[FIC] Black Clover: Saiga Adventure

ตอนที่ 6 : บทที่ 6 : การฝึกฝน - หลังจากนี้ไป

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 1,059
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 158 ครั้ง
    27 เม.ย. 63

ไซกะลืมตาตื่นขึ้นมาด้วยความรู้สึกอันแปลกประหลาด ภาพหลายถูกอย่างตัดสลับไปมาอยู่ภายในความฝันของเขา มันไม่สามารถตีความภาพอันยุ่งเหยิงให้ตนเองเข้าใจได้แม้แต่น้อย เว้นแต่เขาจะสังเกตเห็นคำบางอย่างอยู่ท่ามกลางพายุภาพเหล่านั้นได้อย่างชัดเจน

 

โอนิ

 

เขานั่งคิดอยู่ว่าทำไมถึงมีคำว่า ยักษ์ ปรากฏอยู่ในความฝันของตนเอง แม้จะเคยศึกษาเรื่องตำนานพื้นบ้านหรือไม่ก็นิทานโบราณมาบ้างเล็กน้อย ถึงอย่างนั้นมันก็ไม่ได้ดึงดูความสนใจสักเท่าไร และอีกทั้งมันยังดูเหมือนเป็นเรื่องที่ไม่ควรเก็บเอาไว้รกสมองของตนเองอีกด้วย

 

แต่ทำไมถึงมีคำนี้ปรากฏขึ้นมากันล่ะ?

 

มันเป็นคำถามเดียวที่ยังวนเวียนอยู่ในหัวของเด็กหนุ่มต่างแดน แล้วทำไมมันถึงโผล่ขึ้นมาอย่างไม่มีสาเหตุแบบนี้ ถ้าหากเป็นคนปกติก็คงคิดว่ามันเป็นเรื่องที่เราเคยลืมไปแล้วก็กลับจำขึ้นได้อีกครั้ง แต่มันไม่ใช่สำหรับเขาเลย เรื่องที่ควรลืมไปแล้วก็ไม่สมควรกลับมาได้อีกครั้ง และมันต้องมีบางอย่างเป็นตัวกระตุ้นให้ความทรงจำนั้นย้อนกลับมา

 

แล้วสิ่งที่กระตุ้นนั้นคืออะไรกันล่ะ?

 

ไซกะให้เวลาทบทวนเรื่องราวที่ผ่านมาตลอดทั้งวันอยู่ไม่นานนัก เขาหันไปทางสิ่งเดียวที่น่าจะเป็นต้นเหตุของเรื่องทั้งหมดที่วางอยู่ข้างตัวของตนเอง และเขาก็มั่นใจเลยว่าต้องเป็นเพราะมันแน่นอน

 

เจ้ากริมมัวร์เล่มนั้น!

 

เขาเอื้อมมือไปหยิบมันขึ้นมาจากนั้นก็เริ่มสำรวจที่ด้านนอกของมันซึ่งก็คือปกของมันอยู่สักพัก ต่อไปเขาก็เปิดดูตามหน้ากระดาษเผื่อจะเจอบางอย่างและเข้าก็เจอมันตามที่ตนเองคาดเอาไว้ไม่มีผิด

 

หนึ่งในหน้ากระดาษของกริมมัวร์มีตัวอักษรเขียนเอาไว้ แต่สิ่งที่เขาให้เขาสงสัยก็คือทำไมภาษาที่เขียนนั้นถึงเป็นภาษาของบ้านเกิดได้ เพราะก่อนหน้านั้นตนเองได้เคยของลองอ่านกริมมัวร์ของน้องชายทั้งสองดู และผลก็ปรากฏว่าเขาสามารถเข้าใจการใช้งานเวทมนต์ของยูโนะได้เพียงแต่ไม่สามารถใช้งานได้เท่านั้น มีเพียงของแอสต้าเท่านั้นที่เขาไม่สามารถอ่านทำความเข้าใจได้

 

แล้วทำไมกริมมัวร์ของเขาถึงไม่ถูกเขียนเป็นภาษาของดินแดนนี้กันล่ะ?

