[FIC] Black Clover: Saiga Adventure

ตอนที่ 10 : บทที่ 10 : สู่เมืองหลวงแห่งอาณาจักรโคลเวอร์ - ไซกะและยามิ

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 1,097
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 180 ครั้ง
    20 ก.ค. 63

ไม่นานก็มีผู้เข้าทดสอบคู่แรกเดินไปยืนอยู่ลานกว้างที่ใช้พื้นที่ประลองซึ่งก็เหนือความคาดหมายของเด็กหนุ่มต่างแดนไปมาก เพราะว่าคนที่ยืนอยู่ตรงนั้นก็คือเจ้าน้องไฟแรงไม่มีแรงตกอย่างแอสต้านั่นเอง ส่วนคู่ต่อสู้นั้นเป็นคนร่างสูงผมสีบอร์นที่มักจะยืนอยู่ใกล้กับแอสต้าตอนทดสอบ

 

สายตาที่อีกฝ่ายจ้องมากที่น้องชายของเขานั้นมันเต็มไปด้วยความดูถูก มันเป็นครั้งเท่าไรแล้วก็ไม่รู้ที่เขาต้องมาพบเจอกับคนประเภทนี้ แม้จะอยู่ห่างกันร่วมหลายเมตรแต่เขาก็ยังได้ยินคำพูดที่มันพ่นออกมาจากปาก คำดูถูกเหยีดหยามที่พยายามกดให้คนอื่นต่ำลงและมันเป็นที่แน่นอนว่าคนเหล่านี้มันจะไม่มีวันได้พบกับความสุขในชีวิตอย่างแน่นอน

 

ไอ้ตัวน่ารังเกียจ…

 

ตัวไซกะนั้นไม่รู้เลยว่าตนเองได้ปล่อยบรรยากาศอันตรายออกมาจนทำให้ที่ยืนอยู่รอบตัวนั้นรู้สึกได้อย่างชัดเจนและพยายามเดินออกห่างไปให้ไกลที่สุด ในระหว่างนั้นอสูรอัญเชิญบาเกะเนโกะอย่างไมก็ปรากฏตัวออกมากริมมัวร์ที่ในซองเก็บที่อยู่ข้างเอว

 

“เหมียว!” ไมร้องออกมาพร้อมกระโดดขึ้นมานั่งอยู่บนตักของไซกะ

 

ตัวเขาที่เห็นว่าเจ้าอสูรอัญเชิญของตนออกมาเองนั้นก็กะว่าจะตักเตือนสักหน่อย แต่พอเห็นท่าทางออดอ้อนของเจ้าแมวดำแล้วก็ต้องยอมใจอ่อนอย่างช่วยไม่ได้และปล่อยให้มันคลอเคลียหน้าท้องเล่นไปแบบนั้น

 

เมื่อบรรยากาศกลับไปเป็นปกติก็ทำให้ผู้เข้าสอบหลายคนต่างถอนหายออกมาด้วยความโล่งอก ในเวลานี้ได้ปรากฏคำถามมากมายเกี่ยวกับตัวเด็กหนุ่มที่นั่งพิงเสาอยู่แต่ก็ไม่มีกล้าเข้าไปถาม เนื่องจากเหตุการณ์เมื่อครู่ทำให้ผู้เข้าสอบหลายคนได้รับรู้ถึงความห่างชั้นระหว่างตนเองกับคนแต่งตัวประหลาดได้อย่างดี

 

ทางด้านของหัวหน้าหน่วยอัศวินจอมเวทย์ที่รับรู้ได้ถึงเรื่องครู่ก็ต่างมองกันไปยังเด็กหนุ่มที่นั่งพิงเสาหินอยู่ด้วยความสนใจ นับว่ามันเป็นเรื่องน่าแปลกที่เด็กจากหมู่บ้านของอาณาจักรจะสามารถปล่อยรังสีฆ่าฟันออกมาได้เช่นนั้น

 

“อย่างน้องปีนี้ก็มีคนน่าสนใจอยู่บ้างล่ะนะ” หัวหน้าสาวแห่ง หน่วยกุหลาบป่าน้ำเงิน อย่าง ชาร์ล๊อตท์ โรสเลย์ เอ่ยขึ้นมา “แต่มันก็ยังมีน้อยอยู่ดี”

 

