ร้อยรักดลใจ (ตีพิมพ์กับ สนพ. Sugar beat)

ตอนที่ 7 : คลุมถุงชน

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 1,547
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 20 ครั้ง
    3 พ.ค. 63

 

 

2

ชีวิตคู่ที่เริ่มต้นด้วยความคลางแคลงใจ

สุดท้ายมักจบด้วยการเลิกรา

 

 

 

‘ผมคิดทบทวนดูแล้วว่าชีวิตนี้ผมต้องการอะไร ซึ่งคำตอบที่ได้ไม่มีคุณอยู่ในนั้น’

ปรีชญาณ์หรือในอดีตคือเด็กหญิงเปรียวเจ็บแปลบทุกครั้งเมื่อคิดถึงประโยคเหล่านั้น บุริศร์คงคิดว่าเธอเพียงแค่ขู่ ใจไม่แข็งอย่างปากว่า แต่ปรีชญาณ์ก็แสดงให้เขารู้แล้วว่าเธอเด็ดเดี่ยวแค่ไหน หลังจากเขาปฏิเสธความรักของเธอ ปรีชญาณ์ก็เงียบหายราวกับสลายตัวไปในไอแดด เธอไม่โทรโทร.หา ไม่ส่งข้อความและไม่แสดงตัวตนให้เขารู้ ทั้งๆ ที่เธอต้องทนเห็นหน้าเขาอีกเกือบเดือนในที่ทำงาน

ใช่...ปรีชญาณ์จงใจไปฝึกงานในบริษัทที่บุริศร์ทำงานอยู่ เพราะเธอเชื่อกูรูด้านความรักที่บอกเอาไว้ว่าความประทับใจสร้างได้จากการประสบพบกัน สร้างสถานการณ์เพื่อบันดาลโชคชะตา พลิกความบังเอิญให้แปลงร่างเป็นพรหมลิขิต ซึ่งทั้งหมดนั้นเป็นทฤษฎีที่ใช้ไม่ได้กับคนชื่อบุริศร์ เพราะชีวิตเขาดีพร้อมเพียงพอแล้วโดยไม่ต้องมีเธอ

 

 

 

ก่อนจะเลือกวิธีโทรศัพท์โทรศัพท์หาบุริศร์ ปรีชญาณ์พยายามพาตัวเองไปโคจรรอบเขาทุกทาง ทั้งดักรอหน้าร้านกาแฟที่เขาแวะซื้อเป็นประจำ ทั้งยืนรอกดลิฟต์ให้ และเคยเดินชนเขาถึงสองครั้ง ซึ่งผลลัพธ์ของทุกวิธีการคล้ายคลึงกัน นั่นคือบุริศร์จำเธอไม่ได้ หรือจะเรียกว่าเขาไม่ใส่ใจเธอเลยมากกว่า สายตาของเขามองผ่านคล้ายเธอเป็นอากาศ ไม่มีวี่แววรับรู้ว่าเธอคือเด็กหญิงเปียที่เขาเคยให้ความเมตตา

กระทั่งปรีชญาณ์เคยแกล้งทำป้ายชื่อนักศึกษาฝึกงานร่วง บุริศร์ยังไม่อ่านชื่อเธอเสียด้วยซ้ำปรีชญาณ์หญิงสาวจึงคิดเอาเองว่าว่า ผู้ชายโลกส่วนตัวสูงอย่างบุริศร์ เธอควรเข้าหาผู้ชายโลกส่วนตัวสูงอย่างบุริศร์เขาด้วยโทรศัพท์โทรศัพท์และไม่บอกชื่อเสียงเรียงนามจะดีกว่า มั่นใจว่าหากได้พูดคุยแลกเปลี่ยนทัศนคติต่อกัน บุริศร์น่าจะเปิดใจให้เธอได้ไม่ยาก ซึ่งแรกๆ ก็คล้ายจะเป็นเช่นนั้น หากแต่เพราะเธอใจร้อน เร่งรัดทวงถามเขาบ่อยครั้ง บุริศร์จึงตัดรอนเธออย่างไร้เยื่อใย

ปรีชญาณ์ไม่เคยมีประสบการณ์ผิดหวัง ชีวิตของเธอพรั่งพร้อมไปทุกอย่างตามที่ต้องการ ฉะนั้น การปฏิเสธอย่างชัดเจนของบุริศร์จึงทำให้ปรีชญาณ์ตั้งทิฐิกับตนเองว่าเธอก็จะตัดเขาออกจากใจให้ได้เร็วที่สุดเช่นกัน แต่ก็คล้ายมีมือที่มองไม่เห็นคอยสะกิดสะเกา และหยิบยื่นข่าวคราวของเขามาให้รับรู้ไม่ได้ขาด

...

