[FIC] Black Clover: Saiga Adventure

ตอนที่ 3 : บทที่ 3 : จุดเริ่มต้น - กริมมัวร์แห่งร้อยอสูร

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 1,388
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 191 ครั้ง
    18 เม.ย. 63

“ซิสเตอร์ลิลลี่!” ไซกะเปิดประตูโบสถ์เข้ามาพร้อมเรียกหาลิลลี่ด้วยเสียงอันดังลั่น ทางคนที่ถูกเรียกก็รีบวิ่งออกมาจากด้านห้องครัวด้านหลังทันที

 

“ไซกะ! อย่าเสียงดังสิ!” ลิลลี่ที่รีบเดินออกมาจากครัวก็กล่าวตักเตือนเด็กหนุ่มไปตามปกติ “แล้วมีเรื่องอะไรล่ะ? ดูเธอรีบร้อนจังเลยนะ”

 

“ผมเจอแอสต้ากับยูโนะแล้ว แต่พวกนั้นกำลังโดนใครก็ไม่รู้ดักทำร้ายอยู่!” ไซกะตอบกลับไปด้วยท่าทีร้อนรนซึ่งมันก็เป็นเพียงการแสดงเท่านั้น

 

ทางซิสเตอร์ลิลลี่ได้ยินแบบนั้นก็ตกใจมาก ก่อนที่จะสั่งให้ไซกะไปช่วยทั้งสองคนอย่างเร่งด่วน อีกเดี๋ยวตัวเธอกับหลวงพ่อจะตามไปที่หลัง แต่เธอก็ยังกําชับไซกะว่าห้ามใช้ความรุนแรงมากเกินไปด้วยซึ่งตัวเขาก็รับปาก

 

เธอมองดูเด็กหนุ่มวิ่งตรงไปยังที่ตั้งของหอคอยพลางย้อนนึกไปถึงตอนที่เขาเพิ่งมาอยู่ที่โบสถ์นี้ใหม่ๆ ไม่มีใครคาดคิดมาก่อนเลยว่าช่วงวัยเด็กของไซกะได้ใช้ชีวิตแบบไหนมากันแน่ ตัวของเขาเหมือนถูกแบ่งครึ่งออกมาจากกันอย่างชัดเจน

 

ในยามปกติของเขาก็เป็นที่ยิ้มแย้มเหมือนกับแอสต้าไม่มีผิด เขามักชอบช่วยเหลือคนที่กำลังลำบากด้วยความเต็มใจ เพราะแบบนั้นมันจึงทำให้เขากลายเป็นรักของคนในหมู่บ้านอย่างรวดเร็ว แม้ในตอนนั้นพวกเขาจะมีความระแวงในตัวของเด็กหนุ่มต่างแดนมาก็ตาม

 

มันก็ใช่ว่าจะมีคนที่ชอบพอกันไปตลอด คนในหมู่บ้านบางส่วนนั้นเริ่มไม่ชอบใจกับพฤติกรรมแบบนี้ของไซกะสักเท่าไร ส่วนใหญ่นั้นก็จะเป็นพวกวัยรุ่นหรือไม่ก็ผู้ใหญ่บางคนเท่านั้น ตัวลิลลี่นั้นคิดว่าการที่คนเหล่านั้นไม่ชอบในตัวไซกะก็เป็นความระแวงนั่นเอง แต่มันก็คงเกิดจากเหตุผลและปัจจัยอีกหลายอย่างด้วยเช่นกัน

 

แต่มันไม่ใช่กับตัวของไซกะ เขาเลือกที่จะไม่สนใจคนเหล่านั้นแม้แต่น้อยและยังคงใช้ชีวิตเช่นนี้ไปแบบปกติ การไม่สนใจของเขาก็คือการทำเหมือนว่าคนเหล่านั้นไม่มีตัวอยู่ในโลกเลยก็ว่าได้

 

ไม่มีการเอ่ยชื่อ และ ไม่มีการพูดถึง แม้แต่น้อย มันราวกับว่าเขาได้ตัดการรับรู้ในสิ่งที่ตัวเขาไม่ได้ให้ความสำคัญไปโดยสิ้นเชิง หรือต่อให้บุคคลนั้นมายืนอยู่ตรงหน้าเขาก็จะไม่ได้สนใจเลยปแม้แต่น้อย

