[FIC] Black Clover: Saiga Adventure

ตอนที่ 12 : บทที่ 12 : สู่เมืองหลวงแห่งอาณาจักรโคลเวอร์ - หน่วยอัศวินตัวปัญหา 2/2

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 1,110
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 172 ครั้ง
    25 ก.ค. 63

แม็คน่าที่เห็นว่าการแนะนำตัวทุกคนเสร็จเรียบร้อยพร้อมกับคำอนุญาตของยามิแล้วก็ลุกพรวดขึ้นมา เขาจ้องมาทางสองพี่น้องด้วยท่าทางเอาเรื่องตามนิสัยของตนเอง แอสต้ามองอีกฝ่ายด้วยความไม่เข้าใจ ส่วนผู้เป็นพี่ก็จ้องอีกฝ่ายกลับด้วยสายที่แสดงถึงความเบื่อหน่ายอย่างชัดเจน

 

“เอาล่ะ! ในเมื่อหัวหน้ายามิบอกว่าให้พวกแกไปทำงานได้… ฉันจะให้งานพวกนายไปทำเดี๋ยวนี้เลยก็แล้วกัน” แม็คน่าเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงเข้มพร้อมมองสำรวจสองพี่น้อง “ฉันเองก็ไม่รู้หรอกนะว่าพวกบ้านนอกท่าทางกระจอกอย่างพวกนายไปประจบหัวหน้ายังไง มานาก็ยังสัมผัสไม่ได้เนี่ยนะสมาชิกใหม่ของหน่วยกระทิงดำ?”

 

แอสต้าที่ตื่นตกใจก็ทำได้ยืนนิ่งฟังคําสบประมาทที่ออกมาจากปากของสมาชิกรุ่นพี่อย่างแม็คน่า ทว่าเจ้าคนที่ยืนพูดนั้นไม่ได้รับรู้เลยว่าแรงกดดันเมื่อสักครู่นั้นเป็นของคนที่กำลังจ้องอยู่ด้วยความเบื่อหน่ายกับการแสดงที่ไม่ได้เรื่องตรงหน้า

 

สำหรับของตัวไซกะแล้วกับแค่เรื่องการลบสัมผัสจิตสังหารหรือลบสัมผัสทางมานาของตนเองนั้นถือว่าเป็นเรื่องง่ายเท่ากับการหายใจ หลังจากที่ได้รู้จักกับพลังมานาหรือพลังธรรมชาติของดินแดนนี้แล้วนั้น การฝึกฝนให้คุ้นชินกับมันก็ไม่ใช่เรื่องยากเย็นอะไรนัก แต่ต้องยอมรับเลยว่าเคล็ดลับการฝึกที่สืบทอดต่อมาของตระกูลนี่เป็นสิ่งที่คุ้มค่าที่สุดในชีวิตแล้วล่ะมั้ง

 

ทั้งพละกำลังเหนือมนุษย์ที่ติดตัวมากตั้งแต่เกิด ประสาทสัมผัสพิเศษที่สามารถทำให้หลบการโจมตีในระยะ 1-12 เมตรอย่างสมบูรณ์แบบ รูปแบบการต่อสู้ที่หลากหลายสามารถพลิกแพลงใช้ฆ่าศัตรูได้เกือบทุกรูปแบบ และกริมมัวร์ร้อยอสูรที่ราวกับเกิดมาเพื่อตัวเขาโดยเฉพาะ ตอนนี้เหลือแค่เก็บประสบการณ์จากดินแดนโคลเวอร์สักพักก็อาจจะทำให้เขากลายเป็คนที่แข็งแกร่งที่สุดของเกาะบ้านเกิดแล้วก็ได้

 

ไซกะยืนฟันแม็คน่าพล่ามถึงเรื่องพิธีต้อนรับของหน่วยที่ดูเหมือนว่าจะเป็นการรับน้องมากกว่า กฏของมันก็ง่ายดายเหลือเกิน แค่ทำให้ตัวแยงกี้ลูกไฟคนนี้ยอมรับให้ได้เท่านั้นเอง ทางของเจ้าน้องชายผมสีถ่านก็กำลังเครื่องร้อนได้ที่พร้อมที่จะเข้าพิธีเพื่อรับเสื้อคลุมประจำหน่วยเต็มที่

 