 

สุดท้ายก็ปัดเรื่องนั้นทิ้งแล้วหันไปสนใจสิ่งที่เขียนอยู่บนหน้ากระดาษแทน ถึงการมีเวทมนต์เป็นของตนเองมันจะเป็นเรื่องที่สุดยอดแค่ไหนก็ตาม แต่ถ้าใช้มันไม่ได้ก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง และตอนนี้เขาก็ยืนอยู่ในจุดนั้นอย่างแท้จริง

 

กริมมัวร์ของเขาคงจะทำอะไรไม่ได้มานอกจากเอามาเป็นหมอนรองเวลานอนหลับหรือไม่ก็ใช้เป็นอาธุในยามฉุกเฉินอะไรแบบนั้น แถทขนาดก็ยังเหมาะมืออีกต่างหาก ปกติตนจะใช้ดาบและร่างกายในการต่อสู้ แต่สงสัยเขาคงจะได้นับกริมมัวร์นี่เป็นอาวุธอย่างที่สามก็ได้ล่ะมั้ง

 

มันเป็นที่แน่นอนอยู่แล้วว่าคงไม่ต้องการให้มันจบลงด้วยตัวเลือกแบบนั้น

 

“เวทมนต์ร้อยอสูรกับร่างจำแลงอสูรงั้นเหรอ?” ไซกะเลิกคิ้วขึ้นด้วยความสงสัย ตัวเขาคิดว่าตนเองคงจะได้เป็นพวกเวทย์สำหรับแปลงร่างอะไรแบบนั้น แต่คำว่าอสูรนั้นมันชวนให้ความรู้สึกแปลกๆ ยังไงก็ไม่รู้

 

แต่พอเขานึกถึงเรื่องการแปลงร่างก็เห็นภาพของ ทานูกิ ขึ้นมา ความจริงเรื่องแบบนี้เขาก็เคยได้ยินหรือได้เห็นมาบ้างพอสมควร แต่ว่าเขาคงไม่เอาใบไม้มาวางไว้บนหัวเพื่อสำหรับการแปลงร่างอย่างแน่นอน แถมนอกจากการแปลงร่างเขาก้ดันไปนึกถึงเรื่องนั้นขึ้นมาจนได้

 

ไอ้นั่นมันโคตรน่าเกลียดเลย!

 

หลังจากที่นั่งทำใจเรื่องของทนูกิอยู่สักพักเขาก็หันไปสนใจเรื่องชื่อของเวทมนต์แทน และมันก็ชวนดึงดูดมากพอสมควรเลยทีเดียว สมัยเด็กตัวเขากบัเหล่าพี่น้องเคยไปนั่งฟังคุณปู่เหล่าเรื่องของ ขบวนร้อยอสูร ให้ฟังซึ่งในช่วงเวลานั้นมันก็เป็นเรื่องเล่าที่สนุกมาก และพอโตขึ้นเขาก็ลองไปหาข้อมูลดูก็พบว่ามันมีความหมายอยู่หลายอย่างมาก

 

หนึ่ง มันคือขบวนของเหล่า โยไค ทั้งหมดร้อยชนิด

 

สอง มันคือขบวนของเหล่าโยไคที่มีมากกว่านั้น แต่ยังคงมีร้อยชนิดเช่นเดิม

 

สาม มันคือเรื่องของใครบางที่เดินทางไปเก็บข้อมูลของโยไคทั่วประเทศ และเขาคนนั้นก็ได้วาดภาพของพวกมันรวมกันอยู่ในภาพเดียว จำนวนของพวกมันก็มีทั้งหมดร้อยชนิดเช่นเดิม แต่ภาพนั้นมันก็อาจจะสือถึงเหล่าโยไคที่กำลังเดินขบวนกันอยู่ก็ได้

 

เรื่องที่ตัวไซกะนั้นสงสัยก็คือทำไมกริมมัวร์ของเขาต้องเป็นเวทมนต์ร้อยอสูรด้วย มันเหมือนกับว่าโชคชะตามันกำลังเล่นตลกอะไรอยู่รึเปล่าก็ไม่รู้ และตัวเวทมนต์ที่ถูกเขียนลงบนหน้ากระดาษก็ชวนสงสัยพอกัน

 