 

ลิลลี่นั้นรู้ดีการทำแบบนั้นมันก็ต้องอาศัยความอดทนเป็นอย่างมากซึ่งเธอก็มักจะเตือนไซกะอยู่บ่อยครั้ง แต่สิ่งที่เธอเป็นห่วงมากกว่าก็คือเขาจะเอาสิ่งที่ตัดออกไปจากการรับรู้ไปไว้ที่ไหน นี่คือคำถามเดียวที่อยู่ในหัวของเธอเมื่อหลายสัปดาห์ก่อน

 

ไม่นานนักตัวเธอก็ได้คำตอบ

 

เรื่องมันเกิดขึ้นหลังจากไซกะเพิ่งไปช่วยคนในหมู่บ้านเก็บเกี่ยวมันฝรั่งเสร็จ ทางชาวบ้านนั้นได้แบ่งมันฝรั่งบางส่วนมาเป็นของตอบแทนน้ำใจ มันทำให้เขาดีใจมากที่วันนี้พวกน้องๆ จะทานอาหารเย็นได้อย่างเต็มอิ่ม แต่ระหว่างที่กำลังกลับมาที่โบสถ์เขาโดนชาวบ้านบางคนรุมทำร้ายซึ่งตัวเขาก็ไม่ได้สนใจพวกนั้นและยังคงเดินต่อไป

 

แต่ความอดทนของมนุษย์นั้นย่อมมีจำกัด

 

ตกเย็นวันนั้นชาวบ้านทุกคนก็ได้ยินเสียงเหมือนกับสัตว์ร้องคำรามออกมา อีกทั้งเสียงนั้นมันก็แถวบริเวณโบสถ์อีกด้วย พวกผู้ชายร่วมกันตรงไปที่โบสถ์ทันที เพราะไม่รู้ว่าคนที่นั่นจะเป็นอย่างไรบ้าง

 

แต่เมื่อมาถึงพวกเขาก็ต้องพบกับภาพอันน่าสยดสยอง มันก็คือภาพของไซกะยืนอยู่ท่ามกลางชาวบ้านหลายสิบคนที่กำลังนอนบาดเจ็บอยู่บนพื้น แต่สิ่งที่ทำให้พวกเขากลัวนั้นก็คือรอยเลือดสีแดงที่ติดอยู่ตามเสื้อผ้าของเด็กหนุ่ม ไม่ต้องเดาให้มากความว่าเลือดพวกนั้นเป็นของใคร

 

แอสต้า ยูโนะ และคนในโบสถ์ออกมาดูก็ต้องตกใจกับภาพที่เห็น ไม่มีอีกแล้วภาพของพี่ชายผู้ใจดีของพวกเขา มันได้ถูกแทนที่ด้วยภาพของสัตว์ร้ายกระหายเลือดที่อยู่ในคราบของไซกะเพียงเท่านั้น เพราะท่าทางการยืนหรือแม้กระทั่งเสียงหายใจนั้นไม่ต่างไปจากสัตว์ป่าแม้แต่น้อย

 

แอสต้าเป็นเพียงคนเดียวที่กล้าเดินไปยืนประจัญหน้าไซกะ เขาไม่ได้สนใจอะไรแล้วต่อว่าอีกฝ่ายชุดใหญ่ พวกชาวบ้านและคนที่โบสถ์เห็นแบบนั้นก็คิดว่าแอสต้าคงไม่รอดแน่นอน แต่พวกเขาก็ต้องหยุดการกระทำทั้งหมดเมื่อเห็นไซกะวางมือลงบนไหล่ของแอสต้า ก่อนที่เขาจะเอ่ยขึ้นมาด้วยน้ำเสียงที่ดูอ่อนลงเป็นอย่างมาก

 

“ฉันรู้ดีว่าตัวทำอะไรลงไป มันยากเหมือนกันที่ต้องทิ้งอะไรบางอย่างไป แต่สุดท้ายมันก็จะกลับมาได้เสมอ อย่างน้อยก็ช่วยลืมเรื่องที่เกิดขึ้นในวันนี้หน่อยแล้วกันนะ ส่วนฉันจะขอไปสงบสติอารมณ์ก่อนแล้วกัน”

