ้มที่สว่างไสว...

 

            ใยปิศาจมืดเช่นเขากลับสัมผัสได้ถึงความหม่นหมองที่ไม่มีใครเห็น “มีอะไรกันแน่นะ...” พึมพำในลำคอ เสียงที่เบาต่ำท่ามกลางเสียงเฮโห่ ให้ความรู้เหมือนกับว่าเขาแค่ครางหงุดหงิดออกมาเท่านั้น มีเพียงคร็อกโคไดล์กระมังที่พอจะตามทันว่าชายคนนี้สังเกตอะไร

 

            “...เล่นตามน้ำไปก่อน ของอย่างงี้ไม่ใช่แผนเด็กลิงนั่นแน่”

 

            “รู้น่า”พลางขยับปกเสื้อเฟอร์สีหวานที่ซ่อนอุปกรณ์สื่อสารไร้สายพิเศษของตัวเองขึ้นมา เขาติดต่อกราดิอุสให้เตรียมตัวอยู่นอกเขตงานเลี้ยง พร้อมทั้งสั่งให้หน่วยพิเศษอย่างชูการ์กับพวกเบบี้ไฟว์มาสมทบเพิ่มเผื่อเอาไว้ เมื่อติดต่อเสร็จสบกับที่คร็อกโคไดล์ไล่ลูกบุญธรรมกลับดามัสกัสแต่เนิ่นๆพอดีจึงเห็นเหตุการณ์พ่อลูกปึงปังใส่กันเล็กน้อยพอดี

 

            “พ่อไล่ผมกลับไปทำไม? ผมอยากอยู่คุยกับหมวกฟาง”เขายืนยันอย่างนั้น

 

            “เวียร์ เรื่องนี้ซับซ้อนเกินกว่าจะเอาชีวิตแกมาเสี่ยงด้วยเข้าใจมั้ย”จระเข้หนุ่มถอนหายใจหนัก เป็นอย่างนี้ทุกครั้งที่เขาจะต้องทะเลาะกับลูกในเรื่องที่ไม่เข้าเรื่องแบบนี้ ทำไมไม่ได้นิสัยดีๆจากพ่อแท้ๆของมันมาบ้างเลยนะ “ดัส เอาเวียร์กลับบ้านเดี๋ยวนี้”

 

            “ครับบอส”

 

            “ดัส! ถ้าจับฉันล่ะก็— ดัส!!!ผมไม่กลับ!!!

 

            โวยดังแค่ไหนคนในงานก็ไม่ได้ยินหรอก แถมดนตรียังเริ่มบรรเลงแล้วเสียอีก น่าสงสารไอ้หนูนั่นที่โดนเจ้ามือขวาหิ้วออกไปซะแล้ว “ถ้าฉันมีลูกฉันคงไม่ทำแบบแกน่ะนะ”

 

            “แกคงตามใจจนเสียคนเหมือนพวกในแฟมิลี่แกน่ะสิ”พ่นควันซิกก้าออกมาอย่างเหนื่อยหน่ายคล้ายกับว่าชินซะแล้ว “ฉันแยกตัวไปตัดเชื้อไฟก่อนล่ะ เกิดมีเรื่องจริงจะหารูหนีลำบาก”

 

            แล้วก็เหลือเขาอยู่ตามลำพังท่ามกลางคนนับสิบนับร้อยในงาน ซึ่งส่วนใหญ่ก็เอาแต่มุงดูพูดคุยสัพเพเหระกับกลุ่มของหมวกฟางอย่างที่ชอบทำกัน โดยเฉพาะบาร์โธโรมิโอนั่นน่ะออกนอกหน้าเกินไปเสียด้วยซ้ำ เห็นแล้วก็เหนื่อยใจแทนยังไงชอบกล...

 

            ดวงตาเฉียบคมกวาดมองไปรอบงาน ...แล้วก็ต้องเอะใจ

 

            น่าแปลก เจ้าของงานไม่ได้อยู่ที่นี่...