“ฉันชักที่จะอยากได้เจ้าเด็กนั่นเข้าหน่วยของตัวเองซะแล้วสิ” ชายร่างผอมแห้ง แจ็คเดอะริปเปอร์ ผู้เป็นหัวหน้าของ หน่วยตั๊กแตนเขียว เอ่ยความต้องการออกมา

 

เหล่าหัวหน้าหน่วยเริ่มมีการพูดคุยกันถึงเรื่องของเด็กหนุ่มที่แต่งตัวด้วยเครื่องแต่งกายอันแปลกตา ยกเว้นอยู่เพียงคนเดียวที่กำลังจ้องมองไปที่เด็กหนุ่มคนนั้นราวกับกำลังค้นหาอะไรบางอย่างอยู่ซึ่งเขาคนนั้นก็คือ ยามิ ซุเคฮิโระ หัวหน้าของ หน่วยกระทิงดำ ผู้มีหน้าตาไม่รับแขกและดูโหดร้ายป่าเถื่อน

 

“คุณยามิเองก็สนใจเด็กคนนั้นงั้นเหรอครับ?” สมาชิกของหน่วยอย่าง ฟินรัล เอ่ยถามขึ้นมา

 

“ไม่รู้สิ… ฉันเองไม่เข้าใจเหมือนกัน” ยามิตอบกลับไปอย่างไม่ได้ใส่ใจอะไรนัก

 

“เห้อ! อะไรกันครับ” ฟินรัลเอ่ยขึ้นมาอย่างเหนื่อใจแล้วก็หันไปการประลองต่อ

 

ไซกะที่กำลังมองดูการต่อสู้ของผู้เป็นน้องที่เพิ่งจะจบลงไปภายในเวลาไม่นานก็ยิ้มออกมาด้วยความสะใจ เมื่อดูจากการเคลื่อนไหวที่รวดเร็วและการโจมตีอันหนักหน่วงแล้วก็ตกใจเล็กน้อยกับพละกำลังของเจ้าน้องตัวเล็กของตนเอง นับว่ามีทักษะที่มีความใกล้เคียงกับนักสู้บางคนในตระกูลของเขามาก

 

แต่ก็เป็นได้แค่นักสู้ระดับต่ำเท่านั้น…

 

จากนั้นก็เป็นการประลองของผู้ทดสอบคนอื่นที่ดูเหมือนกับว่าเขากำลังดูการแสดงยังไงยังงั้นซึ่งก็นับได้ว่าพวกเขาแต่ละคนนั้นมีความแข็งแกร่งเป็นอย่างมาก แต่ยังอ่อนแออยู่ดีในสายตาของไซกะ เพราะกว่าที่พวกนั้นจะร่ายเวทย์เสร็จสักบทก็อาจจะโดนเขาฆ่าตายไปแล้วก็ได้

 

และคู่ถัดไปที่ให้ความสนใจกับตัวเขามากก็คือคู่ของน้องชายอีกคนของเขา ดูจากท่าทางของคู่ต่อสู้แล้วก็คงจะเป็นชนชั้นสูงที่อาศัยอยู่ในอาณาจักร เมื่อลอบฟังสิ่งที่ผู้เข้าทดสอบคนอื่นพูดคุยก็ดูเหมือนว่าพวกชนชั้นสูงจะมีพลังเวทย์เยอะกว่าคนทั่วไปมากพอสมควร แต่ก็ดูเหมือนว่าการต่อสู้มันจะจบลงอย่างรวดเร็วจนเขาเริ่มไม่ในใจแล้วนี่คือการทดสอบรึเปล่า

 

ผู้ทดสอบผ่านไปคู่แล้วคู่เล่าแต่ตัวของเขาไซกะกลับไม่มีใครเข้ามาชักชวนไปเป็นคู่ประลองด้วยเลยแม้แต่น้อย มีเพียงเจ้าเหมียวอย่างไมเท่านั้นที่อยู่เป็นเพื่อนเล่นแก้เบื่อให้กับเขาได้ จนกระทั่งเวลาได้ล่วงเลยมาถึงช่วงเย็นผู้ทดสอบทุกคนก็ได้ถูกเรียกให้มารวมตัวกัน ยกเว้นเพียงเด็กหนึ่มต่างแดนที่ยังคงนั่งพิงเสาอยู่เช่นเดิม

 