 

หลังจากนั้นก็ผ่านไปอีกหลายวันไซกะก็ยังไม่กลับมาที่โบสถ์ ส่วนชาวบ้านที่มาทำร้ายตัวเขาก็ได้บาดเจ็บสาหัดกันพอสมควร พวกเขาเหล่านั้นต่างหวาดกลัวไซกะเป็นอย่างมากและพยายามพูดหว่านล้อมให้ชาวบ้านคนอื่นๆ ขับไล่เขาออกไปจากหมู่บ้านแห่งนี้ แต่สุดท้ายก็ไม่มีใครสนใจพวกเขาเลยแม้แต่น้อย

 

หลวงพ่อและซิสเตอร์ลิลลี่ได้ขอร้องให้ชาวบ้านช่วยกันออกตามหา แม้ตอนแรกพวกเขาไม่อยากที่จะช่วยเท่าไร เพราะว่ายังมีภาพของไซกะเมื่อหลายวันก่อนติดตาอยู่ซึ่งมันทำให้พวกเขากลัวเป็นอย่างมาก แต่ลิลลี่ก็พยายามอธิบายว่าไซกะอาจจะป่วยเป็นโรคบางอย่างและถ้าพวกเขาอาจจะช่วยให้ไซกะหายมาเป็นปกติก็ได้

 

เพราะแบบนั้นจึงทำให้เธอได้เหล่าชาวบ้านมาช่วยออกตามหา เมื่อพวกเขาลองคิดดูให้ดีแล้วนั้น ตัวของไซกะก็ไม่เคยไปทำร้ายใครก่อนเลยและพวกที่ไปหาเรื่องก็เอาแต่พูดจากว่าร้ายทั้งที่ตัวของเขานั้นไม่เคยทำผิดเลย

 

หลังจากที่ตากันมาเกือบทั้งวันก็ไมีมีวี่แววของเด็กหนุ่มเลยแม้แต่น้อย หลวงพ่อและซิสเตอร์ก็พากันกลับมาที่โบสถ์และวางแผ่นกันว่าจะออกตามหากันอีกครั้งในวันพรุ่งนี้ แต่หลังจากที่พวกเขามาถึงที่โบสถ์ก็ต้องตกใจว่าคนที่พวกเขามาทั้งวันนั้นกลับยืนอยู่ที่หน้าประตูโบสถ์ซะแล้ว

 

“กลับมาแล้วครับ!”

 

นั่นเป็นคำพูดแรกที่ออกมาจากปากของไซกะที่ในตอนนี้กลับมาเป็นเหมือนกับเมื่อก่อนแล้ว หลวงพ่อเป็นคนแรกที่วิ่งเข้าไปกอดเด็กหนุ่มตรงหน้า แม้เขาจะไม่ค่อยพูดเรื่องของไซกะมากเท่าไรนัก แต่ตัวเขาเองก็รักไซกะเหมือนกับคนอื่นๆ และหลังจากนั้นพวกเขาก็เข้าไปคุยกันภายในโบสถ์

 

ซิสเตอร์ลิลลี่ลืมตาขึ้นมาและก็พบว่าตนเองมองไม่เป็นแผ่นหลังของไซกะแล้ว ตัวเธอกับหลวงพ่อต่างรู้ดีกว่าเรื่องที่เกิดขึ้นเมื่อครั้งนั้นมันยังคงติดตัวเด็กหนุ่มอยู่ แต่เขาก็เลือกที่จะไม่สนใจมัน และตัวเธอก็หวังว่าเขาจะหาทางเปลี่ยนแปลงมันได้

 

แต่เวลานี้เธอต้องไปตามตัวหลวงพ่อก่อน!