 

            ตระหนักได้เช่นนั้นก็เดินเลี่ยงฝูงชนออกไปด้านหลังตึกรับอากาศที่หนาวสุดขั้ว ระเบียงที่มองทอดไปเห็นหอบิ๊กเบ็นขนาดไหญ่ส่องสว่างกลางค่ำคืนวันคริสต์มาส เป็นเรื่องที่ชาชินสำหรับชายที่เที่ยวมารอบโลกแล้วอย่างเขา แต่น่าจะไม่ใช่สำหรับเด็กคนหนึ่ง

 

            มังกี้ ดี ลูฟี่ เด็กหนุ่มผมสีอีกาเจ้าของดวงตากลมโตและรอยยิ้มสดใสบัดนี้กำลังยืนตากลมหนาวมองทอดสายตาออกไปไกลราวกับกำลังเหม่อคิดอะไรบางอย่าง

 

            ด้วยท่าทางอึดอัดใจ...

 

            เฮ้อ เป็นใครเห็นหน้าตาน่ารักนั่นงอง้ำแบบนั้นจะอยู่เฉยๆได้กันล่ะ...? ฟุบ

 

            “อ้ะ…!

 

            ร่างเล็กสะดุ้งโหยงเงิยมองผ่านเฟอร์ขนนกตัวใหญ่ที่ถูกปล่อยลงมาแทบจะถมตัวเองจมลงไปในนั้นอย่างงุนงง “มิงโก้ แกเองหรอกหรอ?”

 

            “เป็นเจ้าของงานทำไมไม่อยู่ข้างใน ตากหิมะเดี๋ยวก็ไข้จับหรอก”ถึงคนบ้าแบบลิงนี่จะไม่มีทางเป็นหวัดง่ายๆก็เถอะ ประโยคหลังแอบคิดในใจ

 

            ดวงตากลมโตช้อนมองคนสูงกว่าด้วยสีหน้าบ้องตื้นแบบที่ทำประจำ แม้มันจะได้ผลกับเหยื่อทุกคนที่เคยเจอหน้าเด็กนี่มาแต่กับคนกร้านโลกอย่างโดฟลามิงโก้— คงไม่ตกหลุมพลางไอ้หน้าบื้อๆนั่นเป็นครั้งที่สองแน่(....) “นึกว่าแกจะไม่มาซะอีก”

 

            ก็ไม่อยากมาหรอก แต่เจ้าลอว์มันทู่ซี้ไม่เลิกน่ะสิ...

 

            “แต่แกมาก็ดีละ ฉันกำลังอยากเจอหน้าทุกคนเลย”แล้วก็ยิ้มแป้นด้วยรอยยิ้มโง่ๆปกติของลูฟี่ที่ชอบยิ้มแจกทุกคนไปทั่ว น่าเซ็งชะมัด... “ทุกคนได้มาสนุกสนาน ได้มาเล่นกันแบบเต็มที่นี่มันดีเนอะ”

 

            หืม สรุปเจ้าเด็กนี่ชวนมาเองหรอกเรอะ...

 

            แบบนี้เท่ากับข้อสันนิษฐานถึงความน่าสงสัยของเขากับเจ้าจระเข้ทรายไม่เป็นอันแป้กหรอ “แกชวนมาเอง... ทำไม? ทำไมต้องพาศัตรูมากันที่นี่ รวมตัวกันกลางลอนดอนที่มีหมาของรัฐบาลอยู่มากมายยิ่งกว่าขี้ยาข้างถนน...มันไม่เท่ากับว่าพวกแกจะจับพวกฉันส่งไปเข้าคุกอีกรอบหรือไง”

 

            “เปล่านี่ มิงโก้ไม่ได้อ่านท้ายจดหมายหรอกเหรอ!