ต่อจากนั้นก็เป็นการคัดเลือกคนเข้ามาในหน่วยอัศวินของเหล่าหัวหน้าหน่วยซึ่งก็มีการอธิบายวิธีซ้ำอีกครั้ง นับว่าช่วงเวลานี้คือละครระทึกขวัญของเหล่าผู้เข้าทดสอบทั้งหลาย ถ้าเกิดว่าไม่ด้รับเลือกก็ต้องรอไปอีกถึงปีหน้า แต่ก็ดูเหมือนว่าคนส่วนใหญ่จะไม่ได้หวังว่าครจะได้เขาหน่วยอัศวินอยู่แล้ว

 

ผู้เข้าทดสอบถูกเรียกออกไปตามหมายเลขประจำตัวของตนเอง กว่าจะถึงหมายเลฃของไซกะก็ยังคงอีกยาวไกลนัก ผ่านไปจนถึงผู้เข้าทดสอบหมายเลข 71 ก็มีหัวหน้าหน่วยยกมือขึ้นแล้วหนึ่งคน ต่อไปก็เป็นหมายเลข 78 และก็ทิ้งช่วงยาวไปจนถึงหมายเลข 99 ยิ่งมีคนถูกคัดออกไปมากก็ยิ่งสร้างความตื่นเต้นให้กับผู้เขาทดสอบที่ยังไม่ได้ถูกเลือก

 

ส่วนคนที่ไม่ได้ถูกเลือกก็ก้มหน้าเดินออกไปด้วยความผิดหวังและก็ต้องเดินทางกลับไปยังหมู่บ้านที่จากมา

 

“พวกเขาดูผิดหวังน่าดูเลยนะเจ้านาย” ไมที่นอนอยู่บนตักก็เอ่ยขึ้นมา

 

“มันก็เป็นเรื่องที่ช่วยไม่ได้ล่ะนะ พวกหัวหน้าหน่วยก็ต้องการคนที่มีความสามารถและความแข็งแกร่งเป็นธรรมดาอยู่แล้ว” ไซกะตอบกลับไป

 

จนกระทั่งผู้ประกาศก็ได้ขนาเรียกผู้เข้าทดสอบหมายเลย 166 ซึ่งเป็นหมายเลขของตัวเขา เมื่อถูกเรียกก็สั่งให้ไมกลับเข้าไปอยู่ในกริมมัวร์และเดินไปยืนอยู่เบื้อหน้าของเหล่าหัวหน้าหน่วยโดยที่ไม่ได้รับรู้เรื่องที่เกิดขึ้นกับแอสต้าผู้เป็นน้องเลยเมื่อครู่เลยแม้แต่น้อย

 

“ฉันมีคำถามอยากจะถามเธอสักหน่อย” วิลเลียมที่เห็นว่าเด็กหนุ่มเดินมาถึงแล้วก็เอ่ยถามขึ้นทันที

 

“แล้วต้องการถามเรื่องอะไรล่ะ?” ไซกะตอบกลับไป

 

ท่าทางของเขาที่มีต่อวิลเลียมนั้นเต็มไปด้วยความไม่ยำเกรงต่อตัวของชายที่ได้ชื่อว่าเป็นหัวหน้าหน่วยที่แกร่งที่สุดเลย ส่วนเจ้าคนต่างแดนที่เพิ่งจะรู้ตัวว่าตัวเองเผลอแสดงกริยาตามปกติออกไปก็ถึงกับเหงื่อตก แต่ในเมื่อตนเองทำแบบนั้นไปแล้วก็ต้องทำให้ถึงที่สุด

 

“ท่าทางสมกับเผ็นผู้แข็งแกร่งเลยนะ ฉันอยากจะรู้แค่ว่าทำไมเธอถึงไม่ได้เข้าประลองเหมือนกับคนอื่นๆ ทั้งที่มีตัวเลือกเกือบ 500 คน” วิลเลียมนั้นไม่ได้ถือสาอะไรกับท่าทางของเด็กหนุ่มแม้แต่น้อย “ฉันอยากจะรู้ถึงเหตุผลตรงนั้น”

 

“อยากจะให้ตอบแบบรักษาน้ำใจหรือเอาตามความจริงล่ะ?” ไซกะเปลี่ยนไปยืนกอดอกแล้วก็ถามกลับไป

 

“เอาตามสภาพที่เธอเห็นแล้ว” วิลเลียมตอบกลับมาพร้อมกับยกมือเป็นเชิงอนุญาตให้กับเด็กหนุ่ม

 

