ร้อยรักดลใจ (ตีพิมพ์กับ สนพ. Sugar beat)

ตอนที่ 8 : คลุมถุงชน 2

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 1,372
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 19 ครั้ง
    4 พ.ค. 63

 

 

“ถึงไม่มีเรื่องเจ้าชู้เพิ่ม แต่เขาก็มีเมียอยู่ในบ้านตั้งหลายคนนี่คะ คุณป๋าไม่สงสารหนูเหรอที่จะต้องไปอยู่ในฐานะเมียน้อย”

“เลื่อนเปื้อนไปใหญ่แล้ว เราจะเป็นเมียน้อยได้อย่างไร อาธัชเขารับปากแล้วว่าจะจัดงานแต่งงานให้รู้ทั่วกันและจะจดทะเบียนสมรสด้วย เชื่อใจพ่อเถอะน่า พ่อเลือกสิ่งที่ดีที่สุดให้ลูกสาวของพ่อเสมอ”

เมื่อบิดาเริ่มเสียงดัง ปรีชญาณ์ก็ยั้งฝีปากของตัวเองไว้ ต่อให้มีทะเบียนสมรสแล้วอย่างไร เป็นเมียหลวงก็ไม่ทำให้รู้สึกดีขึ้นหรอกนะ

“แล้วถ้าหนูบอกว่าสิ่งที่ดีที่สุดของคุณป๋าไม่ใช่สิ่งที่หนูต้องการละคะ...” ปรีชญาณ์หยุดพูดค้างไว้แค่นั้น ต่อคำเองในใจว่า‘ดีที่สุดไม่มีจริงหรอก เกณฑ์ตัดสินของแต่ละคนเท่ากันเสียที่ไหน’ พ่อเธอคิดว่ามนต์ธัชดีเพราะเอาทรัพย์สมบัติเป็นตัวตั้ง แต่เธอมีเกณฑ์มาตรฐานเป็นความดี’

 

 

นายปริญญาสบสายตาวอนขอของลูกสาวด้วยความอ่อนอกอ่อนใจ ปรีชญาณ์ค่อนข้างดื้อรั้น ซึ่งเขาจะไม่โทษลูกที่เป็นอย่างนี้ แต่โทษตัวเองที่ปล่อยให้ลูกคิดเองทำเองจนเคยชินเสียมากกว่า

“ฟังพ่อนะฉลามน้อย บริษัทของเราต้องการคนเก่งมาช่วยงาน และอาธัชก็เป็นคนคนนั้น เขาจะทำให้ธุรกิจของเราก้าวหน้าไปได้ไกล อีกทั้งการที่เรากับอาธัชแต่งงานกันก็เปรียบเสมือนค้ำยันบริษัทไว้ รวมหุ้นกันแล้วมากกว่าหกสิบเปอร์เซ็นต์ ก็จะทำให้เราได้สิทธิ์ในการบริหารงานต่อ

“ส่วนตัวหนู ถึงหลายปีมานี้อาการกล้ามเนื้ออ่อนแรงไม่เคยกำเริบ แต่หนูก็รู้ตัวเองดีว่าหนูไม่ได้แข็งแรงเหมือนใครเขา สำหรับคนเป็นพ่อ ไม่ได้ต้องการอะไรมากกว่า ส่งไม้ต่อให้ผู้ชายที่พร้อมจะดูแลหนูหรอกนะลูก อาธัชจะไม่ดีกับคนอื่นก็ช่างเขาปะไร ขอแค่เขารักลูกของพ่อ ดีกับลูกของพ่อ พ่อก็พอใจแล้ว”

ปรีชญาณ์นั่งฟังก็จริงแต่คิดค้านทุกคำเธอจะแต่งงานอยู่กินกับผู้ชายคนอื่นได้อย่างไร ในเมื่อหัวใจของเธอเป็นของบุริศร์เท่านั้นและจะเป็นเช่นนั้นตลอดไป

 

 

 