 

ทางไซกะที่วิ่งกลับมาที่หอคอยก็พบภาพของน้องชายทั้งสองคนของเขากำลังเอากำปั้นชนกันอยู่ซึ่งดูเหมือนว่าสิง่ที่เขาคิดไว้จะถูกต้อง เพราะเมื่อหันสายตาไปอีกทางหนึ่งก็จะพบกับร่างของเลบูตี้ที่เรียกได้ว่าอยู่สภาะเละเทะนอนสลบอยู่

 

“สงสัยคงจะเล่นหนักพอสมควรเลยนะ” ไซกะเอ่ยขึ้นมาซึ่งก็เรียกความสนใจของเด็กทั้งสองได้เป็นอย่างดี

 

“พี่ไซกะ!!” แอสต้าที่หันมาเห็นพี่ชายของตนก็วิ่งเข้ามาพร้อมชูอะไรบางอย่างให้เขาดู “นี่ไงล่ะ! ผมเองก็มีกริมมัวร์เหมือนกับคนอื่นแล้วนะ มันเป็นอย่างที่พี่บอกเมื่อตอนเช้าเลยล่ะ!!”

 

ไซกะฟังจากน้ำเสียงก็รู้ได้เลยว่าตอนนนี้เจ้าตัวแสบแอสต้านั้นมีความสุขมากแค่ไหน แม้เขาจะไม่รู้ก็ตามว่าเจ้าน้องคนนี้ได้กริมมัวร์มาได้ยังไงทั้งที่ตนเองไม่มีพลังเวทย์ด้วยซ้ำ แต่อย่างน้อยเจ้าน้องคนนี้ก็สามารถทำตามความฝันได้แล้ว

 

“ยินดีด้วยนะ” ไซตอบกลับแอสต้าไปแล้วก็กับหันไปทางยูโนะ เขาไม่พูดอะไรนอกจากเพียงขยิบตาให้กับอีกฝ่าย ทางยูโนะที่เห็นแบบนั้นก็ตกใจแต่ก็ยังไม่แสดงท่าทางอะไรออกมา การที่พี่ของตนขยิบตาให้ก็หมายถึงเพียงอย่างเดียวเท่านั้น

 

ไซกะนั้นรู้ว่าพวกเขาจะทำสำเร็จเลยไม่เข้ามาช่วยงั้นเหรอ แต่เรื่องแบบนี้มันชักจากเกินสามัญสํานึกของคนทั่วไปแล้วด้วยซ้ำ ยูโนะนั้นเริ่มคาดการณ์ถึงความเป็นไปได้ถึงเรื่องต่างๆ และความคิดของพี่ชายของเขา

 

ถ้าเกิดมันเป็นแบบนั้นจริงแสดงว่าพวกตนนั้นกำลังเต้นอยู่ในฝ่ามือของพี่ชายมาตลอดเลยงั้นเหรอ

 

“ยูโนะ!” แอสต้าเรียกเพื่อนของตนที่ยืนเหม่ออยู่ ทางยูโนะที่ได้ยินเสียงแอสต้าก็หลุดออกมาจากโลกแห่งความของตนเองโดยที่หันสายไปทางไซกะที่ตอนนี้กำลังลากตัวของเลบูตี้มาไว้ตรงทางเดินหน้าหอคอย

 

“เดี๋ยวพวกนายรอหลวงพ่อกับซิสเตอร์ก่อนแล้วกัน” ไซกะเอ่ยขึ้นมาพลางชี้ไปด้านหลังของตนเอง พอแอสต้ากับยูโนะมองตามไปก็พบกับผู้ดูแลหอคอยที่กำลังเดินออกมา “ฉันไปจัดการเรื่องของพวกนายให้เอง”

 

พอผู้ดูแลเดินมาถึงก็มีการต่อว่ากันเล็กน้อย เพราะสถานที่แห่งนี้มีกฏว่าห้ามใช้เวทมนต์ต่อสู้กันในบริเวณของหอคอย ทางไซกะก็เริ่มเล่าเรื่องของเลบูตี้ที่เข้ามาทำร้ายยูโนะเพื่อชิวกริมมัวร์ของเขาและแอสต้าก็เป็นคนมาหยุดเรื่องนี้เอาไว้ 

 

แต่พอผู้ดูแลได้ยินว่าใครเป็นคนจบการต่อสู้ก็ถึงกับเลิกคิ้วขึ้นด้วยความสงสัย ไซกะเลยเรียกแอสต้ามาเพื่อให้เขาเอากริมมัวร์ของตนเองให้ผู้ดูแลดูซึ่งเจ้าน้องชายของเขาก็ภูมิใจนำเสนอกริมมัวร์ของตนเองแบบสุดๆ หากสังเกตก็จะมองเห็นดวงตาที่เต็มไปด้วยประกายอันวิบวับของเขา