เด็กหนุ่มต่างแดนส่งสายตาไปทางหัวหน้าของตนเองเป็นเชิงถามว่าจะให้เอายังไงดี อีกฝ่ายก็จ้องกลับมาเป็นเชิงว่าให้ลงมือได้แต่อย่างให้ตายก็พอซึ่งมันทำให้เขาเริ่มลังเลแล้วว่าจะให้ดาบหรือใช้มือดี เพราะไม่ว่าทางไหนมันก็ต้องทำให้อีกฝ่ายกระดูกหักอย่างแน่นอน จนเขาก็เหลือตัวเลือดสุดท้ายก็คือสิ่งที่อยู่ในซองเก็บข้างเอวของตนเอง

 

ลองใช้ไอ้นั่นหน่อยแล้วกัน…

 

ไม่นานนักหน่วยกระทิงดำทั้งหมดก็ออกมาชมพิธีต้อนรับของหน่วยกันที่ด้านนอกของฐาน ส่วนความเสียหายที่เกิดขึ้นจากฝีมือของแม็คน่าก็ฟื้นสภาพอย่างรวดเร็วจนน่าตกใจและไซกะเองก็เหมือนจะรู้สึกได้ถึงใครบางคนที่อยู่ด้านในฐานสองคน แต่เขาก็เลือกที่จะไม่สนใจแล้วหันไปสนใจการรับน้องของแยงกี้ลูกไฟแทน

 

อย่างแรกที่แม็คน่าสั่งให้ทำก็คือการซิทอัพ 500 ครั้งที่เป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้สำหรับคนทั่วไป แต่สองพี่น้องก็ผ่านมันมาได้อย่างง่ายดาย แอสต้าเร่งเครื่องตั้งแต่เริ่มด้วยพลังใจเต็มร้อย ส่วนไซกะก็ทำไปเรื่อยๆ ด้วยความเร็วที่สม่ำเสมอจนครบ และมันก็ไม่มีเพียงเท่านี้อย่างแน่นอน

 

จากนั้นก็เป็นการวิดพื้น 500 ครั้งที่ทั้งสองก็ผ่านมาได้ ต่อด้วยการแบกหินก้อนยักษ์เอาให้นานที่สุดซึ่งไซกะก็แสดงให้ถึงความเหนือชั้นด้วยการยกเพียงมือเพียงข้างเดียว การทรมานของแยงกี้ลูกไฟยังไม่มีทางจบสิ้นง่ายๆ คำสั่งต่อไปก็คือการเอาหัวโหม่งกับก่อนหินที่เพิ่งจะยกไปแตกให้ได้ แอสต้าก็ผ่านมาได้ด้วยพลังใจของตนเอง แน่อนว่าไซกะก็โหม่งหินก้อนนั้นจนแตกละเอียด

 

สมากชิกหน่วยกระทิงดำต่างวิจารณ์กันอย่างออกรสถึงพลังใจของแอสต้าและความแข็งแกร่งของไซกะ คนที่ดูคันไม้คันมือมากที่สุดก็คงไม่พ้นลัคที่อยากจะเข้าไปสู้กับเด็กหนุ่มแต่งตัวแปลกประหลาดคนนั้นเหลือเกิน เพราะแค่มองปราดเดียวเขาก็รู้แล้วว่าอีกฝ่านนั้นแข็งแกร่งมากขนาดไหน บางทีอาจจะแข็งแกร่งกว่าหัวหน้ายามิก็เป็นได้

 

และแล้วการทดสอบที่ไม่เคยมีจริงของแม็คน่าก็มาถึงช่วงสุดท้ายซึ่งเป็นการทดสอบอันแสนเรียบง่ายก็การป้องกัน หลบหลีก หรือโจมตีในเวทย์โจมตีของแม็คน่าให้ได้นั่นเอง ไซกะปล่อยผู้เป็นน้องจัดการเรื่องนี้เองแล้วก็พาร่างของตนเองโดดถอยหลังออกมาร่วมเมตรเพื่อให้ทั้งสองมีพื้นที่ จากนั้นก็เรียกกริมมัวร์ของตนเองขึ้นมาพร้อมกับโยนดาบเข้าในหน้าหนังสือซึ่งมันก็เป็นหนึ่งในเวทมนต์ทั้ง 15 บทที่ตัวเขาฝึกฝนจนได้มันมา

 