อาการยกโทรศัพท์โทรศัพท์ขึ้นกดแล้ววางสลับกับถอนหายใจยาวของปรีชญาณ์อยู่ในสายตาของจักรินทร์โดยตลอด ชายหนุ่มมองเพื่อนสาวด้วยแววตาเห็นอกเห็นใจ โทรศัพท์โทรศัพท์ที่ปรีชญาณ์ถือเป็นโทรศัพท์โทรศัพท์รุ่นเก่าที่ปรีชญาณ์เธอเคยใช้โทรศัพท์โทร.หาบุริศร์เมื่อหลายปีก่อน

“ยังเก็บโทรศัพท์โทรศัพท์เครื่องนี้ไว้อีกหรือแก”

“ไม่ใช่แค่เก็บ แต่ยังคอยชาร์จแบตและเปิดเครื่องทิ้งไว้เสมอด้วย” ปรีชญาณ์ตอบเสียงเนือย รู้ตัวดีว่าหวังลมๆ แล้งๆ ไม่เข้าท่า เฝ้าฝันว่าสักวันเขาอาจจะเปลี่ยนใจและโทร.โทร.มา ทั้งที่เขาอาจจะลบเบอร์โทรศัพท์โทรศัพท์เธอออกตั้งแต่วันที่บอกไม่อยากมีเธอในชีวิตนั่นแล้ว

‘โอย...ยิ่งคิดยิ่งเจ็บ แต่ยิ่งเจ็บก็ยิ่งคิด’

 

 

จักรินทร์มองหน้าจ๋อยๆ ของเพื่อนแล้วก็อดสงสารไม่ได้ ทรุดตัวลงนั่งแล้วโอบบ่าอีกฝ่ายเพื่อเตือนสติ

“อย่าทำหน้าเศร้านักสิยะ เออ...ฉันผิดเองก็ได้ ฉันขอโทษที่เคยยุให้หล่อนไปบอกรักพี่ริศร์ ฉันแค่อยากให้หล่อนไปจบเรื่องที่ค้างคาใจ ไม่ใช่เพิ่มความหวังลมๆ แล้งๆ อย่างนี้คนรักเดียวใจเดียวน่าชื่นชมก็จริงนะแก แต่การเฝ้ารัก เฝ้ารอทั้งๆ ที่รู้ว่าเขาไม่มีทางชอบเรามันเสียเวลาเปล่า เก็บพี่ริศร์ลงซอกใจไปซะทีเปรียว แกกับเขาเดินคนละทางกันแล้ว”

ปกติปรีชญาณ์เป็นคนจำพวกเถียงคำไม่ตกฟาก แต่เรื่องนี้เธอยอมรับ เธอหวังลมๆ แล้งๆ ไม่เข้าท่า รักเขาโดยที่เขาไม่เคยรู้สึกรู้สาอะไรเลยเสียด้วยซ้ำ คิดตามเพื่อนแล้วปรีชญาณ์ก็คู้เข่าขึ้นมากอดแล้วซบหน้าลงบนนั้น

“อยู่กับปัจจุบันหน่อยสิแก เลิกนึกถึงอดีต และอย่าไปกังวลกับอนาคตให้มากนัก ไปซื้อคอร์สเสริมสวย ร้อยไหม ฉีดฟิลเลอร์หน้า หรือว่าไปต่างประเทศกันไหมล่ะ น่าเปรียว...มีความสุขกับชีวิตแต่ละวันดีกว่า เก็บพี่ริศร์ไว้เป็นความทรงจำดีๆ ก็พอ”

 

 

“ใช่...ความทรงจำสามดี ชัดลึกทุกมิติ แถมยังรีเพลย์ได้เอง ไม่จบไม่สิ้น ถ้าโลกนี้มีปาฏิหารย์ก็ดีสินะ ฉันอยากเจอพี่ริศร์อีกสักครั้ง อยากกลับไปมีเวลาดีๆ ร่วมกันอีก”

จักรินทร์มองหยาดน้ำใสที่คลอคลองหน่วยตาของเพื่อนแล้วก็สงสารจับใจ ปรีชญาณ์ที่เธอเขารู้จักเป็นคนสดใส ร่าเริง อารมณ์ดีเป็นนิจ มีนิสัยแสบ เซี้ยว แก่น ซ่า จอมวางแผนเบอร์หนึ่งของกลุ่ม แต่ทว่าตั้งแต่ถูกบิดาหมายมั่นปั้นมือจะให้แต่งงานกับมนต์ธัช ปรีชญาณ์ก็เอาแต่นั่งซึม ไม่กินข้าวกินปลา พร่ำพูดแต่เรื่องของบุริศร์