ตอนนี้เขาควรสนเรื่องที่จะใช้พลังเวทย์ยังไงมากกว่าอย่างอื่น แต่ปัญหาก็คือทำยังไงถึงจะใช้พลังเวทย์ได้และมันต้องใช้วิธีไหนกันแน่

 

ระหว่างที่กำลังคิดอยู่เขาก็นึกเรื่องบางอย่างขึ้นมาได้ ก่อนที่มือจะล้วงลงกระเป๋าเดินทางอย่างรวดเร็วพร้อมกับหยิบหนังสือบางอย่างออกมา และเขาก็มั่นใจว่ามันต้องทำให้ตนนั้นสามารถใช้เวทมนต์ได้อย่างแน่อน

 

มันคือหนังสือเล่มสีเขียวซีดที่มีร่องรอยผ่านใช้งานมานานพอสมควรและที่ปกของมันกก็มีชื่อที่ถูกเขียนด้วยน้ำหมึกสีดำว่า ศาสตร์ร้อยวิถี ซึ่งความจริงแล้วมันก็ควรจะถูกเรียกว่าตำรามากกว่าด้วยซ้ำ เพราะสิ่งที่ถูกเขียนอยู่ในนี้ก็คือเคล็ดลับความแข็งแกร่งของครอบครัวที่สืบทอดต่อกันมาหลายชั่วอายุคนแล้ว

 

ไซกะนั้นถือว่าเป็นรุ่นที่ 7 ของครอบครัวแล้วที่ได้ครอบครองมัน ตัวเขานั้นไม่ได้รับตำราเล่มนี้มาจากพ่อหรือปู่ แต่เขารับต่อมาจากพี่ชายที่ตายไปแล้ว เรื่องที่ถูกเขียนลงไปนั้นก็คือวิธีการฝึกหลากหลายรูปแบบ มีทั้งเรื่องที่ทำได้จริงและเรื่องดูเป็นไปไม่ได้ปนกันไป

 

ตัวเขานั้นศึกษาวิธีฝึกของรุ่นที่ 3 ซึ่งมันเป็นวิธีเพิ่มความแข็งแกร่งและความคล่องแคล่วของร่างกาย ส่วนอีกอย่างที่ฝึกนั้นก็เป็นของรุ่นที่ 5 ซึ่งเป็นศาสตร์แห่งการใช้ดาบและหมัดมวย กว่าจะฝึกฝนเคล็ดทั้งสองจนสำเร็จก็กินเวลาไปเกือบ 3 ปีแล้ว

 

ถ้าจะเอาตามความจริงนั้น ไซกะนั้นเพิ่งจะสำเร็จเคล็ดวิชาของรุ่นที่ 3 และรุ่นที่ 5 ได้ประมาณสองสามเดืนอเท่านั้นเอง แต่ถึงอย่างนั้นเขาก็มีความเข้าใจในตัววิชาอยู่แล้วจึงไม่ได้เป็นปัญหาอะไรมาก

 

คนในครอบครัวของเขาเป็นพวกเรียนรู้และปรับตัวได้โคตรเร็วยังไงล่ะ!

 

ในครั้งนี้เขาจะลองฝึกเคล็ดวิชาของรุ่นที่ 6 หรือจะเรียกให้ถูกก็คือวิชาของพี่ชายที่ตายไปแล้วนั่นเอง สำหรับคนในครอบครัว… แต่ควรจะเรียกว่าคนในตระกูลมากกว่า พวกเขาคิดว่าเคล็ดวิชาของพี่ชายนั้นดูเป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้เป็นอย่างมาก เพราะว่ามันดูห่างไกลความเป็นจริงมากไปหน่อยเท่านั้นเอง

 

ส่วนใหญ่แล้วคนในตระกูลของเขามักจะนิยมฝึกศาสตร์การใช้อาวุธ การเสริมสร้างร่างกาย และสุดท้ายก็คือวรยุทธ แต่ถึงอย่างนั้นก็ยังมีส่วนน้อยที่จะเน้นเรื่องการศึกษาแทน ความจริงแล้วไซกะควรจัดอยู่ในส่วนสุดท้ายมากกว่า

 

ถ้าเกิดว่าเขาไม่ได้เป็นน้องติดพี่ล่ะนะ

 