เวทมนต์ร้อยอสูร : คลังสมบัติแห่งภูติผี

 

มันเป็นเวทมนต์ที่ไม่มีการร่ายคำแม้แต่บทเดียวเพียงแค่คิดมันก็ทำงานได้เองซึ่งสะดวกเอามากๆ หน้าที่หลักของมันก็คือเอาไว้เก็บของใช้ต่างๆ และเรียกของสิ่งนั้นออกมาจากมิติเวทย์ของกริมมัวร์ แน่นอนว่าเขาฝึกอยู่ที่ป่าแถวหอคอยก็เคยลงเอาหัวมุดเข้าไปเชยชมด้านในอย่างแน่นอน

 

ด้านในมิตินั้นปรากฏออกมาเป็นพื้นที่โล่งกว้างราวไม่มีจุดสิ้นสุดที่เต็มไปด้วยทองคำ อัญมณี และสมบัติมากมายที่ทำให้ตาของเด็กหนุ่มลุกวาวด้วยความตะลึง ท่ามกลางกองสมบัติมีค่านั้นก็คือศาลเจ้าหลังหนึ่งที่ตั้งอยู่อย่างโดดเดี่ยว แต่เนื่องจากตัวเขาไม่สามารถเข้าไปลึกกว่านี้ได้เลยไม่ทราบว่าภายในศาลเจ้านั้นมีอะไรอยู่กันแน่

 

แต่เรื่องดีก็คือเขาสามารถดึงเอาทองและอัญมณีภายในนั้นออกมาใช้ได้ เขาก็เลือกที่จะไม่ทำเพราะว่ามันไม่ใช่ของที่สามารถหามาได้ด้วยมือของตนเอง ถ้าหากมีคนรู้ว่าเขาไม่ยอมเอาสมบัติที่มีมากมายนั้นออกมาใช้ก้คงหาว่าโง่อย่างแน่นอน แต่ทำไมตัวเขาต้องไปสนใจกับคำของคนเหล่านั้นด้วย เพราะเจ้าของกริมมัวร์และเวทมนต์นี้ก็คือตัวเขาและเขาจะทำอะไรมันก็เป็นสิทธิ์ของเขาด้วยเช่นกัน

 

ถ้ามันมีคนแบบนั้นมีชี้นิ้วสั่งให้ทำเขาก็คงเอาโชริวตัดคอมันคนนั้นอย่างแน่นอน ในข้อหาชอบเข้ามาสาระแนเรื่องของชาวบ้าน

 

การทดสองเริ่มขึ้นเมื่อแม็คน่าเรียกเอาไม้กระบองที่สร้างขึ้นจากเวทย์ไฟของตนเองออกมากระหน่ำตีลูกไฟจำนวนนับไม่ถ่วนใส่แอสต้า ฝั่งของเด็กชายผมสีถ่านก็ขยับตัวหลบห่าฝนลูกไฟได้อย่างง่ายดายโดยที่ไม่ต้องใช้ดาบฟัน แม้ช่วงแรกจะรู้สึกกังวลกับสิ่งที่จะเกิดขึ้นกับตนเอง แต่เมื่อกับการทดสอบจากรุ่นพี่เข้าก็ทำให้ตัวเขามั่นใจว่าตนเองสามารถผ่านมันไปได้

 

“งั้นลองเจอไอ้นี่หน่อยเป็นไง!” แม็คน่าตะโกนออกมาพร้อมกับสับเปลี่ยนเวทมนต์ของตนเอง ถ้าเกิดว่าเจอเวทบทนี้เข้าไปเจ้าเด็กใหม่จะเป็นยังไงก็ไม่รู้ได้เลย

 

ลูกไฟในมือขยายใหญ่ขึ้นมาพร้อมกับที่คลื่นความร้อนพุ่งกระจายออกมาไปทั้วบริเวณ ฟันรัลที่เห็นว่าเจ้าแยงกี้ลูกไฟกำลังทําเกินกว่าเหตุก็เรียกกริมมัวร์ของตนเองออกมาเตรียมพร้อมเอาไว้

 

เวทมนต์อัคคี : กระสุนเพลิงกัมปนาท

 

แยงกี้หนุ่มคำรามก้องแล้วคว้างลูกไฟเวทมนต์ของตนใส่เด็กใหม่ราวกับจะฆ่าเด็กใหม่ให้ตายไปจากโลกใบนี้