ใคร่ครวญอยู่อึดใจ จักรินทร์ที่ทั้งรักและสงสารเพื่อนก็ตัดสินใจเอ่ยขึ้นว่า “ชีวิตเรา เราก็ต้องสร้างปาฏิหารย์เองสิยะ เอาอย่างนี้ดีไหม...ฉันจะพาแกไปเจอพี่ริศร์เอง”

 

 

อัปต่อนะคะ

 

 

จักรินทร์อมยิ้มเมื่อคำพูดของเขาทำให้ปรีชญาณ์ที่นั่งเหงามานานหันมองด้วยความสนใจ แต่ครู่เดียวดวงตาเรียวรีของสาวหมวยก็ปิดลงคล้ายคนสิ้นหวัง

“ขอบใจแกมากจุ๊บ แต่อย่ามาเสียเวลาเพราะฉันเลยถ้าพ่อรู้ขึ้นมาแกจะพลอยโดนดุไปด้วย”

“ลำบากลำเบิกอะไรกัน กะอีแค่ไปเจอพี่ริศร์เท่านั้น ไม่ได้หนีตามเขาไปเสียหน่อยฟังฉันนะเปรียว ชีวิตเราสั้นจะตาย ไม่หาความสุขใส่ตัวตอนนี้จะหาตอนไหน ถ้าไม่ใช่เรื่องผิดศีลธรรมหรือทำคนอื่นเดือดเนื้อร้อนใจก็ทำไปเถอะ” จักรินทร์พูดพลางหยิบขนมใส่ปากพลาง คิดว่าจะได้ยินปรีชญาณ์แสดงความคิดเห็นอะไรบ้าง แต่ก็ไม่มี หรือถ้าจะมี ก็มีแต่...รอยยิ้มพึงพอใจ เป็นรอยยิ้มเจ้าเล่ห์เพทุบายที่จักรินทร์เห็นบ่อยครั้ง

 

 

“หล่อนยิ้มอะไรนังเปรียว” จักรินทร์ถามงงๆ และงงมากขึ้นเมื่อปรีชญาณ์ยักคิ้วให้ “เดี๋ยวนะ...นี่หล่อนไม่ได้เสียใจจริงใช่ไหม หล่อนแกล้งหลอกพวกฉันใช่ไหม หน็อย...นังเปรียว นังอสรพิษ”

ปรีชญาณ์หัวเราะร่วนขำจักรินทร์ สลัดมาดเศร้าซึมทิ้งกลับมาสู่มาดร้าย “แหม...เพื่อนจุ๊บที่รัก แผนชั่วที่แกว่าก็ได้มาจากคำแนะนำของแกนั่นแหละ แกเคยบอกฉันเองนี่นะว่ารักพ่อต้องเลิกพี่ รักพี่ต้องหนีพ่อ ฉันไตร่ตรองดีแล้วว่าฉันรักคุณป๋า แต่ฉันจะไปบอกรักพี่ริศร์ก่อน ให้รู้กันไปว่าเขาจะเฉยชากับผู้หญิงที่รักเขาหัวปักหัวปำคนนี้ได้ลงคอ”

 

 

คำยอกย้อนของปรีชญาณ์ทำให้จักรินทร์หน้าเสีย เขาเคยพูดอย่างนั้นก็จริง แต่เพียงต้องการหยอกเย้าให้ขบขัน ไม่นึกว่าปรีชญาณ์จะคิดเป็นจริงเป็นจัง

“โอ...ไม่นะนังเปรียว หล่อนไม่ได้คิดหนีไปใช่ไหม ตาย ตาย ตาย พ่อแกกับคุณมนต์ธัชต้องเล่นงานพวกฉันแน่ๆ” จักรินทร์ร้องพลางโบกมือไปมา

เห็นดังนั้นปรีชญาณ์ต้องรีบตะครุบปากจักรินทร์ไว้เมื่อเพื่อนชายใจสาวดูจะตื่นตกใจจนเกินเหตุอืม...ก็ไม่เกินหรอก คุณป๋าของเธอกับมนต์ธัชคงโมโหจริงๆ นั่นละ แต่แล้วไง เธอก็โมโหเหมือนกันที่ถูกบังคับ เธออยากเลือกทางเดินชีวิตของตนเอง โดยเฉพาะสิทธิสิทธิ์ในการเลือกคู่ครอง