ตัวของเขานั้นคงจะเหมาะกับว่า อดีตสร้างปัจจุบัน ที่สุดแล้วล่ะมั้ง เมื่อก่อนเขาเป็นพวกที่ไม่สนใจเรื่องการต่อสู้สักเท่าไร เน้นการศึกษาทางตำรามากกว่าและแน่นอนว่ามันต้องเป็นเรื่องที่เขาสนใจด้วย นั่นก็คืออดีตของเขา แต่ในปัจจุบันเขาฝึกฝนจนตัวเองนั้นแข็งแกร่งมากกว่าเดิมเกือบร้อยเท่า

 

พ่อเคยบอกเอาไว้ว่าตัวเขานั้นมีร่างกายที่แข็งแกร่งกว่าคนอื่นมาก สำหรับเขามันคงไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไรมากมายนัก แต่สำหรับคนอื่นมีนเหมือนกับเป็นเรื่องใหญ่พอสมควร ส่วนใหญ่ก็มีแต่คนอิจฉาว่าเขาทำไมมีแค่เขาที่ไม่จำเป็นต้องฝึกถึงมีร่างกายแบบนั้นได้

 

เก็บไปคิดก็ทำให้ปวดหัวเอาเปล่าๆ เขาเลยไม่สนใจคนพวกนั้นโดยใช้ชีวิตไปตามปกติ และในตอนนี้เวลานี้ก็เช่นกัน

 

ไซกะนั้นรับรู้ได้ถึงสายตาสองคู่ที่กำลังมองเขาอยู่ในพุ่มไม้ที่อยู่ไม่ไกลนัก เขาเดาว่าเจ้าคนทั้งสองที่แอบอยู่นั้นคงจะเป็นลูกศิษย์ของผู้ดูแลหอคอยอย่างแน่นอน เพราะในวันก่อนที่เขาจะได้กริมมัวร์ก็เห็นสองนั้นด้วยเช่นกัน สุดท้ายเขาก็เลือกที่จะไม่สนใจพวกเขาและหันไปสนใจตำราต่อ

 

ชื่อเคล็ดวิชาของพี่ชายเขานั้นก็คือ ภาชนะ ขนาดชื่อก็ยังมีความหมายคลุมเครือและยังแปลกกว่าของคนอื่นแล้วนั้น เมื่อลองอ่านวิธีดูก็ยิ่งแปลกเข้าไปใหญ่ ไซกะเองก็อดแปลกใจไม่ได้ว่าไอ้ที่พี่เขาเขียนลงไปในตำรานี้คือการแกล้งกันรึเปล่า

 

จงคิดไว้ว่าร่างกายของเรานั้นคือภาชนะอันว่างเปล่าที่กำลังรอการเติมเต็ม กำหนดรูปร่างของมัน กำหนดที่จะถูกใส่ลงไป เมื่อสำเร็จก็จงนำมันไปใช้

 

“นี่มันคืออะไรวะเนี่ย…” ไซกะถึงกับอุทานออกมา เพราะสิ่งที่เขียนอยู่ในนั้นยังดูแปลกประหลาดมากแล้ว มันก็ยังมีเพียงสองบรรทัดในหน้าเดียวอีกด้วย ทั้งที่คนอื่นเขียนไว้เป็นสิบหน้าเลยนะ!

 

ถ้าเกิดไม่ติดว่าตอนนี้เขาหมดหนทางในการหาทางใช้พลังเวทย์ก็คงไม่หยิบเอาตำราเล่มนี้ขึ้นมาอ่านอย่างแน่นอน หลังจากนี้อีกหกเดือนเขาก็หวังว่าตนเองจะใช้พลังเวทย์ได้

=============================================================================

ขอโทษที่มาช้าครับผม! พอติดงาน(ติดเกม)

ใกล้สู่ช่วงการพบเจอกันระหว่างคนต่างแดน เย้!!

[เกมที่ข้าไม่สามารถหนีมันได้]

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 158 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

89 ความคิดเห็น

  1. #20 red__hood (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 26 เมษายน 2563 / 20:19

    เรื่องน่าสนใจค่ะ
    #20
    0