 

ทางผู้ดูและที่เห็นกริมมัวร์ของแอสต้าก็นิ่งเงียบไปซึ่งไซกะก็เดาได้ว่าเขาก็คงสามารถรับรู้ได้ถึงอะไรบางอย่างจากกริมมัวร์เล่มนี้ มันเป็นความรู้เดียวกันกับบางสิ่งบางอย่างที่อยู่บนหอคอยอีกด้วย

 

หลังจากนั้นผู้ดูแลหอคอยก็ได้ทำการติดต่อไปยัง อัศวินจอมเวทย์ ที่ประจำการอยู่ไม่ไกลจากหมู่บ้านมาจำกุมตัวของเลบูตี้ ไม่นานนักหลวงพ่อกับซิสเตอร์ลิลลี่ที่เพิ่งเดินทางมาถึงด้วยไม้กวาดก็มาถึง พอแอสต้าเห็นซิสเตอร์ก็พุ่งตัวเข้าไปกอด แต่สุดท้ายก็โดนเธอใช้เวทมนต์น้ำของตัวเองทุบเจ้าแอสต้าจนจมดินไป

 

ไซกะได้แต่หัวเราะแห้งๆ กับเจ้าน้องชายแรงดีไม่มีตกคนนี้

 

หลังจากนั้นผู้ดูแลก็เรียกให้หลวงพ่อและซิสเตอร์ขึ้นไปพบโดยที่ไซกะนั้นขอตามไปด้วย เพราะเขาอยากรู้เหลือเกินว่าสิ่งที่อยู่บนหอคอยนั้นคืออะไรกันแน่ ทางผู้ดูแลเองก็เห็นว่าไซกะนั้นก็เป็นพี่คนโตของพวกแอสต้าเลยอนุญาตให้ตามมาได้

 

พอพวกเขาขึ้นมาถึงชั้นบนสุดแล้วทางผู้ดูแลก็เปิดประเด็นว่าจะให้ตัวแอสต้านั้นเข้ารับการทดสอบเป็นอัศวินเวทมนต์ด้วย เหตุผลที่เขาให้แอสต้าสามารถเข้ารับการทดสอบได้เพราะตัวของแอสต้านั้นมีกริมมัวร์แล้ว และอีกเหตุผลก็มาจากคำขอร้องของเจ้าตัวด้วย

 

พอทางหลวงพ่อที่พยายามจะแย้งก็ถูกผู้ดูแลบอกอีกว่าตนเองนั้นก็มีคนที่จะส่งเข้าทดสอบอยู่แล้ว แต่ว่าพวกนั้นกลับไม่กล้าที่จะเข้ารับการทดสอบซึ่งสาเหตุมันก็มาจากเลบูตี้นั่นเอง พวกนั้นหวาดกลัวและคิดว่าตนเองนั้นไม่สามารถเป็นอัศวินเวทมนต์ได้ก็เลยนขอถอนตัว และนั่นก็เป็นสาเหตุหลักๆ ที่เขาจะส่งแอสต้าและยูโนะเข้ารับการทดสอบแทน

 

แต่หลวงพ่อก็พยายามที่จะแย้งผู้ดูแลต่อไป แต่อีกฝ่ายนั้นกลับแซวว่าพอไม่มีแอสต้าอยู่ก็เลยทำให้เขาเกิดเหงาขึ้นมา ทางไซกะที่ได้ยินแบบนั้นก็ระเบิดหัวเราะออกมาดังลั่น แม้ซิสเตอร์เองก็เข้าไปผสมโรงด้วยอีกคน 

 

มันทำให้หลวงพ่ออายมาจนไม่รู้ว่าจะเอาหัวไปมุดไว้ที่ไหนแล้ว

 

หลังจากนั้นพวกเขาก็คุยกันอยู่สักพักก่อนที่หลวงพ่อและซิสเตอร์จะขอตัวกลับ แต่ทางไซกะนั้นจะขออยู่ต่อเพื่อสอบถามเรื่องของอัศวินเวทมนต์ ทางผู้ดูแลเองก็รู้ว่าไซกะนั้นไม่คนในพื้นที่และอาจจะยังไม่มีความรู้ในเรื่องนี้ก็เลยอนุญาตให้เขาอยู่ต่อได้อีกหน่อย