 

            จะไปอ่านได้ไงในเมื่อลอว์มันแย่งไปอ่าน สบถแรงมากในใจ “ลอว์อ่าน ฉันไม่ได้สนใจ”

 

            “อืม...ก็ว่าแล้วเชียว”เด็กหนุ่มยิ้มเก้อๆก่อนจะอธิบาย “โรบินรู้อะไรมาสักอย่างเนี่ยแหล่ะ เลยจะเข้าไปสืบอะไรในรัฐบาล เธอบอกว่าจัดงานใหญ่ๆไว้เป็นดีจะได้ล่อพวกนั้นมา”

 

            ...เข้าใจล่ะ ตัวต้นคิดไม่ใช่ไอ้เด็กนี่ แต่ก็ไม่ใช่ปู่ของมันที่โดนรัฐบีบบังคับอะไรสินะ?

 

            พวกเจ้าเด็กนี่คิดการใหญ่ตลอดเวลาเลยจริงๆ “แล้วทำไมแกไม่ไปกับเพื่อนแกส่วนนั้นล่ะ มาอยู่ตรงนี้ทำไม?” แล้วเอนตัวพิงระเบียงหินอ่อนอย่างดีของตึกมองร่างเล็กที่ทำหน้าบูดบึ้งน่าเอ็นดูนั่น “โดนห้ามงั้นเหรอ?”

 

            “พวกนั้นบอกว่างานน่าเบื่อจะตาย ต้องจำนู่นจำนี่เยอะแยะเลยให้ฉันอยู่นี่กับโซโลซันจิน่ะ”

 

            อืม งั้นเขาก็หายแปลกใจแล้วแฮะ...

 

            ฟลามิงโก้หนุ่มคิด ถ้าหากอย่างนั้นก็หมายความว่านี่เป็นการขอความร่วมมืออย่างหนึ่ง...คนที่อยู่กับหมวกฟางคงรู้ว่าเด็กนี่ไม่ชอบการส่งจดหมายเชิญคนอื่นเยอะแยะแบบนี้เลยจำสังเกตจดหมายกันทุกกระเบียดนิ้วแน่นอน— ดังนั้นข้อความลับท้ายจดหมายคงได้อ่านกันแน่ เพราะงี้ลอว์ถึงให้เขามาช่วยเป็นตัวล่ออีกแรงสินะ...ให้ตายสิ วุ่นวายชะมัด

 

            ทำไมเขาต้องเอาตัวมายุ่งยากกับเรื่องที่ไม่ใช่ธุระกงการอะไรของเขาแบบนี้ด้วยนะ

 

            ระหว่างกำลังคิดใคร่ครวญกับตัวเอง เสียงจังหวะเพลงที่สนุกสนานก็เปลี่ยนฉับไวเป็นเพลงบรรเลงเปียโนแสนนุ่มละมุน เพลงจังหวะง่ายๆให้หนุ่มสาวได้ใกล้ชิด...วอลซ์

 

            ใครเป็นคนบรรเลงเขาไม่รู้หรอก แต่ว่า— ดวงตาใต้แว่นไลลิคเลื่อนมองเด็กหนุ่มที่กลับมาสนใจคนในงาน พวกเขากำลังเต้นร่ายรำด้วยจังหวะแสนเชื่องช้าและทำนองที่ราวกับหิมะโปรย สะกดสายตาแสนซุกซนนั่นให้เมียงมองจากไกลๆด้วยความสงนสนใจ

 

            ...ลิงมันจะ เต้นวอลซ์เป็นมั้ยนะ?

 

            “เพลงเพราะจังเลยนะ ถึงจะไม่สนุกสนานเท่าไหร่ก็เถอะ”ลูฟี่บ่นฮึดฮัด

 

            อะไรกัน ออกจะเป็นเพลงที่เพราะแท้ๆ... เพลงคลาสสิคเดี๋ยวนี้เขาแทบจะหาฟังไม่ค่อยได้เพราะมีแต่เพลงตื๊ดๆฟังบ่นไม่ได้ศัพท์เข้ามาเป็นที่นิยมเสียแทน...

 

            แต่ว่าเด็กนี่ ปากบ่นไม่เพราะแต่ดูท่าอย่างกับอยากเข้าไปร่วมเต้นยังไงอย่างงั้น...

 

            ...ช่วยไม่ได้...