“ถ้าเอาแบบนั้นก็จะขอพูดตามตรงเลยแล้วกัน” ไซกะเอ่ยขึ้นมาแล้วหันไปทางผู้ทดสอบที่กำลังมองมาที่ตนด้วยความสงสัย “พวกมันอ่อนแอเกินไป”

 

สิ้นเสียงของเด็กหนุ่มก็มีการทักท้วงตามมาทันทีซึ่งใจความส่วนใหญ่ก็จะมาในทิศทางเดียวกันว่าทำไมคนที่ไม่ลงไปต่อสู้กับคนอื่นเลยถึงมีสิทธิ์พูดแบบนั้นออกมาได้ นอกจากนั้นก็มีด่าทอออมานับสารพัดที่เรียกได้ว่าสามารถนำมาจดเป็นหนังสือได้เลย ส่วนน้องชายทั้งสองที่มองดูการกระทำของพี่ชายด้วยความไม่เข้าใจ

 

ตึง!

 

เด็กหนุ่มต่างแดนยกเท้าถูกยกสูงขึ้นแล้วฟาดลงมาที่พื้นหินจนเกิดเสียงดังสนั่นพร้อมกับที่เสียงจากเหล่าผู้ทดสอบที่เงียบลงไป พวกเขาทั้งหลายมองลงไปยังรอยแตกร้าวบนพื้นสนามที่เกิดจากการกระทำเมื่อครู่ แม้แต่น้องชายทั้งสองเองก็ต้องลอบกลืนน้ำลายอึกใหญ่โดยเฉพาะแอสต้าที่รู้ดีว่าความแข็งแกร่งทางร่างกายของพี่ชายนั้นเกินมนุษย์ไปมาก

 

“ฉันขอถามพวกแกกลับหน่อยแล้วกัน ในที่นี้มีใครตั้งใจที่อยากจะมาเป็นอัศวิจอมเวทย์กี่คนล่ะ? ฉันขอตอบเลยว่ามีไม่ถึงร้อยคนที่ตั้งใจมาเพื่อเรื่องนี้ ส่วนที่เหลือก็มีแต่ที่มาทำแบบขอไปทีโดยเฉพาะไอ้พวกชนชั้นสูงทั้งหลายล่ะนะ ส่วนเหลือก็คือพวกที่ไม่รู้ว่าตนเองจะต้องมาทำไม” ไซกะเอ่ยขึ้นพลางมองไปรอบตัว “ถ้าอยากจะเถียงก็รีบทำซะแล้วก็มาทำให้ฉันคนนี้กลับคำพูดออกมาได้ให้สิ และฉันก็จะไม่ใช้เวทมนต์ด้วย”

 

เด็กหนุ่มทำการพูดท่าท้ายพร้อมกับดัดนิ้วจนเกิดเสียงกร๊อบแกร๊บ แน่นอว่ามีหลายคนที่ไม่พอใจกับท่าทางของเขาเป็นอย่างมากและเดินออกมายืนตรงหน้าพร้อมกริมมัวร์ที่เตรียมร่ายเวทย์ใส่ แต่เพียงชั่วพริบตาเท่านั้นร่างของคนเหล่านั้นก็ลอยออกไปกระแทกกับกำแพงของโคลอสเซี่ยมจนน็อคสลบไป

 

ความตื่นตะลึกเกิดขึ้นอีกครั้งกับสิ่งที่เด็กหนุ่มได้ลงมือทำไปเมื่อครู่ ตอนนี้ผู้เข้าทดสอบหลายคนเข้าใจแล้วตนเองนั้นไม่มีทางเอาชนะอีกฝ่ายได้เลยแม้แต่น้อย ความห่างชั้นที่ชัดเจนทำให้ไม่มีใครกล้าเอ่ยอะไรขึ้นมาจนทำให้ทั่วทั้งโคลอสเซี่ยมเงียบไป

 

เหล่าหัวหน้าหน่วยที่เห็นการกระทำเมื่อครู่ก็ไม่มีใครลงมือทำอะไรเนื่องจากได้ถูกวิลเลียมห้ามเอาไว้ ตัวของเขาให้เหตุผลว่าตนอยากรู้ถึงความสามารถของเด็กหนุ่มคนนั้นและจะขอเป็นคนรับผิดชอบทั้งหมดเองถ้าเกิดว่าอีกฝ่ายทำอะไรเกินเลยไป

 