 

“นี่ท่านผู้ดูแล ช่วยบอกผมหน่อยได้ไหมในห้องมีอะไรซ่อนอยู่” พอกันแค่สองคน ทางไซกะก็ได้เปิดประเด็นขึ้นมาทันที

 

“ซ่อน? แล้วเธอคิดว่าฉันจะซ่อนอะไรไว้ล่ะ?” ผู้ดูแลเอ่ยถามอย่างไม่เข้าใจ

 

“อย่าแกล้งเป็นไม่รู้หน่อยเลย คุณก็รู้ว่าผมกำลังหมายถึงอะไร” ไซกะจ้องมองผู้ดูแลด้วยสายตาที่แสดงถึงความไม่เป็นมิตรอย่างชัดเจน ทางผู้ถูกจ้องเองก็รู้เรื่องที่ของไซกะมาไม่ใช่น้อยเหมือนกัน แม้จะใช้เวทมนต์ไม่ได้ก็ยังอันตรายขนาดนี้ ถ้าเกิดว่าเด็กหนุ่มคนนี้ใช้เวทมนต์ได้ขึ้นมามันจะอันตรายขนาดไหน

 

ทางผู้ดูแลหอคอยก็ถึงกับจนปัญญา เพราะยิ่งปิดปังมากเท่าไรก็ยิ่งเป็นอันตรายกับตัวเองเท่านั้น ถ้าเขาปล่อยให้เจ้าหนุ่มคนนี้เอาสิ่งนั้นไปมันก็เป็นอันตรายกับเขาด้วยเหมือนกัน แต่ดูเหมือนอีกฝ่ายจะไม่ยอมง่ายๆ อีกด้วย สุดท้ายก็ต้องให้เขาไปอยู่ดี

 

“ช่วยรออยู่ตรงนี้ก่อนแล้วกัน” เขาเอ่ยขึ้นมาแล้วหันหลังเดินตรงไปยังมุมหนึ่งของห้อง “ไม่คิดเหมือนกันว่าจะมีคนสัมผัสถึงพลังของมันได้ ขนาดฉันลงเวทมนต์ผนึกไปตั้งหลายชั้นก็ยังมีพลังเวทย์ของัมนหลุดลอดไปอีก”

 

ผู้ดูแลเอามือทาบไปบนกำแพงห้องพร้อมกับที่ตัวกำลังแพงนั้นเรืองแสงขึ้นมา เมื่อแสงหายไปก็ปรากฏช่องว่างขนาดเล็กอยู่บนกำแพงห้อง เขาเอื้อมมือเข้าไปหยิบบางสิ่งออกมาจากช่องนั้น และมันก็ทำให้ไซกะรู้สึกขนลุกด้วยความกลัวอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน

 

เขาจ้องมองไปยังสิ่งที่อยู่ในมือของผู้ดูแลหอคอยด้วยสายที่เบิกกว้าง ตอนนี้ประสาทสัมผัสของเขาร้องเตือนอย่างบ้าคลั่งว่างสิ่งที่อยู่ตรงหน้าอันตรายมากแค่ไหน แต่มันก็ยังไม่จบเพียงเท่านั้น เมื่อตัวเขาเห็นเหมือนกับเงาร่างของอะไรบางอย่างกำลังจ้องมากยังที่เขา และไม่มีเพียงตัวเดียวอีกด้วย

 

ดวงตาหลายร้อยคู่กำลังจ้องมาที่เขาราวกับจะกินเลือดกินเนื้อกันให้ได้ เพียงแค่สบตาเข้ากับพวกมันก็ทำให้เขารู้สึกถึงความเจ็บปวดที่แล่นไปทั่วร่าง แม้จะรู้ก็ตามว่าจิตของเขากำลังหลอกตัวเองอยู่ก็ตาม

 

“นั่นมันเรียกว่ากริมมัวร์ได้ด้วยงั้นเหรอ!” ไซกะตวาดออกมาเสียงดังเพื่อไล่ความกลัวออกไปและพยายามตั้งสติให้ได้มากที่สุด