 

            “อ้ะ เอ้ย!”ลูฟี่ร้องอย่างตกใจขณะที่มือของตนถูกร่างสูงดึงไปจูบหลังมืออย่างสุภาพ ใบหน้าของร่างเล็กจู่ๆก็พลันแดงและร้อนผ่าวเมื่ออีกฝ่ายเงยขึ้น— ราวกับสบดวงตาที่พราวอยู่ใต้แว่นเลนส์หนานั่นได้— ทำเอาเขาใจเต้นอย่างหยุดไม่อยู่ “มะ มิงโก้...”

 

            “เต้นรำกัน...”

 

            “อะ เอ๋ แต่ฉันเต้นไม่เป็น”ถึงเต้นเป็นก็เต้นอย่างกับลิงนั่นแหล่ะ

 

            “ไม่เป็นไร ค่อยๆเรียนกันไปก็ได้”โดฟลามิงโก้ว่าด้วยน้ำเสียงแผ่วเบา นานแล้วเหมือนกันที่เขาไม่ได้เต้นรำในเพลงจังหวะช้าๆอย่างวอลซ์ แต่ก็ใช่ว่าจะจำจังหวะการก้าวไม่ได้เลย

 

            ในการเต้นรำฝ่ายชายจะต้องเป็นฝ่ายนำให้ผู้หญิงก้าวตามและพาไปตามทิศทางตามที่ฟลอร์กำหนด อาจจะทวนเข็มหรือตามเข็มนาฬิกาก็แล้วแต่— มือหยาบที่สวมถุงมือหนังจับให้ร่างเล็กกว่ายกมือขึ้น ข้างขวาแตะต้นแขนของเขา(เพราะลูฟี่เตี้ยกว่ามากแตะไหล่ไม่ถึง) ส่วนมือซ้ายยกขึ้นกุมมือของคนนำไว้... โดฟลามิงโก้รับน้าที่เป็นฝ่ายชายจึงต้องพยุงเอวเล็กนั่นไว้ด้วยมือข้างที่ว่าง

 

            เพลงใหม่เริ่มบรรเลง จังหวะเริ่มต้นนั้นเชื่องช้า

 

            “วอลซ์ก้าวเป็นสี่เหลี่ยม...แกก้าวตามดีๆล่ะ”

 

            แม้จะเก้ๆกังๆแต่ลูฟี่ก็พยักหน้ารับ ขาซ้ายของโดฟลามิงโก้กาวไปข้างหน้าทำให้เด็กหนุ่มชักเท้าขวาถอย ก้าวต่อมาร่างสูงขยับไปด้านหน้าแต่เท้าขวาเฉียงไปวางไว้ด้านข้างทำเอาหมวกฟางงงพอสมควรกระนั้นก็ยังตามได้ทัน

 

            พวกเขาก้าวสามจังหวะเป็นสี่เหลี่ยมแบบนี้ไปเรื่อยๆ แม้จะเป็นจังหวะบีกินส์ง่ายๆแต่ก็เล่นเอาเด็กลิงของโดฟลามิงโก้กินเวลาไปเกือบค่อนเพลง... แต่ก็ยังสนุกสนานกันได้...

 

            ร่างสูงยิ้มเมื่อเด็กหนุ่มเริ่มคุ้นชินกับจังหวะจนสามารถแกล้งเปลี่ยนจากท่าบีกินส์ไปท่าหมุนตัวได้แล้ว “เก่งมาก...ต่อกันอีกหน่อยไหม?”

 

            “ก็ดีนะ กว่าโรบินจะกลับมาฉันคงเบื่อตายถ้าไม่ได้ทำอะไร”แถมอาหารก็ยังไม่มาเสิร์ฟเสียที

 

            เหมือนกับอ่านความคิดได้ทำให้เสี่ยใหญ่หัวเราะออกมา เพลงใหม่เริ่มต้นอีกครั้ง... Waltz in A minor หรือ เพลงวอลซ์บนคอร์ดเอไมเนอร์ จังหวะเพลงเร็วกว่าเพลงบีกินส์ทั่วไป แต่ก็สามารถประยุกต์เต้นได้สบายๆ