 

ลูกไฟที่พุ่งเข้ามาทำให้แอสต้าที่ตื่นตกใจอยู่นั้นตระหนักถึงความตายที่กำลังคืบคลานเข้ามาใกล้ เวลาที่เขารับรู้นั้นช่างเชื่องช้ากว่าความเป็นจริง ทว่าภาพของการฝึกฝนกับผู้เป็นพี่และการต่อสู้ที่ผ่านมาก็ปรากฏขึ้นตัดสลับไปมาอย่างรวดเร็ว เขาไม่สามารถตัดผ่ามันออกไปได้แล้วก็จะถูกเปลวไฟแผดเผาร่างกายอย่างแน่นอน

 

สัญชาตญาณและความมุ่นมั่นคับเคลื่อนร่างกายให้ขยับไปข้างหน้าอย่างไม่เกรงกลัวต่อเวทย์ที่พุ่งเข้ามาสังหาตนเอง ปฏิกิริยาตอบสนองทางร่างกายที่ได้มาจากการฝึกรับมือดาบของผู้เป็นพี่ได้ทำการดิ้นรนเป็นครั้งสุดท้าย ใบดาบสีดำทมิฬเปลี่ยนจากการตัดผ่าเป็นการฟาดใส่แทนด้วยแรงทั้งหมด

 

ตูม!

 

ลูกไฟสังหารของแม็คน่าถูกฟาดกลับมาด้วยความรวดเร็วตรงใส่ผู้ร่ายของมันจนไม่สามารถหลบหลีกได้ เสียงกัมปนาทดังสนั่นไปทั้วบริเวณ กลุ่มควันลอยสูงขึ้นไปเบื้องบนโดยที่มันบดบังตัวของแยงกี้ลูกไฟจนมองไม่เห็น ทางผู้ฟาดก็แสดงสีหน้าตกใจกับสิ่งที่เกิดขึ้นและดาบในมือของตนเอง

 

“บัดซบจริงๆ” เสียงสบถดังขึ้นมาพร้อมร่างที่เดินผ่านกลุ่มควันอัคคีออกมา “ดีนะที่ลบล้างการทำลายเวทย์ได้ทันเวลาพอดี เกือบจะไปเที่ยวยมโลกด้วยเวทมนต์ของตัวเองจนได้… หน่อยแก!!”

 

แม็คน่าที่เกือบตายไปจากการประลองเมื่องครู่วิ่งพรวดมาเกาะเด็กบ้านอกจนทำให้เขาเกิดกลัวขึ้นมาจับใจ

 

“เจ๋งใช้ได้เลยนี่หว่า! เล่นสะท้อนเวทมนต์กลับมาแบบนี้ ไม่เลวเลยนี่เจ้าเปี๊ยก!” แม็คน่าเอ่ยอย่างชอบใจพลางตบหลับของสมาชิกใหม่ด้วยความเมามัน “ขอโทษด้วยแล้วกันที่เล่นมากไปหน่อย ความจริงฉันเองก็มาจากบ้านนอกเหมือนกันล่ะนะ รู้จักหมู่บ้าน รายากะ รึเปล่า?”

 

“โอ้?! นั่นมันอยู่เหนือหมู่บ้านฮาจไปอีกเลยนะ บ้านนอกสุดเลยนะนั่นๆ” แอสต้าที่ได้ยินเช่นนั้นก็ตกใจ

 

“อย่างนายไม่ต้องมาพูดเลย!! คนต่อไปก็เป็นแกแล้ว!” แม็คน่าตบหลังแอสต้าเป็นครั้งสุดท้ายแล้วหันทางผู้ที่นั่งอยู่ด้านหลัง

 

ไซกะที่ถูกเรียกก็ยันตัวลุกขึ้นพร้อมเรียกกริมมัวร์ของตนออกมาเตรียมพร้อม พลังเวทย์ที่แผ่ออกมาจากร่างของเด็กหนุ่มทำให้หลายคนที่อยู่ในบริเวณถึงกับเหงื่อตก มันทำให้พวกเขารู้ได้ทันที่ว่าสมาชิกคนใหม่ที่ทำหน้าเบื้อโลกอยู่นั้นมีความแข็งแกร่งมากขนาดไหน

 

หัวหน้าพาสัตว์ประหลาดมาด้วยงั้นเหรอ?!