“นั่นคือคำตอบของเธอสินะ ในเมื่อเธอเห็นว่าผู้ทดสอบคนอื่นอ่อนแอเกินไปแล้วอยากจะให้พวกเราทำยังไงล่ะ?” วิลเลียมเอ่ยถามออกไปพร้อมกับรอยยิ้มเจ้าเล่ห์

 

“หัวหน้าหน่วย… ฉันต้องการสู้กับหัวหน้าหน่วยยังไงล่ะ!” ไซกะตอบกลับไป

 

คำตอบของเด็กหนุ่มนั้นอยู่ในการคาดการของวิลเลียมอยู่แล้วซึ่งตัวเขาเองอยากจะเห็นความแข็แกร่งของเด็กหนุ่มด้วยเช่นกัน เขาหันไปสอบถามความเห็นกับเหล่าหัวหน้าหน่วยว่ามีใครอยากลงไปสนองความต้องการให้เด็กคนนั้นรึเปล่า มีเพียงคนเดียวเท่านั้นที่ตอบกลับมาซึ่งก็ไม่พ้นหัวหน้าหน่วยตั๊กแตนเขียวอย่างแจ็ค ทว่าวิลเลียมก็ได้บอกปฏิเสธไปเพราะกลัวว่าแจ็คจะลงมือหนักเกินไป

 

ตอนนี้ก็เหลือแค่คนเดียวแล้วด้วยสิ ฝากด้วยนะยามิ…

 

“ย่อมได้! คนที่จะสู้กับเธอนั้นก็คือหัวหน้าหน่วยยามิ!” วิลเลียมตอบกลับมาพร้อมที่เจ้าตัวคนที่ถูกเอ่ยชื่อก็ตลาดกลับไปทันที

 

“เดี๋ยวสิเฟ้ย! ไอหน้ากาก!! แกจะโยนงานมาให้ฉันทำซากอะไร” ยามิไม่ค่อยพอใจกับคำตอบของเพื่อนร่วมอาชีพเท่าไรนัก แต่พอมานึกดูแล้วตัวก็ดันโดดลงมาข้างไปแล้วด้วย

 

หวยดันมาตกที่เราจนได้!

 

“ช่วยสนองความต้องการเข้าหน่อยจะเป็นอะไรล่ะ ฉันคิดว่าตัวเขาเองให้ความรู้สึกเหมือนกับนายพอสมควรเลยนะ” วิลเลียมตอบกลับแล้วหันทางเด็กหนุ่ม “แล้วเธอล่ะ?”

 

“ก็เอาสิ!” ไซกะตอบกลับมาพร้อมกับเครื่องร้อนเต็มที่ “เดี๋ยวก่อนนะ! เมื่อกี้บอกว่าหัวหน้าหน่วยคนนั้นเขาชื่ออะไรนะ?”

 

“เขามีชื่อว่ายามิยังไล่ะ” วิลเลียมตอบกลับไป

 

“เฮ้ย!! อยากบอกนะว่าลุงคนนั้นมาจาก ฮิโนะ เหมือนฉันงั้นเหรอ!” ไซกะตะโกนออกมาด้วยความตกใจซึ่งก็ทำให้ยามิที่ได้ยินเลิกคิ้วขึ้นมา

 

“เดี๋ยวนะ… กางเกงกับผ้าคาดเอวแบบนั้น” ยามิที่ลองตั้งใจเพ้งมองดูเครื่องแต่งกายของอีกฝ่ายดูแล้วก็ต้องร้องออกมาด้วยเช่นกัน “แกมันเป็นคนฮิโนะที่หว่า!!”

 

สิ้นเสียงของทั้งสองก็ทำให้ผู้ทดสอบทั้งโคลอสเซียมร้องออกมาด้วยความตกใจ แต่คนที่ดูตกใจมากสุดก็คงไม่พ้นยามิที่ลูกตาแทบจะพุ่งออกมาเดินเอง ในตอนแรกนั้นก็คิดว่าอีกฝ่ายไม่ได้มีอะไรมากแต่พอลองดูให้ดีแล้วนี่มันเครื่องแต่งกายของบ้านเกิดไม่มีผิดเพี้ยน

 

“เอ๊ะ!! หัวหน้ายามิก็มาจากประเทศเดียวกันกับพี่ไซกะงั้นเหรอ!!” แอสต้าร้องออกมาแล้วพุ่งเข้าไปถามกับยามิ แต่ก็ถูกคนถามจับโยนไปข้างหลังราวกับสิ่งของ

 