 

            ช่วงแรกนั้นเชื่องช้า เขานำร่างเล็กเดินอยู่กับที่แบบเดิมอยู่ครู่หนึ่งจึงเริ่มเบี่ยงพาทั้งตัวเองและอีกฝ่ายเข้าไปปะปนกับผู้คนในงานอย่างแนบเนียน

 

            เพียงชั่วครู่พวกเขาก็อยู่กลางฟลอร์เต้นรำ กลายเป็นจุดเด่นโดยที่ไม่รู้ตัว...ทุกสายตาจับจ้องพวกเขาทั้งคู่ราวกับพวกตนเป็นเพียงดาวประดับเดือนที่กำลังเฉิดฉายอยู่กลางเวที เมื่อเป็นเช่นนั้นพวกคนอื่นๆจึงแยกตัวออกมาปล่อยให้คู่เอกร่ายรำต่อไป

 

            ราวกับต้องมนต์และฟ้าเป็นใจ เสียงบรรเลงเร่งจังหวะขึ้นเป็นสนุกสนานให้โดฟลามิงโก้ได้จับเด็กหนุ่มหมุนตัว จับมือกันก้าวขาอย่างรู้ใจและแนบชิดกันยิ่งกว่าครั้งใด...

 

            ความหนาวยะเยือกของเหมันตกาลก็ไม่อาจทำให้หัวใจของพวกเขาหนาวเหน็บได้...

 

 

 

            ราตรีเคียงดาว เดือนลอยเด่นคลอเมฆา

            แม้วายุเหมันต์นิรันดร์กาล หวีดหวิวเคลื่อนคล้อยแผ้วพักตรา

            ในคืนที่ฟ้าโปรยด้วยไอหนาวเย็นจากฟ้า ข้าอยากวอนขอท่าน

            โปรดช่วยหยุดกาลเวลานี้ไว้ ให้มีเพียงเรา...

 

 

 

            กึก...

 

            เสียงบรรเลงเพลงจบลงพร้อมกับการโค้งเคารพเป็นมารยาท บ่งบอกถึงงานเลี้ยงที่ต้องเลิกราและศัตรูที่กำลังรุกคืบเข้ามาใกล้ “คงต้องแยกย้ายกันแล้วล่ะนะ หมวกฟาง”

 

            “ก็คงจะต้องแบบนั้นแหล่ะเนอะ”

 

            รอยยิ้มบนดวงหน้าหวานสดใสขึ้นกว่าเมื่อครั้งเข้างาน โดฟลามิงโก้ยิ้มอย่างไว้ท่าทีก่อนจะยืดตัวยืนตรงดึงเสื้อเฟอร์จากที่เด็กหนุ่มฝากไว้ที่แขวนใกล้ๆกลับมาสวมใส่ เสียงจากเครื่องมือสื่อสารนั้นชัดแจ๋วว่าเวอร์โก้เห็นพวกของรัฐบาลกำลังซ่องสุมกำลังอยู่รอบๆใกล้บุกเต็มที

 

            ผู้คนในงานเริ่มมองทางหนีทีไล่ของตัวเองตามประสา บางส่วนแยกย้ายออกไปแล้ว...นั่นรวมถึงเจ้าจระเข้ทรายคร็อกโคไดล์และลูกชายบุญธรรมด้วย...

 

            “น่าเสียดายที่เวลาในคืนนี้มันสั้นไปหน่อย”เขาคิดอีกที มันก็ไม่ได้สั้นนัก...เขาคงเอาแต่ใจเหมือนเจ้าชายในนิทานซินเดอเรลล่าล่ะมั้งถึงได้เห็นว่าเวลาชั่วเที่ยงคืนมันสั้นนักหนา “งั้นไว้เจอกันใหม่... คราวหน้าจะพาแกไปเต้นรำที่กระเงาของโลกนะ...”