 

“นี่เจ้าเปี๊ยก?! ทั้งที่พวกนายมาจากหมู่บ้านเดียวกันแท้ๆ ทำไมเจ้านั้นถึงมีพลังมากขนาดนั้นล่ะ!” แม็คน่าที่รับรู้ได้ว่าตนเองเจอกับของแข็งก็รีบหันไปหาแอสต้าที่มาจากหมู่บ้านเดียวกันทันที

 

“เอ่อ… ผมเองก็ไม่รู้เหมือนกัน” แอสต้าตอบกลับพลางเกาหลังหัวไปด้วย

 

“ว่ายังไงน่า?!!” แม็คน่าร้องออกมาเมื่อได้ยินคำตอบ เขาถอนหายใจออกมาอย่างช่วยไม่ได้เดินกลับไปที่อยู่ที่อีกมุมของลานกว้างหน้าฐาน “มีอะไรก็ใส่มากเลย!!”

 

“ย่อมได้” ไซกะตอบกลับไปเรียบๆ แล้วร่ายเวทย์ของตนเองทันที

 

เวทมนต์ร้อยอสูร : จำแลงร่างอสูร ซึจิกุโมะ

 

สิ้นคำร่ายเวทย์นั้น ร่างกายของเด็กหนุ่มก็เกิดการขยายตัวขึ้นพร้อมมีขาของแมลงงอกออกมาจากข้างลำตัว สีผิวเปลี่ยนเป็นสีเหลืองซีดที่มีลวดลายสีดำวาดผ่านไปทั่ว หน้าผากปรากฏดวงตาสีมรตกอันชั่วร้ายขึ้นมาอีกสามคู่ กรามล่างแยกออกมาอย่างน่ากลัวโดยมีเสียงคำรามแหลมเล็กดังออกมา

 

กร๊าซ!!!

 

ร่างของแมลงอสูรแปดขาขนาดร่วม 3 เมตรได้ปราฏขึ้นเบื้อหน้าของเหล่าสมาชิกหน่วยกระทิงดำ ใบหน้าที่มีดวงตาทั้งแปดกรอกไปมาอย่างน่าสยดสยอง เขี้ยวแหลมคมที่ถูกเผยออกมาตอนที่อ้าปาก ขาคู่หน้ามีนิ้วมือกรงเล็บสามนิ้ว เพียงเท่านี้ก็สามารถข่มขวัญแยงกี้ลูกไฟได้ง่ายดายโดยที่ไม่ต้องทำอะไร

 

ตึง! ตึง! ตึง! ตึง! ตึง! ตึง! ...ตึง!

 

“แกบอกว่าสามารถใช้เวทมนต์ได้อย่างเต็มทีบวกกับคำสั่งที่ส่งตรงมาจากของหัวหน้าให้ฉันเล่นสนุกกับแกด้วย เอาล่ะ… เรามาเริ่มการทดสอบของหน่วยกันเถอะ แม็คน่าคุง” เสียงทุ้มต่ำดังออกมาจากปากที่เต็มไปด้วยเขี้ยวมากมายพร้อมกับที่ร่างอสูรแปดขาเดินมาหยุดตรงหน้าของแม็คด้วยการก้าวเพียงไม่กี่ก้าว

 

“พอเลยๆ แค่นี้ก็ขนลุกมาพออยู่แล้ว” ยามิร้องห้ามอสูรแปดขาทันที เพราะเมื่อครู่ตนได้ลองคาดการการเคลื่อนไหวของเจ้าเด็กใหม่ในร่างอสูรกายดูแล้วก็อดหวั่นใจไม่ได้ “ตอนนี้พวกแกสองคนก็เป็นสมาชิกหน่วยกระทิงดำแล้ว เอาเป็นว่ารีบไสหัวกลับเข้าไปพักกันได้แล้ว!”