“เจ้าหนู แกชื่อว่าอะไร?” ยามิเดินมายืนตรงหน้าของไซกะ

 

“ชื่อของฉันคือไซกะเป็นคนของ ตระกูลซึโยชิ จากฮิโนะยังไล่ะ” ไซกะตอบกลับไป

 

“มิน่าล่ะ! ที่แท้แกก็เป็นคนของพวกซึโยชินี่เอง” ยามิเอ่ยขึ้นมาด้วยความตกใจเล็กน้อย “ใครจะคิดว่าคนของตระกูลนักรบที่ขึ้นชื่อของบ้านเกิดจะมาอยู่ที่นี่ด้วย”

 

“แล้วสนใจที่จะสู้กันรึเปล่า? คุณ ยามิ ครับ” ไซกะตอบกลับไปโดยที่ทำหน้าตากวนประสาทอีกฝ่ายได้ด้วย

 

“เดี๋ยวก็จับเชือดซะเลย!” ยามิตอบกลับไป “ฟินรัล! ไปเอาดาบของฉันมาหน่อย!”

 

หลังจากที่ฟินรัลใช้เวทมนต์ของตนเองเปิดประตูมิติกลับไปเอาดาบที่ฐานมาให้กับยามิแล้วนั้นก็ราวกับสัญญาณเริ่มการต่อสู้ของสองคนต่างแดน ไซกะเรียกดาบมังกรผงาดสะบั้นภูผาออกมาถือเอาไว้ทันที พวกเขาตกลงกันเอาไว้แล้วว่าจะไม่ใช้เวทมนต์แต่จะใช้วิชาดาบสู้กันแทน

 

ไซกะย่อตัวลงแล้วตั้งท่าดาบเอาไว้ที่ข้างเอวซ้ายซึ่งท่าดาบอิไอที่ตนถนัดมากที่สุดรองจากจิเก็น มันเป็นเรื่องน่าเศร้าที่โชริวของตนนั้นไม่มีปลอกดาบไม่งั้นเขาก็คงจะตั้งท่าได้สวยงามมากกว่านี้ แต่ถึงอย่างนั้นมันก็ไม่ใช่ปัญหาในการออกท่วงท่าสำหรับตัวดาบที่มีน้ำหนักเพียงแค่ต้องออกแรงเพิ่มจากปกติเล็กน้อยเท่านั้น

 

ความจริงแล้วเขาอยากจะเอาเก็นริวออกมาใช้มากกว่า แต่ด้วยน้ำหนักของดาบมังกรมายาที่มีเบามากกว่ามังกรผงาดทำให้ความเร็วมันมากเกินไปจนไม่สามารถควมคุมได้และอาจจะเผลอฆ่าคู่ต่อสู้ไปได้ นอกจากนั้นการออกท่าของเก็นริวต้องสมบูรณ์แบบไม่งั้นอาจจะทำให้ตัวดาบที่มีความบอบบางแตกหักได้

 

แม้อีกฝ่ายจะตั้งท่าแบบอิไอก็ตาม ฝั่งยามิก็ไม่ได้มีความเกรงกลัวและเลือกที่ตั้งท่าดาบแบบมาตรฐานแทน แม้ว่าตนเองจะสามารถใช้ท่าอิไอได้เหมือนกันก็ตาม การตัดสิ้นขึ้นอยู่กับความเร็วของแต่ละคนโดยที่ต้องเลี่ยงจุดสำคัญหรือไม่ก็ต้องทำให้บาดเจ็บน้อยที่สุด

 

ทว่าแรงกดดันจากตัวของเด็กหนุ่มทำให้ตัวเขาต้องคิดหนักว่าจะเอาอย่างไรดี ทางฝั่งตรงข้ามนั้นดูเหมือนว่าอยากจะฆ่าเขาเต็มทีซะเหลือเกิน มันช่วยไม่ได้สำหรับเด็กที่เกิดมาในตระกูลซึโยชิที่เป็นตระกูลที่ผลิตแต่เหล่านักรบที่เก่งกาจ แม้จะเคยได้ยินว่าพวกนั้นเริ่มให้ความสนใจในด้านของวิชาการบ้างแล้วแต่มันก็ยังเป็นส่วนน้อยอยู่ดี

 

บรรยากาศทั้วทั้งโคลอสเซียมเริ่มบิดเบี้ยวไปทีละน้อยด้วยสงครามทางสายของร่างทั้งสองที่ยังคงยืนจ้องตาไม่กระพริบ แรงกดดันจากตัวของเด็กหนุ่มนั้นราวกับมีพลังในสะกดให้เหล่าผู้ทดสอบยืนอยู่กับที่เสมือนถูกตรึงเอาไว้

 

ฟุบ! ...เคร้ง!!