 

 

 

‘น้องเปรียวจำคุณบุริศร์ได้ไหม เขาถูกเสนอชื่อให้เป็นผู้ช่วยผู้อำนวยการฝ่ายเราด้วยนะ แต่เสียดายว่าคุณริศร์แกปฏิเสธ ส้มเลยหล่นลงบนหัวยายจีรวรรณ’

นั่นคือข้อความที่ปรีชญาณ์ได้ฟังจากรุ่นพี่ในแผนก หลังจากที่เธอฝึกงานเสร็จมากว่าครึ่งปี ปรีชญาณ์โทษว่าเป็นความมนุษยสัมพันธ์ดีของตัวเองที่ทำให้รุ่นพี่และเพื่อนในที่ฝึกงานมักโทร.โทร.มาหาและเล่าเรื่องราวต่างๆ นานาให้ฟัง หรือไม่ก็เป็นเพราะพวกเขาเหล่านั้นรับรู้ว่าเธอชอบบุริศร์ รู้กันทั้งบริษัท ยกเว้นเจ้าตัวคนเดียว

 

 

‘เดี๋ยวนี้บริษัทไม่เป็นระบบอย่างเคย ขนาดคนขยันและสู้งานอย่างคุณริศร์ยังยื่นใบลาออกแล้ว เห็นว่าได้งานใหม่ที่ใกล้บ้านมากกว่า นี่เราก็ว่าจะลองทนดูอีกสักเดือนละ ถ้าไม่ดีขึ้นก็อาจจะตามไปขอทำงานกับคุณริศร์’

หลายครั้งเหมือนกันที่ปรีชญาณ์คิดว่าปัญหาอยู่ที่บุริศร์มากกว่า มาดเคร่งขรึมจริงจังของเขาทำให้สาวๆ ในบริษัทตามติดเรื่องราวของเขาราวกับเป็นติ่งดารา ในความโชคร้ายที่ต้องรับฟังเรื่องของคนที่เราอยากตัดขาดออกจากชีวิต ปรีชญาณ์ค้นพบ‘โชคดี’ที่แฝงมาในทุกข่าวนั่นคือไม่มีแหล่งข่าวคนไหนระบุว่าเขาคบหากับผู้หญิง ไม่เช่นนั้นเธอคงรู้สึกแย่กว่านี้

รู้สึกแย่...เพราะจนถึงทุกวันนี้หัวใจของปรีชญาณ์ก็ยังปักหลักอยู่ที่‘ผู้ชายนิสัยดี...ที่ไม่รักเธอ’

 

 

 

“อาธัชเขารับปากจะดูแลหนูเป็นอย่างดีนะ ฉลามน้อย”

ปรีชญาณ์ชะงักไปนิดเมื่อได้ยินบิดาพูดอย่างนั้น ก่อนจะแสร้งหัวเราะเบาๆ แล้วแก้ว่า “คุณป๋าขา ลูกสาวคุณป๋าอายุยี่สิบหกแล้วนะคะ ไม่ใช่ห้าขวบ คุณป๋าไม่จำเป็นต้องจูงหนูไปฝากไว้กับเพื่อนตอนตัวเองไม่อยู่บ้านหรอกค่ะ หนูดูแลตัวเองได้”

เสียงถอนหายใจออกยาวของคนเป็นพ่อดังขึ้น ซึ่งมันทำให้ปรีชญาณ์อยากจะถอนหายใจเช่นกัน เธอรู้และเข้าใจคำถามของท่าน เหมือนกับที่ท่านเองก็รู้และเข้าใจการบ่ายเบี่ยงของเธอเช่นกัน แต่เหตุใดเธอกับท่านยังต้องเถียงกันเรื่องเดิมก็ไม่รู้