 

ถ้าเกิดว่าไม่ห้ามตอนนี้เจ้านั่นก็คงจะฆ่าแม็คน่าตายไปแล้วแน่ๆ

 

“ใจอ่อนจังเลยนะ” ไซกะในร่างอสูรแมงมุมตอบกลับไปแล้วคล้ายเวทย์ของตน ร่างอสูรกายค่อยหดเล็กลงกลายสภาพไปเป็นร่างมนุษย์อีกครั้ง ก่อนที่จะหันไปทางแม็คน่าที่ยืนนิ่งอยู่แล้วตบแก้มของอีกฝ่ายอย่าเบามือเพื่อเรียกสติ “เสื้อคลุมค่อยเอามาให้ฉันตอนเช้าแล้วกัน ส่วนวันนี้ฉันจะไปนอนในป่าก็แล้วอย่างน้อยมันก็ช่วยทำให้ใจสงบได้มากขึ้นเยอะ”

 

ไซกะหันหลังให้กับเหล่าสมาชิกแล้วเดินจากไปโดยที่ปล่อยให้ทุกคนยืนจ้องมองอยู่เช่นนั้นโดยที่ระเบียงของฐานทัพได้ปรากฏร่างของเด็กสาวคนหนึ่งที่กำลังจ้องมองไปยังร่างที่กำลังเดินเข้าไปในป่าด้วยความสนใจ

 

ยามิมองดูแผ่นหลังของเด็กหนุ่มหายลับไปในความมืดของเงาไม้แล้วค่อยหลับตาลงพลางนึกถึงเรื่องเล่าสมัยก่อนที่เคยได้ฟังจากปากของพวกผู้ใหญ่ที่บ้านเกิดเกี่ยวกับตระกูลซึโยชิของสมาชิกหน่วยคนใหม่

 

เพราะแบบนี้… ชาวบ้านถึงก็เรียกคนของตระกูลนี้ว่า อสูรในร่างมนุษย์ สินะ

==============================================================================

ร่างอสูรใหม่แกะกล่องที่ยังไม่ทันได้โชว์อะไรก็โดนสั่งเก็บไปซะได้

ตอนนี้ไซกะก็เริ่มเผยนิสัยที่แท้จริงของตนเองออกที่ละนิด

พอแค่นี้ดีกว่า เจอกันต่อไปเน้อ!

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 172 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

89 ความคิดเห็น

  1. #89 Little sunflower (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 18 มกราคม 2564 / 22:47
    ต่อเลยๆ สนุกมากกก เรารอเธออยู่เเละจะรอตลอดไป 555 ขอเเค่อัพก็พอ
    #89
    0
  2. #88 PKGbaby (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 12 มกราคม 2564 / 02:32
    สนุกมากค้าบบบบบ อย่าลืมมาต่อนะๆๆๆ
    #88
    0
  3. #87 Lanekung (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 7 มกราคม 2564 / 04:21

    ได้โปรดต่อที่ค้าบบบ
    #87
    0
  4. #86 〒iānK¤ng (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 2 มกราคม 2564 / 16:01
    ได้โปรดต่อที่คร้าาาา
    #86
    0
  5. #84 Ally Jang (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 20 ธันวาคม 2563 / 21:37

    สนุกมากเลยค่ะ รอยุน๊าาาา

    #84
    0
  6. #83 mim0631143977 (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 9 ธันวาคม 2563 / 05:00
    รอออออ
    #83
    0
  7. #82 Aekieiezaaaa (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 8 ธันวาคม 2563 / 18:15
    ต่อทีครับ
    #82
    0
  8. #81 แบล็คเบิร์ด (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 28 พฤศจิกายน 2563 / 23:16
    รอออออ
    #81
    0
  9. #73 Delta47 (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 26 กรกฎาคม 2563 / 08:45
    อยากอ่านอีกจัง
    #73
    0
  10. #72 โฟร์ทคุง (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 26 กรกฎาคม 2563 / 08:37
    รออ่าน
    #72
    0
  11. #71 0847787374 (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 26 กรกฎาคม 2563 / 05:57
    เด็กสาวที่ ออกมาจะเป็นน้องผมม่วงไหมมาติดตามตอนต่อไป
    #71
    0
  12. #70 ChampGmaer7 (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 26 กรกฎาคม 2563 / 00:22
    อย่าลืมโอนิด้วย
    #70
    0
  13. #69 NeNameKun (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 25 กรกฎาคม 2563 / 23:46
    เอนโทมะ ชัดๆ
    #69
    0
  14. #68 S2O3 (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 25 กรกฎาคม 2563 / 22:14

    ว้าวๆมาแล้ว นึกว่าจะได้โชว์เทพซะอีก คาดว่าจะได้สู้จริงคงเป็นตอนไปสำรวจสินะ จะรอดูเลยครับ!
    #68
    0