 

สิ่งที่ผู้ดูแลหยิบออกมาก็คือกริมมัวร์เล่มหนึ่งที่อยู่ในสภาพถูกปิดผนึกด้วยตัวล็อคและโซ่เหล็กกล้า อีกทั้งทางผู้ดูแลก็ยังลงเวทมนต์ประเภทผนึกลงไปอีกหลายชั้น ตัวเขาเองก็ยังตกใจเหมือนกันทำไมเด็กหนุ่มถึงมีอาการแบบนี้ แต่ก็พยายามคิดอย่างใจเย็นและก็ได้คำตอบมาว่าเด็กหนุ่มตรงหน้าอาจจะมีสัมผัสพิเศษที่ทำให้ตัวเขาสามารถรับรู้ถึงพลังเวทย์ก็ได้

 

แต่มันก็เป็นเพียงคำตอบที่ผู้ดูและคิดออกในเวลานี้เท่านั้น

 

“แล้วเธอยังอยากได้มันอยู่อีกไหม?” ผู้ดูแลถามออกมา เขาคิดว่าจุดประสงค์ของเด็กหนุ่มก็คือกริมมัวร์เล่มนี้นั่นเอง แต่เพราะว่าสิ่งที่อยู่ในมือมันอันตรายเป็นอย่างมากเขาถึงไม่อยากให้มันไป

 

ตัวของเขานั้นได้รับกริมมัวร์เล่มนี้มาจากจอมเวทย์คนหนึ่งซึ่งเขาเองก็จำไม่ได้แล้วบุคคลคนนั้นมีชื่อว่าอะไร ตัวเขาถูกบุคคลนั้นขอให้รับฝากกริมมัวร์เล่มนี้เอาไว้และยังบอกอีกว่าเจ้าของของมันจะมารับ แต่เขาก็ไม่บอกอีกว่าเจ้าคนนั้นเป็นใครและจะมาเมื่อไร อีกทั้งกริมมัวร์เล่มนี้ยังปล่อยพลังเวทย์อันตรายออกมาอีกด้วยจนทำให้ทางผู้ดูแลต้องปิดผนึกมันเอาไว้

 

แต่วันนี้กลับมีเด็กหนุ่มจากหมู่บ้านที่สามารถรับรู้ถึงพลังเวทย์ของมันได้ปรากฏตัวขึ้นมาในวันเดียวกับที่มีกริมมัวร์โคลเวอร์สี่แฉกและ กริมมัวร์โคลเวอร์ห้าแฉก ปรากฏขึ้นมาอีกต่างหาก มันช่างเป็นเรื่องบังเอิญที่น่ากลัวโดยแท้

 

บางที่เด็กหนุ่มอาจจะเป็นเจ้าของที่แท้จริงของกริมมัวร์เล่มนี้ก็ได้ แต่ตัวเขาเองก็ไม่อยากจะเสี่ยงกับมันสักเท่าไรนัก

 

“เอาสิ! ไอ้ของแบบนี้มันได้เจอกันทุกวันหรอกนะ!!” ไซกะตอบเสียงดังพร้อมยิ้มออกมาด้วยความสนุกสนาน คิดว่าเขาจะยอมแพ้กับเรื่องแค่นี้งั้นเหรอ ขอบอกเลยว่าไม่มีทางเด็ดขาด ทั้งที่กริมมัวร์บ้านั่นมาอยู่ตรงหน้าแล้วแท้ๆ ถ้าไม่เอาติดมือไปด้วยมันก็เสียของกันพอดี

 

เมื่อความกลัวหายไปก็มีสิ่งอื่นเข้ามาแทนที่ซึ่งมันก็ความอยากเอาชนะ มันอาจจะเป็นเพราะตัวไซกะติดเชื้อบ้ามาจากแอสต้าแล้วก็เป็นได้ เขาไม่ใช่พวกขอยอมแพ้โดยที่ไม่สู้ก่อนหรอกนะ ต่อให้คนตรงหน้าจะแข็งแกร่งแค่ไหนก็จะขอสู้จนขาดใจไปเลย

 