“อย่าเสียงดังสินังจุ๊บ ฉันไม่ได้บอกว่าจะหนีเสียหน่อย”ปรีชญาณ์ปรามและปล่อยมือออกเมื่อเห็นว่าเพื่อนระงับความตระหนกตกใจได้แล้ว

 

 

เห็นอาการมุ่งมั่นเกินร้อยของปรีชญาณ์แล้ว จักรินทร์ก็ถอนหายใจ นึกเคืองตัวเอง ไม่น่ายุให้ปรีชญาณ์คิดเอาชนะใจบุริศร์เลย คนอย่างปรีชญาณ์ถ้าลองได้ตั้งใจทำอะไรแล้วมักจะทุ่มไปจนสุด ไม่รู้จักหรอกคำว่าพอดี

“แต่หล่อนกำลังจะแต่งงานและคุณธัชคงไม่ยอมแน่ถ้าหล่อนจะมีกิ๊ก เคยได้ยินไหม กิ๊กไม่ใช่ชู้แต่สามีรู้ไม่ได้น่ะ” ปรีชญาณ์ค้อนให้กับมุกของเพื่อนแต่ไม่โต้แย้ง สมองเธอกำลังทำงานอย่างหนักในการชั่งใจ

“ฉันไม่ได้คิดจะมีชู้เสียหน่อย ก็แค่...อยากเจอพี่ริศร์อีกสักครั้ง มันจะเลวจะชั่วช้าแค่ไหนกันเชียวกับการทำตามหัวใจตัวเอง” ปรีชญาณ์รำพึงรำพัน ใบหน้านวลหมองเศร้าราวกับไม่ใช่ปรีชญาณ์จอมป่วนที่ทุกคนรู้จัก เห็นอย่างนั้นแล้วจักรินทร์ก็ทอดถอนใจ แต่เพื่อนที่ดี ต้องทั้งปลุกปลอบให้กำลังใจ และรั้งเพื่อนไม่ให้ทำในสิ่งที่ผิด

 

 

“เอาให้แน่นะเปรียว ฉันสนับสนุนให้หล่อนไปจัดการเรื่องพี่ริศร์ให้จบก็จริง แต่ไม่ได้ยุให้หนีการแต่งงานนะยะ แล้วถ้าระหว่างที่แกหายไป พ่อแกมาคาดคั้นถามเรื่องแกจากพวกฉันล่ะ พวกฉันจะทำยังไง พวกเราสนิทกันจะตาย พ่อแกไม่เชื่อคำพูดพวกฉันหรอก ไหนจะงานโรงแรมของแกอีก แกจะทิ้งงานทิ้งการไปเลยหรือไง” จักรินทร์แหวใส่ เพราะรู้จักรู้ใจเพื่อนดีนี่แหละจึงค่อนข้างมั่นใจว่าปรีชญาณ์หนีแน่ๆ

“งานที่โรงแรม พ่อแต่งตั้งคนอื่นมาทำงานแทนฉันแล้วล่ะละส่วนที่ว่าถ้าท่านมาถามอะไรพวกแก พวกแกก็แค่ยืนกรานว่าไม่รู้ไม่เห็นเท่านั้น น่า...ฉันรับรองว่าจะไม่มีใครเดือดร้อนกับเรื่องนี้แกอย่ามาเกลี้ยกล่อมให้ฉันเปลี่ยนความตั้งใจเลยจุ๊บ ฉันตัดสินใจแล้ว และจะไม่เปลี่ยนใจเด็ดขาด”อันที่จริงแล้วปรีชญาณ์อยากใช้คำว่า‘หวังว่าจะไม่มีใครเดือดร้อน’มากกว่า แต่ก็นั่นละ...ถึงตอนนั้นค่อยว่ากันอีกที ถ้าขืนเธอมัวห่วงนั่นพะวงนี่ ก็คงไม่แคล้วแต่งงานแต่งการไปโดยไม่ได้บอกรักบุริศร์

 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 19 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

125 ความคิดเห็น