 

            “กระจกเงาของโลก...?”มันมีอยู่จริงด้วยหรือ เด็กหนุ่มไม่ได้ไปทั่วทุกที่จึงไม่แปลกที่จะไม่เคยเห็น

 

            “ที่โบลิเวียน่ะ”ว่าจบก็ยกมือเรียวไม่หนาไม่บางของอีกฝ่ายขึ้นจูบปลายนิ้วอีกครั้ง “แล้วจะมารับ... ฉันสัญญา”

 

            “อื้ม...”

 

 

 

            “หยุดเดี๋ยวนี้!! พวกมาเฟีย!!”

 

            “มากันแล้ว”

 

            “โซโล ซันจิ!!

 

            แม้ราตรีใต้เหมันต์นี้จะแสนสั้น แต่ก็ยังดีกว่าไม่ได้มาเจอกันเลย รอยยิ้มและเสียงเพลงกลางฟลอร์เต้นรำวันนี้ช่างเป็นเรื่องที่ตราตรึงน่าจดจำสำหรับเขาทั้งคู่ แม้ว่าจะจากกันแต่เรื่องราวยังมีให้สานต่ออีกมากมายเกินพรรณนา...

 

            แล้วเจอกันใหม่...

 

            สุขสันต์วันคริสต์มาสหมวกฟาง




--------------------------------------------------

ฮัลโหลวันละโหลสองโหลว(?) มาส่งความอบอุ่นก่อนวันคริสต์มาส(คิดมาก?)ค่ะ^^
แล้วก็หายจมไปอีกยาวๆ แอร่</3



ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 22 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

316 ความคิดเห็น

  1. #312 ง่วงเเล้ว เราจะนอน (จากตอนที่ 29)
    วันที่ 1 กันยายน 2563 / 21:38

    รออ่านต่ออยู่น้าาาาาาาาา

    #312
    0
  2. #280 muay'ko (จากตอนที่ 29)
    วันที่ 26 มิถุนายน 2561 / 08:09
    ยาวไปแล้วค่ะ มาได้แล้ววว
    #280
    0
  3. #263 ___รี(ไวล์) เอ(เลน)___ (จากตอนที่ 29)
    วันที่ 11 พฤษภาคม 2560 / 12:47
    มาต่อไวน้าาาาาาเราชอบ
    #263
    0
  4. #243 โรส&โรส มินิ (จากตอนที่ 29)
    วันที่ 19 เมษายน 2559 / 23:55
    โอ้ว!!!!โดนคู่นี้ทำดาเมจเลือดลดไปจนหมดหลอด//ตายค่ะ
    #243
    0
  5. #235 Katty (จากตอนที่ 29)
    วันที่ 24 มีนาคม 2559 / 22:48
    กรี๊ดหนักมากกก!!!
    #235
    0
  6. #226 จีจี้ซัง (จากตอนที่ 29)
    วันที่ 11 มกราคม 2559 / 21:29
    คู่นี้โรแมนติกมากอ่ะ ><
    #226
    0
  7. #224 ทับทิมหวาน (จากตอนที่ 29)
    วันที่ 4 มกราคม 2559 / 21:44
    ดอฟฟี่น่าร๊ากกกกกก

    โรแมนติกมากค่ะ
    #224
    0
  8. #223 punpun3012 (จากตอนที่ 29)
    วันที่ 23 ธันวาคม 2558 / 22:43
    เอื้อออออออ โรแมนติกมากกก
    #223
    0
  9. #222 kam (จากตอนที่ 29)
    วันที่ 23 ธันวาคม 2558 / 14:37
    โว้วววววววววววววววววว ไรท์กลับมาแล้ววววว

    อร้ายยยยย ตอนนี้ฟินเหลือหลาย >
    ดอฟฟี่แต่งกวีด้วยอ่ะ โรแมนติกมวากกกกกกกกก
    #222
    0
  10. #221 ~.oOBaM...bAmOo.~ (จากตอนที่ 29)
    วันที่ 23 ธันวาคม 2558 / 14:04
    ฮืออออออ ชอบบบบ
    คิดถึงฟิคของจขบมากกกกกกก
    มาแต่งต่ออีกนะ
    #221
    0