“เธอแน่ใจแล้วนะ” ผู้ดูแลถามออกมาอีกครั้ง

 

“อ่า… กริมมัวร์นั่นต้องเป็นของฉัน!” ไซกะตอบกลับไปด้วยความั่นใจ 

 

เมื่อผู้ดูแลเห็นเช่นกันจึงต้องจำยอมไปแต่โดยดี แต่เขาก็ขอให้ไซกะกลับมาใหม่ในวันพรุ่งนี้ เพราะว่าคืนนี้เขาจะทำการปลดผนึกของกริมมัวร์และจากนั้นเขาก็ร่ายเวทย์คุ้มกันให้กับตัวของเด็กหนุ่ม ทั้งที่มันโดนผนึกเอาไว้ก็ยังทำให้เด็กหนุ่มแทบจะยืนไม่ไหวอยู่แล้ว ถ้าเกิดผนึกคลายออกมาเมื่อไรเขาก็คงช็อคตายไปก่อนแน่นอน

 

ไซกะที่ได้ยินแบบนั้นก็ก้มหัวขอบคุณและรีบเดินทางกลับไปที่โบสถ์ทันที

 

“วันนี้มันเกิดอะไรขึ้นกันนะ…” ผู้ดูแลเดินไปยังหน้าตาพลางมองดูตัวเด็กหนุ่มที่กำลังวิ่งกลับไปยังหมู่บ้าน จากนั้นเขาก็หันกลับมาจ้องที่กริมมัวร์ในมือของตนเอง จอมเวทย์ปริศนาคนนั้นทำไมถึงต้องมาฝากกริมมัวร์นี้ไว้ที่เขาด้วย

 

ถ้ามันเป็นกริมมัวร์ธรรมดาเขาก็คงไม่ต้องมากังวลอยู่แบบนี้หรอก สิ่งที่เขาถืออยู่ในมือนี่มันคือกริมมัวร์โคลเวอร์ห้าแฉกเลยนะ แต่อีกสิ่งหนึ่งที่ทำให้กังวลจริงๆ นั้นก็คือชื่อของเวทมนต์ที่อยู่ในกริมมัวร์เล่มนี้ต่างหาก

 

เวทมนต์แห่งร้อยอสูร

=============================================================================

ไม่เคยคิดว่าจะเขียนได้เยอะขนาดนี้ 5555

เอาเป็นว่าเจอกันในตอนต่อไปแล้วกันครับ!

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 191 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

89 ความคิดเห็น

  1. #38 0847787374 (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 17 กรกฎาคม 2563 / 22:56
    ร้อยอสูรแบบไคโดในวันพีช
    เหรอ
    ร้อยอสูรแบบนูระ
    #38
    0
  2. #27 Thundeqz (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 30 เมษายน 2563 / 10:02
    ร้อยอสูรเเบบไคโดปะ;-;
    #27
    0
  3. #15 tanatatbas (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 20 เมษายน 2563 / 01:59

    ตอนต่อไป
    #15
    0
  4. #14 ChampGmaer7 (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 20 เมษายน 2563 / 00:14
    ยามิไกโด
    #14
    0
  5. #13 tawan19102548 (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 19 เมษายน 2563 / 05:46
    มาดูกันไรท์จะเล่นแบบไหน
    1ทีวา
    2นูระ
    3ซอยอสูรยามิเกโด
    4 solo leveling
    #13
    0
  6. #12 hayajihaya (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 19 เมษายน 2563 / 01:53
    กลายเป็นนูระไปแล้ว555555
    #12
    0
  7. #11 God_FAST (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 18 เมษายน 2563 / 23:36

    จากวันนี้ข้าจะเปลี่ยนชื่อ นูระ ริคุโอะ ผู้นำของเหล่าอสูร//หยอกๆ

    #11
    1
    • #11-1 God_FAST(จากตอนที่ 3)
      18 เมษายน 2563 / 23:37
      เเละก้ภุติผีด้วยลืมๆ
      #11-1
  8. #10 Narukani (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 18 เมษายน 2563 / 23:18

    อัญเชิญยามิเกโดร้อยหน้า



    แก้ไขครั้งที่ 1 เมื่อ 19 เมษายน 2563 / 03:23
    #10
    2