 

หัวใจของผู้ชมราวกับหยุดเต้นไปชั่วขณะเมื่อร่างของสองนักดาบพุ่งเข้าใส่กันด้วยความรวดเร็ว เสียงโลหะกระทบกันจนเกิดเสียงดังสนั่นไปทั่วบริเวณพร้อมกับที่สองร่างที่หยุดนิ่งลงไป

 

ฟ้าว! กึก! ...ตึง!!

 

คลื่นบางอย่างพุ่งเข้าไปกระแทกกับกำแพงของโคลอสเซียมจนฝุ่นควันคลุ้งกระจาย หลังจากที่กลุ่มควันหายไปที่กำแพงหินก็ปรากฏเป็นร่องรอยคล้ายกับโดนบางอย่างฟันเป็นทางยาวซึ่งยามิที่หันกลับมามองดูก็อดทึ่งไม่ได้พลังทำลายของคลื่นดาบของเด็กหนุ่ม

 

ในเวลานี้ความแข็งแกร่งของเด็กหนุ่มต่างแดนได้เป็นประจักษ์ต่อสายตานับร้อยของผู้ทดสอบและหัวหน้าหน่วยเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ความแข็งแกร่งที่ไม่ได้มาจากพลังเวทมนต์แต่เป็นพละกำลังของร่างกาย แม้ผลจากต่อสู้จะออกมาเสมอกันด้วยความตั้งใจของแต่ละคนก็ตาม แต่ในใจของพวกเขาเองก็อยากจะเอาชนะฝ่ายตรงข้ามให้ได้

 

“เฮ้ย! แกสนใจมาอยู่หน่วยของฉันรึเปล่า? พอดีอยากได้คนซ้อมมือด้วยสักหน่อย” ยามิเอ่ยขึ้นมาพลางลูปข้อมูลของตนที่สั่นไม่หยุด “ถ้าจะเข้าก็จ่ายค่าเสียหายมาเป็นเหล้าด้วยล่ะ”

 

“กำลังจะพูดเรื่องนั้นอยู่พอดี” ไซกะตอบกลับด้วยรอยยิ้ม

 

ถ้าเกิดว่าจะให้ไปอยู่ที่ไหนก็ขออยู่กับคนบ้านเดียวกันกว่าอย่างน้อยเขาก็จะได้คนที่คุยภาษาเดียวกันสักที

==============================================================================

ไม่ถนัดเขียนฉากต่อสู้จุงเบยยยยยยย

ไม่ได้อยากลงถี่แต่มือขยับไปเอง =w=

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 180 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

89 ความคิดเห็น

  1. #80 ลุนแลงอ้ะ (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 25 พฤศจิกายน 2563 / 21:32
    เพลงลอยมา

    คนบ้านเดียวกันแค่มองตากันก็เข้าใจอยู่~
    #80
    1
  2. #59 Shino2548 (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 21 กรกฎาคม 2563 / 08:58
    ต่อค่าาาา~~~ อยากเสพการอ่านอีกง่าาาา~~~
    #59
    0
  3. #58 hayajihajime (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 21 กรกฎาคม 2563 / 07:11

    ฉันรอฉากนี้มานานแล้ว อรั้ยย
    #58
    0
  4. #57 MEMOST GAMMIN (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 20 กรกฎาคม 2563 / 22:42
    พึ่งมาไม่นานนี้เอง สนุกมาก รอติดตามต่อไปเน้อออ
    #57
    0
  5. #56 God_FAST (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 20 กรกฎาคม 2563 / 22:33

    มาอีกกก

    #56
    0
  6. #55 x0802615486 (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 20 กรกฎาคม 2563 / 22:24
    รออ่าน
    #55
    0
  7. #54 Delta47 (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 20 กรกฎาคม 2563 / 22:22
    ในที่สุดก็มาเนื้อเรื่องกำลังดีเลยแต่งต่อยาวๆเลยนะไรท์สนุก
    #54
    0
  8. #53 Narukani (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 20 กรกฎาคม 2563 / 22:21
    คนบ้านเดียวกันแค่มองตากันก็เข้าใจอยู่
    #53
    0