“ฉลามน้อยเอ๊ย...พ่อเข้าใจว่าเราคุยเรื่องนี้กันมาแล้วหลายครั้ง แต่พ่อก็อยากให้ฉลามน้อยเข้าใจพ่อบ้าง คนเป็นพ่อย่อมต้องการฝากลูกสาวไว้ในมือคนที่ไว้ใจได้ และอาธัชก็คือคนคนนั้น”

 

อัปต่อค่า

 

 

เวลาดูละครที่มีพล๊อตพลอตเรื่องคลุมถุงชนหรือมีความจำเป็นต้องบีบบังคับให้นางเอกต้องแต่งงานกับพระเอกที่หล่อรวย โปรโพรไฟล์เริ่ด เปรียวหรือปรีชญาน์มักจะพูดเล่นกับเพื่อนว่า ‘เมื่อไหร่พ่อฉันจะจับฉันคลุมถุงชนอย่างในทีวีบ้างนะ’ ตอนพูดก็ขำดีและรู้สึกว่าเรื่องแบบนี้มีได้แต่ในจอสี่เหลี่ยม แต่เมื่อชีวิตจริงเริ่มคล้ายละคร พ่อของเธอต้องการรักษาเสถียรภาพของบริษัทด้วยการแต่งงานของเธอกับผู้ร่วมหุ้นรายใหญ่ ปรีชญาณ์ก็เข้าใจหัวอกของนางเอกขึ้นมาทันที 

แน่นอน...คู่หมายของเธอหล่อและรวยราวกับลอกโขลกมาจากนิยาย แต่ที่ไม่เป๊ะและไม่ใช่สเปกอย่างแรงคือหนึ่ง คู่หมั้นของเธอมีอายุสามสิบแปด เขาแก่กว่าเธอสิบสามปี และในอดีตเธอก็ยกมือไหว้เขาพร้อมกับเรียกว่า ‘อาธัช’ อาธัชในวันวานหรือคุณมนต์ธัชในวันนี้เป็นผู้ร่วมหุ้นรายใหญ่ของบริษัท ที่ทำอย่างไรปรีชญาณ์ก็ไม่รู้สึกว่าเขาเป็น ‘ผู้ชาย’ คนหนึ่ง เธอรู้สึกเคารพและเกรงใจเขาเหมือนญาติผู้ใหญ่เสียมากกว่า แล้วใครกันจะอยากได้คนที่ตัวเองเคารพเหมือนอามาเป็นสามี เฮ้อ!!!

     

 

     สอง แม้บุคลิกของปรีชญาณ์จะเป็นคนแคล่วคล่องว่องไว กะล่อนไหลราวกับปรอท แต่ปรีชญาณ์ไม่ชอบเสี่ยงภัยและหวาดกลัวอันตรายในทุกรูปแบบ ซึ่งหากเธอต้องแต่งงานกับผู้ชายที่ได้ชื่อว่าเป็น ‘ผู้มีอิทธิพล’ มีศัตรูทั้งคนในและนอกตระกูล ปรีชญาณ์คงประสาทเสียแน่ๆ

     สาม ‘อาธัช’ ไม่ได้รักเธอ และเธอก็มั่นใจว่าเขาไม่เคยรักใคร ข่าวคาวโลกีย์ของเขาดังกระฉ่อน บางคนถึงกับว่ามนต์ธัชยุ่งกับผู้หญิงสวยทุกคนที่เข้าใกล้ และยังเลี้ยงนางเล็กๆ น้อยๆ ไว้ในบ้านราวกับฮาเร็ม ซึ่งปรีชญาณ์มีความเชื่อว่าโรคเจ้าชู้รักษาไม่หาย มีแต่จะอาการหนักขึ้นเรื่อยๆ ยากจะเยียวยา

     สี่ เธอไม่ได้รัก ‘อาธัช’ ซึ่งเป็นเหตุผลสำคัญที่ปรีชญาณ์ตัดสินใจได้เด็ดขาดว่าเธอไม่สามารถอาจแต่งงานกับมนต์ธัชได้ แรกนั้นปรีชญาณ์ก็ยังก้ำกึ่ง ลังเลไปตามคำสอนของบิดาที่ว่า ‘อยู่ด้วยกันก็รักกันไปเอง’ หลอกตัวเองว่าเจอกันบ่อยๆ สนิทสนมกันมากขึ้นก็คงรักเขาได้ แต่ยิ่งนานวันเท่าไรเงาของบุริศร์ที่อยู่ในใจก็ยิ่งกระจ่างชัด ทั้งที่เขาควรเป็นเพียงอดีต เป็นเพียงสายลมพัดผ่าน แต่ปรีชญาณ์ก็ไม่สามารถอาจลบลืมเขาได้ และทุกครั้งที่บอกใจให้ลืม เธอกลับยิ่งโหยหา ยิ่งอยากพบ อยากเจอ อยากลองพยายามอีกสักครั้ง เมื่อนำเหตุผลทั้งหมดทั้งมวลมารวมกัน ปรีชญาณ์จึงตัดสินใจว่าเธอจะไม่แต่งงาน

 

 

 

“แล้วถ้าหนูมีคนที่รักอยู่แล้วล่ะคะ”

นายปริญญาหรี่ตามองหน้าลูกสาว “คนไหนล่ะ คู่รักของหนู ไอ้หนุ่มวิศวะทำงานอยู่กลางทะเล ที่พอขึ้นบกได้ก็วิ่งลงอ่าง หรือว่าไอ้หนุ่มชื่อเจษ ที่ทำงานอดิเรกเป็นตำรวจ งานประจำเป็นโจร อ้อ... ไม่ต้องเอาไอ้ว่าที่ดอกเตอร์เพื่อนเรามาอวดอ้างนะ พ่อจำได้ว่ามันเคยแต่งตัวเป็นผู้หญิง”

คำพูดรู้ทันดักคอของบิดาทำให้ปรีชญาณ์กัดริมฝีปาก ขัดเคืองใจที่ท่านรู้ทัน แต่เรื่องจะให้เธอจนมุมนั้นอย่าหวัง ดื้อกว่าคุณป๋าก็เธอนี่ละ “ไม่ใช่ทั้งหมดนั่นแหละค่ะ คนที่หนูรัก อาจไม่หล่อ ไม่รวย แต่เขาก็เป็นคนดีมาก อย่างน้อยๆ เขาก็ไม่ได้มีเมียเป็นเต็มบ้านอย่างอาธัช”

 

 

เพราะปรีชญาณ์ตลบท้ายด้วยการยกเอามนต์ธัชมาเปรียบเทียบ นายปริญญาจึงไม่ได้สนใจประโยคก่อนหน้า คิดแต่ว่าจะต้องแก้ตัวแทนว่าที่ลูกเขยเท่านั้น “เอ ฉลามน้อยนี่ พูดวนแต่เรื่องนี้ ก็เราคุยกันแล้วว่า อาธัชเขาไม่ได้เป็นอย่างนั้นแล้ว ถ้าป๊าไม่มั่นใจในตัวเขา ป๊าไม่ส่งหนูไปอยู่กับเขาหรอก”

ปรีชญาณ์ไม่เชื่อคำพูดของบิดาสักนิด เธอเพิ่งได้ข่าวจากเพื่อนที่เป็นญาติห่างๆ ของมนต์ธัชเล่าว่า มนต์ธัชตบตีเมียที่มีชู้เสียจนฝ่ายนั้นหนีไป ก่อนที่ตัวเองจะรับวิบากกรรมบ้าง เพราะคนขับรถหลับในพารถตกเขา จนเขาบาดเจ็บสาหัสถึงกับต้องส่งตัวไปผ่าตัดต่างประเทศ ที่ว่านิสัยดีขึ้น คงเพราะเสียโฉมกับเดินเหินไม่คล่องเลยไม่มีผู้หญิงคนไหนสนใจมากกว่า พอหายดีแล้วก็คงไม่พ้นกลับไปเจ้าชู้อีก แต่ถึงจะไม่มีเมียเพิ่ม อีตามนต์ธัชก็มีเมียดั้งเดิมที่สะสมไว้เสียเต็มบ้าน เห็นว่าอยู่ร่วมกันเป็นครอบครัวใหญ่ แค่จินตนาการก็เพลียใจแล้ว

 

 

>>>> มีคนเคยบอกว่า ไม่ต้องถามหา Comment เพราะถ้าอ่านแล้วชอบ อ่านแล้วใช่ คนก็จะแสดงความคิดเห็นเองนั่นละ ^___^

 

 

 

 

 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 20 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

125 ความคิดเห็น